เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 เคยเห็นเมืองหยานเจียวตอนเช้ามืดหรือไม่

บทที่ 29 เคยเห็นเมืองหยานเจียวตอนเช้ามืดหรือไม่

บทที่ 29 เคยเห็นเมืองหยานเจียวตอนเช้ามืดหรือไม่


ค่ำคืนนี้ หลินเป่ยกำลังเพลิดเพลินกับความฝันของเขา

ในความฝันเขาพบว่าตัวเองกลับไปที่ศาลาจันทร์รุ้งอีกครั้ง หญิงสาวที่อ่อนโยนและน่ารักล้อมรอบเขาบนเตียงอย่างระมัดระวัง พวกเธอเริ่มถอดเสื้อผ้าของเขาทีละชิ้นจนกระทั่ง.. เธอขึ้นงบนเขาและ...

..ตบหน้าเขา!!

เสียงตบที่แหลมคมดังเป็นชุด

เพี้ยะ เพี้ยะ เพี้ยะ เพี้ยะ!!

"เกิดอะไรขึ้น" หลินเป่ยดิ้นรนและตะโกนจนเขาลืมตาตื่นขึ้น

จนกระทั่งในตอนนี้เขาก็ตระหนักได้ว่ามันไม่ใช่แค่ความฝัน มีบางอย่างกำลังตีเขาจริงๆ

ด้านหน้าของหลินเป้ยมีกระดาษสีทองแผ่นหนึ่งอยู่ ดูบางมาก อย่างไรก็ตาม มันโจมตีด้วยพลังที่แข็งแกร่งอย่างไม่คาดคิดจนทําให้หลินเป่ยเจ็บระบบบนใบหน้า

"อะไรกัน" หลินเป่ยกล่าวอย่างงุนงงก่อนที่จะคว้ากระดาษสีทองไว้แน่น เขาสังเกตเห็นแสงอ่อนๆ และชื่อหวัดๆ คดเคี้ยว “หลินเป่ย”

"มีอะไรหรือ" ชูเหลียงที่ถูกปลุกให้ตื่นผลักประตูเข้ามา และเมื่อเห็นกระดาษสีทองเขาก็อุทานทันที "นี่มิใช่ของวิเศษของซ่งชิงอี้หรอกหรือ"

หลินเป่ยเองก็นึกขึ้นได้ว่าเห็นซ่งชิงอี้ใช้สิ่งนี้กับตาตัวเองเมื่อคืนก่อน

เขาลุกขึ้นนั่งอย่างงงงวยและถามว่า “เหตุใดท่านซ่งต้องส่งนี้มาให้ข้า..”

ชูเหลียงจ้องมองหลินเป้ย ทั้งสองอุทานในเวลาเดียวกันและตาสว่าง

"เธออยู่ในอันตราย!"

"เธอแอบรักข้า!"

"..."

ทั้งสองยืนสงบนิ่งไว้อาลัยสักครู่

"ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเธอตกอยู่ในอันตราย..." หลินเป่ยเอ่ยถาม

ชูเหลียงกล่าวว่า "ลองคิดดู สิ่งวิเศษชิ้นนี้มอบให้เธอโดยหอขุนนาง มันมีไว้เพื่อป้องกันตัว มันไม่สามารถออกมาจากเจ้าของได้ง่ายเพียงนี้ นี่ต้องแสดงให้เห็นว่าเธอเจออันตรายอะไรบ้างและไม่สามารถหลบหนีได้ เธอจึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือด้วยวิธีนี้ ผู้บ่มเพาะที่เธอรู้จักในเมืองหยานเจียวมีเพียงเราสองคนเท่านั้น ดังนั้นเธอจึงใช้มันมาหาเรา"

หลินเป้ยโต้กลับ “แม้ว่าเธอจะตกอยู่ในอันตราย เหตุใดเธอจึงเขียนชื่อข้า บางทีเธออาจจะ..”

ชูเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เป็นเพราะ... ชื่อด้วยพู่กันท่านมันสั้นกว่าข้ามิใช่หรือ"

..หลินเป่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วและไม่พัวพันกับเรื่องนี้อีกต่อไป "แล้วตอนนี้พวกเราควรทําอย่างไรดี"

ชูเหลียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า "แม้ว่าเธอจะเป็นผู้ฝึกตนจากหอขุนนางและมีของดีอยู่กับตัวหลายอย่าง แต่กลับมิสามารถหลบหนีได้ ข้าเชื่อว่าคนที่เล่นงานเธอได้ต้องมิใช่ธรรมดาแน่ อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในระดับการบ่มเพาะที่สี่ขึ้นไป.. ข้าขอแนะนําให้เราแยกกัน ท่านกลับไปที่ฉูซานเพื่อขอกําลังเสริม ข้าจะไปหาซ่งชิงอี้เพื่อตัดสินสถานการณ์"

