เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 339 พายุฝนตั้งเค้า ลมกระหน่ำเต็มหอ

บทที่ 339 พายุฝนตั้งเค้า ลมกระหน่ำเต็มหอ

บทที่ 339 พายุฝนตั้งเค้า ลมกระหน่ำเต็มหอ


ท่ามกลางสายตาสีแดงก่ำนับไม่ถ้วน สายตาของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ได้ตกลงมาบนร่างของพวกหลี่เทียนมิ่ง

น้ำเสียงของเขาราบเรียบจนเกินกว่าปกติเล็กน้อย เอ่ยขึ้นประโยคหนึ่งว่า

"ศึกสงครามระหว่างดินแดนสิ้นสุดลงแล้ว แยกย้ายกันไปได้ ไม่ส่ง"

ประโยคนี้ช่างนุ่มนวล ราวกับว่าไม่มีความโกรธเกรี้ยวใดๆ เลย

นี่ทำให้เหล่าศิษย์ของวังเทพศักดิ์สิทธิ์รู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก แม้จะบอกว่ามีประโยคที่น่าคิดใคร่ครวญของอาณาจักรเทพโบราณประโยคนั้นอยู่ แต่กลับไม่ยอมพูดคำขู่ที่โหดเหี้ยมออกมาเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้พวกเขาจากไปเช่นนี้หรือ?

แต่ ทว่าคนที่คุ้นเคยกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ล้วนรู้ดีว่า ยิ่งช่วงเวลาที่เขาดูสงบนิ่งมากเท่าใด นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของพายุฝนฟ้าคะนองมากเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดที่โหดร้ายทั้งหมด จวินเนี่ยนซางก็ได้พูดไปจนแทบจะหมดแล้ว

วังเทพศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ปิดบังความปรารถนาที่จะรวบรวมแดนตงหวงให้เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์จะไม่พูดอะไรให้มากความอีก แต่ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า สิ่งที่เขาจะนำมาสู่สำนักตงหวงและสำนักหนานเทียนต่อไป จะต้องเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่โหดร้ายและป่าเถื่อนที่สุดอย่างแน่นอน

บางทีอาจจะเป็นอย่างที่จวินเนี่ยนซางกล่าวไว้ ทำให้ทั่วทั้งสำนักตงหวงมีศพกองพะเนินนับล้านคน เพื่อฝังไปพร้อมกับเยว่หลิงหลง

แม้สำนักตงหวงจะอ่อนแอ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็เคยเป็นการดำรงอยู่อันยิ่งใหญ่สูงตระหง่านที่ทำให้วังเทพศักดิ์สิทธิ์ต้องสั่นสะท้าน ในสายตาของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ มันมีความหมายที่แตกต่างออกไป

ดังนั้น ต่อให้สำนักหนานเทียนจะสามารถยอมจำนนได้ แต่ทว่าสำนักตงหวง ต้องถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก!

จะฆ่าเยว่หลิงหลงหรือไม่ ตราบใดที่สำนักตงหวงถูกตีแตก ย่อมต้องถูกทำลายล้างอย่างแน่นอน จะไม่เหลือรากฐานใดๆ ทิ้งไว้ เว้นเสียแต่ว่าศิษย์ของสำนักตงหวงจะหลบหนีไปโดยไม่ต่อสู้ และละทิ้งฐานะของตนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ในฐานะผู้ปกครองแดนตงหวงที่ได้รับการแต่งตั้งจากอาณาจักรเทพโบราณ ฐานะและตำแหน่งย่อมอยู่เหนือเว่ยเซิงเทียนหลานและคนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้อาวุโสสภาของสำนักหนานเทียนและสำนักตงหวง ในเวลานี้จึงต่างพากันกล่าวคำอำลาต่อจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ด้วยความเคารพ!

ท่ามกลางสายตาอันเย็นชาและไม่ยินยอมพร้อมใจของศิษย์วังเทพศักดิ์สิทธิ์สามแสนคน หวงฝู่เฟิงอวิ๋นได้ควบคุมกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น ส่วนคณะของสำนักหนานเทียน ก็ได้ขึ้นไปนั่งบน 'นกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์' ซึ่งเป็นสัตว์ประจำตัวของกู้ชิวอวี่ผู้อาวุโสสภาลำดับที่หนึ่ง

ปักษียักษ์สีขาวดุจหิมะทั้งสองตัวนี้ มีรูปร่างแทบจะสูสีกัน อีกทั้งยังดูสง่างามหลุดพ้นจากโลกโลกีย์ทั้งคู่

ผู้คนของสำนักตงหวงและสำนักหนานเทียน ต่างก็ขึ้นไปบนกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นและนกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์ตามลำดับ

เดิมทีหากเป็นไปตามปกติ คนของสำนักเฮยหมิงและสำผู้ฝึกฝนกระบี่อวิ๋นเซียวก็ต้องจากไปเช่นกัน แต่ในเวลานี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า พวกเขาจะรั้งอยู่ที่นี่ คาดการณ์ว่า คงจะหารือเรื่องราวของศึกสงครามระหว่างสำนักในไม่ช้านี้แล้ว!

ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่หลี่เทียนมิ่งได้คาดการณ์ไว้

พวกเขาเตรียมการไว้พร้อมนานแล้ว เพียงแค่รอให้ศึกสงครามระหว่างดินแดนสิ้นสุดลง อาณาจักรเทพโบราณไม่ให้ความสนใจที่นี่อีกต่อไปก็เท่านั้น

อย่างน้อยก็มีเวลาสิบปี ที่พวกเขาจะสามารถเก็บกวาดการกบฏทุกอย่างในแดนตงหวงให้สะอาดหมดจดได้

เมื่อวังเทพศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่เพียงหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง อาณาจักรเทพโบราณก็คงจะไม่มาสิ้นเปลืองแรงกาย เสียเวลาเปล่าประโยชน์ที่นี่กระมัง?

"บางที พอพวกเราเพิ่งจะเริ่มเดินทางกลับ พวกเขาก็คงจะเริ่มแผนการโจมตีในทันทีเลยล่ะ"

"เทียนมิ่ง เจ้าไม่จำเป็นต้องโทษตัวเอง จากการตัดสินใจของพวกเรา ไม่ว่าเยว่หลิงหลงจะตายหรือไม่ หลังจบศึกสงครามระหว่างดินแดน พวกเขาก็จะลงมือในทันทีอยู่ดี"

เย่เส้าชิงยืนอยู่บนกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นพร้อมกับเขา มองดูวังเทพศักดิ์สิทธิ์อันสูงตระหง่านและน่าเกรงขามที่อยู่เบื้องล่าง!

แสงสว่างสีทองคำขาวส่องประกายเจิดจ้าไปทั่วฟ้าดิน ราวกับสัตว์อสูรจักรพรรดิขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง ที่ในเวลานี้กำลังแยกเขี้ยว เฝ้าจับจ้องไปยังสำนักตงหวงซึ่งเปรียบเสมือนสัตว์ป่วยที่แก่ชราตัวนี้

ยิ่งไปกว่านั้นข้างกายของมัน ยังมีสมุนรับใช้อีกสองตัวที่ไม่กลัวตาย

"เข้าใจแล้ว" หลี่เทียนมิ่งพยักหน้า

นี่คือแนวโน้มกระแสหลักของแดนตงหวง ไม่ว่าเขาจะมาที่นี่หรือไม่ ก็ไม่อาจหยุดยั้งเรื่องทั้งหมดนี้ได้

หลังจากนี้ ก็คือช่วงเวลาที่แดนตงหวงจะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่

กลียุคสร้างวีรบุรุษ ทว่าน่าเสียดาย สงครามระดับสำนักนั้น มันไม่ใช่การประชันฝีมือของเหล่าอัจฉริยะ แต่มันคือสงครามที่จะต้องมีคนตายในทุกหนทุกแห่ง

หลี่เทียนมิ่งไม่เคยมีประสบการณ์ในสงครามระหว่างสำนัก ดังนั้น ในใจของเขาจึงไม่มีภาพรวมใดๆ

"วางใจเถิด สถานการณ์เช่นนี้ พวกเราได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้านานแล้ว สำนักตงหวงสืบทอดมาอย่างยาวนานหลายปี ต่อให้จะเสื่อมถอยมาจนถึงเพียงนี้ ก็ไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะให้ใครมาบีบให้ตายได้ง่ายๆ หรอก"

เย่เส้าชิงหรี่ตากล่าว

ยามที่กระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า พวกเขาก็อยู่ห่างจากวังเทพศักดิ์สิทธิ์ไกลออกไปเรื่อยๆ!

บนท้องฟ้าอันสูงลิ่วแห่งนั้น ยิ่งสามารถมองเห็นสัตว์ร้ายขนาดยักษ์อย่างวังเทพศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างชัดเจน มันได้ปีนป่ายลุกขึ้นมาแล้ว แผดเสียงคำรามก้องฟ้า นับจากนี้ไปแดนตงหวงจะต้องเกิดพายุคาวเลือดอย่างแน่นอน!

"กระบี่ตงหวงให้ข้าเก็บรักษาไว้ก่อน รอให้เจ้ามีความสามารถที่จะปกป้องมันได้ ข้าก็จะคืนให้เจ้า" เย่เส้าชิงกล่าวอย่างจริงจัง

นี่เป็นเรื่องที่ได้ปรึกษาหารือกันตกลงกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

หลี่เทียนมิ่งย่อมรู้ดีว่า ต่อหน้าเหล่ายอดฝีมือผู้อาวุโสในขั้นอริยะทั้งหลาย พวกเขาสามารถแย่งชิงกระบี่ตงหวงในมือของตนไปได้อย่างง่ายดาย

กระบี่ตงหวงมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ต่อทิศทางของสงครามในอนาคต หากตกไปอยู่ในมือของผู้แข็งแกร่ง ก็ถึงขั้นสามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้

การที่จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์สูญเสียกระบี่ตงหวงไปในครั้งนี้ นับเป็นการบั่นทอนความแข็งแกร่งของเขาไปครั้งหนึ่ง และเกรงว่านี่ก็อาจจะเป็นความหวังเดียวที่ทำให้สำนักตงหวงสามารถอยู่รอดต่อไปได้เช่นกัน

"ตกลง"

หลี่เทียนมิ่งเริ่มเชื่อใจเย่เส้าชิงตั้งแต่เมื่อใดกันนะ?

หากจะบอกว่าเชื่อใจจนถึงขั้นเพียงพอที่จะมอบกระบี่ตงหวงให้ นั่นก็ควรจะเป็นวันนั้น วันที่เขายอมถูกอวี่เหวินไท่จี๋ตัดนิ้วก้อยทิ้งเพื่อตนเอง

ดังนั้น ในเวลานี้เขาจึงแทบไม่มีความลังเลใดๆ เลย เขาส่งมอบกระบี่ตงหวงให้กับมือของอีกฝ่ายโดยตรง ส่วนเย่เส้าชิงก็เก็บมันเข้าไปในแหวนซูหมีในชั่วพริบตา

เหล่าผู้อาวุโสสภาต่างก็กำลังมองดูฉากนี้

ในทันทีที่เย่เส้าชิงเก็บกระบี่ตงหวงไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาทั้งหมดดูเหมือนจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก

"พริบตาเดียวก็ผ่านไปพันปี ในที่สุดก็กลับมาแล้ว..."

"หวังว่าเส้าชิง จะสามารถได้รับการยอมรับจากกระบี่ตงหวง และหลังจากนี้ จะกอบกู้สถานการณ์อันเลวร้ายนี้ได้"

เหล่าผู้อาวุโสสภาต่างก็ฝากสายตาแห่งความหวังไว้บนร่างของเย่เส้าชิง

ในฐานะที่เขาเป็นท่านอาจารย์ของหลี่เทียนมิ่ง นับตั้งแต่หลี่เทียนมิ่งเริ่มผงาดขึ้นมา เขาก็ใช้ชีวิตของตนเองเข้าปกป้องมาโดยตลอด หากไม่มอบกระบี่ตงหวงให้เขาใช้ แล้วจะมอบให้ใครได้อีก?

นี่คือกระบี่ตงหวงที่หลี่เทียนมิ่งช่วงชิงมาได้ เขามีสิทธิ์ตัดสินใจว่าจะมอบให้ใคร

ด้วยฐานะนายน้อยสำนักของเขา เหล่าผู้อาวุโสสภาย่อมไม่คัดค้าน

"เส้าชิง ขอแสดงความยินดีด้วย"

นกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์บินเข้ามาใกล้ คนของสำนักหนานเทียนที่มีเว่ยเซิงเทียนหลานเป็นผู้นำ ได้เดินทางมายังกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นหรือนกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์ ล้วนเดินทางกลับสำนักด้วยความเร็วสูงสุด โดยใช้เส้นทางเดียวกันชั่วคราว

ความเร็วในการเดินทางกลับของพวกเขา รวดเร็วยิ่งกว่าการส่งข่าวใดๆ เสียอีก

เว่ยเซิงเทียนหลานมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า รู้สึกยินดีกับสหายเก่าตรงหน้าจากใจจริง

"ท่านเจ้าสำนัก มีคำพูดบางอย่าง ที่จำเป็นจะต้องพูดกับสำนักตงหวงไว้ล่วงหน้า หากท่านไม่พูด ข้าจะเป็นคนพูดเอง"

เพิ่งจะขึ้นมา กู้ชิวอวี่ก็ก้าวออกมา สีหน้าเย็นชาเป็นอย่างมาก

เขามองไปที่กลุ่มคนของสำนักตงหวง พลางกล่าวว่า

"ในครั้งนี้เจตนาของวังเทพศักดิ์สิทธิ์เห็นได้อย่างชัดเจนจริงๆ แต่พูดตามตรง สำนักหนานเทียนของพวกเรานอกจากการต่อสู้จนตัวตายแล้ว ก็ยังมีทางเลือกในการยอมจำนนสวามิภักดิ์"

"นี่คือจุดที่พวกเราแตกต่างจากพวกท่าน"

"โดยเฉพาะนายน้อยสำนักของพวกท่าน ที่ขวัญกล้าเทียมฟ้า ถึงขั้นกล้าสังหารอัจฉริยะในรอบพันปีของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ หลังจากนี้วังเทพศักดิ์สิทธิ์จะต้องต่อสู้กับพวกท่านแบบไม่ตายไม่เลิกราอย่างแน่นอน"

"และพวกท่านก็ควรจะรู้ดีอยู่แก่ใจ ว่าความได้เปรียบของสำนักหนานเทียนของพวกเรานั้น อยู่ที่การตั้งรับบนมหาสมุทรชางไห่!"

"พวกเราไม่มีกำลังใดๆ ที่จะไปช่วยเหลือพวกท่านได้เลยแม้แต่น้อย ทันทีที่พวกเราออกไปจากน่านน้ำ การที่วังเทพศักดิ์สิทธิ์จะจัดการกับพวกเรานั้นง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ"

"ดังนั้น หากว่าพวกท่านต้านทานไว้ไม่ไหว พูดกันตามตรง พวกเราก็ไร้หนทางช่วยเหลือ"

"สำนักหนานเทียนสืบทอดมานับหมื่นปี สงบสุขไร้ความกังวลมาโดยตลอด ไม่อาจยอมให้พวกท่าน มาทำลายรากฐานนับหมื่นปีของพวกเราได้"

"หากพวกเราต้านทานไว้ไม่ไหวจริงๆ เช่นนั้นพวกเราก็จะเลือกยอมสวามิภักดิ์!"

"ข้ารู้ว่าเจ้าสำนักของพวกเราจะไม่มีทางเห็นด้วย แต่คนนับล้านของสำนักหนานเทียน ไม่สมควรจะต้องมาเอาชีวิตไปทิ้ง เพราะความดื้อรั้นเอาแต่ใจของท่านเจ้าสำนักเพียงคนเดียว!"

ประโยคสุดท้าย เป็นการพูดกระทบกระเทียบใส่เว่ยเซิงเทียนหลานโดยตรง

นี่ก็คือจุดที่ทำให้เว่ยเซิงเทียนหลานรู้สึกจัดการได้ยากลำบาก

ผู้อาวุโสสภาเหล่านี้ขอเพียงยกเรื่องรากฐานนับหมื่นปีขึ้นมาอ้าง โดยใช้ชีวิตของบรรดาศิษย์มายืนอยู่บนจุดสูงสุดทางศีลธรรม ขอเพียงมีผู้อาวุโสสภามากพอที่จะเลือกยอมแพ้ เลือกที่จะคุกเข่า ต่อให้เขาจะยืนหยัดอยู่เพียงคนเดียวมันก็ไร้ประโยชน์

"กู้ชิวอวี่! สำนักหนานเทียนและสำนักตงหวงมีบรรพชนร่วมสายเลือดเดียวกัน ปากสิ้นฟันหนาว[1] แม้แต่เด็กรุ่นหลังวัยสิบเจ็ดปีอย่างข้ายังเข้าใจหลักการนี้ แต่ท่านกลับคุกเข่าทั้งที่ยังไม่ได้ต่อสู้ นับประสาอะไรกับผู้อาวุโสสภาลำดับที่หนึ่ง! ถุย!"

คิดไม่ถึงว่าคนที่ก้าวออกมาก่นด่าเป็นคนแรกในเวลานี้ จะกลายเป็นเว่ยเซิงชิงหลวนไปได้

"บังอาจ!" กู้ชิวอวี่โกรธจนหนวดเครากระพือถลึงตาใส่ แทบอยากจะตบเขาให้ตายคามือ

ต่อให้เขาจะเป็นบุตรชายของท่านเจ้าสำนัก ก็ไม่สามารถมาพูดจาเช่นนี้กับตนเองได้!

"เขาพูดไม่ผิด รากฐานหมื่นปีของสำนักหนานเทียนของพวกเรา ล้วนเป็นสิ่งที่บรรพชนต้องอาศัยการต่อสู้อย่างดุเดือด อาศัยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อแย่งชิงมา ไม่ใช่การคุกเข่าขอร้อง ยอมทนให้ผู้คนหยามเกียรติ เหยียบย่ำ และมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างหลบๆ ซ่อนๆ!"

"ตอนนี้ยังไม่ทันได้ต่อสู้ ผู้อาวุโสสภาก็ขาอ่อนเสียแล้ว กลับไปจะเอาหน้าไปสู้ป้ายวิญญาณของบรรพชนทุกรุ่นในหอบรรพชนได้อย่างไร!"

เว่ยเซิงรั่วซู่ก้าวมายืนขวางอยู่เบื้องหน้าของน้องชาย ภายในแววตาไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

สองพี่น้องคู่นี้ช่างสุดยอดจริงๆ

ใครจะไปคิดว่า ก่อนหน้านี้ พวกเขามักจะเป็นเด็กที่มีความสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอด ทั้งยังว่านอนสอนง่าย เด็ดเดี่ยว และรู้ความ

กู้ชิวอวี่ไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้จะถูกเด็กน้อยสองคนนี้ พูดจาถากถางจนทำให้เขาโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟขนาดนี้

"พวกเจ้าสองคนรีบหุบปากเดี๋ยวนี้!"

ซือคงหลิงอวี่รีบดึงตัวพวกเขาออกไป ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาควรจะออกมาพูดจาจริงๆ

แต่แม้แต่สายตาของคนหนุ่มสาวก็ยังเร่าร้อนดุดันถึงเพียงนี้ กู้ชิวอวี่ย่อมจะยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก

"เรื่องของสำนัก หลังจากที่กลับไปแล้ว ข้าย่อมจะต้องให้คำอธิบายแก่ทุกคน ในการประชุมสภาผู้อาวุโสและการประชุมใหญ่ของทั้งสำนักอย่างแน่นอน"

"ถึงตอนนั้น จะสู้จนตัวตาย หรือจะเป็นสุนัขรับใช้ผู้อื่น ย่อมต้องมีข้อสรุปที่แน่ชัด กู้ชิวอวี่ ท่านไม่จำเป็นต้องมาป่าวประกาศอะไรกับสำนักตงหวงอยู่ที่นี่หรอก"

เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา หลังจากที่พูดประโยคนี้จบ ในที่สุดก็ทำให้ผู้อาวุโสกู้หุบปากลงได้เสียที

กู้ชิวอวี่เพียงคนเดียว ไม่นับว่าเป็นอะไร

แต่เบื้องบนและเบื้องล่างทั่วทั้งสำนัก จะมีคนประเภทนี้อยู่มากน้อยเพียงใดกัน ที่จะคอยป่าวประกาศถ้อยคำเช่นนี้ออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนในเวลาต่อสู้ จนส่งผลให้พลังการต่อสู้ของทั้งสำนักลดทอนลงไป ปัญหาเหล่านี้เว่ยเซิงเทียนหลานล้วนต้องนำมาพิจารณาทั้งสิ้น

อาจจะเป็นเพราะเขาขึ้นรับตำแหน่งเจ้าสำนักในตอนที่ยังอายุน้อยเกินไป ดังนั้นเหล่าผู้อาวุโสสภาจึงไม่ได้ยอมรับในตัวเขาสักเท่าไรนัก

และในครั้งนี้ ความเป็นความตายของสำนัก คือบททดสอบความสามารถที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขา

เว่ยเซิงเทียนหลานเดินเข้าไปหา เย่เส้าชิงกับเขาทั้งสองคน กระซิบกระซาบกันอยู่ที่ริมด้านข้างเป็นเวลานาน

"บางที เขาอาจจะเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวแล้ว" หลังจากที่กล่าวจบ เว่ยเซิงเทียนหลานก็เอ่ยด้วยความทอดถอนใจ

"เชื่อในตัวเขาเถิด ความทุกข์ยากที่เขาต้องทนรับตลอดสิบสี่ปีนี้ ต่อให้เป็นคนนับหมื่นคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจรับได้หมด สวรรค์เบื้องบน จะไม่มีวันทอดทิ้งคนเช่นนี้หรอก" เย่เส้าชิงกล่าว

"สหาย ผ่านการทดสอบความเป็นความตายในครั้งนี้ไปแล้ว หวังว่าในช่วงชีวิตที่เหลือ พวกเราจะยังคงได้มานั่งดื่มสุรา และชมจันทร์ด้วยกันอีกนะ" เว่ยเซิงเทียนหลานกล่าว

"น่าเสียดายที่คนมีครอบครัวอย่างพวกเจ้า ไม่อาจจะมาใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไปพร้อมกับข้าได้ บุปผามีเป็นหมื่นพัน เหตุใดจึงต้องเด็ดดอมเพียงดอกเดียวเล่า" เย่เส้าชิงหัวเราะ

"ไสหัวไป!" จากนั้นไป เว่ยเซิงเทียนหลานก็หันหลังเดินจากไป แล้วกลับเข้าไปในกลุ่มของนกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์นั้น

ณ จุดตัดทางแยกแห่งหนึ่ง กระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นและนกกระยางทะเลเมฆาสวรรค์ก็ได้แยกทางกัน ตัวหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก อีกตัวหนึ่งมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ แยกย้ายกันไปคนละทาง

"วันที่จะได้กลับมาพบกันใหม่ ก็คือช่วงเวลาแห่งชัยชนะ!"

ในอดีตเคยพ่ายแพ้จนหอกหักในเขตอาคมจำลองดินแดน และในตอนนี้ พวกเขาอยากจะกลับมาผงาดอีกครั้ง เพื่อไปตัดสินแพ้ชนะ กับคู่ต่อสู้ในปีนั้นอีกสักครา!!!

กระเรียนเทพเฟิงอวิ๋นมุ่งหน้ากลับไปยังสำนักตงหวงด้วยความเร็วสูงสุด

ด้วยความเร็วเช่นนี้ เกรงว่าคงใช้เวลาเพียงแค่วันกว่าๆ เท่านั้น

ส่วนกองทัพใหญ่ของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ที่จะเดินทางมา ก็ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายวัน ท้ายที่สุดแล้วนั่นก็ไม่ใช่แค่คนเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นกองทัพนับหมื่นนับแสนนาย

บนกระเรียนเทพเฟิงอวิ๋น บรรยากาศเริ่มหนักอึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้

ในวันนี้,

พายุฝนตั้งเค้า,

ลมกระหน่ำเต็มหอ.

-สองสิงห์ผู้แปล-

[1] สำนวน "ปากสิ้นฟันหนาว" (มาจากสำนวนจีน 唇亡齿寒 - Chún wáng chǐ hán / ชุนหวังฉื่อหาน) มีคำอธิบายดังนี้

ความหมายตามตัวอักษร หากริมฝีปากขาดหายไป ฟันที่อยู่ด้านในก็ย่อมจะต้องเผชิญกับความหนาวเหน็บ

ความหมายแฝง/การเปรียบเปรย ใช้เปรียบเปรยถึง ความสัมพันธ์ของคนสองกลุ่มที่พึ่งพาอาศัยกันอย่างใกล้ชิดและมีชะตากรรมร่วมกัน หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้ ล่มสลาย หรือได้รับอันตราย อีกฝ่ายหนึ่งก็จะได้รับผลกระทบและตกอยู่ในอันตรายตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (มักใช้ในบริบทของแคว้นพันธมิตร หรือกองกำลังที่อยู่ฝั่งเดียวกัน)

จบบทที่ บทที่ 339 พายุฝนตั้งเค้า ลมกระหน่ำเต็มหอ

คัดลอกลิงก์แล้ว