- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 387 กระบี่อัคคีหลอม (ฟรี)
ตอนที่ 387 กระบี่อัคคีหลอม (ฟรี)
ตอนที่ 387 กระบี่อัคคีหลอม (ฟรี)
ตอนที่ 387 กระบี่อัคคีหลอม
เส้นด้ายเงินทีละเส้นๆ กระโจนไหวอยู่ท่ามกลางความมืด
ปลายด้านหนึ่งผูกตรึงอยู่กับหุ่นเงาไม้ อีกปลายหนึ่งเชื่อมโยงอยู่กับนิ้วทั้งสิบของชายสำนักร้อยพฤกษา
เส้นด้ายเงินทั้งสิบนิ้ว คือหัวใจในการควบคุมหุ่นเงาไม้นั้น
ทว่าในยามนี้ แม้เส้นด้ายจะสั่นไหวไม่หยุด หุ่นเงาไม้กลับไร้เรี่ยวแรงจะดิ้นหลุดแม้แต่น้อยเดียว
และเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยนามของตนออกมา
ไม่ว่าจะเป็นชายสำนักร้อยพฤกษาผู้โอ้อวดตนว่าเป็นยอดฝีมือ หรือเจี้ยหวางที่นั่งมองดูอย่างเย็นชาอยู่ข้างๆ
ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนในพริบตาเดียว
คิ้วของเจียงหรานยกขึ้นเล็กน้อย เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยต่างยกมือกดด้ามกระบี่โดยไม่รู้ตัว
มุมปากขององค์หญิงใหญ่ปรากฏรอยยิ้มเย็นเฉียบ
ปฏิกิริยาของทุกคนแตกต่างกันไป
หลัวชิงอีถึงกับหยุดมือจากการปรุงอาหาร แม้แต่เถียนเมียวเมียวก็ยังเกาหัวงงงัน
ฉู่อวิ๋นเหนียงแอบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังผู้คนอย่างเงียบงัน
หลิวมู่เฉิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ ราวกับพระเฒ่าเข้าฌานสมาธิ
ความเงียบ…
และเมื่อความเงียบเดินทางมาถึงปลายทาง สิ่งที่ตามมาก็คือ แสงกระบี่!
แสงกระบี่ฟาดลง ฟาดตัดเส้นด้ายเงินที่ผูกอยู่กับหุ่นเงาไม้!
แสงกระบี่ปะทะกับเส้นด้าย เกิดเสียงแหลมเสียดหู กลับไม่อาจฟันขาดได้ในครั้งเดียว
“น่าสนใจอยู่บ้าง”
‘เจียงหราน’ ในความมืดดูเหมือนจะแปลกใจ ร่างกายถอยหลังฉับพลัน
“ปล่อยมือ”
กล่าวจบก็หมุนข้อมือแรง หวังชิงหุ่นเงาไม้จากมือของชายสำนักร้อยพฤกษา
แต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะตอบกลับ
“คนที่ควรปล่อย… ไม่ใช่ข้าหรอก”
“หืม”
เสียงจากความมืดชะงักงัน พลันได้ยินเสียง ‘กร๊อบ!’ ดังขึ้น ดวงตาของหุ่นเงาไม้เหมือนเปิดรอยแยกสองสาย
จากภายในดวงตา ประหนึ่งมีลำแสงสีเงินนับร้อยนับพันพุ่งกระหน่ำออกมา!
