- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1339 ไสหัวไปให้พ้น
ตอนที่ 1339 ไสหัวไปให้พ้น
ตอนที่ 1339 ไสหัวไปให้พ้น
เมืองซาลุนเอ๋อ บริเวณด้านนอกประตูหมายเลข 1 ของเขตเมืองชั้นในภายใต้การปกครองของเมืองเต่าทมิฬ มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่มากมาย
ลี่ลี่และหยางปิงพร้อมด้วยหน่วยพิทักษ์เนินสูงสี่คน และทหารรักษาการณ์อีกยี่สิบสี่คนยืนเฝ้าอยู่ที่นี่
ด้านหน้าฝูงชนมีโต๊ะยาวสามเมตรตั้งอยู่ บนนั้นมีกล่องไม้ใบหนึ่งวางเอาไว้
เหล่าทหารรักษาการณ์ยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ถือหน้าไม้ทหารยืนอยู่หลังโต๊ะยาว
"นี่พวกเขากำลังจะทำอะไรน่ะ?"
ชาวเมืองที่มุงดูอยู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นั่นสิ เมืองเต่าทมิฬคิดจะทำอะไรอีกเนี่ย?"
"ฮึ คงไม่ใช่เรื่องดีหรอก"
ฝูงชนที่มุงดูพากันวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ พร้อมกับชี้ไม้ชี้มือไปมา
"เริ่มเลยไหม?"
ลี่ลี่หันไปมองหยางปิง
"อืม"
หยางปิงพยักหน้า
เธอเปิดกล่องไม้ตรงหน้าออก หยิบศิลามนตราที่ดูแวววาวราวกับหยกออกมา แล้ววางลงบนโต๊ะไม้อย่างแผ่วเบา
กึก...
เสียงศิลามนตรากระทบกับพื้นโต๊ะ ทำให้ฝูงชนที่มุงดูอยู่เงียบเสียงลงทันที บางคนจำศิลามนตราได้ ในขณะที่บางคนยังคงสงสัยว่าหินก้อนนั้นคืออะไร
"ศิลามนตรา!!"
เสียงอุทานดังขึ้นจากในฝูงชน ทำให้ผู้คนแตกตื่นฮือฮา
"อะไรนะ นี่คือศิลามนตราเหรอ?"
"ไม่มั้ง ศิลามนตราดูธรรมดาขนาดนี้เลยเหรอ?"
มีคนแสดงความกังขา
ชายที่อุทานออกมาเมื่อครู่ยืนยันด้วยสีหน้าจริงจัง
"ไม่ผิดแน่ ฉันเคยไปทดสอบแก่นจิตวิญญาณที่สมาคมจอมเวท เคยเห็นศิลามนตราในระยะประชิด มันหน้าตาแบบนี้แหละ"
"ฉันก็เคยเห็นศิลามนตราเหมือนกัน หน้าตาเป็นแบบนี้จริงๆ"
อีกคนเอ่ยสนับสนุน
คำพูดนี้ทำให้แววตาของใครหลายคนร้อนแรงขึ้นมา ความโลภเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
หลายคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"ศิลามนตราเป็นของหายากมาก เอามาตั้งไว้ตรงนี้ เมืองเต่าทมิฬคิดจะทำอะไรกันแน่?"
ลี่ลี่กวาดสายตามองชาวเมืองที่อยู่ในบริเวณนั้น ก่อนจะประกาศเสียงดัง
"พวกคุณดูไม่ผิดหรอก นี่คือศิลามนตรา"
การที่เด็กสาวผมชมพูเอ่ยปากยอมรับด้วยตัวเอง ทำให้ชาวเมืองที่อยู่ตรงนั้นพากันฮือฮา ต่างรอคอยฟังประโยคถัดไปของเธอ
ลี่ลี่กล่าวด้วยท่าทีหยิ่งทะนง
"ท่านเจ้าเมืองเต่าทมิฬของเรามีเมตตา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จะช่วยทดสอบแก่นจิตวิญญาณให้กับเด็กที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปีแบบไม่คิดเงินเป็นเวลาสามวัน"
"ช่วยทดสอบแก่นจิตวิญญาณงั้นเหรอ!!"
"จริงหรือหลอกเนี่ย!?"
เสียงอุทานดังระงมไปทั่วฝูงชน เสียงแห่งความกังขาและเสียงแห่งความตกตะลึงดังสลับกันไปมา
ลี่ลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เป็นเรื่องจริง ให้บริการทดสอบแบบไม่คิดเงินเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่าสิบแปดปีเท่านั้น"
"เดี๋ยวก่อน มีเงื่อนไขอะไรแอบแฝงหรือเปล่า?"