หลินเป่ยขมวดคิ้ว "ท่านจะไปคนเดียวหรือ แต่ตามที่ท่านบอก หากศัตรูเก่งกาจถึงเพียงนั้น ท่านจะอยู่คนเดียวมีประโยชน์อันใด"

ชูเหลียงกล่าวว่า "ข้าเพียงอยากตรวจสอบดูก่อน หากมีเรื่องเร่งด่วน อย่างน้อยข้าก็สามารถถ่วงเวลาได้ ท่านรีบกลับไปที่ฉูซาน ไปหาอาจารย์ของข้าที่ยอดเขาหยินเจี้ยน ในบรรดาผู้อาวุโสของนิกายฉูซาน นางอาจจะยุ่งน้อยที่สุด ถ้าท่านไปหาคนอื่นมันอาจจะล่าช้าและเสียเวลาอันมีค่าไปของเราไป อย่าว่าแต่เรื่องยุ่งเลย ข้าเดาว่าตอนนี้นางยังไม่ตื่นเสียด้วยซ้ำ"

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อและศรัทธา

หลินเป่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตระหนักว่าถ้าคนหนึ่งกลับไปที่ฉูซานและอีกคนต้องไปตามหาซ่งชิงอี้ คนที่ไปตามหาเธอนั้นต้องอันตรายมากแน่ๆ

เขาจึงแนะนําว่า “ในเมื่อเราจะขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ของท่าน เหตุใดท่านไม่กลับไปเพื่อขอกําลังเสริมด้วยตัวเอง ข้าจะไปประเมินสถานการณ์เอง”

ชูเหลี่ยงส่ายศีรษะแล้วพูดว่า "ขอบเขตการบ่มเพาะของข้าสูงกว่าท่าน ข้าไปจะดีกว่า"

"หือ" หลินเป่ยไม่เข้าใจ "เราทุกคนอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการตระหนักรู้ทางวิญญาณมิใช่หรือ ท่าน.."

ชูเหลียงก็ไม่ได้พูดอะไรมากและปล่อยพลังออกมา

"ท่านมาถึงระยะกลางของการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณแล้วหรือ" หลินเป่ยประหลาดใจมาก

เมื่อเขารู้จักชูเหลียงครั้งแรก ชูเหลียงเพิ่งเข้าสู่ขั้นเริ่มต้นของการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณเพียงเท่านั้น ในเวลานั้น ระดับการฝึกฝนของหลินเป่ยสูงกว่าชูเหลียงเสียด้วยซ้ำ

แต่เพียงไม่กี่วัน ชูเหลียงกลับระยะกลางได้แล้วงั้นหรือ

ถ้าชูเหลียงอยู่อย่างสันโดษเพื่อฝึกฝนมันก็สมเหตุสมผล แต่วันที่พวกเขาอยู่ด้วยกันทํางาน กิน นอน และเรียนในเวลาเดียวกัน เขาจะหาเวลาฝึกฝนมันได้อย่างไร

ชูเหลียงไม่สามารถเปิดเผยได้อย่างแน่นอนว่าเขามีหุ่นหัวโตและบ่มเพาะอย่างหนักตลอดเวลา การบ่มเพาะหนึ่งวันเทียบเท่ากับการบ่มเพาะหลายวัน และนั่นคือเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงมาถึงระยะกลางของการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณได้เมื่อคืนก่อน

จากนั้นชูเหลียงจึงถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ท่านเคยเห็นเมืองหยานเจียวตอนเช้ามืดหรือไม่ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเช่นนี้”

“อืมม” หลินเป่ยครุ่นคิด เขาปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขามิได้คุ้นชินทางในเมืองหยานเจียวมากนัก การปล่อยให้ชูเหลียงไปดูเหมือจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงมิได้เลย

"เอาล่ะ พวกเรารีบออกเดินทางกันเถอะ" ชูเหลียงโบกมือและเร่งรัดให้พวกเขาออกไปทันที

...

ในกระท่อมที่มีแสงสลัวนอกเมืองหยานเจียว ซ่งชิงอี้ยืนอยู่ที่มุมห้อง ดวงตาที่สวยงามของเธอเต็มไปด้วยความกลัวและความสิ้นหวัง แต่เธอก็ไม่สามารถพูดอะไรได้

ชายในชุดคลุมสีดํายืนอยู่กลางห้องและวาดบางสิ่งบางอย่างด้วยหมึกผสมโทนสีเลือดแล้วจุดเทียนสีดําทีละเล่ม

