เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 48 เจ้าตายไม่ได้!!

บทที่ 48 เจ้าตายไม่ได้!!

บทที่ 48 เจ้าตายไม่ได้!! 


เว่ยฉางเทียนยังไม่ตาย แต่เหมือนว่าก็ใกล้จะตายเต็มที

ทุกคนตกตะลึงค้างอยู่ที่เดิม มีเพียงปีศาจวานรที่ยังคงตามล่าเว่ยฉางเทียนด้วยดวงตาที่แดงก่ำ มันเตรียมจะปลิดชีพชายที่ฟาดฟันมันจนบาดเจ็บ

มันคำรามกระโดดขึ้นกลางอากาศ ยกหมัดทั้งสองขึ้นสูง กำลังที่อัดแน่นพอที่จะบดขยี้เว่ยฉางเทียนและซวีชิงหว่านที่อยู่ใต้ร่างเขาให้แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

โจวเฉิงมองเหตุการณ์นี้ตาเบิกกว้าง ดาบในมือสั่นเล็กน้อย

เขาไม่เข้าใจว่าเว่ยฉางเทียนทำไมต้องทำแบบนี้

ถ้าไม่บัง ซวีชิงหว่านก็ตายคนเดียว

แต่ถ้าบัง ทั้งคู่ก็ตาย

วีรบุรุษช่วยหญิงงามหรือ?

แต่ถ้าเสียชีวิตไป จะมีความหมายอะไร?

ยิ่งไปกว่านั้น สุดท้ายก็ไม่สามารถช่วยซวีชิงหว่านได้ แค่ยืดเวลาให้เธออยู่ได้อีกไม่กี่วินาทีเท่านั้น

โจวเฉิงไม่เข้าใจ

ซวีชิงหว่านเองก็ไม่เข้าใจ

และปีศาจวานรก็ไม่ได้ให้เวลาเธอคิดเรื่องนี้

มองดูเงาดำที่ใกล้เข้ามา เธอทำได้เพียงตอบสนองตามสัญชาตญาณ

เธอจะบังเว่ยฉางเทียนจากหมัดนี้ ถึงแม้ว่าจะบังไม่อยู่ก็ตาม

เธอกอดชายในอ้อมแขนแน่น กัดฟันฝืนความเจ็บปวดที่หน้าอก เตรียมจะพลิกร่างป้องกันเว่ยฉางเทียนไว้ใต้ตัวเธอ

แต่ในขณะนั้นเอง มือที่เปื้อนเลือดก็ผลักเธอกลับลงไป

“เจ้า!”

ซวีชิงหว่านนอนหงายอยู่บนพื้น ห่างจากใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดไม่กี่นิ้ว

มองดูเว่ยฉางเทียนที่ใบหน้าแสดงถึงความเจ็บปวดจนบิดเบี้ยว เธอก็รู้สึกเจ็บปวดใจ

เจ็บปวดกว่าการที่เงินทั้งหมดของเธอถูกแย่งไปเสียอีก

น้ำตาหยดหนึ่งไหลออกจากหางตา ไม่นานก็ถูกย้อมด้วยเลือดจนเป็นสีแดง

นี่เป็นครั้งแรกที่ซวีชิงหว่านร้องไห้ตั้งแต่หัดฝึกวิชาตั้งแต่ห้าขวบ และอาจเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของเธอ

เวลาเหมือนจะหยุดลงชั่วขณะ

และเมื่อมันเริ่มเคลื่อนต่อ เว่ยฉางเทียนก็ยืนขึ้นอย่างช้า ๆ ในสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน

“เคล้ง….”

ดาบใบหลิวที่อยู่ข้างเอวของซวีชิงหว่านถูกดึงออกจากฝักอีกครั้ง

แต่คราวนี้ การเคลื่อนไหวของเว่ยฉางเทียนกลับช้ามาก

เขาหายใจหอบหนัก มองไปที่ปีศาจวานรที่กำลังพุ่งลงมา

“เจ้าหลบไป!!”

ซวีชิงหว่านร้องตะโกนอย่างสิ้นหวัง

แต่เงาร่างที่บังอยู่ข้างหน้ากลับไม่สนใจ

เข่าที่สั่นเทาค่อย ๆ งอ ดาบใบหลิวชี้ขึ้นฟ้า

เว่ยฉางเทียนหยุดชั่วขณะ แล้วรวบรวมกำลังทั้งหมดพุ่งเข้าใส่ปีศาจวานร

“แม่งเอ๊ย ตายซะ!!!”