‘เจียงหราน’ หมุนกระบี่ในมือ
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
การลอบโจมตีในระยะประชิด ถูกกระบี่ของเขาปัดป้องไว้ได้ทั้งหมด
แต่ด้วยเหตุนี้ มือที่จับหุ่นเงาไม้ไว้ก็จำต้องคลายออก
หุ่นเงาไม้กระโดดกลับไปข้างกายชายสำนักร้อยพฤกษาอย่างคล่องแคล่ว ไต่ตามแขนเสื้อขึ้นไปนั่งยองๆ บนบ่าของเขา คล้ายลิงตัวหนึ่ง
ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้น
“เหมือนเห็นผีเป็นๆ เลยทีเดียว มีคนกล้าคว้าหุ่นเงาไม้ของข้าด้วยมือเปล่า…”
“อามิตาพุทธ”
เจี้ยหวางส่ายหน้าเบาๆ
“เขาไม่ใช่เจียงหราน”
“โอ้”
ชายสำนักร้อยพฤกษาหันกลับไปมอง
“ไม่ใช่เจียงหราน แล้วจะเป็นใครเล่า”
“หากเป็นเจียงหรานจริง หุ่นเงาไม้ของเจ้าคงถูกเขาชิงไปแล้ว และยิ่งไม่มีทางที่เขาจะฟัน ‘เส้นด้ายพันกล’ ไม่ขาด”
“แต่กระบี่ของเขา… นับว่าไม่ธรรมดาจริง ระยะใกล้เพียงชั่วอึดใจ กลับยังรับมือกลไกของหุ่นเงาไม้ได้ กระบี่ระดับนี้มองทั่วทั้งยุทธภพ ก็หาได้ยากยิ่ง”
ไม่ใช่เพราะกลไกของสำนักร้อยพฤกษาอ่อนด้อย แต่อีกฝ่ายก็มีฝีมือจริงเช่นเดียวกัน
ห่างกันหนึ่งจั้ง ยังนับว่าเป็นยอดฝีมือ แต่เมื่อห่างกันไม่ถึงหนึ่งฉื่อ กลไกพุ่งเร็ว และรุนแรง อีกฝ่ายกลับยังปัดป้องได้ทั้งหมดในชั่วพริบตา
ฝีมือและปฏิกิริยาเช่นนี้ นับว่าอยู่ในระดับต้นๆ ของยุทธภพ
ชายสำนักร้อยพฤกษาหัวเราะ
“พระหัวโล้นเอาแต่เชิดชูคนอื่น กดตัวเองทุกวัน แค่นี้ก็กล้าฟันธงว่าเขาไม่ใช่เจียงหราน”
“ในความเห็นข้า เขานั่นแหละน่าจะใช่ เขาไม่รู้ว่าหุ่นเงาไม้ของสำนักร้อยพฤกษาแตะต้องไม่ได้ เห็นชัดว่าไม่ใช่คนจากแถบยุทธภพนี้”
“ส่วนที่เจ้าบอกว่าเจียงหรานฟันขาดเส้นด้ายพันกลของข้าได้ นั่นหมายความว่าไง”
“เรื่องของคนผู้นี้ เจ้าและข้าล้วนแค่ฟังตามคำเล่าลือ ข้าขอเตือนเจ้า อย่ายกเขาเป็นตำนานเกินไปนัก”
“ต่างก็เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน เป็นมนุษย์เลือดเนื้อ หรือเขาจะกลายเป็นเทพเซียนได้จริงเล่า”
“เจ้าไม่รู้เรื่องหนึ่ง”
เจี้ยหวางลุกขึ้นยืน
“ในสำนักของอาตมา มีพระอาวุโสสี่รูปเคยติดตามท่านแม่ทัพใหญ่โหลวหนิง ไปยังเมืองจิ่นหยาง ทั้งสี่มิได้ออกศึกแนวหน้า แต่คอยอารักขาแม่ทัพใหญ่อยู่ข้างกาย”
“ฝีมือของพวกเขา ล้วนสูงส่งสี่คนร่วมมือกัน ยิ่งยากมีผู้ต้าน ทว่า… สุดท้ายกลับถูกเจียงหรานสังหาร ณ ที่นั้น และยังชิงตัวแม่ทัพใหญ่ไปได้ท่ามกลางกองทัพนับหมื่น”
“ฝีมือเช่นนี้ เจ้าเห็นว่าคนตรงหน้าจะเทียบเท่าได้หรือ”
“อ้าว… พระอาวุโสแห่งวัดมหาพรหมสี่รูป… ยังถูกเจียงหรานฆ่า เขาเป็นดาวอัปมงคลกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไรกัน”
