- หน้าแรก
- วิทยุของผมติดต่อกับโลกเซียนได้
- บทที่ 531 คลื่นความถี่ของเริ่นเทียนป้า
บทที่ 531 คลื่นความถี่ของเริ่นเทียนป้า
บทที่ 531 คลื่นความถี่ของเริ่นเทียนป้า
ในระหว่างที่พักกอง แบรดก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูอะไรบางอย่าง ก่อนจะหันมาพูดกับโจวอวี่ว่า "โจว! ดูนี่สิครับ! ไลฟ์สดงานเปิดหอเซียนโอชาเมื่อคืนนี้ กำลังกลายเป็นกระแสไวรัลในโลกออนไลน์ของอเมริกาเลยนะครับ! มีคนอเมริกันเยอะมากที่อยากจะบินไปกินอาหารพวกนั้นที่จีน แต่ได้ข่าวว่าตอนนี้ร้านคุณยังไม่เปิดรับคิวจองจากชาวต่างชาติเลยนี่นา คุณคงต้องหาทางช่วยพวกเขาหน่อยแล้วล่ะครับ"
โจวอวี่ชะโงกหน้าเข้าไปดูหน้าจอโทรศัพท์ของแบรด ก็พบว่าในเฟซบุ๊กมีกระทู้พูดคุยเกี่ยวกับหอเซียนโอชาที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก มีคนเข้ามาคอมเมนต์และแชร์ต่อกันเป็นหลักล้านเลยทีเดียว หลายคนบ่นโอดครวญว่าอยากจะบินไปเมืองจีนเพื่อลิ้มรสอาหารในหอเซียนโอชาใจจะขาด
แต่ที่น่าเศร้าก็คือ มีศาสตราจารย์ชาวต่างชาติคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในจีน เข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียดายว่า ตอนนี้หอเซียนโอชาเปิดรับเฉพาะคิวจองจากชาวจีนเท่านั้น เขาเคยลองใช้พาสปอร์ตของตัวเองลงทะเบียนจองคิวดูแล้ว แต่ระบบไม่รองรับ
แถมเขายังเคยโทรไปสอบถามข้อมูลจากทางร้านโดยตรง และได้รับคำตอบว่า ต่อให้จะยืมบัตรประชาชนของคนจีนมาจองคิวให้ แต่ตอนที่ไปแสดงตัวที่ร้าน พนักงานก็จะขอตรวจดูบัตรประชาชนตัวจริงเพื่อยืนยันตัวตนอยู่ดี ดังนั้น การสวมรอยจองคิวจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่ออ่านคอมเมนต์เหล่านั้นจบ โจวอวี่ก็ยิ้มและตอบแบรดไปว่า "ไม่ต้องห่วงหรอกครับแบรด เรื่องนี้มันก็แค่ปัญหาชั่วคราวเท่านั้นแหละครับ หลักๆ ก็เป็นเพราะข้อจำกัดทางเทคนิคและเหตุผลบางอย่าง แต่เดี๋ยวรอให้ร้านเปิดไปได้สักพักจนทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว เราก็จะเปิดระบบรองรับการจองคิวจากชาวต่างชาติแน่นอนครับ"
ร้านเพิ่งจะเปิดใหม่ ย่อมต้องให้สิทธิพิเศษกับคนในประเทศก่อนเป็นธรรมดา ส่วนเรื่องเปิดรับลูกค้าชาวต่างชาตินั้น เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังก็แล้วกัน
แอนดรูว์ที่ยืนฟังอยู่ ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยความโล่งอก "โชคดีนะที่เราได้รู้จักกับโจวซะก่อน เลยได้กินข้าวเจ้าวิญญาณไปแล้ว ไม่งั้นคงต้องมานั่งกลืนน้ำลายและรอคอยอย่างทรมานเหมือนพวกนักกินในเน็ตพวกนี้แน่ๆ แค่คิดก็สยองแล้ว"
