- หน้าแรก
- เกมเหนือมิติ ทะลวงบั๊กสยบเทพ
- บทที่ 4 - ตู้โทรศัพท์สีแดง
บทที่ 4 - ตู้โทรศัพท์สีแดง
บทที่ 4 - ตู้โทรศัพท์สีแดง
[ระดับความยาก ....... (ข้อผิดพลาด)]
[กำลังแก้ไขระดับความยากของดันเจี้ยน]
[แก้ไขเสร็จสิ้น]
[ระดับความยาก ฝันร้าย]
สายลมพัดโชยมาจากทะเล
ความหนาวเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาในยามราตรีอันเงียบสงัด
ภายในห้องที่มืดมิดและชวนขนหัวลุก มีเทียนไขสองเล่มวางอยู่บนโต๊ะฝั่งหนึ่ง
เล่มหนึ่งกำลังส่องสว่าง
ส่วนอีกเล่ม ... ดับลงแล้ว
ห่าวโหย่วเฉียนถือไพ่ในมือ ขมวดคิ้วครุ่นคิด เทียนไขฝั่งขวาเหลืออยู่เพียงเล่มเดียวแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาเหลือชีวิตในเกมตานี้เพียงแค่ชีวิตเดียว
เขากำลังเล่นไพ่กับผี
เงาดำเลือนรางตรงหน้ากำลังรอการเคลื่อนไหวตาต่อไปของเขาอยู่
[ผู้เล่น จี้อี้ เลเวล 7 เข้าร่วมดันเจี้ยน]
[ระดับความยากของดันเจี้ยนมีการเปลี่ยนแปลง]
[ระดับความยากของดันเจี้ยนปัจจุบัน ฝันร้าย]
"บัดซบเอ๊ย!"
ห่าวโหย่วเฉียนสบถด่าลั่น มองดูพลังโจมตีและพลังชีวิตของมอนสเตอร์ในโซนอัญเชิญของฝั่งตรงข้ามที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวด้วยความตกตะลึง
"เดิมทีระดับยากมันก็เล่นยากพออยู่แล้ว! พอไอ้คนที่ชื่อจี้ปาเข้ามา ทำไมระดับความยากถึงอัปเกรดขึ้นไปอีกล่ะเนี่ย!"
ปัญหาคือไอ้เวรจี้ปานี่ดูยังไงก็ไม่ใช่ตัวแบกชัดๆ เพิ่งเลเวล 7 เอง!
ตอนนี้เกมไพ่ตานี้มันเล่นต่อไม่ได้แล้ว!
ไม่มีทางชนะเลย!
"ฉันขอเลือกใช้บุพการีเป็นเครื่องสังเวย! อัญเชิญซิงโคร ราชันปีศาจร้อยตา ออกมา และขอเอาท์มอนสเตอร์ของฝั่งตรงข้ามทั้งหมดออกจากการเล่น!"
ห่าวโหย่วเฉียนกระแทกไพ่ลงบนโต๊ะอย่างฉุนเฉียว จากนั้นก็ยื่นมือออกไปหวังจะกวาดไพ่ในโซนของฝั่งตรงข้ามทิ้งดื้อๆ
"อ๊าก!"
สิ้นเสียงกรีดร้องอันน่าเวทนา เทียนไขก็ดับวูบลงและห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิด
[ผู้เล่น ห่าวโหย่วเฉียน เลเวล 14 เสียชีวิตแล้ว]
มองดูข้อความที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าอย่างกะทันหัน
จี้อี้ถึงกับชะงัก
"ไก่อ่อนเกินไปหรือเปล่า เพิ่งเข้ามาในเกมก็ตายซะแล้ว"
แต่ก็ยังดีที่คนที่ชื่อห่าวโหย่วเฉียนคนนี้เลเวลค่อนข้างสูง จึงพอรับบทลงโทษจากการตายได้อยู่บ้าง
จี้อี้เคยศึกษาเรื่องนี้ในหมวดคำถามที่พบบ่อยมาแล้ว
บทลงโทษของการตายในดันเจี้ยนคือการถูกลดเลเวล
ระดับง่ายจะไม่มีบทลงโทษเมื่อตาย ระดับปกติลด 1 เลเวล ระดับยากลด 2 เลเวล ระดับฝันร้ายลด 3 เลเวล และระดับนรกแตกลด 5 เลเวล
หากเลเวลมีไม่พอให้ลดก็จะตายไปจริงๆ
นี่คือเกมชี้เป็นชี้ตายที่แสนโหดร้าย ความเร็วในการเก็บเลเวลไม่มีทางเทียบได้กับการตายในดันเจี้ยนระดับสูงเพียงครั้งเดียวหรอก
อัตราความทนทานต่อความผิดพลาดของเกมนี้ถือว่าต่ำมากจริงๆ
แต่โชคยังดีที่ในร้านค้าเกมมีไอเทมประกันชีวิตขายอยู่ ซึ่งสามารถบังคับออกจากดันเจี้ยนได้ทันที
แม้การบังคับออกจะทำให้ดันเจี้ยนล้มเหลว แต่เนื่องจากไม่ได้ตายจึงไม่มีบทลงโทษลดเลเวล
เพียงแต่ไอเทมชิ้นนี้ราคาแพงหูฉี่เลยล่ะ
เขาดึงสติกลับมา
แล้วกวาดสายตามองสภาพแวดล้อมรอบตัว
ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน เขามาโผล่อยู่บนถนนสายเล็กๆ ที่คับแคบ สองข้างทางเป็นบ้านทรงญี่ปุ่นสองชั้นสไตล์ดั้งเดิม มีเสาไฟฟ้าโผล่มาให้เห็นประปราย
แสงสลัวจากเสาไฟถนนทอดยาวออกไปไกลลิบ บางจุดก็มีหลอดไฟที่เสียแล้วปะปนอยู่
บริเวณที่ไฟเสียล้วนจมดิ่งอยู่ในความมืดมิดที่เงียบสงัดราวกับป่าช้า
ถนนที่คับแคบและราตรีที่แสนอึดอัดทำให้จี้อี้รู้สึกหายใจไม่ออก
เขาจึงถอดเสื้อสเวตเตอร์ออกแล้วใส่กลับด้านให้เป็นปกติ
"ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของฉันนี่หว่า"
[ค่าสถานะถูกล็อก]
[ไอเทมบางชิ้นถูกระงับการใช้งาน]
จี้อี้มองดูหน้าต่างสถานะส่วนตัวที่กลายเป็นสีเทาหม่น รวมถึงสารประกอบหมายเลขห้าในช่องเก็บของที่ใช้งานไม่ได้เช่นกัน
โดนระบบเพ่งเล็งชัดๆ!
เกมนี้ตั้งใจจะแกล้งเขาสินะ!
ความได้เปรียบทางด้านค่าสถานะที่สร้างขึ้นมาจากการใช้บั๊กหายวับไปกับตาเลย!