พูดถึงตรงนี้ เขาหันไปมองความมืดในป่า
“แต่ฟังเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว คนผู้นี้ก็น่าจะไม่ใช่เจียงหรานจริงๆ นั่นแหละ”
“เช่นนั้นก็ยิ่งน่าสนใจ หากเขาไม่ใช่เจียงหราน เหตุใดต้องสวมรอยด้วย พวกเจ้า… มาล่าตัวเด็กสาวคนนี้หรือ”
กล่าวพลางหันไปทางเสี่ยวเยว่ก็พบว่านางหนีไปไกลเสียแล้ว
เขาหัวเราะแผ่ว
“ยามเช่นนี้ไม่อยู่รวมกับคนอื่น วิ่งพล่านเช่นนี้ มีแต่จะตายเร็วกว่าเดิม”
เสี่ยวเยว่หัวเราะแห้งๆ
“ขะ ข้าแค่กลัวจะขวางทางพวกท่านก็เท่านั้นเองแล้วก็… พวกเขามาล่าตัวข้าจริงๆ”
“แต่ว่า… ท่านบอกว่าเขาไม่ใช่เจียงหราน นั่นจริงหรือ”
“ผู้ออกบวชไม่กล่าวคำเท็จ”
เจี้ยหวางประสานมือ
“เจ้าน่ะ ยามค่ำคืนมาปลอมชื่อผู้อื่น มีเจตนาอันใด ยังไม่ปรากฏกายออกมาพบหน้าอีกหรือ”
“คำพูดพระหัวโล้น ช่างไร้สาระสิ้นดี”
ชายหนุ่มผู้หนึ่ง คาดกระบี่ที่เอว อีกข้างแขวนกระบอกสุรา ก้าวออกมาจากป่าช้าๆ
ด้านหลังเขา ยังมีเงาคนอีกหลายร่างซ้อนทับอยู่ในความมืด
‘เจียงหราน’ หัวเราะ
“ถกเถียงจริงเท็จไปก็ไร้ความหมาย เมื่อครู่เป็นเพียงลองกระบี่เล็กน้อยถือเป็นการตอบแทนที่พวกเจ้าลงมือโดยไม่ไถ่ถาม”
“บัดนี้ ข้ามีถ้อยคำดีๆ จะกล่าว ไม่ทราบว่าพวกเจ้าจะยอมฟังหรือไม่”
เมื่อเขาปรากฏตัว สีหน้าของผู้คนแตกต่างกันไป
เยี่ยจิงซวงกับเยี่ยจิงเสวี่ยต่างถอนหายใจโล่งอก
แม้การแต่งกายจะเหมือนเจียงหรานในอดีตทุกประการ แต่ใบหน้ากลับต่างกันสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าแม้จะปลอมตัว ก็ยังไม่ถึงขั้นวิกลจริตต้องแปลงโฉมให้เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว
ชายสำนักร้อยพฤกษาครุ่นคิด เปรียบเทียบคนตรงหน้ากับเจียงหรานในคำเล่าลือ
เจี้ยหวางเอ่ยพุทธะ
“เจ้ามีถ้อยคำใดจะกล่าวก็เชิญเอ่ยมาเถิด”
‘เจียงหราน’ เอามือหนึ่งไขว้หลัง อีกมือกดบนด้ามกระบี่
เดินวนกลางลาน พลางกล่าวเสียงแผ่ว
“ข้ามิใช่ผู้หลงใหลการฆ่าฟัน การมาครั้งนี้ มิได้หวังสิ่งอื่นเพียงเพื่อนำตัวเด็กสาวผู้นี้ไปเท่านั้น”
“ตราบใดที่พวกเจ้าส่งตัวนางให้ข้า ข้ารับรองว่ากระบี่จะไม่ออกจากฝักพวกเจ้าทุกคนล้วนรอดปลอดภัย”
“แต่หากไม่เช่นนั้น…ภายใต้วิชาเก้ากระบี่สะท้านภพจนบัดนี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดรอดชีวิต”
“ขอเตือนอย่าได้ทดลองด้วยตัวเองจะดีกว่า”
“อ้อ… อย่างนี้นี่เอง”
ชายสำนักร้อยพฤกษาพยักหน้า สีหน้าราวกับเข้าใจแจ่มแจ้ง
แม้แต่หุ่นเงาไม้บนบ่าของเขาก็พยักหน้าตาม
“น่าสนใจ น่าสนใจจริงๆ”
ทั้งที่คนเดียวควบคุมกลับมีเสียงสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน
เจี้ยหวางเห็นแล้วขัดตานัก แต่ก็ยังอดถามไม่ได้
