- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 175: ตรุษจีนปี 1977 มาถึงแล้ว
บทที่ 175: ตรุษจีนปี 1977 มาถึงแล้ว
บทที่ 175: ตรุษจีนปี 1977 มาถึงแล้ว
แฝดชายหญิงงั้นเหรอ?
จ้านอวี้หมิ่นยกนิ้วขึ้นมาแคะหู นี่หล่อนหูฝาดไปเองหรือเปล่าเนี่ย?
ทว่าพยาบาลก็พูดทวนซ้ำอีกรอบ คราวนี้หล่อนได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู เป็นคำว่า 'แฝดชายหญิง' จริงๆ ไม่มีทางฟังผิดแน่นอน ตอนนี้เอง ฟู่เส้าตั๋วก็ก้าวเข้าไปหา หวังจะรับเด็กจากมือพยาบาล
พยาบาลปรายตามองเขาแวบหนึ่งแล้วถามว่า "อุ้มเป็นไหมคะ?"
ฟู่เส้าตั๋ว: "..."
"เขาอุ้มไม่เป็นหรอกค่ะ ส่งเด็กมาให้พวกเราเถอะ"
อวี๋เฟิ่งเจียกับเก๋อหมิงลี่เดินเข้าไปรับเด็กมาอุ้มไว้ในอ้อมอกกันคนละคน
จ้านอวี้หมิ่นรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูในห่อผ้าอ้อม เด็กน้อยทั้งสองกำลังหลับสนิท ดูจากหน้าตาก็มองออกชัดเจนเลยว่าคนไหนเด็กผู้หญิง คนไหนเด็กผู้ชาย ตัวแดงๆ นุ่มนิ่มน่ารักน่าชังกันทั้งคู่เลย
"เด็กผู้ชายหน้าตาเหมือนน้องเล็ก ส่วนเด็กผู้หญิงหน้าเหมือนน้องเขยเป๊ะเลย" อวี๋เฟิ่งเจียเอ่ยขึ้น
จ้านอวี้หมิ่นเพ่งมองดูดีๆ อีกรอบ ก็เห็นว่าเหมือนจริงๆ ด้วย
"โบราณเขาว่าไว้ไม่ใช่เหรอ ลูกสาวจะเหมือนพ่อ ลูกชายจะเหมือนแม่" หลานที่เกิดจากลูกสาวตัวเอง จ้านอวี้หมิ่นมองยังไงก็ยิ่งหลงรัก
อีกด้านหนึ่ง ฟู่เส้าตั๋วกำลังถามไถ่อาการของเจียงชิ่นจากพยาบาล
"ภรรยาผมเป็นยังไงบ้างครับ เมื่อไหร่เธอถึงจะออกมาได้?"
พยาบาลเม้มปากอมยิ้ม "ต้องรอดูอาการอีกสักพักค่ะ แล้วถึงจะเข็นไปที่ห้องพักฟื้น คุณรออยู่ข้างนอกก่อนนะคะ ถึงเวลาค่อยมาช่วยกันเข็นเตียง"
ปกติผู้ชายทั่วไปร้อยทั้งร้อยล้วนแต่รีบวิ่งไปดูลูกกันทั้งนั้น ใครจะมีกะจิตกะใจมาถามไถ่เรื่องภรรยาเล่า
ก็คงมีแต่หัวหน้าฟู่นี่แหละ ที่ยังคอยห่วงใยภรรยาอยู่ตลอด
สองสามีภรรยาคู่นี้รักกันดีจริงๆ จนพยาบาลอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา
ตอนที่เจียงชิ่นถูกเข็นตัวออกมาจากห้องคลอด จ้านอวี้หมิ่นกับพี่สะใภ้ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ตรงนั้น มีเพียงฟู่เส้าตั๋วคนเดียวที่ยืนรออยู่หน้าประตู
ตอนนี้เจียงชิ่นเหนื่อยล้าจนไม่มีเรี่ยวแรงจะพูด เธอสบตากับฟู่เส้าตั๋ว และมองเห็นความปวดใจอย่างสุดซึ้งฉายชัดอยู่ในดวงตาของเขา
"ลำบากคุณแล้วนะ"
น้ำเสียงตอนที่เขาพูดนั้นแหบพร่า ราวกับคนที่เหนื่อยล้ามาอย่างยาวนาน
เจียงชิ่นจินตนาการออกเลยว่าตอนที่เธออยู่ในห้องคลอด เขาคงจะร้อนใจและเป็นห่วงเธอมากแค่ไหน
เธอส่งยิ้มอ่อนแรงกลับไปให้เขา
เจียงชิ่นนอนพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลห้าวันเต็มๆ
ความจริงตั้งแต่นอนได้สามวัน เธอก็รู้สึกว่าร่างกายตัวเองฟื้นฟูจนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
แต่ฟู่เส้าตั๋วไม่ยอม ไม่ใช่แค่เขาที่ไม่ยอม แม้แต่จ้านอวี้หมิ่นกับพี่สะใภ้ทั้งสองคนก็ประสานเสียงคัดค้าน
เจียงชิ่นจึงต้องจำยอมนอนพักที่โรงพยาบาลต่ออีกสองวัน
