- หน้าแรก
- ระบบกระบี่ล่าสังหารสะท้านยุทธภพ
- ตอนที่ 380 เพลิงมารผลาญฟ้า! (ฟรี)
ตอนที่ 380 เพลิงมารผลาญฟ้า! (ฟรี)
ตอนที่ 380 เพลิงมารผลาญฟ้า! (ฟรี)
ตอนที่ 380 เพลิงมารผลาญฟ้า!
“ข้าไม่กล้าชิงของรักของผู้อื่นหรอก”
เจียงหรานเอ่ยเสียงแผ่ว
“เพียงแค่สงสัยใคร่รู้ก็เท่านั้นเอง”
“ความอยากรู้อยากเห็นของท่านมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
ชิวซื่ออันมีแววประหลาดใจในน้ำเสียง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ
“น่าเสียดาย ข้ากลับไม่คิดจะสนองความอยากรู้อยากเห็นของเจ้า”
“เจ้ากับความอยากรู้นั่นแหละจะได้ตายอยู่ที่นี่พร้อมกัน”
เจียงหรานถอนหายใจ
“เจ้าเสียโอกาสสุดท้ายไปแล้ว”
กล่าวจบ เขาก็ก้าวไปทางหวังหยวน
สีหน้าของเจี้ยเอ๋อเปลี่ยนฉับพลัน
“คุณชายเจียง ระวังตัว! นั่นคือมารร้ายแห่งพรรคมารเชียวนะ!!”
เจียงหรานหันไปมองพระรูปนั้น ก่อนจะกล่าวอย่างครุ่นคิด
“มารร้าย…ดูเหมือนเพียงเกี่ยวข้องกับคำว่าพรรคมาร ก็ทำให้ผู้คนหลีกหนีราวกับโรคห่า”
“แต่ข้าขอถามท่านสักคำ พระอาจารย์เจี้ยเอ๋อ แค่ประโยคเดียวก็พอแล้ว”
“บุรุษผู้ใช้หลานที่ยังอยู่ในผ้าอ้อม ข่มขู่พี่ชายแท้ๆ ให้ฝึกวิชามารที่เต็มไปด้วยอันตรายเช่นนี้ อย่างชิวซื่ออัน”
“เขานับว่าเป็นมารหรือไม่”
“ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่บิดาแท้ๆ ของเขา ยังหนีไม่พ้นชะตากรรมเช่นเดียวกัน”
“ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านคิดว่า ใครกันแน่ที่น่ารังเกียจยิ่งกว่ามารตรงหน้า หรือคนที่ซ่อนอยู่หลังม่าน”
เจี้ยเอ๋อชะงักงัน คำถามนี้ทำให้เขาไม่อาจตอบได้ในทันที
แต่เสียงหัวเราะบ้าคลั่งของชิวซื่ออันก็ดังขึ้น
“เจ้าคงคิดว่าพูดดีกับเจ้ามารนั่นซักสองสามประโยค เขาจะไม่ฆ่าเจ้าแล้วกระมัง”
“เจ้ามาจากที่ใดกันแน่ เติบโตมาในโอ่งน้ำผึ้งหรือไร ถึงได้ใสซื่อถึงเพียงนี้ จนข้าแทบไม่กล้าฆ่าเจ้าแล้ว”
เจียงหรานส่ายหน้า ไม่สนใจเขาอีก เดินไปยืนข้างหวังหยวน
ร่างของหวังหยวนสั่นเทาไปทั้งตัว
เจียงหรานมองบาดแผลทั่วร่างเขา ถอนหายใจเบาๆ
“ลำบากเจ้าแล้ว”
หวังหยวนส่ายหน้าไม่หยุด
“ขะ…ข้าน่าละอายยิ่งนัก”
เจี้ยเอ๋อที่กำลังครุ่นคิดอยู่ ได้ยินประโยคนี้ก็ชะงัก
ชิวซื่ออันยิ่งตกตะลึง
“พวกเจ้ารู้จักกันหรือ”
เจียงหรานยังคงไม่ตอบ เขาคว้าแขนของหวังหยวน ตรวจดูโซ่เหล็กที่ข้อมือ จากนั้นก็คว้าจับแล้วกระชาก
เพล้ง!
โซ่เหล็กขาดสะบั้น ไม่มีแรงต้านแม้แต่น้อย
“หยุดนะ!!!”
น้ำเสียงของชิวซื่ออันเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเป็นครั้งแรก
“เจ้าคนแซ่เจียง เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
“เจ้ามีพลังแขนมหาศาลก็จริง แต่หากปล่อยเขาไป เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นไร”
“เจ้ากำลังเป็นศัตรูกับฝ่ายธรรมะทั้งยุทธภพ!!!”
“แล้วอย่างไรเล่า”
เจียงหรานกระชากโซ่อีกข้างให้ขาด ก่อนจะตบไหล่หวังหยวนเบาๆ
“ข้าจะกลัวการเป็นศัตรูกับสิ่งที่เรียกว่าฝ่ายธรรมะอย่างนั้นหรือ”
หวังหยวนเงยหน้าหัวเราะลั่น
“ฮ่าๆๆๆๆ! นี่คือคำพูดที่ข้าฟังแล้วขบขันที่สุดในชีวิต!”
กล่าวจบ เขาทรุดเข่าลงกับพื้น
“ใต้บัญชาประมุขมาร เรือนถามวิญญาณลำดับหนึ่งหวังเหิง!”
“คารวะรองประมุขมาร!!!”
“รองประมุขมาร”
ในสมองของเจี้ยเอ๋อ เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
แต่ชิวซื่ออันกลับตาสว่างในทันที
“รองประมุขมาร…เจ้า…เจ้าเป็นบุตรของอดีตประมุขมาร เจียงเทียนเย่ใช่หรือไม่!”
“เจ้า…เจ้าไม่ใช่เจียงหลิว แล้วเจ้าเป็นใครกันแน่!!”
“บังอาจ!”
หวังเหิงยังคุกเข่าอยู่ แต่กลับตะโกนก้อง
“นามของท่านรองประมุขก็ใช่ว่าคนเช่นพวกเจ้าจะมีสิทธิ์ล่วงรู้!”
ชิวซื่ออันถูกตะโกนใส่จนชะงักงันไปครู่ใหญ่
เจี้ยเอ๋อ และศิษย์น้องสองรูปสบตากัน
จากนั้นเจี้ยเอ๋อก็ลุกขึ้น ยืนมองเจียงหรานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ก่อนหน้านี้ เขาเพียงคิดว่าเจียงหรานเป็นจอมยุทธ์เร่ร่อนจากแคว้นชิวเย่ มาท่องยุทธภพในแคว้นชิง
แต่บัดนี้ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคือรองประมุขมาร เขาย่อมไม่อาจประมาทได้อีก
เจี้ยเอ๋อสูดลมหายใจลึก สวดพระนาม
“คุณชายเจียง…ไม่ควรเรียกว่า รองประมุขเจียง”
“การที่ท่านมาปรากฏตัวในแคว้นชิงมีจุดประสงค์ใดกันแน่”
“เหตุการณ์กลียุคที่เมืองเหยียนซวีเมื่อไม่นานมานี้ เกิดขึ้นเพราะเหตุใดกัน”
เจียงหรานมองเขา ยิ้มบางๆ
“พระอาจารย์เจี้ยเอ๋อ บัดนี้ตัวท่านเองก็ถูกขังอยู่ที่นี่”
“ประตูเหล็กเร้นหนาครึ่งเชียะ หากชิวซื่ออันไม่เปิดให้ พวกเราควรทำเช่นไรดีเล่า”
“หากได้ถูกขังร่วมกับท่านนับเป็นวาสนาใหญ่ของอาตมาแล้ว”
เจี้ยเอ๋อกล่าวอย่างเคร่งขรึม
เจียงหรานเข้าใจดีวาสนาที่ว่า มิใช่เพราะได้อยู่ร่วมกับเขา
แต่เป็นเพราะหากสามารถขังเขาไว้ที่นี่ได้ นั่นต่างหากคือบุญกุศลอันใหญ่หลวง
เขาจึงส่ายหน้า
“คำพูดของท่านแฝงคมมีดไว้ทุกถ้อยคำ ฟังแล้วไม่ชวนรื่นรมย์เอาเสียเลย”
“แต่ในเมื่อไม่มีสิ่งใดพูดกับผู้อื่นไม่ได้…”
“การมาของข้าในแคว้นชิง และเหตุการณ์ที่เมืองเหยียนซวี หาได้เกี่ยวข้องกันไม่”
“คนของพรรคมารไปที่นั่นมิใช่เพื่อก่อความวุ่นวาย แต่เพื่อช่วยชีวิตผู้หนึ่ง”
“เพียงแต่มีผู้แอบชักใยอยู่เบื้องหลัง ยั่วยุให้ฝ่ายธรรมะกับพรรคมารปะทะกัน”
“ความจริง หากพวกท่านไม่ลงมือ และพวกเขาช่วยคนสำเร็จ…”
“เกรงว่ายุทธภพคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรรคมารเคยไปที่นั่น”
เจี้ยเอ๋อส่ายหน้าแรง
“พรรคมารลงมือจะเป็นไปเพื่อช่วยคนได้อย่างไร”
“นั่นคืออคติ”
เจียงหรานยิ้ม
“ท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาจะช่วยใคร ก็กล่าวว่าเป็นไปไม่ได้แล้ว มิใช่ด่วนตัดสินเกินไปหน่อยหรือ”
“ท่านเป็นผู้บำเพ็ญศีล ควรละโทสะ ละอคติ มองสรรพชีวิตด้วยสายตาเสมอภาคมิใช่หรือ”
เจี้ยเอ๋อกำลังจะโต้กลับ แต่เสียงหัวเราะของชิวซื่ออันก็ดังแทรกขึ้นมา
“น่าสนใจ น่าสนใจยิ่ง!”
