- หน้าแรก
- ทาสแห่งเงา
- ทาสแห่งเงา บทที่ 2540 สภาพอากาศเลวร้าย
ทาสแห่งเงา บทที่ 2540 สภาพอากาศเลวร้าย
ทาสแห่งเงา บทที่ 2540 สภาพอากาศเลวร้าย
ในไม่ช้า ซันนี่และพวกพ้องก็ลงมาถึงพื้นของห้องบัลลังก์ มอร์เดรทก้าวลงจากบันไดหินที่นำไปสู่ระเบียงชั้นบนเช่นกัน พลางเช็ดเลือดออกจากมือของตน
พวกเขาพบกันที่ใต้บัลลังก์แห่งมิราจ ซึ่งเซนต์ยังคงยืนนิ่งสงบพลางดูดซับหนวดหมอกสีขาวที่ทอดยาวจากกองศพที่เกลื่อนกราดบนพื้นเข้าหาตัวเธอ
ชุดสูทสีเขียวเข้มสุดหรูของมอร์เดรทดูสภาพไม่ต่างจากเสื้อกันฝนขาดวิ่นที่มอร์เดรทอีกคนสวมอยู่เท่าไหร่นัก นั่นยิ่งทำให้พวกเขาดูคล้ายกันมากขึ้นไปอีก ทว่าซันนี่ไม่มีเวลามานั่งไตร่ตรองว่าพวกเขาสามารถทำให้ตัวเองดูแตกต่างกันอย่างชัดเจนทั้งที่เป็นคนคนเดียวกันเป๊ะได้อย่างไร
เขาขมวดคิ้ว เมื่อสังเกตเห็นว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับเซนต์
ยิ่งความว่างเปล่าไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอมากขึ้นเท่าไหร่ สีหน้าที่ไร้อารมณ์ของเธอก็ดูเหมือนจะปรากฏความตึงเครียดขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าเธอกำลังต่อสู้กับบางสิ่ง ในจุดหนึ่งเธอถึงกับทำหน้าเหยเกและขบฟันแน่น ปรากฏรอยย่นจางๆ ขึ้นที่หว่างคิ้ว
ดูเหมือนเธอไม่ได้บาดเจ็บหรือตกอยู่ในความเจ็บปวด ดังนั้น...
‘ฉันคิดว่าฉันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น’
ซันนี่ไม่มีหลักฐานมายืนยันข้อสงสัยของเขาแน่ชัด แต่เขารู้สึกได้ว่าเซนต์... กำลังเข้าใกล้การวิวัฒนาการ หรือบางทีอาจถึงขั้นจงใจกดข่มมันไว้แต่แรก ก่อนหน้านี้เธอเคยได้รับชิ้นส่วนเงาจากการกัดกินเมมโมรี่ทว่าหลังจากที่เขาสูญเสียการเชื่อมต่อกับมนตร์ไป หนทางแห่งการเติบโตนั้นก็หายไป เธอเพิ่งจะได้รับเศษเสี้ยวมาเพียงครั้งเดียวตั้งแต่วันนั้น... หลังจากสังหารหนึ่งในร่างสะท้อนของมอร์เดรท อย่างน้อยซันนี่ก็คิดว่าเธอได้มันมา
การปลิดชีพอาเธอร์ตนอื่นๆ ในนครภาพลวงตาคงจะทำให้เธอไปถึงขีดจำกัดในที่สุด และยามนี้เธอกำลังจะเลื่อนระดับชั้นหรือคลาสใหม่ เพียงแต่เซนต์กำลังต่อต้านการวิวัฒนาการนั้นไว้ เพราะไม่เต็มใจที่จะละทิ้งซันนี่ไปในยามที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าเธอจะทำไปโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลย
นี่คือข่าวดี ส่วนข่าวร้ายน่ะหรือ...