“เจ้าเข้าใจแล้วหรือ”
“เจ้าไม่เข้าใจหรือ”
ชายสำนักร้อยพฤกษาย้อนถาม
“……”
เจี้ยหวางพลันไม่อยากคุยกับเขาอีก หากเข้าใจ จะถามทำซากอะไร
ชายสำนักร้อยพฤกษาหัวเราะ
“ความหมายของเขาก็ง่ายจะตาย ไม่อยากสู้กับพวกเราแต่ก็อยากพาเด็กสาวไป”
“กลัวพวกเราขัดขวาง จึงอวดอ้างเก้ากระบี่สะท้านภพมาข่มขวัญ หวังให้เราขวัญหนีดีฝ่อ ตั้งแต่ยังไม่ทันรบ จะได้ชนะโดยไม่ต้องลงมือ”
“แค่นี้ยังไม่เข้าใจหรือ สวดพระสูตรทุกวัน สมองเลยสวดจนทึบทื่อไปหมด”
“อามิตาพุทธ”
เจี้ยหวางเอ่ยเสียงเรียบ
“อาตมาศรัทธาในหลักธรรม จึงไม่มีเล่ห์กลคดเคี้ยวเหมือนเจ้าหรอก”
“หืม”
ชายสำนักร้อยพฤกษาชะงัก
“หมายความว่าอย่างไร ว่าข้ามากเล่ห์แสนกลงั้นหรือ”
“อาตมาเพียงชื่นชมเท่านั้น มิได้คิดเป็นอื่น”
“……ทำไมข้าฟังแล้ว ไม่รู้สึกยินดีสักนิดเดียว”
ชายสำนักร้อยพฤกษาหน้าเสียจนไม่อาจปิดบัง สีหน้าอึมครึมยิ่งนัก ทว่า ผู้ที่หน้าดำยิ่งกว่าเขา กลับเป็น ‘เจียงหราน’ ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
ถ้อยคำมากมายที่เตรียมไว้ ราวกับไร้ค่าไปในชั่วพริบตา
เขาพยักหน้าเบาๆ
“ดื้อดึงไม่รู้สำนึก…”
“เช่นนั้นก็ฆ่าเสีย”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเขา
“เจียงหราน เจ้าช่วยข้าฆ่าพวกมัน”
“รับบัญชา องค์หญิงใหญ่”
‘เจียงหราน’ โค้งกายรับคำ มือกดด้ามกระบี่ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า
“เก้ากระบี่สะท้านภพ ไม่เคยออกจากฝักโดยง่ายพวกเจ้าเมื่อดื้อดึงนักก็จงเปิดหูเปิดตา ดูให้เห็นว่าภายในนั้น… มีอานุภาพมากเพียงใด”
คำพูดมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นชายสำนักร้อยพฤกษา หรือเจี้ยหวาง ต่างไม่กล้าประมาทอีก
ชื่อเสียงของเจียงหราน โด่งดังเกินไป
เมืองจิ่นหยาง กระบี่เดียวทะลวงผ่านทัพหมื่น
แม้จะมีส่วนเกินจริง แต่ก็เพียงพอให้รู้ว่า กระบี่ของเขาน่าหวาดหวั่นมากเพียงใด
ต่อให้คนตรงหน้าจะเป็นตัวปลอมก็ต้องรับมือด้วยความระมัดระวัง
และในชั่วขณะนั้นเอง ‘เจียงหราน’ พลันชักกระบี่!
คมกระบี่วาบขึ้น เงาคมหนึ่งก็พุ่งมาถึงเบื้องหน้าชายสำนักร้อยพฤกษาแล้ว
หากต้องใช้อักษรเพียงคำเดียวอธิบายกระบี่เล่มนี้
เร็ว!
เร็วเสียจนหาที่เปรียบมิได้
ชักกระบี่ชั่วลมหายใจเดียว คือจู่โจมถึงตาย!
ปึง!
เศษไม้ปลิวกระจาย หุ่นเงาไม้กระโจนเข้ามาขวางกระบี่ไว้ในวินาทีที่กระบี่กำลังจะกระแทกชายสำนักร้อยพฤกษา
คมกระบี่ปะทะหุ่นเงาไม้ บิดบดทำลายครึ่งลำตัวในทันที
อาศัยจังหวะนั้น ชายสำนักร้อยพฤกษาล่าถอยพลิ้วไหว พร้อมตวาดเสียงต่ำ
“หมอบลง!”
สิ้นคำ ประกายไฟนับไม่ถ้วนปะทุขึ้น ถัดมาคือแสงสว่างเจิดจ้าอย่างรุนแรง
ตูม!!
