- หน้าแรก
- ขันทีปลอม ข้านี่แหละเก้าพันปี
- 567 - เป็นนายบ่าวไม่เสียเปล่า
567 - เป็นนายบ่าวไม่เสียเปล่า
567 - เป็นนายบ่าวไม่เสียเปล่า
567 - เป็นนายบ่าวไม่เสียเปล่า
นักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์หนึ่งตน…ก็ถึงคราวดับสิ้นลงเช่นนี้!
แม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาจากขุมอำนาจใด แต่ก็ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
ขุนนางหญิงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่ได้
จูเยว่เซียนไม่สนใจท่าทางตกใจของนาง เพียงสั่งว่า
“รีบนำแท่นหน้าไม้พวกนี้กลับไป จะมีคนจัดการต่อเอง! เรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ ห้ามพูดถึงกับผู้ใดทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่?”
ขุนนางหญิงใจสะท้าน
“เพคะ ท่อนอ๋อง!”
จูเยว่เซียนยกศพร่างนั้นซึ่งเกือบถูกยิงจนพรุนขึ้นมาแล้วจากไปทันที
ส่วนขุนนางหญิงก็เริ่มจัดการสิ่งที่เหลืออยู่ ไม่นานนางก็ใช้เครื่องมืออาคมเก็บแท่นหน้าไม้ทั้งหมดเข้าแหวนมิติ จากนั้นรีบเร่งกลับไปยังจวนเว่ยชินอ๋องในนครศักดิ์สิทธิ์
“นางผู้นี้ ช่างเด็ดขาดยิ่งนัก! เพื่อสังหารข้า ถึงกับจัดเตรียมแท่นหน้าไม้จำนวนมากไว้ถึงเพียงนี้!”
จนถึงตอนนี้ หยางฟ่านที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดมาตลอด จึงเผยร่างออกมา
เดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจจะมา ทว่าเพื่อให้ตัวตนของร่างหลักปลอดภัยยิ่งขึ้น เขาจึงยังคงมา และถึงขั้นยอมเสียสละนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์หนึ่งตนเพื่อให้จูเยว่เซียนฆ่า!
และบุรุษผู้นั้นก็คือภิกษุที่เขาเพิ่งทำให้ยอมสวามิภักดิ์ หลิวอวี่
แม้บุรุษผู้นี้จะถูกเขาควบคุมแล้ว แต่กลับชอบบ่นพึมพำ ไม่รู้จักเห็นแก่ส่วนรวม ทั้งยังมีปัญหากับหลิวเอี้ยนและหลิวต้วนอยู่บ่อยครั้ง สองคนนั้นจึงมักร้องขอให้หยางฟ่านลงโทษเขาเสียที
เดิมทีหยางฟ่านก็ยังไม่ได้คิดจะจัดการ ทว่าครั้งนี้พอดีต้องการผู้เสียสละไปทำหน้าที่ตัวแทน เขาจึงถือโอกาสเลือกภิกษุคนนี้
ด้วยอำนาจของตราทาสสองชั้น อีกฝ่ายย่อมไม่มีทางขัดขืนได้แม้แต่น้อย
ดังนั้น หยางฟ่านจึงใช้ทักษะแปลงกายของวานรปีศาจมายา เปลี่ยนรูปลักษณ์ของหลิวอวี่ให้คล้ายตน แล้วส่งไปตามนัดหมายในครั้งนี้
ใครจะคิดว่า พอเพิ่งมาถึงอาวุธสังหารก็พุ่งเข้ามาทันที พลังยิงของแท่นหน้าไม้ยักษ์สิบกว่าชุดนั้น ราวกับเหล่าพระโพธิสัตว์เส้นเอ็นที่เชี่ยวชาญในวิชาศรนับสิบร่วมกันปล่อยศร!
สายเกาทัณฑ์ตึงระเบิดก้อง ราวกับเสียงฟ้าคำราม!
แม้แต่หยางฟ่านเอง เมื่อได้เห็นก็ยังเปลี่ยนสีหน้าอย่างไม่อาจควบคุม
พลังทำลายเช่นนี้ เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่าปืนใหญ่ประจัญบานจากยุคก่อนเลยแม้แต่น้อย!
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกเกาทัณฑ์แต่ละดอกที่มีขนาดเท่าแขนทารก ยังสลักอักขระเต๋าแน่นไปทั่วทั้งลำ!
