- หน้าแรก
- เกมเหนือมิติ ทะลวงบั๊กสยบเทพ
- บทที่ 52 - ความจริงของเมืองผีร้าย
บทที่ 52 - ความจริงของเมืองผีร้าย
บทที่ 52 - ความจริงของเมืองผีร้าย
หน่วยปฏิบัติการพิเศษเรื่องลี้ลับ
ห้องทำงานหน่วยย่อยที่สิบสาม
ณ ใจกลางห้องสีขาวโพลนมีเครื่องจักรหน้าตาประหลาดตั้งอยู่
ขนาบซ้ายขวาของเครื่องจักรมีเตียงวางอยู่ข้างละเตียง
เตียงฝั่งซ้ายมีชายหนุ่มไร้ดวงตานอนอยู่ เบ้าตาของเขาบุ๋มลึกลงไป ส่วนเตียงฝั่งขวาเป็นชายอ้วนท่าทางเป็นมิตร
"หกวันแล้ว ชินอิจิเข้าไปในโลกจิตใจของหมอนั่นตั้งหกวันแล้ว!"
ฮาเซกาวะ มินาโกะแทบจะทึ้งผมสลวยของตัวเองจนกลายเป็นรังนกอยู่รอมร่อ
เธอจุดบุหรี่ขึ้นสูบอีกมวน อัดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่ แล้วเดินไปที่เตียงของชายอ้วนก่อนจะพ่นควันใส่หน้าเขาเพื่อระบายอารมณ์
ฟุคุยามะ คาซึโระที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดและไม่ยอมพูดจาเช่นกัน
ทั้งสองคนคือผู้รับผิดชอบเคลียร์คดีของมิซากิในดันเจี้ยนเรื่องเล่าสยองขวัญแดนเกาะนั่นเอง
ตอนนี้คนที่นอนอยู่บนเตียงทั้งสองคนไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นขึ้นมาเลยสักนิด
มินาโกะเริ่มสติแตกอีกครั้ง "หกวันข้างนอกนี่เท่ากับอยู่ในนั้นตั้งหกสิบปีเลยนะ มันเกิดบ้าอะไรขึ้นทำไมชินอิจิถึงแก้ปัญหาไม่ได้สักทีแม้จะผ่านไปหกสิบปีแล้ว ปัดโธ่เว้ย!"
เธอเดินไปที่เตียงของชายหนุ่มตาบอดอีกครั้ง
อยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยเหลือแต่ก็ทำได้แค่มองตาปริบๆ
ฟุคุยามะ คาซึโระทำได้เพียงส่ายหน้า
"ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าชินอิจิจะพลาด เบื้องบนต้องหมกเม็ดข้อมูลของคนร้ายแน่ๆ เรื่องเล่าสยองขวัญที่แทรกซึมเข้าไปในสมองคนร้ายอาจจะไม่ใช่ระดับ B แต่อาจจะเป็นระดับ A หรือไม่ก็ระดับ S ไปเลย ไม่งั้นมันไม่มีเหตุผลที่จะเป็นแบบนี้หรอก ... "
ทั้งคู่รู้ดีว่าสถานการณ์แบบนี้ชินอิจิคงไม่รอดแล้ว
ร่างกายของเขายังมีชีวิตอยู่แต่สติสัมปชัญญะน่ะสิ ... จะทนรับไหวจริงๆ เหรอ
ชินอิจิที่มีพลังในการรีเซตลูปความตายจะต้องทนทรมานอยู่กี่ปี เขาจะยืนหยัดต่อไปได้ยังไงกัน
ทุกคนต่างรู้คำตอบดี
ถึงแม้เบื้องบนจะสั่งให้ลอยแพชินอิจิไปตั้งนานแล้วก็เถอะ
แต่พวกเขาจะทำแบบนั้นได้ยังไง
มิตรภาพเจ็ดปีของทีมสามคนต่อให้รู้ว่าหมดทางรอดก็ยังอยากจะพยายามจนถึงที่สุด
มินาโกะขยี้บุหรี่ในมืออย่างแรงก่อนจะตะโกนไปที่มุมห้อง "มิซากิ ไปเอาแฟ้มประวัติคนร้ายมาให้ฉันดูอีกรอบซิ"
"ค่ะ"
เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มผิวขาวสะอาดสะอ้านขานรับ
เธอวิ่งเตาะแตะไปตามพื้นห้องสีขาวกว้างใหญ่
เมื่อไปถึงหน้าตู้เก็บเอกสารเธอก็แหงนมองแฟ้มปึกหนึ่งที่อยู่ชั้นบนสุด
เขย่งปลายเท้าแล้วยื่นมือออกไป
เอื้อมไม่ถึง
ลองกระโดดดูก็ยังเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี
ฟุ่บ ...