“ที่แท้เจ้าไม่ใช่เจียงหลิว แล้วเจ้าคือใครกันแน่”
“อายุเท่านี้ วรยุทธ์ระดับนี้…หรือว่าเจ้าจะเป็นเจียงหรานจากแคว้นจินฉาน”
“ได้ยินว่า วิชาเก้ากระบี่สะท้านภพของเขาลี้ลับจนเทพเซียนยังยำเกรง”
“ไม่รู้ว่าเจ้ามีวิชาใดเป็นไม้ตายถึงได้นั่งตำแหน่งรองประมุขมาร”
“หรือเพียงเพราะเกิดมาสูงส่ง”
“แต่ถึงอย่างนั้น เจ้าน่าจะเป็นรองประมุขมารที่โง่เขลาที่สุดในประวัติศาสตร์”
“เดินเข้าสู่ความตายเอง กล้าหาญแต่ไร้สมอง!”
“แต่ก็ดี ก็ดี… วิชาฟาดฟ้าพิฆาตราตรีฝึกหนึ่งคนบ้าหนึ่งคน”
“แล้ววิชาของเจ้าคืออะไร”
“ไม่สู้แสดงให้ข้าดูหน่อย…ใช้พระจากวัดมหาพรหมพวกนี้เป็นอย่างไรเล่า”
“บางที ข้าอาจร่ำเรียนวิชาได้มากขึ้นจากเจ้า”
“วันหน้า เมื่อข้าครองยุทธภพจะตั้งป้ายศิลาสลักชื่อให้เจ้า”
“แล้วให้เจ้าแบกมันไว้ เจ้าก็เป็นเต่าหินใต้ป้ายศิลานั่นแหละ!”
“ฮ่าๆๆๆๆ!!!!”
ดวงตาของหวังเหิงแดงฉานในฉับพลัน
“ท่านรองประมุขให้ข้าไปฆ่าเขาเถิด”
“อย่าเพิ่งรีบร้อน”
เจียงหรานยื่นมือกดไหล่เขาไว้
“ก็แค่สุนัขเห่าหอนเท่านั้น เหตุใดต้องตื่นตระหนกด้วยเล่า”
เขาเงยหน้ามองรอบหนึ่ง ก่อนจะยิ้ม
“เจ้าคิดจะเรียนวิชาจากข้า ถือว่าหาคนไม่ผิด”
“วิชาที่ข้ามีมากมาย และล้ำลึกยิ่ง”
“อย่าว่าแต่สิบส่วน ต่อให้เรียนได้เพียงหนึ่งส่วน ก็เพียงพอจะท่องยุทธภพทั่วหล้าได้แล้ว”
เจี้ยเอ๋อหัวเราะขมในใจ รองประมุขมารผู้นี้ ดูไม่เหมือนมารเลยสักนิดกลับชอบหยอกล้อเสียด้วยซ้ำ
แต่ถูกชิวซื่ออันขัดจังหวะเช่นนี้ คำพูดที่เหลือก็พูดไม่ออกอีก
หากคิดให้ดี คำพูดของเจียงหรานก็ล้วนมีเหตุผลอยู่
พุทธธรรมโปรดสรรพชีวิต จะเลือกชั้นวรรณะได้อย่างไร
แม้เป็นมาร ก็ยังควรปฏิบัติด้วยความเสมอภาค
เพียงแต่…เมื่อนึกถึงพรรคมาร ภาพอดีตแห่งโลหิต และความพินาศก็ยังทำให้ใจเขาหวั่นไหวมิคลาย
ขณะนั้นเอง ชิวซื่ออันหัวเราะกล่าว
“ดี ดีมาก ในเมื่อเจ้าจะสอน ข้าก็จะเรียน”
“เช่นนั้น เจ้าก็ฆ่าพระจากวัดมหาพรหมพวกนี้เสียก่อน”
“ให้ข้าได้เห็นว่าวรยุทธ์ของเจ้าสูงส่งเพียงใด”
คำพูดนี้ทำให้เจี้ยหมิง และเจี้ยฮุยที่ยังมึนงงอยู่ก่อนหน้า รีบมองเจียงหรานอย่างระแวดระวัง
แต่เจียงหรานกลับไม่มองพวกเขาเลย เดินตรงไปยังประตูเหล็ก
“ข้าสอนวิชา ไม่อาศัยการฆ่าคน”
“เจ้าอยากเรียน ก็ไม่มีปัญหาข้าจะออกไปสอนเจ้าเดี๋ยวนี้”
กล่าวจบ เขาประสานสองฝ่ามือ
พลังมังกรโคจรทั่วร่าง เส้นลมปราณไหลเชี่ยวกราด ราวเสียงมังกรคำรามกึกก้อง
ตูม!!!
แรงระเบิดสะเทือนเลือนลั่น พื้นดินสั่นไหวไม่หยุดหย่อน
แม้แต่เพดานด้านบน ยังแตกพัง เศษหินร่วงหล่นลงมา
แต่ประตูเหล็กบานนั้น… กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
“ไม่จริงกระมัง”
องค์หญิงใหญ่หันมามองเจียงหราน
“แม้แต่เจ้า…ก็ยังเปิดไม่ได้หรือ”
เจียงหรานครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ต้องยอมรับเลยว่ามิใช่เรื่องง่ายจริงๆ ให้ข้าลองอีกสักครั้งเถิด”
เขากำลังจะลงมือเป็นครั้งที่สอง เสียงของชิวซื่ออันก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าไม่เข้าใจภาษาคนหรืออย่างไร”
“ก่อนเข้าไป ข้าก็บอกพวกเจ้าแล้วว่า ประตูบานนี้หนาถึงครึ่งเชียะ หล่อจากเหล็กเย็นทั้งบาน”
“แข็งแกร่งไร้เทียมทาน!”
“ต่อให้วรยุทธ์สูงส่งเพียงใด ก็อย่าหวังจะหลบหนีออกมาได้…เจ้า…”
ยังไม่ทันกล่าวจบ เจียงหรานก็ซัดฝ่ามือที่สองออกไปแล้ว
ตูม!!
เสียงระเบิดสะเทือนแก้วหูดังสนั่น
แต่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เจียงหรานซัดฝ่ามือต่อเนื่อง ไม่หยุดพัก อีกสามฝ่ามือติดๆ กัน
เมื่อถึงฝ่ามือที่สาม องค์หญิงใหญ่ก็เห็นชัดว่าประตูเหล็กเบื้องหน้า…ยุบตัวลงแล้ว
มิใช่เพียงรอยฝ่ามือแต่เป็นทั้งบานที่บุ๋มเว้าเข้าด้านใน
และฝ่ามือของเจียงหรานยังไม่หยุดรอยบุ๋มลึกขึ้นเรื่อยๆ ประตูทั้งบานเริ่มบิดงอ
ภายในยังมีเสียง กร๊อบแกร๊บ ดังขึ้นไม่ขาดสาย
เห็นได้ชัดว่า กลไกทั้งหมดด้านในถูกพลังฝ่ามือทำลายเสียสิ้นแล้ว
“น่าสนใจจริงๆ!”
มุมปากของเจียงหรานยกยิ้มเล็กน้อย
เขาหมุนเวียนลมปราณภายในรู้สึกว่าปราณไหลเวียนดั่งคลื่นทะเลราวคลื่นยักษ์ซัดถาโถมอยู่ในร่าง
พลังฝ่ามือที่ปะทุออกมา หากซัดใส่คนผู้หนึ่ง ป่านนี้คงกลายเป็นหมอกเลือดไปแล้ว
แต่ในยามนี้กลับทำได้เพียงบีบอัดประตูเหล็กให้ยุบตัวลงเท่านั้น
นี่คือช่วงเวลาน้อยครั้ง ที่เจียงหรานรู้สึกสะใจอย่างแท้จริง
ทว่าเขาสะใจ ประตูบานนั้นกลับใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
แรงสั่นสะเทือนส่งขึ้นมาจากพื้นเพดานเหนือศีรษะก็เริ่มต้านรับไม่ไหวเศษหินร่วงหล่นลงมาเป็นระยะ
ครานี้ ชิวซื่ออันไม่อาจรักษาความสงบได้อีกต่อไป
แม้มองไม่เห็นสีหน้า แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ไม่เคยมีมาก่อน
“หยุด! เจ้ารีบหยุดเดี๋ยวนี้!!”
“พระอาจารย์เจี้ยเอ๋อ เจ้ารีบหยุดเขาเร็ว!”
“หรือเจ้าตั้งใจจะปล่อยให้มารร้ายออกสู่ยุทธภพ เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ตามใจชอบหรือ!”
เจี้ยเอ๋อได้ยินดังนั้น ไม้เท้าในมือสั่นสะท้าน เขาเงยหน้ามองเจียงหราน
“คุณชายเจียง…”
เจียงหรานไม่รอให้เขาพูดจบเอ่ยขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“ข้าแนะนำให้ท่านยืนดูอยู่ตรงนั้น อย่าทำสิ่งใดเลย”
“ตัวข้าในฐานะรองประมุขมาร ยังไม่เคยทำร้ายท่านแม้แต่น้อย”
“แต่ชิวซื่ออันกลับคิดใช้ท่านเป็นเครื่องมือเรียนวิชาฟาดฟ้าพิฆาตราตรี”
“หากท่านแยกแยะถูกผิดไม่ได้ถึงเพียงนี้…”
“เช่นนั้น ต่อให้ตายก็ไม่ควรค่าให้เสียดายหรอก”
“อาตมา…”
เจี้ยเอ๋อพูดไม่ออก
คำพูดของเจียงหราน ล้วนเป็นความจริง
แต่ท้ายที่สุด เขาก็ถอนหายใจยาว
“น่าเสียดาย…นับแต่อดีตกาลมา ฝ่ายธรรมะกับฝ่ายอธรรมไม่อาจอยู่ร่วมกันได้”
“คุณชายเจียง ท่านคือรองประมุขมาร และจะเป็นประมุขมารในอนาคต”
“คนเช่นท่าน…อาตมาไม่อาจปล่อยให้หลุดพ้นออกไปได้ง่ายๆ”
กล่าวถึงตรงนี้ เขาก้าวไปข้างหน้า ตะโกนก้อง
“ศิษย์น้องทั้งสอง ช่วยข้า!!!”
เจี้ยหมิง เจี้ยฮุยสบตากัน พร้อมกันยกฝ่ามือ วางลงบนแผ่นหลังของเจี้ยเอ๋อ
ลมปราณหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม้เท้าในมือเจี้ยเอ๋อหลุดลอยออกไป
พุ่งกระแทกใส่แผ่นหลังของเจียงหรานโดยตรง
“รนหาที่ตาย!!!”
หวังเหิงคำรามต่ำ ก้าวขึ้นหน้า กระบี่ในมือฟาดลงจากเบื้องบน
เคร้ง!
คมกระบี่ปะทะกับไม้เท้าโดยตรง
แต่ไม้เท้านั้น เป็นพลังรวมของพระสามรูป ต่อให้หวังเหิงเป็นลำดับหนึ่งแห่งเรือนถามวิญญาณก็ยังต้องถอยหลังไปหนึ่งก้าว
เขากดฝ่ามือซ้ายลงบนสันกระบี่ ออกแรงกดลงอย่างรุนแรง
ฉึก!!!
ประกายไฟสาดกระเด็น ไม้เท้าถูกผ่าขาดออกเป็นสองท่อนอย่างเรียบกริบ
ท่อนไม้กระเด็นชนผนัง ก่อนจะเด้งกลับลงพื้นเสียดสีกับหิน เกิดประกายไฟเป็นสาย บิดงอเสียรูป
ในเวลาเดียวกันนั้น ประตูเหล็กถูกเจียงหรานเปิดออก เป็นช่องกว้างกว่าครึ่งเชียะ
คนที่รูปร่างผอมหน่อย บัดนี้ก็สามารถมุดออกไปได้แล้ว
แต่ฝ่ามือของเจียงหรานยังคงหนักหน่วงขึ้นทุกครั้ง
คนผอมมุดได้ก็จริง แต่สองพี่น้องตระกูลเยี่ย แม้จะผอมทว่าในส่วนที่ควรมีเนื้อ ก็หาได้น้อยไม่
หากเป็นเช่นนี้เกรงว่าจะติดอยู่กลางประตู เข้าออกไม่ได้
ครั้นเจียงหรานหมุนฝ่ามือสองข้างกระแสลมอำมหิตก็รวมตัวขึ้นในฝ่ามือ
จากนั้นผลักออกไปตามแรง
กร๊อบ! กร๊อบ!
เสียงแตกหักดังขึ้นจากทุกทิศตามมาด้วยเสียงระเบิดสนั่น
ชั่วพริบตาเดียว ประตูเหล็กทั้งบานถูกฝ่ามือนี้ซัดปลิวกระเด็นออกไป
ประตูบานนั้น ทั้งหนา ทั้งหนัก และอัดแน่นอย่างยิ่ง
ลอยออกไปได้เพียงราวสองจั้งก็ร่วงลงอย่างรุนแรง กระแทกพื้นจนฝุ่นควันฟุ้งกระจาย
ถ้ำทั้งแห่งถูกทำลายจนยับเยิน
เจียงหรานก้าวออกมา กวาดตามองไปรอบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางเอ่ย
“คุณชายรอง เจ้าอยู่ที่ใดหรือ”
“ก่อนหน้านี้ เรามิได้ตกลงกันไว้หรือ ว่าข้าจะออกมา…สอนวิชาให้เจ้า”
รอบด้านเงียบงัน ไม่มีเสียงของชิวซื่ออันอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าเจียงหรานซัดประตูเหล็กหลุดออกมาได้จริง ชิวซื่ออันแทบอยากตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด
หากเขาตาย ต่อให้เจียงหรานเก่งกาจเพียงใดก็ไม่มีวันจับคนตายได้
แต่น่าเสียดาย… เขายังมีชีวิตอยู่
และจากการที่สามารถเฝ้าดูเหตุการณ์ภายในห้องขังได้ก็หมายความว่า เขาอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากนัก
ในยุคนี้ ไม่มีสิ่งใดเรียกว่ากล้องตรวจจับ เขาคงเพียงเจาะรูเล็กๆ ไว้ตามผนังสองข้างหรือไม่ก็อยู่ด้านบน
สายตาของเจียงหรานกวาดมองไปตามอุโมงค์ก็พบร่องรอยในไม่ช้า
กำลังจะก้าวไปข้างหน้า เสียงของเจี้ยเอ๋อก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“คุณชายเจียง…โปรดหยุดก่อน”
เจียงหรานหันกลับไปมอง
พระทั้งสามรูปอยู่ในสภาพยับเยิน
หวังเหิงมิใช่คนที่ใครจะรับมือได้ง่าย วิชาฟาดฟ้าพิฆาตราตรีก็ไม่ใช่วิชาสามัญธรรมดา
ก่อนหน้านี้ กระบี่ผ่าไม้เท้าขาดครึ่งท่อน คมกระบี่ยังไม่สลาย
พระทั้งสามต้องงัดทุกกลเม็ดออกมา จึงเอาชีวิตรอดได้
หากมิใช่เพราะหวังเหิงเห็นว่าพวกเขามากับเจียงหรานคงไม่มีใครรอดชีวิต
บัดนี้ พระทั้งสามอาบเลือด ยืนขวางอยู่ตรงนั้นยังคิดจะหยุดยั้งเจียงหรานอีก
เจียงหรานทอดสายตามองพวกเขา ถอนหายใจ
“ชิวซื่ออันเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เช่นนี้”
“พระอาจารย์เจี้ยเอ๋อ ท่านไม่คิดจัดการเขา”
“กลับมาคอยจ้องเล่นงานข้า นี่คือเหตุผลใด”
“…เพราะท่านเป็นรองประมุขมาร”
“แล้วอย่างไรเล่า”
“พรรคมาร…คือความชั่วร้ายของโลก”
“แม้พระพุทธองค์เห็นเข้า ก็ยังต้องเผยพักตร์พิโรธ!”
เจี้ยเอ๋อประสานมือ
“ดังนั้น วันนี้ หากท่านไม่ฆ่าอาตมา…”
“ก็ต้องเป็นอาตมาฆ่าท่าน”
เจียงหรานครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“ข้าไม่ถือสาหากต้องฆ่าคน…”
“แต่ก่อนลงมือ ข้าอยากถามให้ชัดเจนเสียก่อน”
“พุทธมีพักตร์พิโรธ ย่อมมีด้านมารได้”
“มารแม้ดุร้าย ก็ใช่ว่าจะไร้ด้านพุทธ”
“ความดีความชั่ว เป็นเพียงสิ่งเปรียบเทียบเท่านั้น”
“ต่อให้เป็นพรรคมาร ก็ยังมีทั้งคนดี และคนชั่ว”
“ท่านกล่าวว่า พุทธธรรมกว้างใหญ่โปรดผู้มีวาสนา”
“แต่กลับไม่ยอมให้พรรคมารทำความดี”
“ไม่ว่าอย่างไร เพียงพบเจอก็ต้องเป็นความตาย”
“เช่นนั้น ข้าขอถาม”
“หากคนของพรรคมารตั้งใจทำดี แต่ถูกพวกท่านบีบคั้นจนต้องผิดศีลฆ่าคน”
“บาปกรรมนั้น ใครเล่าจะเป็นผู้รับผิดชอบ”
“หากอาตมาผิด ย่อมมีพระพุทธองค์เป็นผู้สั่งสอน”
เจี้ยเอ๋อประสานมือแน่น
“แต่บัดนี้ พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใด สิ่งที่เห็นมีเพียงมาร”
“เมื่อเห็นมาร…ย่อมต้องปราบมาร!!!”
“……”
เจียงหรานถอนหายใจ
เขาพบว่ากับคนเช่นนี้ต่อให้พูดอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ภาพลักษณ์ของพรรคมารโหดเหี้ยมอำมหิต สั่งสมกันมานาน จนกลายเป็นภูเขาสูง
สูงเสียจนพระรูปนี้ ไม่พูดถึงเมตตา เห็นพรรคมารก็เผยพักตร์พิโรธในทันที
ดังนั้น เจียงหรานจึงยิ้มอย่างจนใจ
“ท่านรู้หรือไม่…”
“บัดนี้ สภาพของเราสองคน คงตรงกับคำชาวบ้านว่า…”
“ข้าให้หน้าท่าน แต่ท่านไม่รับหน้า”
“ในเมื่อท่านรนหาที่ตายเอง เช่นนั้น ข้าจะสนองให้ก็แล้วกัน”
คำพูดจบลง เจียงหรานก้าวไปข้างหน้า ฝ่ามือหมุนหนึ่งครั้ง
อื้ออึง!
แรงสั่นสะเทือนแผ่ไปทั่ว
กร๊อบแกร๊บ! เสียงแตกละเอียดดังขึ้นรอบกาย
ก้อนหินเล็กๆ แตกสลายเป็นผง พระทั้งสามรู้สึกราวกับตกอยู่ท่ามกลางฝ่ามือนับพัน
ฝ่ามือเหล่านี้ฉุดรั้ง ลากดึงร่างกายของพวกเขา
เจี้ยเอ๋อคำรามก้อง
“พุทธธรรมไร้ขอบเขต!!!”
สองมือประสานกลางอกปรากฏสัญลักษณ์สวัสดิกะสีทองจางๆ เป็นภาพสะท้อนของกำลังภายใน
เจียงหรานแทบอยากสบถว่า ช่างเว่อร์วังเสียจริง
แต่ในขณะเดียวกัน ปราณในเส้นลมปราณเร้นลึกภายในร่างกลับถูกพลังพุทธนี้กระตุ้นขึ้น
ชั่วพริบตาเดียวเปลวเพลิงมารอันมหาศาล ปะทุขึ้นทั่วร่างเจียงหราน!!!
ความหวาดกลัวไร้ขอบเขต ก่อกำเนิดขึ้นในใจของทุกคนในที่นั้นทันที
แม้แต่เยี่ยจิงซวง เยี่ยจิงเสวี่ย และองค์หญิงใหญ่ก็ไม่อาจหลีกพ้น
ส่วนหวังเหิงในเสี้ยววินาทีนั้นทรุดเข่าลงกับพื้นดังพลั่ก!