แต่โชคดีที่สกิลและอุปกรณ์สวมใส่ทั้งสองชิ้นบนตัวยังคงใช้งานได้
เนื่องจากตั้งค่าซ่อนเอาไว้ แหวนและผ้าคลุมจึงไม่ปรากฏให้เห็น แต่ในช่องสวมใส่อุปกรณ์ยังคงมีสีสันสดใส บ่งบอกว่าพวกมันยังแสดงผลอยู่
ส่วนสกิลนั้นเนื่องจากเรียนรู้มาแล้ว ต่อให้ตอนนี้ค่าสถานะจะไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ
เมื่อมองไปยังมุมหนึ่งของหน้าต่างระบบก็พบว่ามีรายชื่อของเพื่อนร่วมทีมปรากฏอยู่
[ถังหูลู่ เลเวล 12 รอดชีวิต]
[ห่าวโหย่วเฉียน เลเวล 14 เสียชีวิต]
[จูเก่อเติงเพ่า เลเวล 11 รอดชีวิต]
[แมวของชเรอดิงเงอร์ เลเวล 13 รอดชีวิต]
[เซียนจุนน่องไก่ เลเวล 9 รอดชีวิต]
ดูยังไงก็ไม่ใช่ชื่อจริงสักคน
จี้อี้นึกขึ้นได้ว่าในร้านค้าเกมเหมือนจะมีตั๋วเปลี่ยนชื่อแจกให้ใช้ฟรีสำหรับการซื้อครั้งแรกอยู่
"ทางที่ดีรีบไปรวมตัวกับเพื่อนร่วมทีมก่อนดีกว่า"
แม้เหตุผลจะบอกเขาว่า การพยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดแล้วค่อยไปแชร์กับเพื่อนร่วมทีมในช่วงเวลาสำคัญคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็ตาม
แต่ทว่า
เขาป๊อดไง
ความมืดมิดที่เงียบสงัดราวกับมีดวงตานับไม่ถ้วนซ่อนตัวอยู่
กลางคืนมัน
เงียบเกินไปแล้ว
บ้านเรือนริมสองข้างทางไม่มีหลังไหนเปิดไฟเลยสักดวง ราวกับเป็นเมืองร้าง
ตึก ตึก ตึก
มีเพียงเสียงฝีเท้าของจี้อี้ที่ดังก้องอยู่ในหู
เขาก้าวเดินผ่านเสาไฟถนนมาสามต้นแล้ว พอถึงต้นที่สี่ไฟดันเสีย ทำให้มองไม่เห็นทิวทัศน์เบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
เรื่องนี้มันดูแปลกพิลึก
ต่อให้หลอดไฟจะเสีย มันก็ไม่น่าจะมืดตึ๊ดตื๋อจนมองอะไรไม่เห็นขนาดนี้สิ
เขาไม่ลังเลที่จะรีบเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามทันที
โชคดีที่เสาไฟถนนอีกฝั่งไม่ได้เสียพร้อมกัน
เขาเดินหน้าต่อไป
หลังจากผ่านเสาไฟถนนไปอีกหลายต้น เขาก็เจอต้นที่เสียเข้าอีกจนได้
จี้อี้ข้ามถนนกลับไปอีกฝั่งทันที
เพิ่งจะข้ามมาได้ไม่ทันไร
หางตาของเขาก็เห็นแสงไฟกะพริบวิบวับ
เสาไฟถนนต้นที่ดับสนิทไปแล้วจู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา
พร้อมกันนั้น ตู้โทรศัพท์สีแดงตู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นอยู่ใต้แสงไฟจากเสาต้นนั้นพอดี
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!!!"
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด
มันดังมาจากในตู้โทรศัพท์ เสียงของมันดังกังวานไปทั่วทั้งถนน
จี้อี้ขมวดคิ้ว เขาเลือกที่จะเมินมันแล้วรีบจ้ำอ้าวเดินหน้าต่อไป
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!!!"
เสียงโทรศัพท์ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
จี้อี้เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เขาเดินผ่านเสาไฟถนนรวดเดียวถึงสี่ต้น
"กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง!!!"
ทั้งที่เดินห่างออกมาไกลพอสมควรแล้ว ทว่าเสียงกริ่งโทรศัพท์กลับไม่เบาลงเลยแม้แต่น้อย
แถมยังฟังดูดังขึ้นกว่าเดิม ราวกับมากระดิ่งอยู่ข้างหูของจี้อี้เสียด้วยซ้ำ
"จึ๊"
"ดูท่าคงจะไม่รับไม่ได้แล้วสินะ"
จี้อี้หมุนตัวเดินกลับไปยังตู้โทรศัพท์
"กริ๊ง กริ๊ง ... กริ๊ก!"