"เขาไม่ได้อยู่ที่นี่"
น้ำเสียงของมอร์แกนฟังดูวิตกกังวล
ไม่มีร่องรอยของมาดอคในห้องบัลลังก์จริงๆ เขาไม่ได้จบชีวิตลงที่นี่ ศพของเหล่าทหารรับจ้างยังไม่สลายกลายเป็นหมอกสีขาวไปทั้งหมด และร่างของเขาก็ไม่ได้อยู่ในหมู่พวกนั้นด้วย
ซันนี่ขมวดคิ้ว
"พวกเราจัดการสมุนของเขาส่วนใหญ่ไปแล้ว หรืออาจจะทั้งหมดด้วยซ้ำ แล้วเขาไปอยู่ที่ไหน? หรือว่าเขาหนีลึกเข้าไปในตัวปราสาท?"
จะมีประโยชน์อะไรที่บีบให้พวกทหารรับจ้างปักหลักสู้ตายอยู่ที่นี่ หากตัวมาดอคเองไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของพวกมัน?
ปราสาทภาพลวงตานั้นกว้างใหญ่เกินไป การจะค้นหาทุกซอกทุกมุมต้องใช้เวลามาก เวลาที่พวกเราอาจจะไม่มี ทั้งเพราะปฏิกิริยาที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ดูแลปราสาทเนื่องจากการที่เซนต์แหกกฎของนครภาพลวงตา และเพราะมาดอคอาจจะเล็ดลอดหนีไปได้ในขณะที่พวกเรามัวแต่ค้นหา
“เขาจะไปที่ไหนได้? มีไอเดียอะไรไหม?”
เอฟฟี่ไหวไหล่ มอร์แกนขมวดคิ้วและส่ายหน้า มอร์เดรทเกาปลายจมูกตัวเอง
“อา ผมต้องยอมรับว่าผมเองก็ไม่แน่ใจนัก”
ในตอนนั้นเอง มอร์เดรทอีกคนก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล
"จริงๆ แล้ว ผมอาจจะมีไอเดียนะ"
พวกเขาทุกคนปรายตามองไปทางเขา ทำให้เขาต้องกระแอมไอออกมาสองสามครั้ง
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ชี้ไปยังกำแพงห้องบัลลังก์ฝั่งตรงข้ามกับประตูใหญ่
"ผมมีส่วนร่วมในโครงการพิพิธภัณฑ์ภาพลวงตาด้วยตัวเอง ดังนั้นผมจึงค่อนข้างคุ้นเคยกับผังที่นี่ ประตูเล็กบานนั้นนำไปสู่บันไดวน และบันไดนั้นทอดขึ้นไปจนถึงยอดหอคอยที่สูงที่สุดของปราสาท พวกเราเคยอยากจะสร้างจุดชมวิวที่นั่น เพื่อให้ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของเมืองจากฟากฝั่งทะเลสาบ"
ซันนี่เลิกคิ้วขึ้น
“แล้วไง? ทำไมมาดอคถึงต้องหนีขึ้นไปบนดาดฟ้าหอคอยนั่นด้วยล่ะ? เขาหนีจากที่นั่นไม่ได้เสียหน่อย และฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเขาคงไม่คิดจะกระโดดลงมาหรอกนะ”
มอร์เดรทอีกคนถอนหายใจ
“ที่น่าเศร้าคือ สุดท้ายโครงการจุดชมวิวก็ต้องถูกยกเลิกไป เพราะหอคอยนั่นสูงมากจริงๆ และพวกเราก็หาทางติดตั้งลิฟต์โดยไม่ทำลายการตกแต่งภายในอันเก่าแก่ของปราสาทไม่ได้ ดังนั้น... พวกเราเลยสร้าง 'ลานจอดเฮลิคอปเตอร์' ไว้บนดาดฟ้าแทน”
ซันนี่กะพริบตาปริบๆ
“เข้าใจแล้วล่ะ แต่ฉันอดถามไม่ได้จริงๆ ว่า...”
เขาเลิกคิ้วขึ้น
“ไอ้ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ที่ว่านั่นมันบ้าอะไรวะ?”
มอร์เดรทอีกคนดูจะสับสนเล็กน้อยกับคำถามนั้น
“เอ่อ... มันคือพื้นที่สำหรับจอดเฮลิคอปเตอร์น่ะครับ”
ซันนี่ทำหน้าตายใส่เขา
“แล้วไอ้เฮลิคอปเตอร์ที่ว่านี่มันคืออะไรกันอีกล่ะ?”