ใกล้ประตูพบไก่ดำนอนตายอยู่หลายตัว สภาพร่างของมันมีเลือดสดๆ ไหลออกมา

"ฮ่าๆ ข้าไม่รีบร้อน" ชายในชุดคลุมสีดําหัวเราะคิกคักพลางวาดรูปต่อ

"การจับวิญญาณระดับการตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณนั้นหายากทีเดียว หากข้าสามารถจับจิตวิญญาณของเจ้าและผูกมันไว้ในคัมภีร์วิญญาณของข้า มันก็จะชดเชยการสูญเสียของผีย้อมหนังของข้าได้.. ไม่สิข้าควรจะบอกว่ามันเป็นกำไรที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว”

"หากข้าใช้วิธีที่โหดร้ายกว่านี้ ฆ่าเจ้าก่อน แล้วดึงวิญญาณออกมา ข้าจะเก็บพลังวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าไว้ได้กึ่งหนึ่ง”

"แต่หากข้าอดทนอีกเสียหน่อย เตรียมหยินและหยางให้พร้อมสําหรับการชิงวิญญาณ ข้าก็จะสามารถขังวิญญาณของเจ้าไว้ในคัมภีร์วิญญาณและรักษาพลังศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของเจ้าไว้ได้ ฮ่าๆๆ "

ลมหายใจของซงชิงอี้เกือบจะหยุดแล้ว

เธอรู้ว่าคัมภีร์วิญญาณเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ร้ายกาจที่สุดของพวกสำนักกษัตริย์มืดซึ่งใช้เพื่อปล้นจิตวิญญาณของคนเป็น โดยเฉพาะเพื่อเพิ่มความสามารถในการบ่มเพาะของผู้ใช้ ทุกครั้งที่จับวิญญาณได้ คัมภีร์วิญญาณจะได้รับหน้าเพิ่มอีกหนึ่งหน้า และการบ่มเพาะของเจ้าของมันก็จะดีขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามวิญญาณที่ถูกจับไปโดยวิธีการนี้ไม่สามารถเข้าสู่วงจรเวียนว่ายตายเกิดได้ พวกเขาจะต้องติดอยู่ในโลกและอดทนต่อความเจ็บปวดไม่รู้จบ

"อีกอย่างเจ้าเป็นพวกขงจื๊อ ข้าไม่เคยเจอใครเหมือนเจ้ามาก่อน..” ชายชุดดำกล่าว

"พวกเขาบอกว่าผู้ฝึกฝนลัทธิขงจื๊อมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์และโปร่งใสที่สุด พวกเขาสามารถเดินไปมาในเวลากลางวันหลังจากกลายเป็นผีได้”

"ด้วยความงามของเจ้า ข้าสามารถสร้างเจ้าให้เป็นผู้ล่อลวงที่มีเสน่ห์.. ไม่สิ เจ้าเปล่งประกายความสง่างามถึงเพียงนี้ ดังนั้นเจ้าสามารถเป็นผีในภาพวาด คาดเดาไม่ได้ ยากที่จะป้องกัน หรือ..."

"ไม่... ไม่ ขอร้องล่ะ..." ซ่งชิงอี้ดิ้นรนพูดและพยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนี

อย่างไรก็ตาม เมื่อหมุดนั้นได้แทงทะลุจิตวิญญาณเธอ เธอสามารถรวบรวมแรงพอที่จะกระตุกนิ้วได้เพียงนิ้วเดียวเท่านนั้น เธอจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของปีศาจร้ายนี่ไปได้อย่างไร

เธอมองออกไปข้างนอกอย่างสิ้นหวัง การดิ้นรนครั้งสุดท้ายของเธอคือการใช้กระดาษสีทองเพื่อส่งข้อความ อย่างไรก็ตาม เธอไม่แน่ใจว่าศิษย์ทั้งสองคนของฉูซานจะเข้าใจเจตนาของเธอได้หรือไม่ หรือถ้าพวกเขาเข้าใจ แล้วพวกเขาจะช่วยเหลือเธอได้อย่างไร”

แต่ตอนนี้ ความมืดที่น่ากลัวได้ปกคลุมเธออย่างสมบูรณ์

"ผูกมัดในร่างมนุษย์ อยู่ในนรกตลอดกาล..."

ชายชุดดำยกมือขึ้นดีดนิ้วเบาๆ เขาจุดเทียนดำเล่มสุดท้าย

เมื่อการเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ เขาค่อยๆ เริ่มเปิดหนังสือสีดําเล่มหนึ่ง

"ที่รักของข้า โอบกอดชีวิตใหม่ของเจ้าเสียเถิด.." ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจที่แปลกประหลาดและยิ้มอย่างบ้าคลั่ง "ฮ่าๆๆๆๆ ..."

จบบทที่ บทที่ 29 เคยเห็นเมืองหยานเจียวตอนเช้ามืดหรือไม่

คัดลอกลิงก์แล้ว