เสียงกริ่งดังขึ้นมาครึ่งจังหวะก่อนที่จี้อี้จะยกหูโทรศัพท์ขึ้นมา
"ที่รักท้องร้องจ๊อกๆ แล้วเหรอจ๊ะ"
" ... "
ไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย
"ท้องร้องจ๊อกๆ ที่รักเหรอจ๊ะ"
" ... "
"จ๊อกๆ ที่รักร้องท้องเหรอจ๊ะ"
"ช่วย ... "
"ร้องท้อง ... หืม เธอพูดว่าอะไรนะ"
"ช่วยด้วย ... "
ปลายสายมีเสียงของเด็กผู้หญิงดังลอดมา ฟังดูเหมือนเธอกำลังสะอื้นไห้อยู่
"ให้ช่วยยังไงล่ะ"
จี้อี้ถามกลับ
"ช่วย ... ตามหา ... หาหนูให้เจอ ... "
เสียงของเด็กผู้หญิงฟังดูน่าสงสารจับใจ
"ได้ เธออยู่ไหนล่ะ ฉันกำลังไป"
[ใช้งานสกิล คำสาปนกพิราบ]
[ได้รับบัฟ ไว้คราวหน้า]
[ไว้คราวหน้า (บัฟ) ในช่วงเวลาที่แสดงผล คุณจะไม่มีวันไปถึงสถานที่ที่กำหนดได้เลย (นับถอยหลัง 5:59:59)]
" ... "
แกร๊ก
จี้อี้วางหูโทรศัพท์ลง
[ได้รับดีบัฟ คำสาปของมิซากิ]
[คำสาปของมิซากิ (ดีบัฟ) ตามหาชิ้นส่วนร่างกายของมิซากิให้ครบภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะต้องตาย (นับถอยหลัง 3:59:59)]
" ... ?"
ณ ห้องนอนสไตล์ญี่ปุ่น
ถังหูลู่นั่งตัวสั่นงันงกหดตัวอยู่ที่มุมหนึ่งของเสื่อทาทามิ
ตรงหน้าคือโทรทัศน์จอแก้วรุ่นเก่าที่กำลังกะพริบเป็นภาพซ่าๆ
ตั้งแต่เขาเข้ามาในห้องนอนนี้ ประตูบานเลื่อนก็ปิดลงเองและไม่สามารถเปิดออกได้อีกเลย
ทั้งที่เขาตัดสายไฟของโทรทัศน์ทิ้งไปแล้วชัดๆ ...
ทว่าหน้าจอโทรทัศน์กลับยังคงสว่างไสวอยู่
โคตรน่ากลัวเลย!
ทันใดนั้นเอง
ภาพบนหน้าจอก็เริ่มปรากฏขึ้น
มันคือผีสาวชุดขาวผมยาว
เธอก้มหน้าลง เส้นผมปิดบังใบหน้าของเธอจนมิด
เธอค่อยๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมา
มือนั้นทะลุผ่านหน้าจอและยื่นออกมานอกเครื่องโทรทัศน์ ...
ตามด้วยศีรษะ และมืออันซีดเผือดอีกข้างหนึ่ง ...
"กะ ... แกอย่าเข้ามานะ! ไม่งั้นฉันไม่เกรงใจแกแน่!"
ถังหูลู่ตะโกนร้องด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่น
ผีสาวทำหูทวนลม ครึ่งท่อนบนของเธอทะลุออกมานอกจอโทรทัศน์เรียบร้อยแล้ว
"เชิญของวิเศษหันกลับมา!"
[ใช้งานสกิล เชิญของวิเศษหันกลับมา]
[ผลลัพธ์ บังคับสลับสถานะหน้าหลังหรือซ้ายขวาของเป้าหมายหนึ่งหน่วย]
[เงื่อนไขการใช้งาน ตะโกนเสียงดังว่า เชิญของวิเศษหันกลับมา!]
[หมายเหตุ ดอกไม้ไฟที่ถูกจุดขึ้นไปบนฟ้า จะมองจากด้านล่างหรือมองจากด้านข้าง จะเป็นทรงกลมหรือทรงแบน ฉันคิดว่าคุณคงไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องแบบนี้อีกแล้วล่ะ]
ผีสาวถูกพลิกกลับด้านอย่างสมบูรณ์แบบ
เพียะ เพียะ เพียะ!!!
เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ เพียะ!!!
หลังจากตบหน้าตัวเองไปเจ็ดฉาดติดๆ กัน จี้อี้ก็สบถด่าเสียงต่ำ
"ฉันมันโคตรโง่เลย"
[จบแล้ว]