ชัดเจนว่าได้รับการเสริมพลังด้วยหลากหลายวิชาเต๋า เมื่อลงสู่ร่างเนื้อโดยตรง แม้แต่หยางฟ่านเองยังรู้ตัวว่าแทบจะไม่มีทางต้านทาน ต้องน้อมคอรอถูกสังหารเท่านั้น!
เดิมทีหยางฟ่านรู้สึกมั่นใจมากที่บรรลุผ่านสองประตูสวรรค์ไปแล้ว คิดว่าตนมีพื้นฐานแข็งแกร่งพอสมควร ทว่าในชั่วขณะนี้ ก็เหมือนมีถังน้ำเย็นใบใหญ่สาดรดลงบนศีรษะจนเยือกถึงกระดูก
ประตูสวรรค์ทั้งห้าบาน ต่างมีลักษณะเด่นของตน
นักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์คือรากฐานแห่งพลังโลหิต
เนื้อกายทองคำคือการป้องกัน
กระดูกอสูรคือการโจมตี
โพธิสัตว์เส้นเอ็นคือความเร็ว
ราชาหนังมนุษย์คือการแปลงกาย
ห้าขุมพลังรวมกันจึงกลายเป็นมนุษย์เทพอันสมบูรณ์แบบ ถึงจะนับว่าอยู่ในจุดสูงสุดของพลังอย่างแท้จริง!
หากมองแบบแยกเดี่ยว แต่ละประตูก็ยังมีข้อบกพร่องของตนเอง!
ในยามปกติอาจดูไม่ออก ทว่าเมื่อถูกศัตรูจ้องโจมตีโดยเฉพาะ ข้อบกพร่องนี้ก็จะกลายเป็นจุดตาย!
“จริงดังว่า…ไม่อาจประเมินศัตรูต่ำต้อยแม้แต่ผู้เดียว!”
หยางฟ่านตัดสินใจแน่วแน่ในใจว่าจะต้องเริ่มฝึกฝน “โพธิสัตว์เส้นเอ็น” ให้เร็วที่สุด
ศาสตร์แห่งการต่อสู้ในใต้หล้า ไม่มีสิ่งใดต้านทานความรวดเร็วได้!
แม้เขาจะมี “แสงทองทลายพสุธา” สำหรับจู่โจมระยะประชิด
มี “วิชาฝูเหยา” สำหรับบุกฝ่าในระยะไกล
และมี “เทวะยุทธวิถี” ที่แทบเหมือนกับการเคลื่อนย้ายผ่านมิติ!
แต่ไม่ว่าจะเป็นคาถาเต๋าหรือวิชาศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ล้วนต้องใช้เวลาดำเนินการ ไม่มีสิ่งใดรวดเร็วได้เท่าพลังภายในร่างตนเอง ที่เพียงแค่คิดก็เคลื่อนไหวได้ทันที!
"โพธิสัตว์เส้นเอ็น..."
หยางฟ่านหันไปมองทิศทางที่จูเยว่เซียนจากไปอย่างลึกซึ้ง กระชับปมร้อยโชคลาภแน่นขึ้น แล้วเงียบๆ ตามไป
คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมุ่งตรงไปยังเขตภูเขา
เดินทางราวครึ่งชั่วยาม ในที่สุดก็เข้าสู่บริเวณเขาหัวโล้นห่างไกลผู้คน
จูเยว่เซียนดั่งเซียนหญิงยามรัตติกาล หลังจากสังเกตอยู่ชั่วครู่ ก็เลือกพื้นที่ว่างเปล่าในภูเขาร้างแห่งหนึ่ง
นางชักฝ่ามือออก กระแทกลงเบื้องหน้าเกิดเป็นหลุมดิน จากนั้นก็โยนศพร่างนั้นลงไป
เพียงย่ำเท้าเบาๆ ดินรอบหลุมก็ม้วนตัวกลบฝังจนมิด
"ตายแบบนี้…ก็ถือว่าเจ้าโชคดีแล้ว!"
เดิมทีนางตั้งใจจะทิ้งศพให้เน่าเปื่อยกลางป่า ปล่อยให้หมาป่าและหมาจิ้งจอกมากัดกิน ทว่าสุดท้ายก็ละความคิดนั้น แล้วเลือกจะฝังให้
“ชาติหน้า ก็ขอให้เป็นคนดีเถอะ”
จูเยว่เซียนยืนอยู่หน้าสุสานดินเล็กๆ อย่างเย็นชาอยู่ครู่หนึ่งจึงหันหลังจากไป
เมื่อร่างของนางลับหายไป หยางฟ่านจึงค่อยๆ เดินเข้ามาที่หน้ากองดิน
มองกองดินเล็กๆ กองนั้นแล้ว ใครจะคิดว่านี่คือที่ฝังร่างของยอดฝีมือระดับนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ตนหนึ่ง!
หยางฟ่านอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“หลิวอวี่เอ๋ย…อย่าได้โกรธข้าเลย อย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ใช่คนดีนัก ข้าเองก็ไม่ใช่คนดี การที่เจ้าตายแทนข้า อย่างน้อยก็ทำให้ข้าจดจำเจ้าได้”
“แถมก่อนที่เจ้าจะตาย ข้ายังคืนขาให้เจ้าด้วย ให้เจ้าได้ตายแบบมีร่างกายครบถ้วน…เจ้าต้องช่วยอวยพรข้าหน่อยล่ะนะ”
“สำหรับศพของเจ้า…เฮ้อ ข้าก็ไม่คิดจะเอาไปตีเป็นอาวุธหรอก ดูสิ ข้าใจดีแค่ไหน…”
จริงๆ แล้ว เพราะเจ้าถูกแท่นหน้าไม้ยิงจนแหลกเหลว กลายเป็นเศษกระดูกเศษเนื้อ จะเอาไปทำอาวุธอะไรได้อีก?
จะให้ข้าทำเข็มกระดูกออกมาหลายร้อยเล่มงั้นหรือ?
เจ้าก็ไม่ใช่กระดูกอสูรเสียหน่อย!
“ตัวข้ายากจนเกินกว่าจะเผาเครื่องกระดาษให้เจ้าแล้วล่ะ…แต่ด้วยฝีมือของเจ้า ข้าเชื่อว่าเจ้าคงหาเงินได้เองในปรโลก เผากลับมาให้ข้าบ้างก็แล้วกันนะ”
“ก็ถือเป็นการแสดงถึงความผูกพันระหว่างนายกับบ่าวของพวกเรา…”
หยางฟ่านพึมพำกับตัวเองอีกสองสามประโยค ถือเป็นการอำลาครั้งสุดท้าย ไม่ให้ความสัมพันธ์นายบ่าวระหว่างพวกเขาต้องสูญเปล่าโดยสิ้นเชิง
ส่วนว่าหลิวอวี่จะโกรธจนอยากขุดหลุมขึ้นมาตบเขาให้ตายนั้น…ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องใส่ใจ
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย หยางฟ่านก็หันหลังกลับอย่างเด็ดขาด มุ่งหน้ากลับไปยังฐานที่มั่นทางตอนใต้ของเมือง
ตลอดคืน เขาไม่อาจข่มตาหลับ
ในดินแดรมรดกมายา หยางฟ่านจำลองและวิเคราะห์การฝึกฝน “โพธิสัตว์เส้นเอ็น” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เส้นเอ็นใหญ่น้อยไขว้กันไปมารอบกาย ราวกับงูยักษ์หลายตัวเคลื่อนไหวไปมา
แม้เส้นเอ็นเหล่านี้ยังอ่อนแออยู่ในตอนนี้ แต่แต่ละเส้นกลับดูคล้ายมีจิตวิญญาณของตนเอง แฝงความกระหายกระหายในโลหิต!
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ร่างของหยางฟ่านแผ่กลิ่นอายปีศาจออกมาเด่นชัดยิ่งขึ้น
แต่ทุกครั้งที่กลิ่นอายปีศาจเริ่มหนาแน่นเกินไป “เตาหลอมโลหิต” ตรงอกก็จะปรากฏขึ้น กดทับกลิ่นอายปีศาจทั้งหมดลงอย่างสิ้นเชิง
รุ่งเช้าวันถัดมา หยางฟ่านยุติการจำลองและวิเคราะห์ เปิดเปลือกตาขึ้นมา
“สมแล้วที่เลือกฝึกนักรบโลหิตศักดิ์สิทธิ์ก่อนเป็นลำดับแรก”
หยางฟ่านอดไม่ได้ที่จะถอนใจ
………….