เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 153: สตรีค้ำจุนครึ่งผืนฟ้า

บทที่ 153: สตรีค้ำจุนครึ่งผืนฟ้า

บทที่ 153: สตรีค้ำจุนครึ่งผืนฟ้า


แต่พอได้ยินคนตะโกนบอกว่า ‘เอาอีกๆ’ เจียงชิ่นก็แทบจะหลุดขำออกมา

ร้องเพลงเต้นรำน่ะพอจะเอาอีกรอบได้ แต่ละครสั้นมันจะให้แสดงอีกรอบได้ยังไงกันล่ะ

พวกเจียงชิ่นเตรียมตัวจะลงจากเวที แต่ผู้ชมกลับกระตือรือร้นกันเกินไป สุดท้ายผู้จัดการหลิวจึงต้องออกมารับหน้าแก้สถานการณ์ให้

"เอาอย่างนี้ พวกคุณส่งตัวแทนมาสักคน ร้องเพลงให้ทุกคนฟังหน่อยก็แล้วกัน"

สิ้นเสียงของผู้จัดการหลิว พี่สะใภ้จาง สะใภ้สาว และนักแสดงอีกสามคน ต่างก็พร้อมใจกันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ได้นัดหมาย

"ฉันร้องเพลงเพี้ยนน่ะ"

"ฉันร้องหลงคีย์"

"เสียงฉันเบาเกินไป"

……

เจียงชิ่นที่โดนทิ้งให้ยืนโดดเดี่ยวอยู่แถวหน้าคนเดียว: "..."

ภายใต้ความกระตือรือร้นอันล้นหลามของผู้คน เจียงชิ่นจึงต้องยอมรับปากร้องเพลงให้ทุกคนฟังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตอนที่คนข้างล่างกำลังส่งเสียงเชียร์ เจียงชิ่นก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะร้องเพลงอะไรดี

เพลงในยุคสมัยนี้เธอรู้จักไม่ค่อยเยอะ คิดไปคิดมาก็มีแค่เพลง 《บนแม่น้ำซงฮวา》เพลงเดียว

เพลงนี้เป็นเพลงที่เจียงชิ่นเคยร้องประสานเสียงกับเพื่อนนักเรียนหญิงอีกหลายคน ตอนที่เข้าร่วมงานเทศกาลศิลปวัฒนธรรมของโรงเรียนในอดีต ตอนนั้นเพื่อที่จะคว้าอันดับดีๆ มาให้ได้ พวกเธอต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนักหน่วง เนื้อเพลงก็เลยยังจำได้ขึ้นใจจนถึงตอนนี้

เนื่องจากเป็นเพลงที่ถูกขอให้ร้องกะทันหัน จึงไม่มีการเตรียมเทปดนตรีประกอบมาให้ เธอเลยทำได้แค่ร้องปากเปล่าเท่านั้น แต่นี่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเจียงชิ่นเลย สมัยเรียนมหาวิทยาลัย เธอเคยเป็นถึงนักร้องยอดเยี่ยมท็อปเท็นของมหา'ลัยเชียวนะ แค่ร้องเพลงปากเปล่าจะไปยากอะไร

ประกอบกับต้นทุนน้ำเสียงของเจ้าของร่างเดิมก็ดีมากอยู่แล้ว จึงเหมาะกับการร้องปากเปล่าสุดๆ

เจียงชิ่นขยับฝีเท้า เดินไปยืนอยู่ตรงกลางเวที นักแสดงคนอื่นๆ ก็พร้อมใจกันหลีกทางให้ และถอยร่นไปอยู่ด้านหลัง

เธอยืนอยู่อย่างสง่างามและผ่าเผย ส่งยิ้มสดใสเจิดจ้าให้กับผู้ชมด้านล่าง

"ลำดับต่อไป ฉันขอร้องเพลง 《บนแม่น้ำซงฮวา》 ให้ทุกคนฟังนะคะ"

พูดจบก็โค้งคำนับหนึ่งที

ด้านล่างเวทีเกิดเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก

ไม่นานเสียงร้องก็ดังขึ้น น้ำเสียงที่ทั้งกังวานใสและมีชีวิตชีวากลบเสียงปรบมือด้านล่างจนหมดสิ้น ค่อยๆ ทำให้เสียงปรบมือเงียบลง จนทั่วทั้งหอประชุมเหลือเพียงเสียงร้องอันไพเราะจับใจเพียงเสียงเดียว

เพลง 《บนแม่น้ำซงฮวา》 เป็นเพลงที่พรรณนาถึงภูมิภาคตงอัน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยเฉพาะ ซึ่งเข้ากับบรรยากาศสุดๆ แถมในยุคสมัยนี้ยังจัดว่าเป็นเพลงยอดฮิตติดหู คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในงานต่างก็ร้องเป็นกันทั้งนั้น

ร้องไปได้ครึ่งเพลง คนข้างล่างก็เริ่มมีบางคนฮัมเพลงคลอตามเบาๆ ค่อยๆ มีคนร้องตามเยอะขึ้นเรื่อยๆ เสียงร้องประสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว คลอประสานไปกับเสียงของเจียงชิ่น

แม้แต่ผู้จัดการหลิวกับหลี่ชิ่งหลานก็ยังอดไม่ได้ที่จะร้องตามไปด้วย

เสียงเพลงภายในหอประชุมดังกังวานกึกก้องขึ้นเรื่อยๆ ดังสะท้อนกังวานไปถึงเพดานโดม

เมื่อเพลงจบลง ทั่วทั้งฮอลล์ตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนต่างยังคงดื่มด่ำและซึมซับกับเสียงเพลงเมื่อครู่อย่างไม่รู้จบ

"ดี สหายเสี่ยวเจียงร้องได้ยอดเยี่ยมมาก!"

ผู้จัดการหลิวเป็นคนแรกที่เริ่มปรบมือ คนอื่นๆ ในฮอลล์ถึงเพิ่งตื่นจากภวังค์เสียงเพลง แล้วเริ่มปรบมือตาม

ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเจียงชิ่นจะร้องเพลงได้เพราะและทรงพลังสามารถดึงอารมณ์ร่วมได้ถึงขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถชักนำให้ทุกคนร้องตามกันได้แบบนี้หรอก

นึกไม่ถึงเลยจริงๆ สหายเสี่ยวเจียงไม่เพียงแต่จะมีความสามารถในการทำงานที่ยอดเยี่ยม แต่เรื่องการแสดงศิลปวัฒนธรรมก็ยังเก่งกาจไม่เบา

เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ เป็นคนเก่งที่มีความสามารถรอบด้าน ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!

ตอนนี้เจียงชิ่นถือไมโครโฟน แล้วส่งยิ้มหวานถามคนด้านล่างเวทีว่า "เพลงเมื่อสักครู่นี้ ถือเป็นการขอบคุณทุกท่านที่ชื่นชอบการแสดงละครสั้นของพวกเรานะคะ งั้นเรากลับเข้าเรื่องกันดีกว่า ฉันอยากจะถามทุกคนสักคำว่า การแสดงของทีมเจ็ดเรา สนุกไหมคะ?"

"สนุก!"

ด้านล่างเวทีตะโกนตอบกลับมาอย่างพร้อมเพรียง

"งั้นฉันขอถามทุกคนอีกคำถามนะคะ เมื่อกี้ตอนที่เห็นลูกสะใภ้กำลังท้องกำลังไส้อยากกินเนื้อสักคำ แต่ผลปรากฏว่าแม่สามีกลับแย่งกินจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือไว้ให้เลยสักคำเดียว ทุกคนมีความรู้สึกยังไงกันบ้างคะ?"

"น่าโมโหสุดๆ ไปเลย!"

"ใช้ไม่ได้เลย ได้แม่สามีแบบนี้ ซวยไปแปดชาติ!"

"อยากจะซัดหน้าหล่อนสักหมัด!"

ทุกคนต่างโกรธแค้นแทน มีเสียงด่าทอสารพัด

คุณยายบางคนข้างล่างเริ่มนั่งไม่ติดที่แล้ว

คุณยายเหล่านั้นล้วนแต่เป็นพวกที่ขึ้นชื่อเรื่องการกดขี่ข่มเหงลูกสะใภ้ในชีวิตประจำวัน ไม่ตบตีก็ด่าทอ เป็นพวกที่สามารถป่วนบ้านให้ลุกเป็นไฟได้ทั้งนั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงแม่สามีของอู๋ตานด้วย

ตอนนี้แม่สามีของอู๋ตานรู้สึกนั่งไม่ติดที่เลย ตั้งแต่ละครเพิ่งจะเริ่มแสดง หล่อนก็รู้ตัวแล้วว่ามันคือเรื่องอะไร

นี่มันเรื่องในบ้านของหล่อนไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงถูกเอาไปแสดงประจานบนเวทีซะได้ล่ะ?

แม่สามีของอู๋ตานฝืนทนดูจนจบ ยิ่งดูก็ยิ่งใจสั่นขวัญผวา โดยเฉพาะตอนที่เห็นคนรอบข้างต่างก็ดูไปโมโหไป บางคนถึงขั้นถลกแขนเสื้อเตรียมจะไปซัดคน หล่อนก็ยิ่งกลัวจนหัวหดเข้าไปอีก

อย่าเห็นว่าหล่อนทำตัวกร่างคับบ้านเชียวนะ พอต้องมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ หล่อนก็เป็นแค่คนขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่งเท่านั้นแหละ

พอได้ยินเจียงชิ่นตั้งคำถามบนเวที แล้วทุกคนข้างล่างก็พากันตะโกนตอบเสียงดังฟังชัด แม่สามีของอู๋ตานก็ถึงกับขาอ่อนจนแทบจะฉี่ราดกางเกง

หัวใจของหล่อนสั่นระรัว แม้แต่หน้าก็ยังไม่กล้าเงยขึ้นมา กว่าจะฝืนทนจนเจียงชิ่นพูดจบก็แทบแย่

หล่อนเพิ่งจะยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผาก คิดว่าทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว ทว่าเสียงของเจียงชิ่นก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

"ลำดับต่อไป ขอเชิญหัวหน้าหลี่จากสมาพันธ์สตรีระดับอำเภอขึ้นมากล่าวอะไรกับพวกเราสักหน่อยค่ะ หัวหน้าหลี่ตั้งใจเดินทางมาเป็นพิเศษเพื่อมาให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิการคุ้มครองสตรีและเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ขอเสียงปรบมือต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยค่ะ"

ท่ามกลางเสียงปรบมือต้อนรับ หลี่ชิ่งหลานก็ก้าวขึ้นเวทีไปด้วยสีหน้าขึงขังจริงจัง

หล่อนยืนประจำที่บนเวที แล้วเริ่มให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิการคุ้มครองสตรี ชี้แจงถึงขอบเขตการทำงานของสมาพันธ์สตรีระดับอำเภอ

หลี่ชิ่งหลานเติบโตมาสายงานด้านสตรีโดยตรง ก่อนการปลดแอกประเทศ หล่อนก็ทำงานอยู่ในฐานที่มั่นปฏิวัติมาโดยตลอด

หลังจากปลดแอกแล้ว ก็ย้ายตามสามีมาอยู่ที่ตงอัน ได้เข้าทำงานในสมาพันธ์สตรี จนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของสมาพันธ์ในปัจจุบัน

การทำงานระดับรากหญ้ามาอย่างยาวนานหลายปี ทำให้หล่อนมีทักษะการพูดที่ยอดเยี่ยม มีความรู้เชิงทฤษฎีและประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่แน่นปึ้ก

หล่อนสามารถหยิบยกตัวอย่างเคสต่างๆ ขึ้นมาเล่าได้อย่างคล่องแคล่ว เดี๋ยวก็ให้ความรู้ด้านกฎหมาย เดี๋ยวก็เล่าถึงเคสจริงที่เคยเจอในการทำงาน

ภาษาที่ใช้เรียบง่ายเข้าใจง่าย แถมยังมีชีวิตชีวาและสนุกสนาน ผู้ชมด้านล่างจึงฟังกันอย่างเพลิดเพลิน

