- หน้าแรก
- ครอบครัวระบบเทพ ช้อปปิ้งทะลุมิติ พลิกชะตาแผ่นดิน
- บทที่ 121 เที่ยวซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งวัน (3)
บทที่ 121 เที่ยวซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งวัน (3)
บทที่ 121 เที่ยวซูเปอร์มาร์เก็ตหนึ่งวัน (3)
สำหรับการจัดวางแผนผังของซูเปอร์มาร์เก็ตหัวตงเซิง อันที่จริงอาตงก็ไม่ได้เข้าใจทะลุปรุโปร่งมากนัก ทุกคนเดินตามหลังหลินชิ่งเซิ่งผู้เป็นผู้จัดการใหญ่ของสำนักงานใหญ่ ฟังเขาอธิบายอย่างฉะฉานถึงการจัดวางสินค้าต่างๆ และจำนวนสต็อกสินค้าคร่าวๆ พร้อมกับพยักหน้าเป็นระยะ
"สินค้าขายดีของหัวตงเซิงเราในตอนนี้ หลักๆ ยังคงเป็นหมวดอาหารและเครื่องดื่มครับ ส่วนพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอะไหล่เครื่องจักรต่างๆ เนื่องจากวงจรการใช้งานที่ยาวนาน ยอดขายในไตรมาสนี้เลยตกลงไปบ้าง" หลินชิ่งเซิ่งขยับแว่นตาให้เข้าที่ พลางเบี่ยงตัวหลบลูกค้าที่เข็นรถเข็นสวนมา
อาตงพยักหน้ารับ ยอดขายที่ตกลงมานี้ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมาย "ฉันตั้งใจว่าจะจัดโปรโมชันส่งเสริมการขายพวกผลไม้อบแห้งที่ส่งมาจากหัวเซี่ยสักหน่อย นายมีคำแนะนำดีๆ บ้างไหม"
หลินชิ่งเซิ่งตอบกลับโดยแทบไม่ต้องคิด "ขายพ่วงเลยครับ เอาสินค้าขายดีบางรายการมาจัดชุดขายพ่วงกับผลไม้อบแห้ง ค่อยๆ โปรโมตไป พอคนพื้นที่เริ่มคุ้นชินและยอมรับรสชาติของผลไม้อบแห้งแล้ว เราค่อยโหมโฆษณาครั้งใหญ่ทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุครับ"
วิธีนี้ก็ถือเป็นกลยุทธ์การขายที่เห็นได้ทั่วไป อาตงตบแขนหลินชิ่งเซิ่งเบาๆ "ถ้างั้นนายก็รีบไปรวบรวมข้อมูลมาว่าสินค้าตัวไหนเหมาะที่จะเอามาจัดชุดขายพ่วง และต้องตั้งราคาลดแลกแจกแถมให้เหมาะสมด้วย พอสินค้าผ่านศุลกากรเข้ามาแล้ว นายก็จัดซุ้มให้ชิมฟรีพร้อมทำแบบสอบถามที่หน้าประตูของแต่ละสาขา แล้วเอาผลตอบรับมารายงานฉันด้วยล่ะ"
"ได้ครับ!"
เฉินไจ้ซิงยืนฟังอยู่ข้างๆ มองดูสินค้าที่วางเรียงรายละลานตาในซูเปอร์มาร์เก็ต จู่ๆ เขาก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา จึงขยับเข้าไปกระซิบถามอาตง "อาตง แกคิดว่าถ้าเราเอารูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตของแกไปเปิดที่ประเทศเราบ้าง มันจะรุ่งไหมวะ"
อาตงฟังจบก็หัวเราะแล้วถามกลับ "พี่ห้า พี่รู้ไหมว่าการขนส่งสินค้าพวกนี้จำนวนมากๆ จากอเมริกาไปที่นั่น ต้นทุนมันจะพุ่งขึ้นไปกี่เท่า ลำพังแค่ภาษีนำเข้าก็ทำเอาพี่ถอดใจแล้วล่ะครับ"
อันที่จริงในตอนแรก อาตงก็เคยคิดที่จะนำโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตหัวตงเซิงในอเมริกาไปขยายสาขาที่แผ่นดินใหญ่เหมือนกัน แต่ในเวลานี้ การผลิตสินค้าในหัวเซี่ยยังไม่แพร่หลายครอบคลุมนัก หากต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ราคาของสินค้าก็คงจะแพงหูฉี่จนคนหัวเซี่ยทั่วไปไม่มีกำลังซื้อ อาตงเป็นนักธุรกิจ เรื่องที่ทำแล้วไม่ได้กำไร เขาย่อมไม่มีทางทำเด็ดขาด
เฉินไจ้ซิงเหมือนโดนสาดน้ำเย็นเข้าอย่างจัง เขายังอุตส่าห์วาดฝันว่าถ้าสามารถนำซูเปอร์มาร์เก็ตของอาตงไปเปิดที่แผ่นดินใหญ่ได้ คนในประเทศก็คงจะจับจ่ายใช้สอยกันได้สะดวกสบายขึ้นมาก
แต่ความเป็นจริงคือหัวเซี่ยยังไม่ได้ทำการปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ ลำพังแค่ระบบการซื้อสินค้าด้วยคูปอง ก็เป็นตัวถ่วงความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงแล้ว เฉินไจ้ซิงไม่ได้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอะไรนัก เขาเป็นเพียงชาวนาจากหมู่บ้านเหลียนจ้าย ที่แค่คิดง่ายๆ ว่าเห็นของต่างประเทศมันดี ก็อยากจะเอาไปทำที่ประเทศตัวเองบ้างแค่นั้นเอง
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังของเฉินไจ้ซิง อาตงไม่อยากทำลายความตั้งใจของเขา จึงพูดให้กำลังใจ "แต่ไอเดียของพี่ห้าก็เข้าท่ามากเลยนะครับ ความคิดที่จะไปเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตที่หัวเซี่ยเป็นเรื่องที่ถูกต้องเลย พี่ลองคิดต่อยอดจากไอเดียนี้ดูสิครับ ว่าในเรื่องของแหล่งจัดหาสินค้า พี่จะเริ่มต้นยังไง"
"แหล่งสินค้าเหรอ" เฉินไจ้ซิงครุ่นคิดอย่างหนัก เขาเป็นแค่ชาวนาจากหมู่บ้านเหลียนจ้าย มาถามเรื่องแหล่งสินค้า แล้วเขาจะไปตรัสรู้ได้ยังไงล่ะ
เฉินไจ้เซิ่งเห็นน้องชายเกาหัวแกรกๆ คิดไม่ออก ก็หัวเราะร่วน "เจ้าห้า สมัยก่อนตอนบอกให้แกตั้งใจเรียน แกก็ดันเถียงว่าจะไปเลี้ยงวัว เป็นไงล่ะ คราวนี้เห็นความสำคัญของการเรียนหรือยัง!"
เฉินไจ้ซิงเถียงกลับด้วยความไม่ยอมแพ้ "พี่รอง มันเกี่ยวอะไรกับการเรียนไม่เรียนเล่า สองเรื่องนี้มันคนละเรื่องกันเลยนะ!"
"ยังจะปากแข็งอีก ฉันถามแกหน่อยเถอะ หนังสือพิมพ์ในประเทศเราน่ะ แกเคยอ่านบ้างไหม?"
เฉินไจ้ซิงส่ายหน้า "ไม่เคยอ่าน ข่าวพวกนั้นมันจะไปเกี่ยวอะไรกับชาวนาต๊อกต๋อยอย่างฉันล่ะ"
"แล้วแกเคยได้ยินประโยคที่ว่า วิญญูชนซ่อนคมกริชไว้ในกาย รอคอยจังหวะเวลาเพื่อลงมือ ไหมล่ะ?"
"ไม่เคย!"
"ไอ้คนไร้การศึกษา!"
โชคดีนะที่คนที่ด่าคำนี้คือพี่รองเฉินไจ้เซิ่ง ไม่อย่างนั้นป่านนี้เฉินไจ้ซิงคงกระโดดเต้นเป็นเจ้าเข้าแล้ว "ถ้างั้นพี่รองก็ลองอธิบายมาสิ ว่าการซ่อนคมกริชนั่นมันมีประโยชน์ยังไง"
"ฉันถามแกหน่อย ถ้าแกอยากจะเลียนแบบซูเปอร์มาร์เก็ตของอาตง โรงงานอาหารในประเทศเราสามารถผลิตสินค้าส่งให้แกได้ไหม แล้วแกรู้จักนโยบายของรัฐบาลบ้างหรือเปล่า?"
"ไม่รู้!"
เฉินไจ้ซิงตอบกลับอย่างฉะฉานเต็มเสียง เฉินไจ้เซิ่งจึงถามต่อ "แกรู้ไหมว่าในเมืองถัวเฉิง ไม่สิ เอาแค่อำเภอหนานซานของเราก็พอ มีโรงงานอาหารอยู่กี่แห่ง และพวกเขาสามารถผลิตสินค้าอะไรให้แกได้บ้าง ข้อมูลพวกนี้สามารถหาอ่านได้จากหนังสือพิมพ์ทั้งนั้น แกรู้เรื่องพวกนี้ไหม?"
คราวนี้เฉินไจ้ซิงไม่ได้ตอบสวนกลับในทันที แต่กลับขมวดคิ้วครุ่นคิด หากเป็นไปตามที่พี่รองพูด การที่เขาจะเลียนแบบโมเดลซูเปอร์มาร์เก็ตของอาตงไปเปิดที่เมืองถัวเฉิงหรืออำเภอหนานซาน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว
"พี่รอง พี่ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยสิ" เฉินไจ้ซิงรีบเร่งเร้า พลางดึงแขนพี่รองให้ขยับเข้าไปใกล้อาตง
"ในเมืองถัวเฉิงของเรา เอาแค่อำเภอหนานซานก็มีทั้งโรงงานผลิตธัญพืชและน้ำมัน โรงงานแป้งสาลี และโรงงานขนมปังกรอบตั้งหลายแห่ง โรงงานพวกนี้ปกติก็ผลิตสินค้าตามโควตาที่รัฐบาลกำหนด เพื่อส่งให้สหกรณ์ร้านค้าและห้างสรรพสินค้า เครื่องจักรส่วนใหญ่ก็เก่าคร่ำครึ สินค้าที่ผลิตก็มีแต่แบบเดิมๆ ไม่กี่อย่าง"
"สาเหตุที่เป็นแบบนั้น ก็เพราะบ้านเรายังต้องใช้คูปองแลกซื้อสินค้าอยู่ไง พวกเขาเลยไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ถ้าซูเปอร์มาร์เก็ตของอาตงไปเปิดที่นั่นจริงๆ แล้วมีคำสั่งซื้อล็อตใหญ่เทไปให้ แกคิดว่าพวกเขาจะยอมลงทุนอัปเกรดเครื่องจักรและขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับออร์เดอร์มหาศาลของอาตงไหมล่ะ?"
"ทำสิ ต้องทำแน่นอน!"
เฉินไจ้ซิงถูมือไปมาพลางหัวเราะแหะๆ เขาหันไปถามอาตง "อาตง แกคิดว่าไงบ้าง"
"เรื่องนี้คงต้องรอให้กลับประเทศไปก่อน แล้วพี่ค่อยลองไปติดต่อสอบถามตามโรงงานของรัฐดู ถ้าพวกเขายินยอมส่งสินค้าให้ เราถึงจะมาวางแผนขั้นต่อไปได้ ตอนนี้เราต้องโฟกัสไปที่การสร้างโรงงานที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จเรียบร้อยก่อน อย่าเพิ่งได้หน้าลืมหลังเลยครับ"
อาตงรู้ทันความคิดของเฉินไจ้ซิงดี พี่ห้าคงเห็นพี่ใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากอาตงจนกำลังจะได้ดิบได้ดี ก็เลยเริ่มร้อนรน อยากจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ประสบความสำเร็จบ้าง
สำหรับความคิดเรื่องเปิดซูเปอร์มาร์เก็ตของเฉินไจ้ซิง อาตงก็มองว่ามีความเป็นไปได้อยู่ การทำซูเปอร์มาร์เก็ต ขอเพียงแก้ปัญหาเรื่องแหล่งจัดหาสินค้าได้ เรื่องอื่นๆ ก็จัดการได้ง่ายกว่ามาก ในช่วงเริ่มต้นของการปฏิรูปและเปิดประเทศของหัวเซี่ย ซึ่งเป็นเสมือนพายุแห่งโอกาส ต่อให้เป็นแค่หมูก็บินขึ้นฟ้าได้สบายๆ!
ไม่จำเป็นต้องมานั่งกังวลเรื่องฐานลูกค้าอะไรเลย ขนาดธุรกิจฟาสต์ฟู้ดระดับล่างในอเมริกาอย่างแมคโดนัลด์หรือสตาร์บัคส์ พอเข้าไปเปิดในหัวเซี่ย กลับพลิกโฉมกลายเป็นสินค้าแบรนด์เนมหรูหรา อาศัยแค่ป้ายยี่ห้อต่างชาติ ก็ดึงดูดคนให้มาต่อแถวรอยาวเหยียดจนล้นออกไปนอกร้านได้แล้ว
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ในยุคปฏิรูปและเปิดประเทศ คนหัวเซี่ยมีความกระหายและขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคมากแค่ไหน สินค้าลักลอบนำเข้าอย่างพวกโทรทัศน์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ต่อให้ราคาแพงเหยียบหลักพันหยวน ก็ยังมีคนพร้อมจะควักกระเป๋าจ่าย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโรงงานของรัฐที่ยังคงยึดติดอยู่กับระบบการผลิตตามโควตา
คลื่นการปลดพนักงานครั้งใหญ่ในหัวเซี่ยช่วงยุค 80 และ 90 ประกอบกับการหลั่งไหลเข้ามาแข่งขันของกลุ่มทุนต่างชาติจำนวนมหาศาล เปรียบเสมือนหมัดฮุกที่ชกเข้าใส่โรงงานของรัฐที่มีกำลังการผลิตต่ำและเครื่องจักรเก่าล้าสมัย จนล้มคว่ำจมหายไปในกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์
ผู้คนมากมายเมื่อหันกลับมามอง ก็พบว่าพออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน จู่ๆ ตัวเองก็ถูกเลิกจ้าง งานที่เคยเป็นเสมือนชามข้าวเหล็กก็อันตรธานหายไป โรงงานถูกปฏิรูปโครงสร้างใหม่ ซ้ำร้ายข้างนอกยังมีพวกคนหนุ่มสาวที่กำลังว่างงานรอเสียบตำแหน่งอยู่อีก หัวเซี่ยในยุค 80 และ 90 จึงเป็นทั้งยุคแห่งโอกาส และยุคแห่งความเจ็บปวดรวดร้าวของผู้คนมากมายเช่นกัน
"ก็แค่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่!"
"ก็แค่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่งั้นเหรอ! ลองให้แกมาเริ่มต้นใหม่ดูบ้างไหมล่ะ!"