หุ่นเงาไม้ระเบิด!
แรงระเบิดไม่เพียงซัด ‘เจียงหราน’ กระเด็น แม้แต่ฉู่อวิ๋นเหนียง เสี่ยวเยว่ และคนที่ไร้วรยุทธ์หลายคน ก็ถูกกระแทกล้มลงกับพื้น
ต่อให้เป็นเจียงหรานตัวจริง เส้นผมยังปลิวสะบัดเพราะแรงลมระเบิด
ในยามนี้ เขาจึงเข้าใจถ่องแท้ ว่าคำกล่าวที่ว่า… ‘หุ่นเงาไม้ของสำนักร้อยพฤกษาแตะต้องมิได้’
มิใช่คำขู่ลอยๆ
ไม่มีใครรู้ว่า ภายในหุ่นเงาไม้ซ่อนสิ่งใดไว้บ้าง
กลไก อาวุธลับ นับไม่ถ้วน ภายใต้การควบคุมของชายสำนักร้อยพฤกษา
หุ่นเงาไม้ไม่เพียงเป็นหุ่นเชิดสังหารชั้นเลิศ ยามจำเป็นยังระเบิดได้ถึงเพียงนี้
แต่ดูจากท่าที นี่คงยังไม่ใช่ขีดสุดของเขา
เขาเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อมาถึงระดับนี้ หุ่นเงาไม้ก็ไร้ความหมายแล้ว
ที่พกติดตัว เป็นเพียงความเคยชิน
เจียงหรานอดรู้สึกคาดหวังไม่ได้ อยากเห็นว่าคนผู้นี้ยังมีไม้เด็ดใดซ่อนเร้นอยู่อีก
แต่ก่อนหน้านั้น เขาหันไปมอง ‘เจียงหราน’ ที่กำลังลุกขึ้นจากพื้น
เปลวเพลิงล้อมรอบอาภรณ์ ร่างกายมีรอยเผาไหม้หลายแห่ง
แต่ยังไม่ถึงตาย
มือที่กำด้ามกระบี่ เส้นเอ็นปูดโปน เห็นชัดว่าเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา
เขาเอ่ยเสียงเย็น
“ดี… ดีจริง วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตา เห็นกลอุบายสำนักร้อยพฤกษาแล้ว”
“แต่ข้าอยากรู้ เจ้ามีหุ่นเงาไม้กี่ตัว และมันจะช่วยชีวิตเจ้าได้อีกสักกี่ครั้ง”
“ปลอมเป็นเจียงหราน อย่างน้อยก็ควรมีศักดิ์ศรีของยอดฝีมือบ้างสิ”
ชายสำนักร้อยพฤกษากลับมายืนที่เดิม หัวเราะเบาๆ
“ไม่รู้หรือว่าอาศัยของภายนอก ย่อมเป็นเพียงทางรอง มนุษย์… สุดท้ายก็ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น”
คำพูดยังไม่ทันจบ เขาก็ยื่นมือออกไปฝ่ามือหนึ่งก็ถึงเบื้องหน้า ‘เจียงหราน’ แล้ว
‘เจียงหราน’ หมุนกระบี่ในมือ
เคร้ง!
คมกระบี่ฟาดใส่ฝ่ามือ เสียงกังวานสะเทือนสี่ทิศ
หลายคนได้ยินแล้ว ถึงกับรู้สึกว่าดวงจิตสั่นสะท้าน
แม้แต่ ‘เจียงหราน’ เอง ยังรู้สึกมึนงงในสมอง
แต่คมกระบี่หมุนกวาด ฉีกถุงมือของชายสำนักร้อยพฤกษาขาดกระจุย
เจียงหรานเงยหน้ามอง จึงเห็นชัดมือของชายสำนักร้อยพฤกษา… เป็นของปลอม!
มือที่ปะทะคมกระบี่ คือโครงสร้างไม้โลหะผสมประณีตสมจริง ทุกข้อต่อไม่ต่างจากมือคนจริง
โลหะสะท้อนแสงดาว คมกระบี่ไม่อาจทำอันตรายได้แม้แต่น้อย
“อะไรนะ!”
‘เจียงหราน’ ตกใจรีบดึงกระบี่กลับ
แต่ชายสำนักร้อยพฤกษาไวไม่แพ้กันห้านิ้วกำเข้าหากัน หนีบคมกระบี่ไว้แน่นหนา
“อย่าคิดจะหนี!!