มีคนตั้งข้อสงสัย
"แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าทดสอบแล้วพบว่ามีแก่นจิตวิญญาณ ก็จะต้องเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ"
ลี่ลี่ตีหน้าขรึม เอ่ยเน้นทีละคำ
"เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ!?"
ฝูงชนกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง
หยางปิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ถูกต้อง เมืองเต่าทมิฬจะฝึกฝนจอมเวทให้ สวัสดิการมีแต่ดีกับดีไม่มีแย่แน่นอน"
"เข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ... แบบนี้คงไม่ค่อยดีมั้ง..."
บางคนเริ่มรู้สึกลังเล
ลี่ลี่ยกแขนขึ้นกอดอก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสแจ๋ว
"ถ้าพวกคุณมีเหรียญทอง ก็ไปทดสอบแก่นจิตวิญญาณและปลุกวิญญาณที่สมาคมจอมเวทได้เลย ไม่ต้องมาที่นี่หรอก"
"เอ่อ..."
ทุกคนถึงกับเป็นใบ้ไม่มีคำพูด
ถ้าพวกเขามีเหรียญทอง คงไปที่สมาคมจอมเวทตั้งนานแล้ว
"ใครที่รับเงื่อนไขได้ ก็มาลงทะเบียนได้เลย"
ลี่ลี่วางมือลงบนศิลามนตรา นัยน์ตาสีชมพูกวาดมองทุกคนที่อยู่ที่นั่น
ฝูงชนเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที บางคนหันหลังเดินจากไป เพื่อนำเรื่องนี้ไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้
"หนู... หนูขอลองดูได้ไหมคะ?"
ในหมู่ฝูงชน เด็กหญิงตัวผอมบางคนหนึ่งเดินออกมา เธอชูมือขึ้นพลางมองเด็กสาวผมชมพูด้วยความหวาดกลัว
เด็กหญิงตัวผอมบางมาก ดูแล้วน่าจะอายุแค่สิบสามสิบสี่ปี ส่วนสูงประมาณร้อยห้าสิบเซนติเมตร ใบหน้าเล็กๆ มอมแมมเปื้อนฝุ่น ราวกับไปกลิ้งเกลือกบนพื้นมาหลายตลบ
ดวงตากลมโตของลี่ลี่เป็นประกาย เธอทักทายกวักมือเรียก
"ได้สิ เข้ามาเลย"
เด็กหญิงเดินเข้ามาหาลี่ลี่ แววตาของเธอทอประกายแห่งความหวัง
"ชื่ออะไรจ๊ะ?"
ลี่ลี่โน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
"เสี่ยวกั่วค่ะ"
เด็กหญิงตอบเสียงสั่นด้วยความประหม่า
ลี่ลี่พยักพเยิดหน้า
"เสี่ยวกั่ว เอามือมาวางไว้บนศิลามนตรานะ แล้วก็อยู่นิ่งๆ"
"ค่ะ"
เสี่ยวกั่วพยักหน้า เธอเช็ดมือเล็กๆ ของตัวเองลงบนเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุ่นอย่างแรง
ดวงตาภายใต้หมวกเกราะของลี่ลี่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูในความระมัดระวังตัวของเด็กน้อย
เสี่ยวกั่ววางมือทาบลงบนศิลามนตรา ดวงตาอันบริสุทธิ์จ้องมองตาไม่กะพริบ
ผ่านไปราวๆ สิบกว่าวินาที ฝ่ามือของเด็กหญิงก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น วินาทีต่อมาศิลามนตราก็เปล่งแสงสีฟ้าน้ำทะเลออกมา
"มีแก่นจิตวิญญาณ เป็นธาตุน้ำด้วย!!"
ลี่ลี่ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจทันที
"โชคดีจังเลย คนแรกที่มาทดสอบก็มีแก่นจิตวิญญาณเลยเหรอเนี่ย!"
"น่าอิจฉาชะมัด!!"
ฝูงชนส่งเสียงอุทานออกมาอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ทอดถอนใจ บ้างก็เกิดความริษยา
ดวงตาของเสี่ยวกั่วเป็นประกายวิบวับ เธอถามด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
"พี่สาวคนสวยคะ แบบนี้หนูก็จะได้เป็นจอมเวทแล้วใช่ไหมคะ?"
ลี่ลี่ตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
"ถ้าเธอเต็มใจที่จะเข้าไปเรียนรู้ในเมืองเต่าทมิฬ เธอก็สามารถเป็นจอมเวทได้จ้ะ"
"หนูเต็มใจค่ะ"
เสี่ยวกั่วพยักหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ไม่ต้องกลับไปถามครอบครัวก่อนเหรอ?"
ลี่ลี่ถามด้วยความประหลาดใจ
เสี่ยวกั่วส่ายหน้า เธอก้มหน้าลงแล้วตอบเสียงเบา
"แม่ไม่ต้องการหนูแล้วค่ะ แม่หนีตามผู้ชายคนอื่นไปแล้ว ตอนนี้หนูอยู่ตัวคนเดียว"
ลี่ลี่ขมวดคิ้วมุ่น พลางพึมพำเสียงเบา
"แม่เธอไม่ใช่คนจริงๆ เลย"
"แล้วพ่อของเธอล่ะ?"
หยางปิงถามเสียงนุ่ม
เสี่ยวกั่วค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาแดงก่ำ
"พ่อเป็นอัศวินค่ะ พ่อพลีชีพตอนที่จันทร์สีเลือด"
"น่าสงสารจัง!"
ลี่ลี่รู้สึกเวทนาจับใจ
เธอลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน
"เอาล่ะ เธอไปยืนรออยู่ตรงนั้นก่อนนะ เดี๋ยวตอนเย็นค่อยกลับเมืองเต่าทมิฬไปกับพวกเรา"
"อื้อๆ"
เสี่ยวกั่วสูดน้ำมูก แล้วไปยืนรออยู่ข้างโต๊ะไม้อย่างว่าง่าย
หยางปิงเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะถามเสียงนุ่ม
"มีข้าวของที่ต้องกลับไปเก็บไหม?"
เสี่ยวกั่วส่ายหน้าอีกครั้ง เธอตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"หลังจากที่แม่ไป บ้านก็โดนคนอื่นยึดไปแล้ว ของพวกนั้นไม่ใช่ของหนูอีกต่อไปแล้วค่ะ"
"ใครเป็นคนทำ?"
นัยน์ตาสีม่วงของหยางปิงประกายความเย็นเยียบสายหนึ่งพาดผ่าน
"คนที่ไม่รู้จักค่ะ"
เสี่ยวกั่วกำชายเสื้อแน่น ฟันบนขบกัดริมฝีปากล่างเบาๆ ทำทีเป็นเข้มแข็ง
หยางปิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"รอให้การทดสอบของวันนี้จบลงก่อน แล้วพาฉันไปที่บ้านของเธอ"
"พี่สาวคนสวยจะช่วยหนูเหรอคะ?"
เสี่ยวกั่วแหงนหน้ามองเด็กสาวผมม่วง
"ในเมื่อเธอเป็นคนของเมืองเต่าทมิฬแล้ว ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเราจะต้องทวงความยุติธรรมคืนให้เธอ"
หยางปิงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เสี่ยวกั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ
"พี่สาวคนสวยคะ พวกเขาเก่งมากเลยนะคะ อย่าเลยดีกว่าค่ะ"
หยางปิงเอ่ยอย่างใจเย็น
"แค่พาไปก็พอ เรื่องอื่นไม่ต้องเป็นห่วง"
"ค่ะ"
เสี่ยวกั่วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
"ยังมีใครอยากทดสอบแก่นจิตวิญญาณอีกไหม?"
ลี่ลี่เอ่ยถามขึ้นมา
"ผมครับ!!"
"ฉันก็เอาด้วย"
"ฉันยินดีเข้าร่วมกับเมืองเต่าทมิฬ ขอแค่ให้ฉันมีแก่นจิตวิญญาณก็พอ"
อาจเป็นเพราะเสี่ยวกั่วที่เป็นคนแรกสามารถทดสอบพบแก่นจิตวิญญาณได้ ทำให้คนที่มุงดูอยู่พากันหวั่นไหว ไม่นานบริเวณหน้าโต๊ะยาวก็ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มวัยรุ่นหน้าตาอ่อนเยาว์มากมาย
หยางปิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะตวาดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"เข้าแถวให้เรียบร้อย มาทีละคน ใครกล้าก่อเรื่องอีกก็ไสหัวไปให้พ้น"
"เข้าแถวเว้ย เข้าแถวให้เรียบร้อย"
"อย่ามาเบียดฉันสิ ฉันมาก่อนนายนะ!!"
ท่ามกลางเสียงโวยวายอื้ออึง แถวถึงได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอย่างเป็นระเบียบ