- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 134: ฟู่เส้าตั๋วนวดให้เจียงชิ่น
บทที่ 134: ฟู่เส้าตั๋วนวดให้เจียงชิ่น
บทที่ 134: ฟู่เส้าตั๋วนวดให้เจียงชิ่น
"ดื่มสักหน่อยเถอะน่า ยังไงมันก็ไม่มีผลเสียต่อร่างกายหรอก"
สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันยืนกระซิบกระซาบกันอยู่นาน แม่ฟู่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักฟังไม่ถนัดว่าพวกเขาคุยอะไรกัน
เมื่อคิดว่าทั้งสองคนคงกำลังคุยงุ้งงิ้งกันตามประสาคู่รัก พอเห็นว่าทั้งคู่รักใคร่กลมเกลียวกันดี แม่ฟู่ก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วย จึงไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะ
รอจนทั้งสองคนคุยกันเสร็จและเดินมาทางหล่อน แม่ฟู่ถึงได้เอ่ยทัก "เสี่ยวชิ่น มาดื่มน้ำขิงต้มสักหน่อยสิลูก บ้านเราอาจจะหนาวไปหน่อย หนูคงยังไม่ชิน ดื่มเยอะๆ หน่อยนะ จะได้ไม่เป็นหวัด"
เจียงชิ่นแอบหยิกฟู่เส้าตั๋วไปทีหนึ่งอย่างแนบเนียน
ไม่ชินอะไรกันเล่า ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเขาเล่นซนทั้งนั้นแหละ
ถึงน้ำขิงจะชามใหญ่เบ้อเริ่ม แต่เมื่อรู้ว่าเป็นความหวังดีของแม่ฟู่ เจียงชิ่นก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอยื่นมือออกไปรับชามมาถือไว้
"แม่ครับ แม่ไปทำธุระของแม่เถอะครับ ทางนี้เดี๋ยวผมดูแลเสี่ยวชิ่นเอง" ฟู่เส้าตั๋วหันไปบอกแม่ฟู่
"จ้ะ งั้นเดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวก่อนนะ"
เมื่อเห็นเจียงชิ่นดื่มน้ำขิงต้มเข้าไปอึกใหญ่ แม่ฟู่ก็เดินยิ้มร่าออกจากบ้านไปทำกับข้าวที่เตาด้านนอก
เจียงชิ่นประคองชามน้ำขิงต้มแล้วดื่มต่ออีกสองสามอึก
จะว่าไป หน้าหนาวแบบนี้ได้ดื่มน้ำขิงต้มร้อนๆ สักชาม โดยเฉพาะตอนเพิ่งตื่นนอนแบบนี้ มันรู้สึกดีชะมัดเลย
เจียงชิ่นรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของแม่ฟู่มาก เพียงแต่ชามมันใหญ่เบ้อเริ่ม เธอเพิ่งดื่มไปได้ไม่กี่อึกก็แทบจะจุกแล้ว ที่เหลือก็เลยดื่มต่อไม่ไหวจริงๆ
จังหวะที่เธอกำลังลังเลว่าจะฝืนดื่มต่อดีไหม เพราะถึงยังไงแม่สามีก็อุตส่าห์ตั้งใจต้มมาให้ จู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาจากด้านข้าง แล้วแย่งชามใบเขื่องไปจากมือเธอ
เจียงชิ่นหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ ก็เห็นฟู่เส้าตั๋วแหงนหน้าขึ้น ดื่มน้ำขิงต้มที่เหลือรวดเดียวจนหมดเกลี้ยง
เมื่อวางชามลง ฟู่เส้าตั๋วก็เห็นเจียงชิ่นกำลังจ้องมองเขาอยู่ ในดวงตากลมโตคู่สวยนั้นทอประกายอ่อนโยนสุดจะบรรยาย
ฟู่เส้าตั๋วยกมือขึ้นลูบกลุ่มผมสีดำขลับบนศีรษะของเจียงชิ่นเบาๆ ก่อนจะกดเสียงต่ำกระซิบว่า "อย่ามองผมด้วยสายตาแบบนี้สิ ความอดทนของสามีคุณไม่ได้สูงขนาดนั้นหรอกนะ"
ใบหน้าของเจียงชิ่นร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เธอรีบเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาเขา "ฉันไปช่วยแม่ทำกับข้าวดีกว่า"
พูดจบเธอก็รีบจ้ำอ้าวออกไปทันที
ทางฝั่งแม่ฟู่ย่อมไม่มีงานอะไรให้เจียงชิ่นช่วยทำอยู่แล้ว มิหนำซ้ำหล่อนยังเอาแต่ไล่ให้เจียงชิ่นกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องอีกต่างหาก
แต่เจียงชิ่นไม่ยอมกลับเข้าไปตอนนี้หรอก ขืนกลับไปก็ต้องไปทนฟังฟู่เส้าตั๋วพูดจาเลี่ยนๆ ชวนขนลุกพวกนั้นอีก เธอเขินจะแย่อยู่แล้ว เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ เจียงชิ่นก็เลยทอดสายตามองออกไปที่ลานบ้านรวม บังเอิญเห็นฟู่ซานกับติงเมิ่งเฟยเดินเข้ามาด้วยกันพอดี
เจียงชิ่นจึงเดินเข้าไปหาพวกหล่อน
"ติงเมิ่งเฟย" เธอเอ่ยทักทาย
พอติงเมิ่งเฟยเห็นเจียงชิ่น สีหน้าของหล่อนก็ดูทั้งดีใจและลำบากใจในเวลาเดียวกัน
"ขอบใจมากนะสำหรับของขวัญแต่งงาน ฉันชอบมากเลยล่ะ" เจียงชิ่นพูดด้วยรอยยิ้ม
"ฉันก็เพิ่งหัดปักได้ไม่นาน ฝีเข็มอาจจะยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ คุณทนๆ ใช้ไปหน่อยก็แล้วกันนะคะ" ติงเมิ่งเฟยตอบเสียงเบา
"จะพูดแบบนั้นได้ยังไงกัน ฝีมือปักสวยจะตายไป ฉันชอบมากๆ เลยนะ อ้อ จริงสิ เสี่ยวซานบอกว่าในนั้นมีผืนนึง..."
"แค่ก!"
ฟู่ซานกระแอมไอเสียงดังขัดจังหวะ เจียงชิ่นเข้าใจความหมายทันที จึงยิ้มบางๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ
"พี่สะใภ้คะ พี่ออกมาทำไมเนี่ย ข้างนอกออกจะหนาว ไปค่ะ เราเข้าบ้านกันเถอะ"
ฟู่ซานคว้าแขนเจียงชิ่น ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ แล้วกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินกลับไปทางบ้านของตัวเอง
"เสี่ยวซาน เธอจะรีบร้อนอะไรขนาดนี้ พี่กะว่าจะถามติงเมิ่งเฟยเรื่องกินยาซะหน่อย" เจียงชิ่นเอ่ยขึ้น
พูดจบเธอก็เหลียวหลังกลับไปมองทางติงเมิ่งเฟย ก็เห็นว่าหล่อนเดินไปถึงหน้าประตูบ้านตัวเองแล้ว และกำลังจะไขกุญแจเข้าบ้าน
บ้านของติงเมิ่งเฟยอยู่ค่อนข้างใกล้ประตูทางเข้าลานบ้านรวม ส่วนบ้านของแม่ฟู่จะอยู่ลึกเข้าไปอีกหน่อย ทำให้เจียงชิ่นกับฟู่ซานต้องเดินไกลกว่า
ฟู่ซานเองก็เห็นติงเมิ่งเฟยเดินเข้าบ้านไปแล้วเช่นกัน หล่อนจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะยอมปล่อยแขนเจียงชิ่น
"พี่สะใภ้คะ พี่เนี่ยนะ จะให้ฉันพูดยังไงดี เส้นประสาทความรู้สึกพี่จะตายด้านเกินไปแล้วมั้ง"
"ทำไมเหรอ?" เจียงชิ่นถามอย่างไม่เข้าใจ
"ก็พี่เมิ่งเฟยหลงรักพี่ชายฉันมาตั้งหลายปี ถึงพี่เขาจะเห็นว่าพี่เป็นคนดี และยินดีกับความรักของพี่กับพี่ชายฉันจากใจจริง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพี่เขาจะไม่รู้สึกเสียใจหรือเจ็บปวดนี่นา พี่ไม่เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพี่เขาเหรอ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉันนะ ฉันคงตัดใจได้ไม่เร็วเท่าพี่เขาหรอก"
"แต่ว่า... เมื่อวานตอนที่พี่เพิ่งลงจากรถ พี่ก็เห็นติงเมิ่งเฟยส่งยิ้มให้พี่มาจากในฝูงชนนะ"
"ก็เมื่อวานมันวันแต่งงานของพี่ เป็นวันมงคลนี่นา ถ้าพี่เขาไม่ยิ้มให้พี่ จะให้เขาร้องไห้ใส่พี่หรือไง ขืนทำแบบนั้นจริงๆ คนบ้านพี่คงได้รุมทึ้งพี่เขาแน่... แน่นอนว่าที่พี่เมิ่งเฟยยิ้มให้ก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลนี้หรอกนะ พี่เขาตั้งใจจะอวยพรให้พี่จริงๆ นั่นแหละ"
เจียงชิ่นขมวดคิ้ว "ก็หมายความว่า เมื่อวานหล่อนฝืนยิ้มให้พี่ และพี่ก็เข้าใจผิดไปเองสินะ"
ฟู่ซานตอบ "ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ แต่พี่สะใภ้ก็ไม่ต้องคิดมากไปหรอก ถึงพี่เมิ่งเฟยจะดูเป็นคนเงียบๆ เรียบร้อย และดูบอบบาง แต่จริงๆ แล้วพี่เขาเป็นคนเด็ดเดี่ยวนะคะ ถ้าบอกว่าตัดใจ ก็คือตัดใจได้จริงๆ อ้อ พี่เขายังบอกอีกนะว่าอีกไม่กี่วันก็จะเริ่มไปดูตัวแล้ว"
"หล่อนยอมไปดูตัวก็ถือเป็นเรื่องดีแล้วล่ะ แล้วเธอได้ถามหล่อนไหมว่าเริ่มต้มยาตามเทียบยานั้นกินหรือยัง?"
"กินแล้วค่ะ ฉันจะคอยจับตาดูให้พี่เขากินยาเอง พี่สะใภ้วางใจได้เลยค่ะ"
"อืม ยอมกินยาก็ดีแล้วล่ะ"
เจียงชิ่นแอบคำนวณในใจ เทียบยานั้นได้ผลดีมาก อีกไม่นานภารกิจของเธอก็คงจะสำเร็จ และร่างกายของติงเมิ่งเฟยก็จะกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ในที่สุด
เมื่อสองพี่สะใภ้น้องสามีเดินกลับมาถึงบ้าน แม่ฟู่ก็ทำกับข้าวเสร็จพอดี
ครอบครัวนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร
ก่อนจะเริ่มกินข้าว แม่ฟู่ก็ใช้รินชาแทนเหล้า แจกจ่ายให้ทุกคนคนละแก้ว
ถึงแม้จะไม่ใช่ชาที่มีราคาแพงอะไร เป็นเพียงใบชาธรรมดาๆ ทั่วไป แต่กลิ่นก็หอมชื่นใจมากทีเดียว
หล่อนยกแก้วขึ้นมาเป็นคนแรก เพื่อกล่าวต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว พร้อมกับบอกให้เจียงชิ่นถือว่าที่นี่ก็เหมือนบ้านของตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจและทำตัวตามสบาย
เจียงชิ่นยกแก้วขึ้นชนกับแม่ฟู่ แล้วทั้งสองก็ดื่มชาในแก้วรวดเดียวจนหมด
ฟู่ซานกับฟู่เส้าตั๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ร่วมชนแก้วและดื่มชาจนหมดเช่นกัน
มื้ออาหารมื้อนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความอบอุ่นของครอบครัว
ตกดึก ก่อนจะเข้านอน เจียงชิ่นล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็มุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม พอเห็นฟู่เส้าตั๋วล้มตัวลงนอนอีกฝั่ง แล้วขยับเข้ามาทำท่าจะสวมกอด เธอรีบขยับตัวหนีไปด้านหลังทันที
"ไม่ได้นะ คืนนี้ห้ามทำรุ่มร่ามอีกเด็ดขาด ฉันปวดเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย ร่างกายจะแหลกเป็นเสี่ยงๆ อยู่แล้ว"
เจียงชิ่นจ้องมองเขาด้วยสายตาระแวดระวัง
จู่ๆ ฟู่เส้าตั๋วก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วขยับเข้ามาใกล้เธออีกนิด
เจียงชิ่นตกใจรีบจะลุกขึ้นหนี แต่ฟู่เส้าตั๋วก็กดตัวเธอให้นอนลงที่เดิมเสียก่อน
"อยู่นิ่งๆ สิ คุณบอกว่าปวดเมื่อยไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวผมนวดให้"
ที่แท้เขาก็แค่อยากจะนวดให้เธอเองเหรอเนี่ย เธอดันเข้าใจผิดไปซะได้ เจียงชิ่นรู้สึกเขินอายขึ้นมาทันที
เธอถามด้วยความประหลาดใจนิดๆ "คุณนวดเป็นด้วยเหรอ?"
"ก็พอเป็นบ้างครับ เมื่อก่อนเคยเรียนมาจากในกองทัพ ถ้านวดสักหน่อยคุณจะนอนหลับสบายขึ้นนะ"
ฟู่เส้าตั๋วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เจียงชิ่นจึงยอมนอนคว่ำลงอย่างวางใจ
ฝีมือการนวดของเขายอดเยี่ยมมากจริงๆ เพียงไม่นานเจียงชิ่นก็รู้สึกผ่อนคลายสบายตัวจนแทบจะเคลิ้มหลับไป
ฟู่เส้าตั๋วนวดให้เธออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงได้หยุดมือ เขามองดูเจียงชิ่นที่หลับสนิทไปแล้ว มุมปากยกยิ้มขึ้นบางๆ แววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
"นอนหลับให้สบายนะ ฝันดีครับ"
เขาเอ่ยกระซิบเสียงเบา พร้อมกับล้มตัวลงนอนเคียงข้าง แล้วตระกองกอดเจียงชิ่นไว้ในอ้อมอก
คืนนี้เจียงชิ่นหลับสนิทมาก แถมในความฝันเธอยังฝันว่ากำลังทำเรื่องอย่างว่ากับฟู่เส้าตั๋วอยู่อีกต่างหาก พอตื่นขึ้นมาแล้วเห็นผู้ชายคนนี้นอนอยู่ข้างๆ ใบหน้าของเธอก็เห่อร้อนแดงซ่านขึ้นมาทันที
แอบโทษว่าเป็นเพราะคืนก่อนแต่งงานกับเมื่อวานออกกำลังกายหนักไปหน่อยแน่ๆ ถึงได้เก็บไปฝันติดเรทขนาดนั้น
ต้องใช่แน่ๆ เมื่อก่อนเธอไม่เคยฝันอะไรทำนองนี้เลยสักครั้ง
ความเคลื่อนไหวตอนเจียงชิ่นลุกขึ้น ทำให้ฟู่เส้าตั๋วตื่นขึ้นมา เขาปรือตาขึ้น เพียงชั่วครู่ แววตางัวเงียก็แปรเปลี่ยนเป็นกระจ่างใส
"วันนี้เรากลับรถไฟรอบกี่โมงคะ?"
เจียงชิ่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าสองวันมานี้เธอยุ่งวุ่นวายจนแทบจะลืมเรื่องเดินทางกลับไปซะสนิท
ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่วันก่อน เธอยังเฝ้านับวันรอให้ถึงวันกลับอย่างใจจดใจจ่ออยู่เลย
"รถไฟรอบบ่ายครับ คุณนอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะ ไม่เป็นไรหรอก"
เพราะเพิ่งตื่นนอน น้ำเสียงของฟู่เส้าตั๋วเลยแหบพร่าเล็กน้อย
พอได้ยินเสียงนั้น หัวใจของเจียงชิ่นก็เต้นผิดจังหวะ พลันนึกถึงความฝันเมื่อคืนขึ้นมาอีกแล้ว
ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก เธอรีบลนลานลงจากเตียงไปอย่างรวดเร็ว