“คิดดูแล้ว ก็ถือว่าไม่ขาดทุนเลย ข่าวเจียงหรานพาองค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นจินฉานเข้ามาในแคว้นชิงแพร่สะพัดไปทั่ว”
“พวกเราก็อยากหาโอกาส ทดสอบฝีมือเขามานานแล้ว มือข้างนี้เดิมทีก็สร้างไว้เพื่อรับมือเขา”
“ไม่คิดว่าจะต้องให้เจ้ามาลองก่อน วันนี้ เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายอย่าให้เขารู้เข้าจนเกิดความระแวง”
เจียงหรานยกมือถูสันจมูก ในใจคิดเล่นๆ ว่า เช่นนั้นข้าถอยดีหรือเปล่า
แต่เมื่อมองมือกลนั้น เขาพลันเข้าใจ
เหตุใดตอนชายสำนักร้อยพฤกษาใช้ตัวเบา ท่วงท่าจึงพิกลนัก
รวมถึงยามนี้ ก้าวเท้า ลีลาร่าง ล้วนผิดธรรมดา
เขาสามารถลอยตัวโดยไม่ต้องออกแรงช่วงขา ฝ่าเท้าเปลี่ยนทิศได้ตามใจ ไม่ต้องคำนึงถึงขีดจำกัดของข้อต่อมนุษย์
เห็นที… ขาทั้งสองข้าง ก็คงไม่ใช่ของจริงเช่นเดียวกัน
เมื่อนึกถึงคำพูดก่อนหน้า ‘มนุษย์ต้องพึ่งตนเอง’
ที่แท้สิ่งที่เขาเรียกว่าพึ่งตนเองคือเปลี่ยนพลังภายนอก ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตน!
แล้วแนวคิดอายุยืนยาวที่เขาพูดถึงก่อนหน้า จะเกี่ยวข้องกับสิ่งนี้หรือเปล่า
นี่มัน… กายเนื้อคือทุกข์ จึงเลือกหลอมกายจักรกลงั้นหรือ
แต่สำนักร้อยพฤกษา ไปไกลถึงขั้นใดแล้วกันแน่
ขณะความคิดยังไม่ทันจบ สถานการณ์ในสนามรบก็แปรเปลี่ยนอีกครั้ง
ชายสำนักร้อยพฤกษาหนีบคมกระบี่ไว้แน่น ตราบใดที่มือกลไม่แตกสลาย ย่อมไม่มีทางดึงอาวุธกลับคืนได้
พร้อมกันนั้น มืออีกข้างก็กระหน่ำฟาดลงมา
แต่ ‘เจียงหราน’ กลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ใส่ใจเลย
เขากล่าวเสียงแผ่ว
“ของภายนอกก็คือของภายนอกเอามาต่อเข้าร่างกายก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ใช่ของภายนอกจริงๆ”
“สิ่งไร้วิญญาณเหล่านี้… ย่อมมีขีดจำกัด มีเพียงวรยุทธ์ของตนเองเท่านั้น… ที่ไร้ขอบเขต!”
สิ้นคำ คลื่นลมปราณมหาศาลปะทุขึ้น
ด้านหลังเขา ราวกับเกิดเพลิงลามทุ่ง
เปลวเพลิงไหลซึมสู่คมกระบี่ คมกระบี่พลันลุกโชน
ไม้บนมือกล แม้ผ่านการปรับแต่งเป็นพิเศษก็ยังคงเกรงกลัวไฟ
ชายสำนักร้อยพฤกษาจึงต้องคลายมือ
และในขณะนั้นเอง เสียงพุทธะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ขอพระพุทธองค์ทรงเมตตา!!”
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงจากฟากฟ้า
ม่านพลังคุ้มกายรวมตัว ก่อเป็นฝ่ามือยักษ์กลางอากาศกลางฝ่ามือมีอักขระสวัสติกะลอยเรือง
ฝ่ามือยังไม่ถึง พื้นดินก็สั่นสะเทือน ฝุ่นทรายปลิวว่อน
ชายสำนักร้อยพฤกษาเห็นดังนั้น อดสบถไม่ได้
“เสือกเรื่องชาวบ้าน!”