ในวันที่สี่ของการพักฟื้น แม่ของฟู่เส้าตั๋วก็เดินทางมาจากปักกิ่ง
ความจริงแม่ของเขาอยากจะมาหาตั้งนานแล้ว แต่ติดตรงที่เมื่อเดือนก่อน ฟู่ซานเกิดอุบัติเหตุระหว่างทำงานจนขาหัก หล่อนจึงต้องคอยดูแลอยู่ที่บ้าน พอขาของฟู่ซานหายดี หล่อนก็รีบตรงมาที่ฟาร์มตงอันทันที
คิดไม่ถึงเลยว่าพอมาถึง จะได้เจอกับเด็กทารกถึงสองคน ไม่เคยได้ยินสองสามีภรรยาบอกมาก่อนเลยว่าได้ลูกแฝด
พอเห็นสีหน้าตกตะลึงของแม่สามี เจียงชิ่นก็ยิ้มพลางอธิบาย "ความจริงพวกเราเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันค่ะ ตอนฝากครรภ์ หมอก็แค่เจาะเลือดดูว่าปกติดีไหมเท่านั้นเอง"
เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วเคยคุยกันเล่นๆ ว่าอยากได้ลูกชายหรือลูกสาว ตอนนั้นทั้งคู่คิดตรงกันว่าจะเป็นเพศไหนก็ได้ ขอแค่ลูกคลอดออกมาสุขภาพแข็งแรงก็พอแล้ว ใครจะไปคิดล่ะว่าจะโชคดีได้ลูกชายลูกสาวมาพร้อมกันในคราวเดียวแบบนี้
ช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ ท้องของเจียงชิ่นป่องใหญ่ขึ้นมาราวกับเป่าลูกโป่ง ใหญ่กว่าตอนที่เหอชุนผิงกับอู๋ตานท้องซะอีก แต่เพราะไม่มีใครมีประสบการณ์เรื่องครรภ์แฝดมาก่อน ก็เลยไม่มีใครเอะใจไปในทางนั้นเลย
เหอชุนผิงเคยพูดติดตลกอยู่เหมือนกันว่าท้องใหญ่เบ้อเริ่มขนาดนี้ หรือว่าข้างในจะมีเด็กสองคน
แต่พูดจบแล้วก็ผ่านไป ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นจริงจัง
ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าข้างในจะมีสองคนอยู่จริงๆ
ระหว่างที่พักฟื้นอยู่โรงพยาบาล คนของทีมเจ็ดและเพื่อนร่วมงานจากแผนกประชาสัมพันธ์ต่างก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเจียงชิ่น ไม่ว่าใครพอเห็นว่าเจียงชิ่นคลอดลูกแฝดชายหญิง ต่างก็ต้องยืนอึ้งตะลึงงันไปตามๆ กัน
เหอชุนผิงยิ่งช็อกหนักกว่าใครเพื่อน "ตอนนั้นฉันก็แค่พูดแซวเล่นเฉยๆ ใครจะไปคิดล่ะว่าจะเป็นแฝดจริงๆ น่ะ"
เจียงชิ่นหัวเราะ "ต้องขอบคุณวาจาศักดิ์สิทธิ์ของพี่เลยนะเนี่ย มาทีเดียวสองคนแบบนี้ ฉันทุ่นแรงไปได้เยอะเลยล่ะ"
การคลอดลูกมันช่างทรมานแสนสาหัส ในเมื่อได้ทั้งลูกชายลูกสาวครบถ้วนในคราวเดียวแล้ว เจียงชิ่นก็ตั้งปณิธานแน่วแน่เลยว่า วันข้างหน้าจะไม่มีทางยอมมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้อีกเด็ดขาด
จ้านอวี้หมิ่นยังต้องกลับไปทำงาน ตอนแรกหล่อนกะว่ารอเจียงชิ่นอยู่ไฟเสร็จแล้วก็จะเดินทางกลับ
แต่พอเห็นหลานแฝดสองคน หล่อนก็ชักจะไม่วางใจให้แม่สามีของเจียงชิ่นรับมือดูแลเพียงลำพัง
ถึงยังไงแม่ของฟู่เส้าตั๋วก็อายุมากแล้ว เรี่ยวแรงอาจจะไม่พอ ถ้าเกิดคลาดสายตาไปแค่นิดเดียวแล้วหลานเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง
สุดท้าย จ้านอวี้หมิ่นจึงส่งโทรเลขไปที่โรงพยาบาล เพื่อขอลางานต่ออีกสามเดือน
พอมีทั้งแม่ตัวเองและแม่สามีมาช่วยดูแลแบบนี้ เจียงชิ่นก็เบาแรงไปได้เยอะเลย
ตลอดช่วงเวลาอยู่ไฟ เธอได้รับการดูแลบำรุงรักษาร่างกายเป็นอย่างดี เพราะเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่บอกไว้ว่าช่วงอยู่ไฟต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นวันข้างหน้าโรคภัยจะถามหาได้ง่ายๆ
