- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 161: เขียนต้นฉบับ
บทที่ 161: เขียนต้นฉบับ
บทที่ 161: เขียนต้นฉบับ
เซียวอวี่มองสมุดจดในมือเจียงชิ่น แล้วถามด้วยความอยากรู้ "ช่วงเช้าเธอไปทำอะไรมาเหรอ ทำไมถึงกลับมาเอาป่านนี้ล่ะ?"
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "ฉันออกไปสัมภาษณ์มาน่ะสิ อยากจะเก็บข้อมูลวีรกรรมของบุคคลดีเด่นให้เยอะหน่อย จะเอามาเขียนบทความน่ะ"
เซียวอวี่ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างลังเล "คืออย่างนี้นะ พวกบุคคลดีเด่นของฟาร์มเราน่ะ เคยถูกเขียนถึงไปหมดแล้ว ถ้าจะให้เอาผลงานเดิมๆ มาเขียนตีพิมพ์อีก มันคงไม่ค่อยง่ายเท่าไหร่นะ"
หล่อนนึกว่าวีรกรรมบุคคลดีเด่นที่เจียงชิ่นพูดถึง หมายถึงบรรดาบุคลากรดีเด่นประจำปีของฟาร์ม
ซึ่งเรื่องราวของคนกลุ่มนี้ พวกหล่อนเคยเขียนถึงกันไปหมดแล้ว ขืนเขียนอีกก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่ให้น่าสนใจแล้ว
ถึงแม้ว่าการพูดความจริงออกไปอาจจะไปดับความกระตือรือร้นของเจียงชิ่นลงบ้าง แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่นา ยังไงก็ยังดีกว่าปล่อยให้หล่อนเหนื่อยเปล่าเขียนต้นฉบับจนเสร็จแล้วเอาไปใช้การไม่ได้ล่ะนะ
"ไม่ใช่บุคลากรดีเด่นของฟาร์มเราหรอกจ้ะ" เจียงชิ่นเอ่ยขึ้น
เซียวอวี่อึ้งไปอีกรอบ
จากนั้นก็ได้ยินเจียงชิ่นพูดต่อ "ฉันลงไปที่แปลงนา ไปตามหาสหายอาวุโสหลายๆ ท่าน แล้วก็สัมภาษณ์พวกท่านมาน่ะ พวกท่านอุทิศตนเพื่อชาติเพื่อประชาชนมาทั้งชีวิต ฉันก็เลยอยากจะค้นหาจุดเด่นที่เปล่งประกายจากคนธรรมดาๆ อย่างพวกท่าน แล้วนำมาถ่ายทอดความหมายของการอุทิศตนในอีกมุมมองหนึ่งดูน่ะจ้ะ"
เซียวอวี่ฟังแล้วถึงกับอ้าปากค้าง ผ่านไปพักใหญ่กว่าจะดึงสติกลับมาได้
"เธอไปสัมภาษณ์สหายอาวุโสมาเหรอ? นี่มันเป็นมุมมองที่แปลกใหม่มากจริงๆ ด้วย พวกเราไม่เคยเขียนถึงมุมนี้มาก่อนเลยนะ" สายตาที่หล่อนมองเจียงชิ่นเปลี่ยนไปทันที
มิน่าล่ะ หัวหน้าโจวถึงได้เจาะจงขอตัวเจียงชิ่นให้ย้ายมาทำงานที่นี่ ที่แท้คนเก่งจริง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังเปล่งประกายความเก่งกาจออกมาได้เสมอ
ดูสิ หล่อนเพิ่งจะมาทำงานแค่วันเดียว... ไม่สิ แค่ครึ่งวันเช้า ก็สามารถค้นพบและนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไปได้แล้ว
"มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ?" สายตาของเซียวอวี่ที่จ้องมองมามันตรงแน่วเกินไป จนทำเอาเจียงชิ่นถึงกับขนลุกซู่
ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง จะมาเลื่อมใสศรัทธาอะไรเธอขนาดนั้น?
"เจียงชิ่น ฉันเพิ่งจะเข้าใจก็ตอนนี้นี่แหละ ว่าทำไมหัวหน้าโจวถึงยืนกรานที่จะดึงตัวเธอมาทำงานด้วยให้ได้ เธอรู้ไหม เพื่อที่จะย้ายเธอมา หัวหน้าถึงขั้นบุกไปหาผู้จัดการฟาร์ม แล้วก็ยืนกรานเสียงแข็งขอตัวเธอมาให้ได้เลยนะ"
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?" เจียงชิ่นตกใจไม่น้อย
เธอนึกว่าเป็นทางฟาร์มใหญ่ที่ตกลงใจจะโอนย้ายเธอมาซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าเบื้องหลังจะมีเรื่องราวแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย
ระหว่างที่กำลังคิดเพลินๆ เซียวอวี่ที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้น "พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ คนอื่นเขาไปกันหมดแล้ว"
เป็นอย่างที่หล่อนบอกจริงๆ ภายในออฟฟิศไม่เห็นวี่แววของตู้ฮุยและเฉินเหม่ยฉินแล้ว
เจียงชิ่นพูดด้วยความรู้สึกเกรงใจ "ทำให้เธอต้องมากินข้าวช้าเลย ขอโทษทีนะจ๊ะ"
เซียวอวี่หัวเราะอย่างร่าเริง "ไม่เป็นไรหรอกน่า โรงอาหารมีกับข้าวเตรียมไว้ตลอดแหละ ไม่ใช่ว่าไปช้าแล้วจะอดกินซะหน่อย จะกลัวอะไรล่ะ"
พูดจบหล่อนก็ควงแขนเจียงชิ่น แล้วพากันเดินไปที่โรงอาหาร
โรงอาหารของฟาร์มใหญ่เจียงชิ่นเคยมาแล้ว ครั้งนี้กลับมาอีกจึงคุ้นเคยทางเป็นอย่างดี
โรงอาหารอยู่ห่างจากที่ทำการฟาร์มใหญ่แค่ระยะเดินเท้าประมาณห้านาที ไม่ได้ไกลอะไรเลย
เพราะมาสายนิดหน่อย ภายในโรงอาหารจึงมีคนต่อคิวยาวเหยียด เจียงชิ่นกับเซียวอวี่ต้องยืนรอคิวอยู่เกือบสิบนาที กว่าจะได้ตักข้าว
ระหว่างที่ยืนเข้าคิวรอ เจียงชิ่นก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน
มีพนักงานหญิงเข้ามาทักทายพูดคุยกับเธอเป็นระยะๆ ซึ่งเรื่องที่พูดคุยกันก็หนีไม่พ้นเรื่องงานแสดงศิลปวัฒนธรรมเมื่อคราวก่อนทั้งนั้น
"สหายเจียง รายการที่เธอแสดงมันสนุกมากๆ เลยนะ ฉันชอบสุดๆ ไปเลย"
"สหายเจียง วันหลังจะมีการแสดงแบบนี้อีกไหมเนี่ย ฉันยังอยากดูอีก ยังดูไม่จุใจเลย"
"สหายเจียง แม่สามีฉันพอดูจบก็เงียบกริบไปสองวันเลยนะ ช่วงนี้หล่อนเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย อารมณ์ดีขึ้นตั้งเยอะ"
"การแสดงของพวกเธอมันให้แง่คิดสอนใจได้ดีมากเลยนะ ถ้ามีการแสดงแบบนี้บ่อยๆ ฟาร์มตงอันของเราก็คงจะไม่มีปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้อีกแล้วล่ะ"
……
บรรดาพนักงานหญิงต่างผลัดกันพูดคนละประโยคสองประโยค จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์พูดคุยกันเรื่องการแสดงอย่างออกรส เจียงชิ่นเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าในอนาคตจะมีการแสดงแบบนี้อีกไหม แต่จู่ๆ เธอก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ในเมื่อละครสั้นก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีการประชาสัมพันธ์ งั้นวันข้างหน้าจะสามารถเอามาใช้บ่อยๆ ได้ไหมนะ?
วิธีนี้มันเห็นภาพชัดเจน มีชีวิตชีวา เข้าใจง่าย แถมยังทำให้ทุกคนยอมรับและเปิดใจรับฟังได้ง่ายกว่าด้วย
ระหว่างที่กินข้าว เจียงชิ่นก็เอาแต่ขบคิดถึงความเป็นไปได้ของเรื่องนี้มาตลอด
"คิดอะไรอยู่เหรอ?" เซียวอวี่กลืนข้าวลงคอแล้วเอ่ยถาม
จะโทษที่หล่อนถามก็ไม่ได้ เพราะตั้งแต่เริ่มนั่งลงกินข้าวได้ไม่นาน เจียงชิ่นก็เอาแต่นั่งเหม่อมองกล่องข้าว สติล่องลอยไปไกลถึงไหนต่อไหนแล้ว
พอถูกเซียวอวี่ดึงสติกลับมา เจียงชิ่นก็ยิ้มตอบ "ฉันกำลังคิดอยู่ว่า การใช้การแสดงมาเป็นสื่อในการรณรงค์ระยะยาวมันจะพอเป็นไปได้ไหมน่ะจ้ะ"
เซียวอวี่ถามด้วยความตกใจ "เธอตั้งใจจะทำละครสั้นต่อเหรอ?"
"ใช่จ้ะ ผลตอบรับจากการแสดงคราวที่แล้วมันดีมากๆ แสดงให้เห็นว่ารูปแบบการนำเสนอแบบนี้ได้รับการยอมรับจากทุกคน ถ้าเรานำมาปรับใช้ให้เป็นรูปแบบการรณรงค์แบบตายตัว มันก็น่าจะได้ผลดีมากๆ เลยนะ"
เซียวอวี่พยักหน้าเห็นด้วย "การแสดงรอบที่แล้วมันสนุกมากจริงๆ นั่นแหละ ใครๆ ก็ชอบกันทั้งนั้น ถ้าเอามาใช้เป็นสื่อรณรงค์ มันก็เป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ"
"อืม เดี๋ยวฉันขอคิดทบทวนดูดีๆ อีกที แล้วค่อยเอาไปปรึกษากับหัวหน้าโจวดู ลองดูว่ามันจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน"
เจียงชิ่นรู้ตัวดีว่าตัวเองก็เป็นแค่พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้แค่วันเดียว ยังไงก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรได้อยู่แล้ว ต่อให้ไอเดียจะบรรเจิดแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องรอให้หัวหน้าโจวเป็นคนเคาะอนุมัติอยู่ดี
กินมื้อเที่ยงเสร็จ เจียงชิ่นกับเซียวอวี่ก็ไปล้างกล่องข้าวที่อ่างล้างจาน แล้วทั้งสองคนก็หิ้วกล่องข้าวที่ยังเปียกน้ำอยู่เดินกลับออฟฟิศ
พอไปถึงออฟฟิศ ข้างในก็มีแค่ตู้ฮุยนั่งอยู่เพียงคนเดียว
"เจ้าหน้าที่เฉินล่ะจ๊ะ?" เจียงชิ่นเอ่ยถามลอยๆ
"ตอนเที่ยงพี่เขาจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านน่ะจ้ะ รอถึงเวลาเข้างานตอนบ่ายถึงจะเข้ามา" เซียวอวี่กระซิบข้างหูเจียงชิ่นเสียงเบา
ภายในห้องเงียบสงบมาก ตู้ฮุยกำลังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หลับตาพักผ่อนอยู่ ทั้งสองคนจึงต้องลดเสียงคุยกันให้เบาที่สุด เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนเขา
เจียงชิ่นกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตัวเอง หยิบสมุดจดออกมาจากลิ้นชัก แล้วเริ่มลงมือจัดการข้อมูล
ข้อมูลที่จดมาเมื่อช่วงเช้าล้วนเป็นเรื่องราวที่กระจัดกระจาย ไม่ปะติดปะต่อกัน เธอจำเป็นต้องนำมาประมวลผลใหม่ นำเรื่องราวเหล่านั้นมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ขัดเกลาสำนวนภาษาให้สละสลวย ก่อนจะเรียบเรียงออกมาเป็นต้นฉบับบทความ
ประสบการณ์จากการตีพิมพ์บทความก่อนหน้านี้ ได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลก็ในตอนนี้นี่แหละ
โบราณว่าไว้ ครั้งแรกลองผิดลองถูก ครั้งที่สองย่อมชำนาญ พอได้กลับมาเขียนบทความอีกครั้ง เจียงชิ่นก็รู้สึกได้เลยว่าความเร็วในการเขียนของตัวเองพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แถมบทความที่เขียนออกมาก็ยังดูดีมีระดับกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ โดยเฉพาะพวกหนังสือทฤษฎีต่างๆ ที่เธออุตส่าห์ไปหาอ่านมาเพื่อเตรียมตัวตีพิมพ์บทความรอบที่แล้ว ตอนนี้ก็ถูกงัดเอามาใช้ประโยชน์ได้หมดเลย
คำคมวาทะเด็ดๆ เหล่านั้นถูกสอดแทรกเข้าไปในบทความเป็นระยะๆ ช่วยเพิ่มอรรถรสและสีสันให้บทความดูน่าสนใจขึ้นเป็นกอง
เซียวอวี่นั่งอยู่โต๊ะข้างหน้าเจียงชิ่น ตอนแรกหล่อนก็ฟุบหลับไปบนโต๊ะ
หลับไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง หล่อนก็ลุกขึ้นมาแล้วหันไปมองด้านหลัง
พอเห็นเจียงชิ่นกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรยุกยิกๆ อย่างขะมักเขม้น เซียวอวี่ก็ประหลาดใจสุดๆ
"ตอนเที่ยงเธอไม่นอนพักสักหน่อยเหรอ? เธอกำลังท้องกำลังไส้อยู่นะ ยิ่งต้องพักผ่อนให้เยอะๆ สิ"
เมื่อรู้ว่าหล่อนเป็นห่วง เจียงชิ่นก็ส่งยิ้มให้ "ฉันไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ ปกติตอนกลางคืนฉันก็นอนเร็วอยู่แล้ว วันนึงนอนตั้งสิบกว่าชั่วโมง พอตกเที่ยงก็เลยไม่ค่อยง่วงน่ะ พอดีเพิ่งสัมภาษณ์เสร็จมาหมาดๆ ก็เลยถือโอกาสนั่งเรียบเรียงข้อมูลซะเลย"
พูดจบ เจียงชิ่นก็ก้มหน้าก้มตาเขียนบทความของตัวเองต่อไป
วินาทีนี้เซียวอวี่รู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวเจียงชิ่นจนหมดหัวใจ
เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคนท้อง ไม่จำเป็นต้องหักโหมทำงานหนักขนาดนี้ก็ได้ แต่เจียงชิ่นกลับทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่เกินร้อย มิน่าล่ะ เธอถึงได้เป็นทั้งบุคลากรดีเด่น แล้วก็เป็นถึงแรงงานต้นแบบระดับมณฑล
ขยันขันแข็งทุ่มเทขนาดนี้ ต่อให้จะได้รางวัลเกียรติยศอะไรมา ก็ถือว่าคู่ควรและไม่เกินจริงเลยสักนิด
พอเอาตัวเองไปเทียบกับเจียงชิ่น เซียวอวี่ก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่า ตัวเองดูจะปล่อยปละละเลยและเหยาะแหยะเกินไปหรือเปล่านะ
หล่อนหันกลับไป หยิบสมุดบันทึกการทำงานของตัวเองออกมาตรวจดู ว่ามีตรงไหนขาดตกบกพร่องต้องเพิ่มเติมแก้ไขบ้างไหม
ตู้ฮุยนั่งอยู่เยื้องไปทางด้านหลังของเจียงชิ่น
หลังจากที่เซียวอวี่คุยกับเจียงชิ่นได้ไม่นาน ตู้ฮุยก็ตื่นขึ้นมาเหมือนกัน
เขาไม่ได้นอนพักต่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังทำอะไรอยู่ เจียงชิ่นได้ยินแค่เสียงขีดเขียนดังสวบสาบๆ มาจากทางด้านหลัง แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะตอนนี้สมาธิทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับบทความตรงหน้าเพียงอย่างเดียว