คราวนี้นมอร์เดรทอีกคนดูทั้งสับสนและเขินอายไปพร้อมๆ กัน
"โอ้ เฮลิคอปเตอร์คือยานพาหนะประเภทบินได้น่ะครับ ผู้คนใช้มันเพื่อเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล หรือแค่เพื่อประหยัดเวลา... มันสะดวกดีถ้ามีเตรียมพร้อมไว้สักลำสองลำ"
เขาเงยหน้าขึ้นมองพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
"สภาพอากาศแบบนี้ไม่เหมาะกับการบินเลยแม้แต่น้อย แต่มันก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะ"
ซันนี่ขมวดคิ้ว
‘ยานพาหนะบินได้งั้นเหรอ?’
ในโลกแห่งความเป็นจริงมีของพวกนั้นไม่มากนักด้วยเหตุผลหลายประการ และเหตุผลใหญ่ที่สุดคือความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตแห่งฝันร้ายที่มีปีกคือคำสั่งประหารสำหรับใครก็ตามที่โง่เขลาพอจะฝากชีวิตไว้กับโครงสร้างโลหะแสนบอบบาง
แม้แต่ยานพาหนะทางบกและทางน้ำยังยากที่จะปกป้องในโลกแห่งฝันร้าย และพวกนั้นยังสามารถอัดเกราะเข้าไปได้อย่างเกือบจะไร้ขีดจำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้โดยสารก็ไม่ต้องร่วงหล่นลงมาตายหากยานพาหนะได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องจริงที่ว่าสิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้าใกล้ห้วงอวกาศมากเกินไป ซันนี่ล่วงรู้ความจริงนั้นจากเจ็ทมานานแล้ว และในตอนนั้นทั้งคู่ต่างก็ไม่รู้เหตุผล ทว่าตอนนี้เขารู้แล้วว่ามันเป็นเพราะประตูฝันร้ายที่ซ่อนอยู่บนด้านมืดของดวงจันทร์ และสิ่งมีชีวิตที่เฝ้ารักษามันอยู่
ไม่ว่ากรณีใด ความคิดเรื่องยานพาหนะบินได้นั้นค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับซันนี่ เขาคุ้นเคยกับการเห็นเซนต์ มังกร และสัตว์ประหลาดสารพัดชนิดโบยบิน แต่ไม่ใช่เครื่องจักร ทว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในโลกที่แตกต่างจากโลกของเขาเอง
“เดี๋ยวนะ แกกำลังจะบอกว่า... มาดอคสามารถบินหนีไปได้เลยงั้นเหรอถ้าเขาขึ้นไปถึงลานจอดนั่น?”
มอร์เดรทอีกคนส่งยิ้มให้เขา
"มันเป็นแค่การคาดเดาน่ะครับ ส่วนตัวผมเองคงจะหลีกเลี่ยงการขึ้นเฮลิคอปเตอร์ท่ามกลางพายุฝนแบบนี้แน่นอน"
ซันนี่ไม่ได้ตอบกลับ เพราะเขากำลังวิ่งตรงไปยังประตูเล็กที่มอร์เดรทอีกคนชี้บอกทางไว้แล้ว
“เร็วเข้า บัดซบ!”
การปีนขึ้นไปสู่ยอดหอคอยอันยิ่งใหญ่ของปราสาทภาพลวงตาเป็นเรื่องที่ทรมานร่างกายอย่างยิ่ง ทว่าพวกเขาก็มาถึงได้ทันเวลา
เมื่อพุ่งตัวออกไปท่ามกลางสายฝน โดยมีผืนฟ้ามืดมิดอยู่เหนือศีรษะ ซันนี่เห็นโลกทั้งใบกลายเป็นสีขาวจากแสงวาบของสายฟ้า
และท่ามกลางแสงสีขาวนั้น ในที่สุดเขาก็ได้เห็นมาดอคเสียที