เธอลอยตัวขึ้นไปหยิบแฟ้มปึกนั้นลงมา
"ฉันบอกแล้วไงว่าห้ามใช้พลังวิญญาณในอาคาร!"
มินาโกะตะคอกใส่
"แง ... "
มิซากิทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
"เอาน่าๆ แฟ้มมันอยู่ตั้งสูง ถ้ามิซากิจังไม่ทำแบบนั้นแล้วจะหยิบถึงได้ยังไงล่ะ" ฟุคุยามะรีบเข้ามาห้ามทัพ
"ก็บันไดมันมีตั้งไว้ให้ไม่ใช่หรือไง ถ้ายอมหยิบไม่ถึงทำไมไม่ผลักตู้ให้ล้มไปเลยล่ะ พังตู้ให้แหลกเป็นชิ้นๆ ก็หยิบของข้างในได้เหมือนกันนั่นแหละ!"
ดูเหมือนสภาพจิตใจของมินาโกะจะปกติสุขดีเหลือเกิน
มาเอดะ มิซากิไม่ต่อล้อต่อเถียง เธอเพียงแค่เดินถือปึกเอกสารเข้ามาเงียบๆ
'อีร่านนมโตไร้สมองเอ๊ย แม่ยั้งใจไม่ให้ตบหน้าแกแทบไม่ไหวแล้ว'
เธอสบถในใจ
แต่ใบหน้ายังคงดูอ่อนหวานเชื่อฟัง
ฟุคุยามะมองข้อความความคิดที่ลอยอยู่เหนือหัวของมิซากิ เขาเม้มปากแน่นโดยไม่หลุดคำพูดใดออกมา
มินาโกะรับปึกแฟ้มเอกสารมาแล้วเริ่มไล่ดูทีละแฟ้ม
[ทำไมแม่หมูถึงร้องโหยหวนกลางดึก ฝีมือเรื่องเล่าสยองขวัญงั้นหรือ]
ไม่ใช่แฟ้มนี้
[ความลับที่บอกใครไม่ได้ของสุนัขตัวผู้กับผีสาว]
นี่ก็ไม่ใช่
[บั้นท้ายที่ติดค้างอยู่ในโทรทัศน์]
อันนี้ก็ไม่เกี่ยว
[R18: ปลดล็อก! ฮาตาโนะ ... ฉบับไม่เซ็นเซอร์]
"คาซึโระ นายเอาของพรรค์นี้เข้ามาในที่ทำงานทำไมเนี่ย"
มินาโกะขมวดคิ้ว
ฟุคุยามะ คาซึโระทำหน้าซื่อตาใส "ของชินอิจิคุงต่างหากล่ะครับ"
เวรเอ๊ย โยนขี้ให้คนตาบอดเฉยเลย
มินาโกะขี้เกียจต่อปากต่อคำกับฟุคุยามะ
เธอเปิดดูแฟ้มเอกสารฉบับถัดไป
[คดีคนบ้าฆ่าคน]
[รายละเอียด: เป้าหมายชื่ออุเอโนะ ยาสุฮิโตะ เป็นผู้ป่วยโรคหลายบุคลิก ตามคำวินิจฉัยของแพทย์ผู้รักษาระบุว่าในตัวเขามีบุคลิกซ้อนอยู่ถึงสิบแปดบุคลิกและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ]
[บุคลิกส่วนใหญ่ในตัวเขาไม่มีพฤติกรรมรุนแรงและไม่มีประวัติอาชญากรรม ครอบคลุมผู้คนหลากหลายช่วงวัย เพศ และสัญชาติ]
[จอห์น สมิธ: ชาวอเมริกัน วัยสี่สิบสองปี เป็นคนอัธยาศัยดีและรักเด็ก]
[ซุนเสี้ยวชวน: ชาวจีน (ยังเป็นที่กังขา) วัยสามสิบห้าปี เป็นคนสุภาพเรียบร้อยและไม่ชอบสบถคำหยาบ]
[ตงเสวี่ยเหลียน: ชาวญี่ปุ่น (อ้างว่าเป็นผู้อพยพชาวจีน) อ้างว่าอายุสิบสี่ปี แต่บุคลิกอื่นๆ บอกว่าอายุจริงคือยี่สิบหกปี]
[XXX: ... ]
ไล่อ่านลงมาเรื่อยๆ บุคลิกเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความผิดปกติอะไรนัก
จนกระทั่งมาถึงบุคลิกที่สิบเก้า
[เสี่ยวหง: รูปลักษณ์เป็นเด็กผู้หญิงสวมชุดกระโปรงสีแดง ชอบรอยยิ้ม มีพฤติกรรมนิยมความรุนแรงในระดับที่เกินกว่าจะเข้าใจได้ แค่ปรากฏตัวครั้งแรกก็ฆ่าคนไปถึงเก้าคน]
[จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่านี่คือบุคลิกที่เกิดจากเรื่องเล่าสยองขวัญ ยังไม่ทราบพลังความสามารถที่แน่ชัด แหล่งที่มายังเป็นปริศนา ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเกิดจากจิตใต้สำนึกของอุเอโนะ ยาสุฮิโตะสร้างขึ้นมาเองหรือถูกเรื่องเล่าสยองขวัญแทรกซึมเข้าครอบงำกันแน่]
[หลังจากเรากักขังเสี่ยวหงไว้ได้ แผนกพิสูจน์หลักฐานก็ลงความเห็นว่าไม่สามารถกำจัดเธอด้วยการฆ่าร่างต้นทิ้งโดยตรงได้]
[ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ: จากคุณสมบัติของเรื่องเล่าสยองขวัญ ขอเสนอให้ส่งเจ้าหน้าที่แทรกซึมเข้าไปในโลกจิตใจของอุเอโนะ ยาสุฮิโตะเพื่อกำจัดเสี่ยวหง แต่ต้องระวังให้ดีเพราะพลังที่เธอแสดงออกมาให้เห็นภายนอกอาจจะแตกต่างจากในโลกจิตใจจึงต้องปฏิบัติภารกิจด้วยความระมัดระวังสูงสุด]
[ระดับการประเมินขั้นสุดท้าย: เรื่องเล่าสยองขวัญระดับ B]
พอเปิดดูหน้าต่อไปก็เป็นข้อมูลการทดลองแบบละเอียดซึ่งมินาโกะเคยอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
"ดูจากปริมาณ 'สสารหายนะ' ที่ตรวจวัดได้และตัวชี้วัดจากข้อมูลการทดลองทั้งหมดมันก็เห็นชัดๆ ว่าเป็นแค่เรื่องเล่าสยองขวัญระดับ B นี่นา ... "
ขนาดมิซากิที่เป็นระดับ A ยังรับมือได้ง่ายกว่านี้ตั้งเยอะ
มินาโกะทึ้งผมตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด เธอนั่งจ้องเอกสารบนโต๊ะแล้วพลิกไปพลิกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้ายังหาต้นตอของปัญหาไม่เจอชินอิจิก็คงไม่มีวันได้กลับมาอีกแล้ว
เบื้องบนเริ่มมีคำสั่งลงมาแล้วว่าภายในสามวันต้องย้ายเสี่ยวหงไปที่ศูนย์กักกัน ซึ่งนั่นหมายความว่าวิญญาณของชินอิจิก็จะต้องถูกขังลืมไปด้วย
"ใครก็ได้ช่วยชินอิจิทีเถอะ ต่อให้ต้องแลกด้วยร่างกายฉันก็ยอม!"
พอฟุคุยามะได้ยินประโยคนั้น จู่ๆ เขาก็นึกถึงบทพูดคุ้นหูในหนังขึ้นมาผิดจังหวะ
"คุณนายครับ คุณคงไม่อยากให้สามีของคุณ ... "
เฮ้อ
ถ้ามันมีเรื่องแบบนั้นจริงๆ ก็คงดีสิ
ในโลกนี้มันจะมีพระผู้ช่วยที่ไหนที่ยอมช่วยชีวิตคนแลกกับค่าตอบแทนง่ายๆ แบบนั้นกันล่ะ
บนรถเมล์
จี้อี้สังเกตเห็นว่าป้ายรถเมล์เหลือแค่สามป้ายเท่านั้น
สถานีต้นทางหอคอยปีศาจชั้น 14 ผ่านถนนปรโลก และสถานีปลายทางคือเมืองผีร้าย
งานเลี้ยงเทพมารจบลงแล้วงั้นเหรอ
โชคดีจริงๆ ที่เขาไม่ได้ไปไม่อย่างนั้นคุณหนูแมวคงถูกลิขิตให้ตายชัวร์ๆ
ถึงแม้ว่าการที่เขาไม่ไปร่วมงานจะทำให้ระดับความยากของเกมพุ่งสูงขึ้น แต่ระดับความยากเดิมก็ไม่ได้หมูเลยสักนิด
"ตาแก่ตาบอดไม่รู้ตัวว่าตัวเองคือคนเป็น ส่วนเสี่ยวหงที่ควรจะเป็นฆาตกรกลับกลายเป็นเหยื่อ"
จี้อี้กระซิบข้างหูคุณหนูแมว
ลมหายใจที่รดต้นคอทำเอาเธอรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติเอาซะเลยแต่ก็ต้องทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไป
บนรถเมล์มันเงียบเกินไปถ้าอยากจะปรึกษาแผนการรบแบบลับๆ ก็ต้องเลิกทำตัวกระมิดกระเมี้ยนได้แล้ว
"ความจริงก็คือ ตาแก่ตาบอดเป็นคนนอกที่ถูกแยกออกจากผีเจ้าถิ่น เขาคือ 'คนเป็น' และมีพลังย้อนเวลาแห่งความตายที่โกงสุดๆ ดูเหมือนตอนนี้พลังนั้นจะยังไม่มีข้อจำกัดอะไรด้วย"
"เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคือการฆ่าเสี่ยวหง แต่จับพลัดจับผลูกลายมาเป็นสถานการณ์แบบนี้ได้ยังไงก็ไม่รู้ ... "
"อืม ฉันเข้าใจแล้วคุณจีป้า ช่วยเลิกเลียหูฉันได้ไหม"
คุณหนูแมวพูดแทรกขึ้นมา
"อ้อ ขอโทษที" จี้อี้หดคอกลับมาเล็กน้อย "ข้างนอกมันมืดน่ะ มองไม่ค่อยเห็น"
เขาปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น น้ำเสียงนุ่มนวลและทุ้มต่ำลง
"ดังนั้น พลังอีกอย่างของเสี่ยวหงก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว ... "
"การบิดเบือนการรับรู้"
[จบแล้ว]