“ฮึ๊วววว!!!”

คนกับปีศาจคำรามเข้าใส่กันในอากาศ แรงกระแทกมหาศาลทำให้ฝุ่นละอองและหินเล็ก ๆ กระจายฟุ้งไปทั่ว

“ปัง!!”

ในหมอกควันนั้น เว่ยฉางเทียนเหมือนถุงกระสอบที่ถูกเหวี่ยงอย่างแรง ลอยกลับมาและกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ก่อนจะดีดตัวขึ้นแล้วตกลงมาอีกครั้ง สุดท้ายเขานอนคว่ำหน้าแน่นิ่งไม่ไหวติง

ส่วนปีศาจวานร…ดาบใบหลิวเสียบทะลุศีรษะมัน ด้ามดาบจมลงไปครึ่งหนึ่ง

“ตุ๊บ!”

ร่างปีศาจล้มลง เลือดกระจายไปทั่วอากาศ

แต่ซวีชิงหว่านไม่แม้แต่จะมอง

เธอคลานไปหาเว่ยฉางเทียน ไม่สนว่าเขาจะตายหรือไม่ รีบหยิบขวดยาจากกระเป๋าเสื้อเพื่อป้อนยาให้เขา

แต่เพราะมือสั่น ขวดยาหลุดจากมือ ยาเม็ดเล็ก ๆ กระจัดกระจายไปทั่ว

ซวีชิงหว่านกัดฟันแน่น คุกเข่าเก็บยาอย่างลนลาน ทุกครั้งที่เก็บได้ก็รีบป้อนใส่ปากเว่ยฉางเทียนทันที

“เจ้า เจ้าตายไม่ได้…”

“ดาบของข้าถูกเจ้าทำหายอีกแล้ว เจ้า เจ้าต้องชดใช้…”

“ขอร้องล่ะ…อย่าตายเลย…”

......

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ถนนหลักของเมืองซานหยาง

ขณะนั้นเป็นเวลาตรงกับช่วงเที่ยง ถนนเต็มไปด้วยแผงลอยขายซาลาเปาและขนมปังอบ พนักงานจากร้านค้าใกล้เคียงส่วนใหญ่ใช้เงินเพียงไม่กี่เหรียญเพื่อซื้ออาหารกลางวัน

เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ถนนสายนี้คึกคักและแออัดที่สุดในหนึ่งวัน

แต่ในขณะนั้นเอง ที่ปลายถนนฝั่งตะวันออกกลับเกิดความวุ่นวาย

หลายคนเงยหน้ามองด้วยความอยากรู้ จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงม้าดังกระหึ่มใกล้เข้ามา

“หน่วยสืบสวนเซวียนจิ้งกำลังทำงาน!!”

“ทุกคนหลีกทาง!!”

“ใครขวาง ถูกฆ่า!!”

“ทุกคนหลีกไป!!!”

บนหลังม้าสีเกาลัด โจวเฉิงยกตราของหน่วยสืบสวนเซวียนจิ้งด้วยมือเดียว ขณะที่ขาทั้งสองข้างตบที่ท้องม้าไม่หยุด ทุกที่ที่เขาผ่านไป ผู้คนต่างรีบหลบไปที่ข้างทางอย่างตกใจและเปิดทางให้

และตามหลังเขามามีทหารองครักษ์ของเจ้าเมืองสิบกว่านาย คุ้มกันรถม้าที่แล่นมาอย่างรวดเร็ว

ทันใดนั้นทั้งถนนหลักก็เต็มไปด้วยเสียงไก่ร้องหมาเห่า ความโกลาหลไม่หยุดหย่อน

แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไรในตอนนี้ อย่างมากก็แค่พูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับว่าคนที่อยู่บนรถม้านั้นเป็นใคร หรือว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น

แต่เรื่องเหล่านี้สุดท้ายก็ยังไกลเกินไปจากชีวิตของพวกเขา

เมื่อโจวเฉิงและพรรคพวกของเขาผ่านไปแล้ว ถนนหลักก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว

บางคนก็ยังได้รับผลกระทบอยู่บ้าง

อย่างเช่นชายอ้วนขายซาลาเปาคนหนึ่ง ที่ตอนนี้กำลังมองไปที่ชั้นซึ่งว่างเปล่าอยู่หลายตำแหน่งและบ่นพึมพำ

ซาลาเปาที่เคยวางอยู่ ตอนนี้กลับไม่มีแล้ว

ชัดเจนว่ามีคนแอบขโมยไปตอนที่เกิดความวุ่นวาย

“แหวะ! ขโมยแค่ซาลาเปาไม่กี่ลูก!”

“เกิดลูกไม่มีทวารขึ้นมา! ไม่! คนแบบนี้ควรจะต้องตายโหงตายห่า!”

“หน่วยสืบสวนเซวียนจิ้ง เหอะ! มีเวลาอวดเบ่ง ทำไมไม่จับขโมยให้มากหน่อย…”

เสียงของเขาค่อย ๆ เบาลง ดูเหมือนจะไม่กล้าพูดต่อและเปลี่ยนความโกรธไปยังแป้งโดในมือแทน

เขาบีบแป้งโดอย่างแรง แล้วโยนขึ้นไปบนโต๊ะทำงาน

“ปัง!”

“ท่านผู้ชมทั้งหลาย! คราวก่อนที่เราพูดถึงเรื่องราวของนักปราชญ์หนุ่มที่ออกเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อสอบ แต่กลับพบกับฝนตกหนักในป่า…”

ในร้านน้ำชาหลังหนึ่งในเมืองหลวง นักเล่าเรื่องกำลังยกไม้ตะลุมพุกขึ้นสูงแล้วฟาดลงอย่างหนัก แนวเสียงของเขาขึ้นลงอย่างเหมาะสม

เมื่อไม่นานมานี้ เขากำลังเล่าเรื่อง “สถานะขุนพลกลางคืน” ซึ่งเล่าเรื่องของนักปราชญ์หนุ่มที่ถูกกินโดยปีศาจกลางคืนระหว่างทางไปสอบ และปีศาจนั้นก็แปลงร่างเป็นนักปราชญ์แล้วเข้าร่วมการสอบแทน สุดท้ายกลับได้เป็นขุนพลกลางคืน

เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ลู่จิ้งเหยาไม่เคยได้ฟังมาก่อน เธอจึงมาติดตามฟังที่นี่สี่ห้าครั้งแล้ว

ทั้งสามด้านของที่นั่งเธอถูกกั้นด้วยฉากบังตา มีเพียงด้านที่หันไปทางนักเล่าเรื่องที่เปิดโล่ง

ลู่จิ้งเหยานั่งฟังด้วยความตั้งใจ ส่วนหยวนเอ๋อร์กลับอยู่ข้าง ๆ และหาวหวอด ๆ ในหัวคิดแต่เรื่องกลับไปเล่นไพ่อย่างเดียว

ทุกอย่างดูเป็นปกติ แต่ในขณะหนึ่ง ลู่จิ้งเหยาและหยวนเอ๋อร์กลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมา

“หยวนเอ๋อร์ ข้ารู้สึกไม่สบายใจเฉย ๆ เมื่อกี้”

“โอ๊ย! คุณหนู ข้าก็เหมือนกัน!”

“อ้า? เกิดอะไรขึ้นกันนะ?”

“ข้สก็ไม่รู้สิ…หรือว่าจะเป็นเรื่องของคุณชาย?”

“อุ๊บ! อย่าพูดแบบนั้น!”

ลู่จิ้งเหยาใช้มือผลักหยวนเอ๋อร์เล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ตบอกตัวเองเบา ๆ ทำให้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย

ขณะนั้น นักเล่าเรื่องกำลังพูดถึงเหตุการณ์ที่นักปราชญ์ถูกปีศาจกลางคืนกิน ผู้คนในร้านต่างพูดคุยกันด้วยความเสียดาย

ไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามีชายหนุ่มรูปร่างธรรมดาคนหนึ่งกำลังยืนลังเลอยู่ข้างฉากบังตาของลู่จิ้งเหยา

จบบทที่ บทที่ 48 เจ้าตายไม่ได้!!

คัดลอกลิงก์แล้ว