"แต่ที่ทรมานกว่าก็คือ ต่อให้เปิดรับคิวจองจากชาวต่างชาติแล้ว และต่อให้อุตส่าห์บินข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงจีน ก็ใช่ว่าจะจองคิวได้สำเร็จซะเมื่อไหร่" แบรดส่ายหน้าพลางพูดด้วยน้ำเสียงเวทนา
"ต่อให้มีชาวต่างชาติอยู่ในจีนเยอะแค่ไหน ก็ยังน้อยกว่าประชากรจีนอยู่ดีแหละครับ เพราะงั้น โอกาสที่พวกเขาจะจองคิวได้ก็ยังมีสูงอยู่นะครับ" โจวอวี่ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม สำหรับเขาแล้ว ไม่มีคำว่าสิทธิพิเศษสำหรับชาวต่างชาติหรอก ทุกคนต้องเท่าเทียมกันหมด
แอนดรูว์หัวเราะร่วน "ฮี่ๆๆ เรื่องพวกนั้นปล่อยให้พวกเขาปวดหัวกันไปเองเถอะ ขอแค่พวกเรารู้จักกับโจวก็พอแล้ว"
แบรดปรายตามองแอนดรูว์อย่างหมั่นไส้ "ดูทำหน้าเข้าสิ สะใจล่ะสิ... อ้อ โจวครับ เมื่อวานผมได้ดูไลฟ์สดงานเปิดร้านของคุณแล้ว อาหารพวกนั้นมันดูน่ากินมากจนผมแทบจะทนไม่ไหวเลยล่ะครับ! ไม่ทราบว่า... คุณพอจะให้ทางร้านแพ็กอาหารพวกนั้นแบบสุญญากาศ แล้วส่งเครื่องบินมาให้พวกเราที่นี่สักมื้อได้มั้ยครับ ผมยินดีจ่ายเงินค่าอาหารและค่าส่งทั้งหมดเองเลย!" แบรดนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ จึงรีบเอ่ยปากขอร้องโจวอวี่ทันที
อาหารในหอเซียนโอชาน่ากินมากจนเขาแทบจะกลืนน้ำลายตัวเองลงคอ ยิ่งได้ยินเสียงบรรยายสรรพคุณและความอร่อยจากคนที่ได้ชิมในไลฟ์สด เขาก็ยิ่งอยากจะทะลุจอทีวีเข้าไปร่วมวงด้วยใจจะขาด
"ใช่ๆ! แพ็กสุญญากาศส่งมาเลยครับโจว! ได้โปรดเถอะนะครับ! พวกเราแค่อยากจะลองชิมดูสักครั้งเดียวเท่านั้น! สัญญาเลยว่าจะไม่เรียกคนอื่นมากินด้วย! กินกันแค่พวกเรานี่แหละ!" แอนดรูว์ตาโตเป็นประกาย รีบพูดสนับสนุนแบรดทันที
"ถ้าแพ็กแบบสุญญากาศ ระยะเวลาในการขนส่งมาถึงอเมริกาก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่อาจจะทำให้รสชาติของอาหารดรอปลงไปจากที่ทำเสร็จใหม่ๆ ที่ร้านนิดหน่อยนะครับ" โจวอวี่ทำท่าครุ่นคิด การแพ็กสุญญากาศก็เป็นทางเลือกที่ดี อย่าว่าแต่แบรดและแอนดรูว์เลย ขนาดตัวเขาเองที่นั่งดูไลฟ์สดเมื่อวาน ก็ยังอยากจะกินอาหารฝีมือเชฟของหอเซียนโอชาใจจะขาดเหมือนกัน
แอนดรูว์รีบโบกมือเป็นพัลวัน "ไม่เป็นไรครับโจว! รสชาติดรอปลงนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร! ขอแค่ได้กินอาหารจากหอเซียนโอชาในอเมริกา พวกเราก็ฟินสุดๆ แล้วล่ะครับ!"
"ตกลงครับ เดี๋ยวผมจะโทรไปสั่งให้ทางร้านจัดเซ็ตอาหารแล้วส่งมาให้นะครับ" โจวอวี่พยักหน้ารับคำ ความจริงแล้ว ตอนนี้เขาก็มีทั้งข้าวเจ้าวิญญาณและผงผลรสเซียนอยู่ในมือ ถ้าเขาไปจ้างเชฟฝีมือดีๆ ในอเมริกามาทำอาหารให้กิน มันก็สามารถทำได้เหมือนกัน แต่ปัญหาคือ ผงผลรสเซียนถือเป็นความลับสุดยอดของหอเซียนโอชา เขาไม่สามารถเสี่ยงนำไปให้คนนอกเห็นได้เด็ดขาด
ดังนั้น การให้ฉีจิ่นเซวียนแพ็กอาหารส่งมาจากจีน จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุด แม้ว่ารสชาติอาจจะดรอปลงไปบ้างเพราะการซีลสุญญากาศ แต่มันก็ยังคงความอร่อยระดับเทพเจ้า ที่จะทำให้แบรดและแอนดรูว์ต้องทึ่งอย่างแน่นอน
"ฮ่าๆๆ! เยี่ยมไปเลย! ในที่สุดพวกเราก็จะได้ลิ้มรสอาหารจากหอเซียนโอชาแล้ว! ขอบคุณมากนะครับโจว!" แอนดรูว์กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
เสียงหัวเราะอันดังลั่นของแอนดรูว์ ดึงดูดความสนใจจากทีมงานในกองถ่ายหลายคนให้หันมามองเป็นตาเดียว
"เอ่อ... คือว่า... โจวเพิ่งบอกพวกเราว่า ถ้าถ่ายหนังเรื่องนี้จบเมื่อไหร่ เขาจะเลี้ยงข้าวพวกเราที่หอเซียนโอชาน่ะครับ" แอนดรูว์รีบอธิบายแก้ตัวเมื่อเห็นสายตาหลายคู่จับจ้องมา
โจวอวี่ยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้นยืน "แหม แอนดรูว์... อุตส่าห์เก็บเป็นความลับมาตั้งนาน สุดท้ายก็มาหลุดปากเอาซะได้... ใช่แล้วครับทุกคน! ถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายเมื่อไหร่ ผมตั้งใจว่าจะเชิญทีมงานทุกคนบินไปร่วมงานเปิดตัวที่จีน และผมจะขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารทุกคนที่หอเซียนโอชาเองครับ!"
"เย้!!! สุดยอดไปเลย! ขอบคุณมากครับคุณโจวอวี่!" ทีมงานทุกคนในกองถ่ายต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความดีใจสุดขีด
แบรดก็ยิ้มกว้างและพูดเสริมขึ้นมาว่า "ผมจะเอาเรื่องนี้ไปคุยกับทางวอร์เนอร์ บราเธอร์สด้วยครับ! แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ พวกเราทุกคนจะต้องทุ่มเทและตั้งใจทำงานกันอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกออกมาให้ได้! ยิ่งหนังออกมาดีเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีข้อต่อรองในการขอให้ทางวอร์เนอร์ บราเธอร์สออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจีนให้พวกเราได้ง่ายขึ้นเท่านั้น!"
"รับทราบครับผู้กำกับ! พวกเราจะสู้เต็มที่!"
"เพื่อสุนัขเทพ! เพื่ออาหารอร่อยๆ ที่หอเซียนโอชา! ลุยโว้ยยย!"
บรรยากาศในกองถ่ายกลับมาคึกคักและฮึกเหิมอีกครั้ง การได้ไปเที่ยวจีนฟรีๆ แถมยังได้กินอาหารระดับเทพเจ้าฟรีๆ อีกต่างหาก ใครล่ะจะไม่อยากไป!
หลังจากที่ทีมงานแยกย้ายกันไปเตรียมตัว แบรดก็หันมาขอบคุณโจวอวี่อีกครั้ง "โจว... ขอบคุณมากเลยนะครับ คำสัญญาของคุณช่วยปลุกไฟในการทำงานให้ทุกคนได้มากเลยล่ะครับ"
"ขอโทษด้วยนะโจว... ฉันไม่น่าหลุดปากเลย" แอนดรูว์พูดเสียงอ่อยด้วยความรู้สึกผิด
"ไม่เป็นไรหรอกแอนดรูว์ ยังไงผมก็ตั้งใจจะเลี้ยงทุกคนอยู่แล้ว ถือซะว่านายช่วยประกาศให้ทุกคนรู้ล่วงหน้าก็แล้วกัน" โจวอวี่โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ทีมงานทุกคนต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้มาโดยตลอด การตอบแทนความเหน็ดเหนื่อยของพวกเขาด้วยอาหารอร่อยๆ ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับเขา
หลังจากพักกองเสร็จ การถ่ายทำก็ดำเนินต่อไปจนกระทั่งช่วงบ่ายแก่ๆ ใกล้จะถึงเวลาที่วิทยุสื่อสารจะเปิดทำงาน โจวอวี่ก็เริ่มคอยสังเกตความเคลื่อนไหวในกระเป๋าเป้ของตัวเองอย่างใกล้ชิด จากการทดสอบครั้งก่อน เขารู้แล้วว่าวิทยุสื่อสารจะไม่ทำงานหากถูกเก็บไว้ในแหวนมิติ ต้องนำออกมาไว้ข้างนอกเท่านั้น มันถึงจะเริ่มชาร์จพลังงานและเปล่งแสงออกมา
ตั้งแต่ที่วิทยุสื่อสารชาร์จพลังงานจนเต็มและกลับมาใช้งานได้ตามปกติ คลื่นความถี่ต่างๆ ที่เขาเคยเชื่อมต่อได้ ก็เริ่มทยอยเปิดทำงานทีละคลื่น ทั้งสำนักเซียนเหอฮวน หุบเขาครัวเทพ เทพธิดาซู่ซิน และแม้แต่สำนักหมื่นอสูรที่เงียบหายไปนาน ก็ยังกลับมาเปิดทำงานอีกครั้ง
ตอนนี้ก็เหลือแค่คลื่นความถี่ของศิษย์อาอู่และคลื่นความถี่ของเริ่นเทียนป้าเท่านั้นที่ยังไม่ได้เปิดทำงาน เขาเดาว่า วันนี้วิทยุสื่อสารน่าจะสุ่มเปิดคลื่นของใครคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้แหละ
เขาตั้งตารอคอยที่จะได้ฟังคลื่นของทั้งสองคนนี้มาก สำหรับศิษย์อาอู่ เขาไม่ได้คุยกับตาแก่นั่นมานานแล้ว ก็เลยรู้สึกคิดถึงอยู่บ้าง ส่วนเริ่นเทียนป้านั้น... แม้ในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรในโลกเซียน หมอนี่จะเป็นจอมวายร้ายที่ชอบปล้นชิงของวิเศษของคนอื่น แต่สำหรับเขาแล้ว หมอนี่คือกระเป๋าโดราเอมอนเคลื่อนที่ชัดๆ! ขอแค่เปิดคลื่นเจอหมอนี่ เขาก็จะได้ของวิเศษติดไม้ติดมือกลับมาทุกครั้ง!
เริ่นเทียนป้าต้องมีของวิเศษเจ๋งๆ เก็บไว้ในคลังสมบัติเพียบแน่ๆ แต่สิ่งที่เขาอยากได้มากที่สุดในตอนนี้ ก็คือหุ่นเชิดวิญญาณ! เพราะถ้าเขาได้มันมา เขาก็จะมีผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้ แถมยังไม่ต้องกังวลว่าความลับของเขาจะรั่วไหลอีกด้วย!
รอไม่นานนัก โจวอวี่ก็เห็นแสงสว่างเรืองรองค่อยๆ ปรากฏขึ้นในกระเป๋าเป้ของเขา เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแกล้งทำเป็นจะคุยธุระ แล้วเดินปลีกตัวออกมาจากกองถ่าย ตรงไปยังรถของตัวเอง
เมื่อเข้าไปนั่งในรถและเปิดกระเป๋าเป้ออก เขาก็เห็นวิทยุสื่อสารกำลังเปล่งแสงสว่างนวลตาอยู่ภายใน ทันทีที่เขายื่นมือไปสัมผัสมัน แสงสว่างนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป
โจวอวี่มองดูวิทยุสื่อสารในมือด้วยความตื่นเต้น เขาเลื่อนสวิตช์เปิดเครื่อง เสียงซ่าๆ ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นทันที วันนี้จะเป็นศิษย์อาอู่ หรือเริ่นเทียนป้ากันนะ หรือว่า... จะมีคลื่นความถี่ใหม่ๆ โผล่มาให้เซอร์ไพรส์อีก
เขาใช้นิ้วหมุนปุ่มปรับคลื่นความถี่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข็มชี้ตรงกับคลื่นของหุบเขาครัวเทพ แต่เสียงวิทยุก็ยังคงเป็นเสียงซ่าๆ เช่นเดิม จากนั้น เขาก็เลื่อนไปที่คลื่นของเทพธิดาซู่ซินและศิษย์อาอู่ แต่ก็ยังไม่มีเสียงอะไรตอบรับกลับมาเลย
นี่แสดงว่า วันนี้วิทยุสื่อสารไม่ได้เปิดคลื่นของศิษย์อาอู่แน่ๆ แล้วจะเป็นคลื่นของเริ่นเทียนป้าหรือเปล่านะ หรือว่าจะเป็นคลื่นของสำนักอื่นๆ อย่างเช่น... สำนักมารสวรรค์
พอนึกถึงชื่อสำนักมารสวรรค์ ความโกรธแค้นก็พวยพุ่งขึ้นมาในใจโจวอวี่ทันที! สำนักบัดซบนี่มันก่อกรรมทำเข็ญไว้เยอะเหลือเกิน! ทั้งผลักหลินหยวนไห่ ศิษย์น้องของศิษย์อาอู่ ตกลงไปในบ่อพิษเพลิงหมื่นอัคคี และยังลอบสังหารอาจารย์ของเทพธิดาซู่ซินอย่างโหดเหี้ยม จนเหลือทิ้งไว้เพียงเถ้ากระดูกสีดำ!
ถ้าวันนี้วิทยุสื่อสารดันเปิดไปเจอคลื่นของสำนักมารสวรรค์ล่ะก็... เขาจะใช้ทุกวิถีทางที่มี เพื่อสั่งสอนและมอบบทเรียนราคาแพงให้กับพวกมันให้จงได้!
โจวอวี่พยายามสงบสติอารมณ์ แล้วหมุนปุ่มปรับความถี่ต่อไป เมื่อผ่านคลื่นของสำนักเซียนเหอฮวนแล้วไม่มีเสียงตอบรับ เขาก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้าขืนเปิดเจอคลื่นของสำนักนี้อีกล่ะก็ เขาคงต้องทนฟังเสียงครวญครางและบทเรียนเพศศึกษาฉบับโลกเซียนไปอีกยาวๆ แน่ๆ น่าขนลุกชะมัด!
ตอนนี้ก็เหลือแค่คลื่นของเริ่นเทียนป้าและสำนักหมื่นอสูรเท่านั้น เขาเดาว่าความน่าจะเป็นที่วิทยุสื่อสารจะเปิดคลื่นของเริ่นเทียนป้ามีสูงที่สุด และถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็แสดงว่าหมอนี่กำลังออกปฏิบัติการปล้นของใครอยู่อีกแน่ๆ
และก็เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ คลื่นของสำนักหมื่นอสูรมีเพียงเสียงซ่าๆ ตอบรับ เขากำลังจะหมุนปุ่มต่อไปยังคลื่นของเริ่นเทียนป้า ซึ่งอยู่เกือบจะท้ายสุดของหน้าปัด
โจวอวี่ค่อยๆ หมุนปุ่มปรับความถี่อย่างใจเย็น จนกระทั่งเข็มชี้ตรงกับตำแหน่งคลื่นของเริ่นเทียนป้า ทันใดนั้น เสียงซ่าๆ ก็เงียบหายไป!
เขาชักมือออกจากปุ่มปรับความถี่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ผุดขึ้นบนใบหน้า ในที่สุดก็ได้เจอเริ่นเทียนป้าซะที! ตอนนี้เขามีคำพูดประโยคเดียวที่อยากจะบอกกับหมอนี่ก็คือไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คิดถึ๊งคิดถึง!
ครั้งสุดท้ายที่เขาเปิดเจอคลื่นของเริ่นเทียนป้า เขาก็ได้เตาหลอมยาและแผ่นหยกเคล็ดวิชาสร้างหุ่นเชิดวิญญาณมาครอบครอง หลังจากนั้น คลื่นของหมอนี่ก็เงียบหายไปเลย
ป่านนี้หมอนี่คงคิดว่าสลัดเขาหลุดแล้ว และคงย่ามใจออกไปปล้นใครต่อใครอย่างสบายใจเฉิบสินะ โจวอวี่ยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย คราวนี้เขาจะจัดเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ให้เริ่นเทียนป้าซะหน่อย!
ไม่รู้ว่าตอนนี้เริ่นเทียนป้ากำลังอยู่ที่ไหน กำลังเดินทางไปปล้น กำลังลงมือปล้น หรือว่าปล้นเสร็จแล้วกำลังเดินทางกลับกันนะ
ในวินาทีที่เสียงซ่าๆ เงียบหายไป เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งและคุ้นหูก็ดังมาจากวิทยุสื่อสาร "ฮ่าๆๆ! ไอ้พวกบัณฑิตยากจน! สำนักกระจอกๆ อย่างพวกแก คิดจะมาต่อกรกับข้าอย่างนั้นรึ! ช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย! ตั้งแต่วันที่พวกแกกล้าเชิญอู๋เลี่ยงจื่อมาขัดขวางข้า พวกแกก็ควรจะเตรียมใจรับจุดจบในวันนี้ไว้แล้ว!"
เมื่อได้ยินเสียงของเริ่นเทียนป้า โจวอวี่ก็ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ หรือว่าหมอนี่จะย้อนกลับไปถล่มหอเหวินหยวนอีกแล้วบัณฑิตยากจนกับอู๋เลี่ยงจื่อเป็นคำที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนเลยว่า ตอนนี้เริ่นเทียนป้ากำลังอยู่ที่หอเหวินหยวน!
เขารีบหยิบกระดาษหลายแผ่นออกมาจากแหวนมิติ บนกระดาษเหล่านั้น มีบทกวีและกลอนที่เขาเขียนด้วยอักษรตราประทับของโลกเซียนเตรียมไว้ หลังจากที่เขาศึกษาและแกะรอยอักษรของโลกเซียนได้สำเร็จ เขาก็มักจะเขียนบทกวีและกลอนเตรียมไว้เสมอ เพื่อเอาไว้ใช้เป็นอาวุธในกรณีที่วิทยุสื่อสารเปิดเจอคลื่นของหอเหวินหยวนอีกครั้ง
"อ้อ จริงสิ! แล้วกระดาษแผ่นนั้นของพวกแกล่ะ ทำไมไม่เอาออกมาใช้อีกล่ะ! ไอ้ท่านผู้อาวุโสจอมปลอมที่พวกแกบูชานักหนา ป่านนี้ยังไม่เห็นหัวโผล่มาช่วยพวกแกเลย! สงสัยจะกลัวข้าจนหัวหดไปแล้วล่ะมั้ง! ฮ่าๆๆ!" เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเริ่นเทียนป้าดังขึ้นอีกครั้ง ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า ตอนนี้เขากำลังอยู่ที่หอเหวินหยวนจริงๆ
"ผู้อาวุโสเริ่น... คราวก่อนพวกเราก็แค่ทำไปตามหน้าที่... แต่ตอนนี้ พวกเราก็ยอมมอบของวิเศษประจำสำนักให้ท่านไปหมดแล้ว... ขอท่านโปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถิด..." เสียงที่คุ้นเคยดังตอบกลับมา โจวอวี่นึกอยู่ครู่หนึ่ง ก็จำได้ว่านี่คือเสียงของเจ้าสำนักหอเหวินหยวน
จากคำพูดนี้ แสดงว่าเริ่นเทียนป้าได้บุกเข้าถล่มหอเหวินหยวนและปล้นชิงของวิเศษไปหมดแล้ว แต่หมอนี่ก็ยังไม่ยอมกลับไปง่ายๆ ยังคงยืนเยาะเย้ยถากถางคนในหอเหวินหยวนอยู่ ในตอนนั้นเอง โจวอวี่ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ หัวใจของเขาเริ่มเต้นรัวด้วยความตึงเครียด
"เริ่นเทียนป้า! ไอ้คนถ่อย! หากพวกเราสามารถถอดความอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นได้สำเร็จล่ะก็... วันนี้คงเป็นวันตายของแกไปแล้ว! ปราณเที่ยงธรรมแห่งฟ้าดินจะบดขยี้แกให้แหลกเป็นผุยผง!" จู่ๆ เสียงตะโกนด่าทออันคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงนี้ โจวอวี่ก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก นี่คือเสียงของซูสือศิษย์หนุ่มหัวรั้นผู้ไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรม ที่เขาเคยได้ยินเสียงเมื่อครั้งก่อนนั่นเอง
กระดาษแผ่นนั้นที่เขาส่งไปให้ เป็นเพียงหน้ากระดาษที่ฉีกมาจากหนังสือรวมบทกวี ซึ่งพิมพ์ด้วยตัวอักษรจีนตัวย่อ โจวอวี่สามารถถอดความอักษรของโลกเซียนได้ เพราะเขาอาศัยการเปรียบเทียบกับอักษรตราประทับโบราณ แต่คนในหอเหวินหยวนคงไม่มีเครื่องมือหรือข้อมูลอ้างอิงแบบนั้น จึงทำให้พวกเขาไม่สามารถถอดความอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นได้อย่างสมบูรณ์
แม้อักษรจีนตัวย่อกับอักษรตราประทับจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่ก็มีความแตกต่างกันในหลายๆ จุด คนในหอเหวินหยวนอาจจะพอเดาความหมายของอักษรบางตัวได้ แต่ก็คงไม่สามารถเข้าใจความหมายทั้งหมดของบทกวีบทนั้นได้
"ซูสือ! หุบปากเดี๋ยวนี้! ...ผู้อาวุโสเริ่น... เด็กคนนี้มันหัวรั้นและอวดดีไปหน่อย... ขอท่านผู้อาวุโสผู้ทรงศีล โปรดอย่าถือสากับเด็กเมื่อวานซืนแบบมันเลยนะครับ..." เจ้าสำนักหอเหวินหยวนรีบพูดแทรกขึ้นมา เพื่อปกป้องลูกศิษย์
"ฮ่าๆๆ! คราวก่อนพวกแกเชิญอู๋เลี่ยงจื่อมาขัดขวางข้า ทำให้ข้าต้องล่าถอยกลับไปอย่างน่าเจ็บใจ! แต่ที่ข้ากลับมาในวันนี้... เป้าหมายหลักของข้าก็คือไอ้เด็กหัวรั้นคนนี้นี่แหละ! ที่ข้ายังปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้... ก็เพราะข้าตั้งใจจะจับตัวมันกลับไปทรมานเล่นช้าๆ ให้หนำใจ! ข้าอยากจะรู้หนักหนาว่า... ปราณเที่ยงธรรมที่มันศรัทธานักหนา จะช่วยปกป้องมันจากการถูกทรมานจนสติแตกได้มั้ย! ฮ่าๆๆ!"
เริ่นเทียนป้าหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง สำหรับเขาแล้ว การทรมานให้เหยื่อสติแตกและสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น มันเป็นอะไรที่สะใจและสนุกสนานยิ่งกว่าการฆ่าให้ตายในดาบเดียวเสียอีก!