เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 329 ทะลวงขั้นใต้ก้นทะเล!

บทที่ 329 ทะลวงขั้นใต้ก้นทะเล!

บทที่ 329 ทะลวงขั้นใต้ก้นทะเล!


แม้หลี่เทียนมิ่งจะหลบเลี่ยงไม่ยอมต่อสู้ แต่พูดกันตามตรง พลังการต่อสู้ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

การที่จวินเทียนอี้คิดจะไล่ล่าสังหารเขาเหมือนดั่งที่ไล่ล่าเว่ยเซิงรั่วซู่นั้น เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง

เขามุดเข้าไปในหุบเขาและลำธารอย่างง่ายดาย พลิกแพลงตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับเขาใช้ออกด้วยเนตรลวงวิญญาณ ซึ่งเป็นขั้นที่หนึ่งของคัมภีร์สวรรค์วิญญาณเทพใส่จวินเทียนอี้ไปหลายครั้ง จึงสลัดอีกฝ่ายหลุดได้อย่างหมดจด

และที่เบื้องหลังของเขา จวินเทียนอี้ที่คลาดสายตาจากร่องรอยของเขาไป ยังคงเยาะเย้ยถากถาง ทั้งหัวเราะทั้งด่าว่าหลี่เทียนมิ่งเป็นไอ้หน้าตัวเมีย

"มิน่าเล่าสำนักตงหวงและตระกูลศักดิ์สิทธิ์หลี่ถึงได้พิกลพิการเช่นนี้ ที่แท้ก็ล้วนแต่เป็นไอ้หน้าตัวเมียอย่างหลี่เทียนมิ่งนี่เอง! ช่างน่าขายหน้าเสียจริง!"

ไม่รู้ว่าหากเขาทราบว่า นอกเหนือจากเขาและหลงเทียนจื่อแล้ว เซิ่งเทียนจื่อคนอื่นๆ ล้วนพ่ายแพ้อย่างราบคาบด้วยน้ำมือของหลี่เทียนมิ่ง เขาจะยังกล้ากำเริบเสิบสานเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?

"จะรีบร้อนไปไย ปล่อยให้เจ้ากระโดดโลดเต้นไปอีกสักสองสามวัน เก็บรักษาลูกบอลทองคำเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน"

สิ่งที่หลี่เทียนมิ่งตระหนักได้อย่างแท้จริงในครั้งนี้ก็คือ ความแข็งแกร่งของตนเองยังไม่เพียงพอ

แค่เอาชนะจวินเทียนอี้ยังยากเย็น แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับหลงเทียนจื่อเล่า?

เขาไม่อยากแพ้

"ตอนนี้ข้ามีลูกบอลทองคำและลูกบอลสีดำอยู่มากมาย ทั้งยังสามารถรับประกันความปลอดภัยของสองพี่น้องตระกูลเว่ยเซิงได้ เห็นได้ชัดว่าข้าเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบเอาไว้ หากไม่มีข้า ใครหน้าไหนก็ไม่อาจครอบครองกระบี่ตงหวงได้"

"ดังนั้น ตอนนี้คนที่ควรจะร้อนใจ ย่อมไม่ใช่ข้า"

"ในทางกลับกัน ข้าสามารถยืดเวลาของศึกสงครามระหว่างดินแดนออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด!"

"ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใด ข้าก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้น!"

ตั้งแต่โบราณกาลมา ยังไม่เคยมีใครทำการปลูกฝังบำเพ็ญเพียรในระหว่างศึกสงครามระหว่างดินแดนมาก่อน

"ในสถานการณ์เช่นนี้ เจ้ายังไม่เลือดขึ้นหน้า พุ่งเข้าไปตัดสินเป็นตายกับจวินเทียนอี้โดยตรง นับว่ามีเหตุผลไม่เบา" อิ๋งฮั่วรู้สึกเหมือนไม่รู้จักเขาเสียแล้ว

"เจ้ารู้อะไร นี่เรียกว่าถอยเพื่อรุก ปล่อยให้มันกำเริบเสิบสานไปก่อนสักสองสามวัน ประเดี๋ยวพวกเราพี่น้อง ค่อยทำให้มันคุกเข่าร้องเพลงอยู่บนพื้นก็ยังไม่สาย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

การล่าถอยโดยไม่ยอมสู้ ย่อมต้องมีคนหยิบยกมาเป็นประเด็น บรรดาศิษย์ของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านนอก คาดว่าในที่สุดก็คงจะได้สะใจสักครั้ง ต่างพากันก่นด่าว่าหลี่เทียนมิ่งเป็นไอ้ขี้แพ้ เป็นไอ้หน้าตัวเมีย

แต่ทว่า นั่นจะมีความหมายอันใดเล่า?

รอจนถึงวันนั้น พวกเขาก็จะหุบปากไปเอง

ประสบการณ์ต่างๆ จะทำให้คนเราเติบโตขึ้น โดยเฉพาะศึกชิงเจดีย์ไท่อีในครั้งนั้น

เขาไม่ต้องการให้ตนเองกลายเป็นคนบุ่มบ่ามที่เลือดขึ้นหน้าแล้วเข่นฆ่าอย่างบ้าคลั่ง ในยามที่จำเป็น ก็ต้องหยุดพักเพื่อพิจารณาสถานการณ์

จะทำอย่างไรให้ตนเองและเหล่าพี่น้องปลอดภัยและสบายขึ้น ในขณะที่สามารถปลิดชีพศัตรูได้

ตอนนี้สิ่งเดียวที่ไม่อาจดูแลได้ ก็คือซ่างกวนอวิ๋นเฟิงและจ้าวหลิงโจว

ศึกสงครามระหว่างดินแดนเหลือเพียงจวินเทียนอี้และเยว่หลิงหลงเท่านั้นที่ยังมีพลังต่อสู้ หลี่เทียนมิ่งหวังว่าพวกเขาจะฉลาดขึ้นมาบ้าง และซ่อนตัวให้ดี

สำหรับตอนนี้ หลี่เทียนมิ่งยังไม่จำเป็นต้องใช้ลูกบอลสีดำของพวกเขา

เขากำลังค้นหาตำแหน่งของเว่ยเซิงรั่วซู่ ขอเพียงได้ลูกบอลสีดำของเว่ยเซิงรั่วซู่มา ลูกบอลสีดำก็จะมีครบห้าลูกแล้ว

พูดกันตามตรง เว่ยเซิงรั่วซู่ไม่ได้หนีไปไหน นางก็ไล่ตามมาถึงชายฝั่งเช่นกัน การปรากฏตัวในตำแหน่งนี้ ความจริงแล้วค่อนข้างอันตราย

ถึงอย่างไร ที่นี่ก็คือทะเลน้ำตื้น หากบังเอิญไปพบกับจวินเทียนอี้อีกครั้งคงจะยุ่งยากแน่

หลี่เทียนมิ่งรู้ดีว่าหากตนเองไม่กลับมา นางก็คงจะไม่ยอมไป เขาจึงกลับมาโดยตรง และกระโดดเข้าไปในปากของวาฬเทพพิทักษ์สมุทรตัวนั้น

ในเวลาต่อมา วาฬเทพพิทักษ์สมุทรก็สะบัดหางกลับคืนสู่มหาสมุทรชางไห่ ซ่อนตัวอยู่ในส่วนลึก

มันมีขนาดใหญ่โตยิ่งกว่าวาฬมังกรพฤกษาครามเสียอีก ดังนั้นพื้นที่ภายในปากจึงกว้างขวางมาก ทุกหนทุกแห่งล้วนขาวผ่องราวกับหยกขาว

เว่ยเซิงรั่วซู่ใบหน้าซีดเผือดเล็กน้อย นับตั้งแต่เขาเข้ามา นางก็เอ่ยถามอย่างร้อนใจ "เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?"

"แน่นอนว่าไม่เป็นไร" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

เว่ยเซิงรั่วซู่ถึงได้วางใจลง

"ขอบคุณเจ้ามาก หากไม่ได้เจ้า ข้าคงจะสลัดจวินเทียนอี้ให้หลุดได้ยากจริงๆ"

หากถูกจับตัวได้ นั่นก็ยุ่งยากแล้ว

ในขณะที่เว่ยเซิงรั่วซู่เอ่ยปาก นางก็นำลูกบอลสีดำของตนเองออกมา

"เจ้าอย่าเพิ่งให้ข้าเลย" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"เหตุใดกัน?"

"รอให้ข้าได้ลูกบอลทองคำมาอีกหนึ่งลูก เมื่อนั้นก็จะมีทองคำห้าสีดำสี่ ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยให้ข้า ข้าจะควบคุมเวลาการปรากฏตัวของกระบี่ตงหวงด้วยตนเอง" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

เมื่อกระบี่ตงหวงปรากฏตัวออกมา ศึกสงครามระหว่างดินแดนก็จะเข้าสู่การนับถอยหลัง หลี่เทียนมิ่งหวังว่าตนเองในเวลานั้น จะมีการเตรียมพร้อมที่เพียงพอ

"เข้าใจแล้ว แต่ว่า เจ้าไปเอาทองคำห้าสีดำสี่มาจากไหน..." เว่ยเซิงรั่วซู่เอ่ยถามด้วยความงุนงง

"ชิงหลวนเล่า?" หลี่เทียนมิ่งเงยหน้าขึ้นถาม

"เขาน่าจะอยู่ข้างหน้า"

ท่ามกลางก้นทะเล วาฬมังกรพฤกษาครามและวาฬเทพพิทักษ์สมุทรมาพบกัน เว่ยเซิงชิงหลวนตื่นเต้นตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง กำลังลากเซิ่งเทียนจื่อและศิษย์สำนักเฮยหมิงที่ถูกมัดอยู่บนเซี่ยโหมว

หลังจากเล่นโต้คลื่นแล้ว ทั้งหกคนนี้ก็ยิ่งมีสภาพน่าอนาถจนทนดูไม่ได้

"นี่..." เว่ยเซิงรั่วซู่มองดูน้องชายของตนเองด้วยความตกตะลึง เอ่ยถามว่า "นี่เจ้าเป็นคนทำหรือ..."

"ท่านพี่ดูเหมือนไหมเล่า?" เว่ยเซิงชิงหลวนกลอกตาพลางเอ่ยถาม

"ไม่เหมือน"

"นั่นก็ใช่แล้ว พี่เทียนมิ่งเป็นคนทำ สั่งสอนคนพวกนี้เสียจนมีสภาพน่าอนาถนัก" เว่ยเซิงชิงหลวนกล่าวด้วยความเลื่อมใส

"เขาหรือ?"

เว่ยเซิงรั่วซู่มองหลี่เทียนมิ่งอย่างเหม่อลอย แววตาอันสุกใสคู่นั้น ก็ปรากฏความรู้สึกสะใจขึ้นมาเช่นกัน

พูดกันตามตรง ทุกถ้อยคำที่จวินเทียนอี้กล่าว นางล้วนได้ยินทั้งหมด

นางในเวลานั้น ล้วนมีทั้งความโกรธแค้น ความเกลียดชัง และความเศร้าโศกเสียใจเช่นเดียวกัน

แต่เมื่อเห็นคนเหล่านี้ถูกหลี่เทียนมิ่งทุบตีจนมีสภาพเช่นนี้ ในฐานะศิษย์สำนักหนานเทียน จะไม่รู้สึกสะใจได้อย่างไร?

"ข้าเลื่อมใสเจ้าจริงๆ" เว่ยเซิงรั่วซู่ขบกัดริมฝีปากแดงระเรื่อ แววตาสั่นไหวเล็กน้อยขณะกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หลี่เทียนมิ่งช่วยเหลือสองพี่น้องของพวกนาง

"ไม่เป็นไร วันหลังเจ้าก็ช่วยเกลี้ยกล่อมบิดาของเจ้าให้มากหน่อย ช่วยเหลือสำนักตงหวงของข้าบ้างก็พอ" หลี่เทียนมิ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมา

เขาพูดจุดประสงค์ออกมาโดยตรง กลับดูจริงใจมากยิ่งขึ้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมา

"พี่เทียนมิ่ง ไม่มีปัญหา พวกเราล้วนมีบรรพชนร่วมรากเหง้าเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็เกลียดชังวังเทพศักดิ์สิทธิ์เข้ากระดูกดำ!" เว่ยเซิงชิงหลวนกล่าวอย่างฮึกเหิม

แม้เว่ยเซิงรั่วซู่จะไม่ได้เอ่ยปาก แต่ความคิดในใจของนางก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

"ตอนนี้ในมือของเจ้ามีลูกบอลทองคำสี่ลูก ลูกบอลสีดำสี่ลูก ทางข้ามีลูกบอลสีดำอีกหนึ่งลูก ก็ขาดลูกบอลทองคำอีกเพียงลูกเดียวเท่านั้น" เว่ยเซิงรั่วซู่กล่าว

"ใช่แล้ว เดิมทีเมื่อครู่นี้ข้าคว่ำเหยาเทียนจื่อผู้นั้นไปแล้ว แต่กลับพบว่าลูกบอลทองคำของนางน่าจะให้จวินเทียนอี้ไปแล้ว"

"เช่นนั้นก็จำเป็นต้องเอาชนะจวินเทียนอี้ จึงจะสามารถดึงกระบี่ตงหวงออกมาได้" เว่ยเซิงรั่วซู่กล่าว

"จวินเทียนอี้แข็งแกร่งเกินไป ข้ามองดูการต่อสู้ของพี่เทียนมิ่งกับเขาจากที่ไกลๆ รู้สึกว่าค่อนข้างยากลำบาก เป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างมาก" เว่ยเซิงชิงหลวนขมวดคิ้วพลางกล่าว

"ไม่ยากหรอก"

หลี่เทียนมิ่งกล่าว

พวกเขาสองพี่น้องมองดูเขาอย่างเหม่อลอย

เมื่อครู่นี้ยังสู้กันอย่างยากลำบาก หนีเอาตัวรอดอย่างไม่ลังเล แต่ตอนนี้กลับพูดออกมาได้อย่างสบายๆ...

"จริงหรือ?"

"จริงแท้แน่นอน"

"แล้วพวกเราสองคน พอจะช่วยอะไรได้บ้างหรือไม่?"

"ไม่ต้องหรอก แค่วนเวียนอยู่ในมหาสมุทรแห่งนี้ก็พอแล้ว" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"หา? หรือว่าเจ้าคิดจะปลูกฝังอยู่ที่นี่?" เว่ยเซิงรั่วซู่เอ่ยถามอย่างเหม่อลอย

"ไม่ได้หรือ?"

"ได้สิ เพียงแต่ให้ความรู้สึกเหมือนมากอดขาพระพุทธองค์เอาตอนจวนตัว..."

"ไม่เป็นไร ข้าถนัดเรื่องกอดขาพระพุทธองค์เอาตอนจวนตัวอยู่แล้ว"

"..."

"พี่เทียนมิ่ง ความหมายของท่านก็คือ จะยืดเวลาศึกสงครามระหว่างดินแดนออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้ต่อเนื่องไปอีกหลายเดือนอย่างนั้นหรือ? ถึงอย่างไร หากไม่มีท่าน ใครหน้าไหนก็ไม่อาจดึงกระบี่ตงหวงออกมาได้" เว่ยเซิงชิงหลวนเอ่ยถาม

"ถูกต้อง ยืดเวลาออกไป"

"แต่คนอื่นก็ย่อมต้องมีความก้าวหน้าเช่นเดียวกันกระมัง โดยเฉพาะหลงเทียนจื่อผู้นั้น"

"ข้ามีกายาวัฏสงสารห้ากัลป์" หลี่เทียนมิ่งกล่าว

"ร้ายกาจนัก" เว่ยเซิงชิงหลวนยกนิ้วโป้งให้

แต่เขากลับรู้สึกว่า วิธีการเช่นนี้ค่อนข้างจะเอาแต่ใจไปสักหน่อย

กระทั่งทำให้ผู้คนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลงอยู่บ้าง

ล้วนเป็นอัจฉริยะด้วยกันทั้งสิ้น ต่อให้เป็นกายาวัฏสงสารห้ากัลป์ จะรวดเร็วไปกว่ากันสักเท่าใดเชียว?