สุดท้าย หล่อนก็กล่าวสรุปว่า "... ตอนนี้เป็นยุคสังคมใหม่แล้ว ไม่นิยมธรรมเนียมคร่ำครึแบบเมื่อก่อนอีกต่อไป ท่านผู้นำเคยกล่าวไว้ว่า 'สตรีสามารถค้ำจุนครึ่งผืนฟ้า' สหายหญิงอย่างพวกเราเกิดมาเพื่อเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาสร้างสรรค์ประเทศชาติ ไม่ใช่เกิดมาเพื่อให้ใครมารังแกได้ตามอำเภอใจหรอกนะ

สหายหญิงด้วยกันนี่แหละที่ควรจะเข้าใจความลำบากของสหายหญิงด้วยกันเองให้ดีที่สุด ยิ่งไม่ควรมาสร้างความลำบากใจให้กันเอง ทุกคนต้องสามัคคีกัน กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน แล้วมาร่วมแรงร่วมใจสร้างสรรค์สังคมนิยมไปด้วยกัน...

สุดท้ายนี้ ฉันขอเตือนอย่างจริงจังอีกครั้งว่า พฤติกรรมใดๆ ก็ตามที่เป็นการกดขี่ข่มเหงและทำร้ายผู้อื่น ล้วนต้องรับผิดชอบทางกฎหมายทั้งสิ้น!" ประโยคสุดท้าย หลี่ชิ่งหลานกล่าวอย่างหนักแน่นและทรงพลัง

บรรดาคุณยายหลายคน ซึ่งรวมถึงแม่สามีของอู๋ตานด้วย ต่างก็พร้อมใจกันก้มหน้างุด ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว

เหงื่อเย็นผุดพรายไหลย้อยลงมาบนใบหน้าของแม่สามีอู๋ตาน แต่หล่อนไม่มีแม้แต่กะจิตกะใจจะยกมือขึ้นเช็ด

หลังจากหัวหน้าหลี่พูดจบ ผู้จัดการหลิวก็ก้าวขึ้นเวทีอีกครั้ง

เขาใช้ทักษะปฏิภาณไหวพริบ พูดต่อยอดจากประเด็นของหัวหน้าหลี่ วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงถึงพฤติกรรมอันเลวร้ายที่กดขี่ข่มเหงสหายหญิง ซึ่งเกิดขึ้นภายในฟาร์มแห่งนี้

ลุกลามไปจนถึงการต่อว่าวิพากษ์วิจารณ์สหายชายด้วย

ใช้คำพูดของผู้จัดการหลิวก็คือ ขนาดภรรยาที่อุตส่าห์อุ้มท้องคลอดลูกให้ตัวเองยังปกป้องไว้ไม่ได้ สู้เอาหัวไปโขกกำแพงตายซะยังจะดีกว่า ไอ้พวกไร้น้ำยาเอ๊ย!

หลัวเป่าหมินที่นั่งฟังอยู่ด้านล่างเวที: "..."

ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เอ่ยชื่อเขา แต่ดูเหมือนทุกประโยคจะพุ่งเป้ามาด่าเขาล้วนๆ

หลังจากผู้จัดการหลิวลงจากเวที ก็มาถึงการแสดงรายการสุดท้าย นั่นก็คือการร้องเพลงประสานเสียงหมู่ของฟาร์มใหญ่ในเพลง 《แม่น้ำสายใหญ่》

นี่เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องซ่างกานหลิง นับตั้งแต่ออกฉายก็โด่งดังเป็นพลุแตกไปทั่วทุกสารทิศของประเทศ และยังคงเป็นบทเพลงที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทุกคนมาตลอดหลายปี

เนื้อเพลงมีความงดงามและมีความหมายลึกซึ้ง ท่วงทำนองก็มีความไพเราะและปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม

ท่ามกลางเสียงร้องประสานเสียงอันกึกก้องกังวาน งานแสดงศิลปวัฒนธรรมในครั้งนี้ก็ปิดฉากลงอย่างงดงาม

จบบทที่ บทที่ 153: สตรีค้ำจุนครึ่งผืนฟ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว