- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 846 ความคิดเกินเลย
บทที่ 846 ความคิดเกินเลย
บทที่ 846 ความคิดเกินเลย
หลิงชวนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเล็กน้อย ขุมกำลังระดับล่างเช่นนี้แท้จริงแล้วมีอยู่ทุกหนแห่งทั่วทั้งแคว้น ขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันไป จะเรียกว่าเป็นพรรคก็มิสู้บอกว่าเป็นเพียงการกระทำอันไร้ทางเลือกของราษฎรระดับล่างที่รวมตัวกันเพื่อพึ่งพาอาศัยกันเสียมากกว่า
จากนั้น หลัวเจิงก็กล่าวต่อ "ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลายสิบปี พรรคเล็กๆ ที่เคยไร้คนสนใจบัดนี้ได้เติบโตเป็นขุมกำลังยักษ์ใหญ่ สมาชิกยิ่งมีจำนวนมากถึงแสนคน แทบจะกระจายอยู่ทุกสาขาอาชีพ ตระกูลใหญ่ในท้องถิ่นกว่าครึ่งล้วนมีผลประโยชน์ร่วมกับพรรคสามมังกร บางส่วนยิ่งเป็นถึงสมาชิกระดับแกนนำด้วยซ้ำ"
"ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่พวกเขาเรียกตนเองว่าพรรคสามมังกร ไม่เพียงลำดับขั้นของพรรคจะเข้มงวด ขุมกำลังยังใหญ่โตมหาศาล แม้แต่ทางการก็ยังต้องยำเกรง นานวันเข้าที่ทำการรัฐในท้องถิ่นไปจนถึงขุนพลในกองทัพก็ยังสมรู้ร่วมคิดกับพรรคสามมังกร คอยอำนวยความสะดวกให้พวกมัน"
"ใต้เท้าหลัวรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพรรคสามมังกรหรือ?" หลิงชวนถาม
หลัวเจิงส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าว "เรื่องนี้ผู้น้อยก็บอกได้ไม่แน่ชัด ทว่าหลังจากจิ้งอ๋องพ่ายแพ้ พรรคสามมังกรก็เคลื่อนไหวบ่อยครั้งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก่อนหน้านี้ตอนที่เซียวอ๋องยังอยู่พวกมันยังสงบเสงี่ยมเจียมตัว ยามนี้เซียวอ๋องพ่ายศึกประกอบกับขุนนางแถบเจียงไหวเพิ่งจะมารับตำแหน่ง กำลังอยู่ในช่วงที่อำนาจควบคุมอ่อนแอที่สุด ความเป็นไปได้ที่พวกมันจะฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายนั้นมีสูงมาก!"
หลิงชวนพยักหน้า ถามอีกว่า "ฝ่าบาทยังทรงมีรับสั่งอื่นอีกหรือไม่?"
"ฝ่าบาททรงมีรับสั่งถึงแม่ทัพหลูแล้ว ท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องไปขอคำชี้แนะจากจวนเจี๋ยตู้สื่ออีก นอกจากนี้จวนเจี๋ยตู้สื่อยังได้ส่งคนล่วงหน้าไปยังเจียงไหวเพื่อสืบข่าว เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะเชื่อฟังคำสั่งของท่านแม่ทัพทุกประการขอรับ"
"จริงสิ ฝ่าบาทยังตรัสอีกว่ายามนี้เจียงไหวกำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหวหลังจากการปราบกบฏ หวังว่าท่านแม่ทัพจะควบคุมผลกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้ราษฎรรู้สึกว่านี่คือการคิดบัญชีย้อนหลังกับพวกเขา" หลัวเจิงกล่าวเสริม
"ขุนพลผู้น้อยเข้าใจแล้ว!" หลิงชวนพยักหน้ารับ
หลังจากหลัวเจิงจากไป หลิงชวนก็ไปหาซูหลี กล่าวว่า "ฮูหยิน เรื่องสาขาที่เมืองหวยโจว เกรงว่าจะไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นเสียแล้ว"
หลิงชวนเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ให้ฟังรอบหนึ่ง เมื่อซูหลีฟังจบ สีหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเคร่งเครียดขึ้นมา
"ถ้าพูดเช่นนี้ พวกมันกำลังฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย ไม่ใช่แค่พุ่งเป้ามาที่สำนักการค้าไท่ผิงอย่างเดียว" ในแววตาของซูหลีสาดประกายความกังวลวูบหนึ่ง
หลิงชวนพยักหน้ากล่าว "ฝ่าบาททรงมีรับสั่ง ให้ข้าลอบเดินทางไปสืบสวน"
"ในเมื่อเป็นพระราชโองการของฝ่าบาท ท่านพี่ก็สมควรปฏิบัติตาม ทว่า การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ท่านพี่ต้องระมัดระวังตัวให้มาก" ซูหลีกุมมือหลิงชวนเบาๆ แล้วกล่าว
"ฮูหยินวางใจเถิด ข้าจะเตรียมตัวให้พร้อมสรรพ!"
"ท่านพี่เตรียมจะพากำลังคนไปเท่าใดเจ้าคะ?" ซูหลีเอ่ยถามอีก
หลิงชวนครุ่นคิดชั่วครู่แล้วตอบ "การเดินทางครานี้ต่างจากการปราบกบฏครั้งก่อน ส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อีกทั้งผู้ที่ต้องเผชิญหน้ามีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนในยุทธภพ ดังนั้นนอกจากกองทหารคนสนิทแล้ว ข้าเตรียมจะเรียกทหารสอดแนมหนึ่งพันนายกลับมาจากนอกด่าน!"
"ท่านพี่ ข้านึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาได้ หากท่านสามารถเชิญนางมาได้จะต้องเป็นกำลังเสริมที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างแน่นอน!" บนใบหน้าของซูหลีปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา
"โอ้? ฮูหยินหมายถึงผู้ใดกัน?" หลิงชวนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"หวังฟูเหรินแห่งหอเฟิงเสวี่ย (หอวายุหิมะ)!" ในแววตาของซูหลีแฝงไว้ด้วยรอยยิ้ม แต่ในสายตาของหลิงชวน รอยยิ้มนี้ดูเหมือนจะมีความนัยแอบแฝงอยู่บ้าง
คืนนั้น ภายใต้การเร่งเร้าหลายครั้งของซูหลี หลิงชวนจึงได้เดินทางไปที่หอเฟิงเสวี่ย
แม้ทั้งสองจะคุ้นเคยกันดีแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ทุกครั้งที่หลิงชวนได้พบหน้านาง ในใจมักจะเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกอยู่เสมอ
เมื่อเห็นเขามาเยือน หวังฟูเหรินก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางยิ้มแล้วถามว่า "ท่านแม่ทัพรู้ว่าข้ากำลังจะออกจากเมืองหยุนโจว เลยตั้งใจจะมาส่งข้าหรือ?"
"เจ้าจะไปแล้วหรือ? ไปที่ใด?" หลิงชวนรีบถาม แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่ทันสังเกตเห็นถึงความร้อนรนในน้ำเสียง
หวังฟูเหรินยิ้มหวาน "ท่านแม่ทัพกำลังเป็นห่วงข้าอยู่หรือ?"
หลิงชวนเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเสียอาการ จึงหัวเราะแก้เก้อ "พวกเราคุ้นเคยกันขนาดนี้ เป็นห่วงสักหน่อยก็สมควรไม่ใช่หรือ? กลับเป็นเจ้าเสียอีกที่กำลังจะไปแล้วแต่กลับไม่ยอมบอกกล่าวข้าสักคำ!"
ดวงตาราวกับอัญมณีสีดำคู่นั้นของหวังฟูเหรินจ้องมองเขาเขม็ง นางถามด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้งว่า "พวกเราคุ้นเคยกันมากเลยหรือ?"
สีหน้าของหลิงชวนเปลี่ยนไปเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจความหมายของนาง
"จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไร? จะว่าไป พวกเราก็ถือว่าเป็นสหายกันนะ!" หลิงชวนพยายามทำให้น้ำเสียงของตนฟังดูเป็นธรรมชาติที่สุด
"ในใจท่านแม่ทัพ พวกเราเป็นเพียงสหายกันเท่านั้นหรือ?" น้ำเสียงของหวังฟูเหรินแผ่วเบาราวกับสายลม ทว่าทุกถ้อยคำกลับตกกระทบลงกลางใจของหลิงชวน
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย แสงเทียนทอดเงาอันนุ่มนวลลงบนใบหน้าของนาง สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น คือเงาของหลิงชวนอย่างชัดเจน
หลิงชวนทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เขาอ้าปาก แต่กลับพบว่าตัวเองไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไรดี
ตัดภาพมาที่หวังฟูเหริน นางกลับจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ในดวงตาดุจอัญมณีสีดำคู่นั้นราวกับซ่อนคำพูดไว้เป็นพันเป็นหมื่นคำ
จู่ๆ นางก็ก้าวไปข้างหน้าครึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองหดสั้นลงอย่างกะทันหัน หลิงชวนถึงกับได้กลิ่นหอมของดอกเหมยจางๆ บนตัวนาง
"หลิงชวน!" นางเรียกชื่อเขาเบาๆ น้ำเสียงแผ่วเบากว่าเมื่อครู่ "สำหรับท่านที่มีต่อข้า... ไม่มีความคิดเกินเลยแม้แต่น้อยเลยหรือ?"
คำพูดนี้มาอย่างกะทันหันเกินไป หลิงชวนรู้สึกเพียงว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งจังหวะ
เขามองดูใบหน้าที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมของนาง มองดูขนตาที่สั่นไหวเล็กน้อย มองดูรอยยิ้มจางๆ บนริมฝีปาก ชั่วขณะนั้นเขากลับรู้สึกเหม่อลอยไปบ้าง
หากคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของซูหลี หลิงชวนจะไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะก่อนหน้านี้ ซูหลีก็เคย 'ยุยง' ให้เขารับนางเข้ามาเป็นภรรยาอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นหวังฟูเหรินกลับแสดงท่าทีอย่างเด็ดขาดว่า ตนเองจะไม่แต่งงานตลอดชีวิต
สตรีที่เพียบพร้อมไปด้วยความงามและสติปัญญาเช่นนาง หากจะบอกว่าหลิงชวนไม่มีความคิดเกินเลยเลยสักนิดเดียว นั่นก็คือการหลอกตัวเองแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซูหลีเอ่ยถึงครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำให้ภายในใจของหลิงชวนเคยหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ท่าทีของหวังฟูเหรินในครั้งก่อน ย่อมเป็นการดับเปลวไฟที่เพิ่งจะลุกโชนขึ้นในใจของหลิงชวนให้มอดดับลง
ทว่า ยามนี้นางกลับเอ่ยถามประโยคเช่นนี้ออกมา ซ้ำยังอยู่ใกล้ถึงเพียงนี้ ใกล้จนหลิงชวนสามารถมองเห็นเงาของตัวเองในดวงตาของนางได้อย่างชัดเจน
"ข้า..." ลำคอของหลิงชวนแห้งผาก ถึงกับพูดออกมาเป็นประโยคที่สมบูรณ์ไม่ได้
หวังฟูเหรินมองเขาอย่างเงียบๆ ดวงตาคู่นั้นราวกับจะมองทะลุตัวเขาไป ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ นางก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วถอยหลังไปครึ่งก้าว บรรยากาศอันชวนให้ใจสั่นไหวเมื่อครู่ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
"ช่างเถอะ ไม่ล้อท่านเล่นแล้ว!" นางหันหลังกลับ น้ำเสียงกลับมาเยือกเย็นดังเดิม "ท่านแม่ทัพมาหาข้า มีธุระอันใดหรือ?"
หลิงชวนยืนอยู่กับที่ รู้สึกเพียงว่าช่วงเวลาสั้นๆ เมื่อครู่ กลับทำให้เหนื่อยล้ายิ่งกว่าการออกไปรบเสียอีก
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามทำให้ตัวเองสงบลง แต่กลับพบว่าตนเองถึงกับลืมจุดประสงค์ของการเดินทางมาในครั้งนี้ไปเสียสนิท จำได้เพียงเรื่องที่นางกำลังจะออกจากเมืองหยุนโจว
"เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะไปแล้ว จะไปที่ใด?"
"พ่อบุญธรรมให้ข้ากลับไปที่เมืองเฟยหลง (เมืองมังกรบิน)!" หวังฟูเหรินตอบ น้ำเสียงราบเรียบ
นางหันกลับมา ในแววตาสาดประกายความเจ้าเล่ห์วูบหนึ่ง กล่าวว่า "พ่อบุญธรรมบอกว่า หาตระกูลสามีที่ดีให้ข้าแล้ว หากข้าแต่งงานออกไป ก็จะยกหอเฟิงเสวี่ยให้เป็นสินสอดของข้า!"
แม้สัญชาตญาณจะบอกหลิงชวนว่านางมีความเป็นไปได้สูงที่จะกำลังหลอกลวงเขาอยู่ แต่ในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสูญเสียขึ้นมาวูบหนึ่ง