พูดกันตามตรง การจะให้พวกเขาวนเวียนอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่ให้ถูกค้นพบได้ ความกดดันเกรงว่าจะค่อนข้างหนักหน่วง

แต่ทว่า เมื่อเห็นหลี่เทียนมิ่งนั่งขัดสมาธิลงโดยตรง เข้าสู่สภาวะอย่างสมบูรณ์ ด้วยท่าทางที่ค่อนข้างจริงจัง พวกเขาสองพี่น้องก็ทำได้เพียงสบตากัน และยิ้มขื่นออกมา

พวกเขาทำได้เพียงพยายามสร้างสภาพแวดล้อมให้กับหลี่เทียนมิ่งแล้ว

"เขาไม่ได้อยู่ขั้นคืนเดียวระดับสูงสุดหรอกหรือ? หรือว่าคิดจะทะลวงผ่านขั้นเจตจำนงสวรรค์อยู่ที่นี่?" เว่ยเซิงชิงหลวนเอ่ยถาม

"ความแข็งแกร่งระดับเขา ย่อมต้องเป็นขั้นคืนเดียวระดับเก้า การทะลวงผ่านขั้นเจตจำนงสวรรค์ จำเป็นต้องใช้เวลาเก็บตัวเพื่อทำความเข้าใจเป็นเวลานาน ไม่อาจถูกรบกวนได้ ทว่าสภาพแวดล้อมของที่นี่ช่าง..."

"ขั้นเจตจำนงสวรรค์ถือเป็นด่านทดสอบด่านหนึ่ง"

ในจุดนี้เว่ยเซิงชิงหลวนเข้าใจลึกซึ้งยิ่งนัก เพราะเขาเองก็ติดอยู่ตรงคอขวดของระดับนี้มาเป็นเวลานานแล้ว เฝ้าครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

"ไม่ถูกสิท่านพี่ เขาไม่ได้กำลังทำความเข้าใจลายสวรรค์อยู่นี่นา!" ทันใดนั้น เว่ยเซิงชิงหลวนก็กล่าวออกมาอย่างเหม่อลอย

"หรือจะบอกว่า เขายังไม่บรรลุขั้นคืนเดียวระดับเก้า?" เว่ยเซิงรั่วซู่งุนงงไปแล้ว

หากพวกเขาทราบว่า หลี่เทียนมิ่งเพิ่งจะอยู่ขั้นคืนเดียวระดับเจ็ด ก็สามารถคว่ำผู้ที่อยู่ขั้นเจตจำนงสวรรค์ได้แล้ว คาดว่าคงจะยิ่งงุนงงหนักกว่าเดิม

เดิมทีเขาได้ทำความเข้าใจขั้นคืนเดียวทั้งมวลอย่างปรุโปร่งแล้ว เพียงปรายตามองก็สามารถเห็นจุดสิ้นสุดได้

การปลูกฝังในตอนนี้ เป็นเพียงการเติมเต็มช่องว่าง นำคัมภีร์นรกนิรันดร์และเคล็ดไท่ชูอลเวงในส่วนของขั้นคืนเดียว มาทำการปลูกฝังตามขั้นตอนให้เสร็จสมบูรณ์

ก่อนหน้านี้ สิ่งที่หลี่เทียนมิ่งกังวลที่สุดก็คือการขาดแคลนเวลาในศึกสงครามระหว่างดินแดน

ทว่าในยามนี้ เมื่อเขากุมความได้เปรียบเอาไว้ทั้งหมด สามารถควบคุมเวลาการปรากฏตัวของกระบี่ตงหวงด้วยตนเองได้แล้ว เวลาจึงดูราวกับมีอยู่อย่างไร้ที่สิ้นสุด!

ขอเพียงสองพี่น้องตระกูลเว่ยเซิงสามารถซ่อนตัวได้ลึกพอ ไม่ถูกค้นพบ เขาก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง!

ครั้งก่อนเว่ยเซิงรั่วซู่ไม่ทันระวังจนถูกจวินเทียนอี้ค้นพบเข้า ต่อจากนี้นางจึงระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ให้นำวาฬเทพพิทักษ์สมุทรตัวนั้นดำดิ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลลึกโดยตรง กระทั่งยังค้นพบร่องน้ำลึกแห่งหนึ่ง จึงมุดเข้าไปจนมิดและไม่ยอมออกมาอีกเลย

หลี่เทียนมิ่งที่มีเวลาอย่างไม่จำกัด จะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด?

เขาทุ่มเททั้งกายและใจอยู่ในการปลูกฝัง ไม่ได้แตกต่างอะไรจากการเก็บตัวเลยแม้แต่น้อย

และสองพี่น้องตระกูลเว่ยเซิงในแต่ละวันก็เอาแต่มองดูเขาอย่างเหม่อลอย ในแววตาล้วนมีแต่คำว่า 'สัตว์ประหลาด' สองคำ

เพราะว่า พวกเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าพลังสัตว์ของหลี่เทียนมิ่งยังคงเพิ่มพูนและยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"เขตอาคมจำลองดินแดนแห่งนี้ พลังปราณไม่ได้ถือว่าหนาแน่นนัก สรุปแล้วเขาทำการปลูกฝังได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน..."

พวกเขาหารู้ไม่ว่า หลี่เทียนมิ่งยังมีการดำรงอยู่ของเจดีย์ไท่อี

และสำหรับผู้ชมสามแสนคนของวังเทพศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนี้ยิ่งหดหู่และอัดอั้นตันใจมากยิ่งขึ้น

ภายในปากของวาฬเทพพิทักษ์สมุทร พวกเขาไม่อาจมองเห็นได้ ดังนั้น ในตอนนี้พวกเขาจึงไม่รู้เลยว่าพวกหลี่เทียนมิ่งทั้งสามคนกำลังทำสิ่งใดอยู่

ในสายตาของพวกเขา จวินเทียนอี้ยังคงตามหาอย่างบ้าคลั่งอยู่บนท้องทะเล แต่จุดสำคัญก็คือ วันแล้ววันเล่าผ่านพ้นไป กลับไม่พบร่องรอยของวาฬเทพพิทักษ์สมุทรเลยแม้แต่น้อย

ส่วนเยว่หลิงหลง ก็ยังคงเดินวนเวียนสะเปะสะปะอยู่บนแผ่นดิน ตอนนี้บนแผ่นดินเหลือเพียงนางและซ่างกวนอวิ๋นเฟิง กับจ้าวหลิงโจวสามคนเท่านั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีวี่แววที่จะได้พบกันเลย

"หลงเอ๋อร์คาดว่าคงจะใกล้บ้าแล้ว ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้จนถึงตอนนี้ ยังไม่เคยพบเจอใครเลยสักคน"

พริบตาเดียว สิบวันก็ผ่านพ้นไป ศึกสงครามระหว่างดินแดนกลายเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก

"พวกมันกำลังทำสิ่งใดอยู่ข้างในนั้น? สืบพันธุ์ขยายเผ่าพันธุ์หรืออย่างไร?" ผู้คนจำนวนมากก่นด่าไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

"หลี่เทียนมิ่งผู้นี้ก็แค่ไอ้ปอดแหก รังแกคนที่อ่อนแอกว่าและหวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าจวินเทียนอี้ แม้แต่ตดยังไม่กล้าตดเลย!"

"นี่เขาคิดจะซ่อนตัวอยู่ในทะเลไปเป็นร้อยปีหรืออย่างไร?"

ครั้งก่อนที่เห็นหลี่เทียนมิ่งล่าถอยโดยไม่ยอมสู้ พวกเขาก็สะใจกันใหญ่

ตอนนี้ก็หดหู่กันต่อไป

ก่นด่ากันต่อไป

จนกระทั่งสิบแปดวันให้หลัง วาฬเทพพิทักษ์สมุทรตัวนั้นก็ออกจากใต้ทะเลลึกอย่างกะทันหัน และพุ่งทะยานขึ้นสู่ผิวน้ำทะเล!

-สองสิงห์ผู้แปล-

จบบทที่ บทที่ 329 ทะลวงขั้นใต้ก้นทะเล!

คัดลอกลิงก์แล้ว