‘เจียงหราน’ ยกกระบี่ขึ้น กระบี่อาศัยเพลิง เพลิงอาศัยคม
พลังทะยานสู่ฟ้า ราวเปลวเพลิงแผดเผานภา
สองพลังปะทะกันในชั่วพริบตา
ชายสำนักร้อยพฤกษาที่เพิ่งด่าว่าพระวัดมหาพรหม พลันหน้าเปลี่ยนสี
“แย่แล้ว! อย่ารับตรงๆ!!!”
แต่ก็สายไปแล้ว
ฉึบ!
คมกระบี่ผ่าเข้าในม่านคุ้มกาย ฉีกฝ่ามือยักษ์ออกเป็นสองส่วน
แรงที่เหลือ เฉี่ยวผ่านบ่าเจี้ยหวางไป
ไม่มีเลือดไหลออก
สิ่งที่พวยพุ่งออกมา… กลับเป็นเปลวไฟ!
เจี้ยหวางมองบาดแผลด้วยความตะลึง ดวงตาฉายแววเข้าใจ
เขาถอนใจแผ่ว แล้วร่างก็ร่วงลงจากกลางอากาศ
ชายสำนักร้อยพฤกษาก้าวเข้าไปรับเอาไว้
“เจ้าพระหัวโล้น… โง่สิ้นดี ไม่ดูด้วยซ้ำว่ากระบี่อะไรก็กล้ารับเข้าไป”
“นี่ไม่ใช่แส่หาที่ตายหรอกหรือ”
ในเวลาเดียวกัน เจียงหรานและคนอื่นๆ ก็เห็นว่าร่างของเจี้ยหวางกำลังเหี่ยวแฟบลงอย่างเห็นได้ชัด
เปลวไฟที่บ่า ไม่เพียงไม่มอด กลับลุกโชนมากยิ่งขึ้น
ประหลาดยิ่งนัก ราวกับเลือดในร่างกลายเป็นเชื้อไฟ
เผาผลาญตนเองจนเกือบสิ้น
เจี้ยหวางไม่สนคำพูดนั้น กลับคว้าข้อมือชายสำนักร้อยพฤกษาไว้
“ไม้ โลหะ ศิลา แม้แข็งแกร่งกว่าเนื้อหนังร้อยเท่า แต่… ในสายตาอาตมาก็ยังมิใช่ทางธรรม”
“อาตมาเข้าใจ… สำนักร้อยพฤกษาหมายฟื้นคืน จุดสูงสุดแห่งอดีตกาล… แต่… สิ่งใดก็อย่ารีบร้อน”
“ค่อยเป็นค่อยไป สุดท้ายย่อม… ย่อม…”
คำพูดขาดหายศีรษะเอียงลง
มิใช่ตาย แต่ถูกเจียงหรานใช้นิ้วแตะจุดสลบ
เจียงหรานมองเปลวไฟที่ยังลุกไหม้ อดงุนงงไม่ได้
“สลบแล้ว ไฟยังไม่ดับอีกหรือ”
“เพราะเขาถูกวิชากระบี่อัคคีหลอมเล่นงาน”
ชายสำนักร้อยพฤกษาสูดลมหายใจลึก เงยหน้ามอง ‘เจียงหราน’ ที่กำลังก้าวเข้ามา
“เจ้าไม่ใช่เจียงหรานจริงๆ… เจ้าเป็นศิษย์ของกระบี่เทพอัคคี อิ๋งไป๋เหมยแห่งสำนักเพลิงอธรรมเมื่อยี่สิบปีก่อน”
“กระบี่เทพอัคคี…”
‘เจียงหราน’ หลับตาลงช้าๆ
“กระบี่หลอมสรรพสิ่ง ปราณไม่ก่อทะเล มันควรเป็นกระบี่ที่เจิดจ้าที่สุดในยุทธภพ…”
“แต่กลับพ่ายตกตายใต้คมเก้ากระบี่สะท้านภพ เจ้าพูดไม่ผิดข้าไม่ใช่เจียงหราน”
“ข้าคือศิษย์ของกระบี่เทพอัคคี อิ๋งไป๋เหมย…”
เขาลืมตาขึ้น ในดวงตา คมกระบี่หมุนวน
“อิ๋งเสินเตา!!”
“แต่น่าเสียดาย ผู้ที่รู้ความลับนี้…มีจุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ความตาย!!”