ตลอดทั้งเดือนนี้ เจียงชิ่นไม่กล้าแม้แต่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะกลัวว่าจะทำให้สายตาอ่อนล้า
จนกระทั่งออกจากการอยู่ไฟนั่นแหละ เธอถึงได้กล้าหยิบหนังสือขึ้นมาทบทวนบทเรียนต่อ
ตอนนี้เป็นช่วงปลายปี 1976 แล้ว เหลือเวลาอีกเพียงสิบเดือนเท่านั้นก็จะถึงช่วงเวลาการฟื้นฟูการสอบเกาเข่า ในปี 1977
เธอตั้งใจจะเข้าร่วมการสอบเกาเข่าในช่วงปลายปี 1977 ดังนั้นเธอจะต้องใช้เวลาตลอดหนึ่งปีนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อทำความฝันที่ยังไม่สำเร็จในชาติที่แล้วให้เป็นจริง นั่นคือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปักกิ่งให้ได้
เมื่อคราวก่อนที่ระบบประกาศภารกิจ บอกไว้ว่ายิ่งหว่านเมล็ดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ผลปรากฏว่าทั่วทั้งฟาร์มตงอันล้วนปลูกแต่เมล็ดพันธุ์ซูเปอร์กันหมด แต่เจียงชิ่นกลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไรในตัวเองเลยสักนิด
พอเธอลองเอ่ยปากถามระบบ น้ำเสียงกวนๆ ที่มันตอบกลับมาทำเอาเธออยากจะเตะมันสักป๊าบ
[โฮสต์เพิ่งจะหว่านเมล็ดไปได้เท่าไหร่กันเชียว ฟาร์มตงอันเล็กๆ แค่นี้ เมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของตงอันก็แทบจะไม่สะดุดตาอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเทียบกับประเทศจีนทั้งประเทศก็ยิ่งมองไม่เห็นฝุ่นเลย แล้วจะให้เกิดความเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่แค่ไหนกันครับ]
เจียงชิ่น: "..."
พื้นที่ฟาร์มตงอันกว้างตั้งสองหมื่นหมู่ (ประมาณ 8,000 ไร่) แต่ระบบดันพูดซะเหมือนเป็นแค่เศษฝุ่น
เจียงชิ่นไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า สเกลการคำนวณและประเมินผลของระบบจะวัดจากระดับประเทศแบบนี้
เล่นเอาเธอถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว
แต่ทว่า ถ้ายอมสังเกตพิจารณาดูให้ดีๆ การเปลี่ยนแปลงมันก็พอจะมีอยู่นิดๆ หน่อยๆ เหมือนกันนะ
อย่างความสามารถในการคำนวณและคิดเชิงตรรกะก็รวดเร็วขึ้น สมองก็ปลอดโปร่งโล่งสบายมากขึ้น
เจียงชิ่นลากฟู่เส้าตั๋วมานั่งติวหนังสือด้วยกัน
การสอบเกาเข่าในปีหน้า พวกเขาสองคนต้องเข้าสอบด้วยกัน และถ้าให้ดีที่สุดก็คือ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งด้วยกันทั้งคู่ให้ได้
พอจ้านอวี้หมิ่นเห็นภาพที่ทั้งสองคนกำลังขะมักเขม้นทบทวนตำรา ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชมด้วยความเอ็นดู "เสี่ยวชิ่นของแม่นี่รักการเรียนที่สุดเลยนะ นึกถึงเมื่อก่อนตอนที่... อะแฮ่ม"
พอนึกถึงผลการเรียนอันแสนห่วยแตกในอดีตของลูกสาว จ้านอวี้หมิ่นก็ถึงกับสะอึก โม้ต่อไม่ออกเลยทีเดียว
ส่วนแม่ของฟู่เส้าตั๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ถามแทรกขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เมื่อก่อนทำไมเหรอคะ? สอบได้คะแนนเต็มร้อยทุกวิชาเลยใช่ไหมคะ?"
จ้านอวี้หมิ่น: "..."
ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ พวกเราก็ยังเป็นดองที่ดีต่อกันได้นะคุณพี่
เผลอแป๊บเดียว เทศกาลตรุษจีนก็เวียนมาบรรจบอีกครั้ง
ตรุษจีนปี 1977 นี้ จ้านอวี้หมิ่นกับแม่สามีฉลองเทศกาลกันที่ฟาร์มตงอัน
สภาพที่บ้านจะเป็นยังไงจ้านอวี้หมิ่นไม่มีกะจิตกะใจจะไปสนแล้วล่ะ ถึงยังไงก็มีเจียงลี่อยู่ทั้งคน ก็ปล่อยให้เขาฉลองปีใหม่กับพวกเด็กๆ ไปก็แล้วกัน
ตอนนี้จิตใจของหล่อนจดจ่ออยู่กับหลานชายหลานสาวแฝดสองคนนี้เท่านั้น วันไหนไม่ได้เห็นหน้าหลาน หล่อนก็แทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
ส่วนแม่สามี นี่ถือเป็นปีแรกที่หล่อนไม่ได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่บ้าน หล่อนจึงเขียนจดหมายไปกำชับฟู่ซานสารพัดเรื่อง และบอกให้ลูกสาวไปฉลองปีใหม่ที่บ้านของติงเมิ่งเฟยแทน
ปีนี้ไม่ต้องเดินทางกลับปักกิ่ง เจียงชิ่นก็แอบรู้สึกสบายใจไปได้เยอะเลย
ถึงยังไงปีนี้ก็มีคุณแม่ทั้งสองคนอยู่เป็นเพื่อน แถมยังมีเด็กน้อยเพิ่มมาอีกสองคน บรรยากาศในบ้านจึงครึกครื้นและอบอุ่นสุดๆ
ฟู่เส้าตั๋วเตรียมซื้อคำกลอนมงคล และกระดาษฉลุลายมาล่วงหน้า แล้วนำไปติดไว้ที่ประตูและหน้าต่าง ภายในบ้านจึงอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสิริมงคลของการเฉลิมฉลองปีใหม่ทันที
เจียงชิ่นเย็บเสื้อคลุมสไตล์จีนสีแดงให้เด็กๆ สองคน และยังทำหมวกทรงแตงโมผ่าครึ่งให้คนละใบด้วย เพื่อให้เด็กๆ ได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของเทศกาลปีใหม่บ้าง
นอกจากนี้ เธอยังตัดเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ตัวเองกับฟู่เส้าตั๋วด้วย และก็ไม่ลืมที่จะตัดเสื้อแจ็กเก็ตบุฝ้ายตัวใหม่ให้คุณแม่ทั้งสองคนคนละตัวเช่นกัน คืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ทุกคนในครอบครัวต่างก็สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและเปี่ยมไปด้วยความสุขกันถ้วนหน้า
ปีนี้ครอบครัวของเหอชุนผิงเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกันหมด
ส่วนบ้านของอู๋ตาน มีแค่หลัวเป่าหมินที่เดินทางกลับบ้านเกิดไปคนเดียว อู๋ตานจึงอยู่บ้านกับลูกสาว
การที่สองแม่ลูกต้องอยู่ฉลองเทศกาลกันตามลำพังมันดูเงียบเหงาเกินไป เจียงชิ่นจึงชวนพวกหล่อนมาร่วมฉลองปีใหม่ที่บ้านด้วยกัน มื้ออาหารค่ำในคืนข้ามปี ผู้ใหญ่ห้าคนนั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกันอย่างชื่นมื่นมีความสุข ส่วนเด็กทารกทั้งสามคนพอกินนมจนอิ่มหนำสำราญ ก็พากันนอนหลับปุ๋ยกรนฟี้ๆ อยู่บนเตียงคัง
พอมองดูทารกน้อยที่กำลังทำปากขมุบขมิบนอนหลับปุ๋ยอย่างน่าเอ็นดู หัวใจของเจียงชิ่นก็ถูกเติมเต็มไปด้วยความอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย