- หน้าแรก
- ระบบศัลยแพทย์ขั้นเทพ
- บทที่ 631 - คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม
บทที่ 631 - คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม
บทที่ 631 - คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม
บทที่ 631 - คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม
ราชบัณฑิตเซี่ยงและศาสตราจารย์เหอรออยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง หยางผิงถึงจะเดินทางมาถึง รถติดในตัวเมืองช่วงเวลาเร่งด่วนนั้นกินเวลามาก รถทำได้เพียงขยับเขยื้อนไปอย่างช้าๆ เท่านั้น
"ศาสตราจารย์หยางมาถึงแล้วครับ!"
เมื่อเห็นหยางผิงเดินเข้ามาในห้องทำงาน ศาสตราจารย์เหอก็รีบลุกขึ้นต้อนรับทันที
"ศาสตราจารย์หยาง! สวัสดีครับ!"
ท่านราชบัณฑิตเดินตามมาและรีบกุมมือหยางผิงไว้แน่นพลางทักทายอย่างกระตือรือร้น
หยางผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ท่านผู้เฒ่าเซี่ยง?
ท่านราชบัณฑิตไม่เคยเจอหยางผิงมาก่อน แต่หยางผิงเคยเห็นท่านราชบัณฑิตมาแล้วหลายครั้ง สำหรับหยางผิงแล้ว ท่านผู้เฒ่าถือเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี ท่านราชบัณฑิตมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับวงการศัลยกรรมกระดูกมาก มักจะได้รับเชิญให้ไปร่วมงานประชุมวิชาการศัลยกรรมกระดูกประจำปีของมณฑลหนานตูและกล่าวสุนทรพจน์ที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ หยางผิงเองก็นั่งฟังอยู่ข้างล่างนับครั้งไม่ถ้วน และสมัยก่อนเขายังเคยแอบไปขอถ่ายรูปคู่กับท่านราชบัณฑิตมาแล้วด้วย
การไปร่วมงานประชุมวิชาการแล้วขอถ่ายรูปคู่กับคนดัง ก็ไม่ต่างจากการที่ดารานักแสดงไปเดินพรมแดงนั่นแหละ ทั้งหมดก็เพื่อให้มีรูปไปคุยอวดและยกระดับโปรไฟล์ของตัวเอง
ดังนั้นหยางผิงจึงจำได้ทันทีว่านี่คือท่านราชบัณฑิตเซี่ยง เขาจะปล่อยให้ท่านราชบัณฑิตเรียกตัวเองว่า "ศาสตราจารย์หยาง" ได้อย่างไร หยางผิงรีบเข้าไปประคองท่านผู้เฒ่าให้นั่งลง:
"ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงครับ ท่านเรียกผมว่าเสี่ยวหยางเถอะครับ ท่านเรียกผมศาสตราจารย์หยางแบบนี้ ขาผมสั่นไปหมดแล้วครับ"
ศาสตราจารย์เหอตั้งใจจะแนะนำทั้งสองฝ่ายให้รู้จักกัน แต่ท่านอาจารย์กลับตื่นเต้นมากจนไม่รอให้เขาได้แนะนำ ก็เข้าไปกุมมือหยางผิงเสียแล้ว ในเมื่อทุกคนรู้จักกันแล้วเขาก็เลยข้ามขั้นตอนการแนะนำตัวไป
"ศาสตราจารย์หยางก็คือศาสตราจารย์หยาง ในทางวิชาการเราไม่ถือสาเรื่องลำดับอาวุโส สมกับเป็นวีรบุรุษหนุ่มจริงๆ เยี่ยมมาก เยี่ยมจริงๆ" ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงได้พบหยางผิงเป็นครั้งแรก ภาพลักษณ์ที่เห็นช่างตรงกับที่เขาจินตนาการไว้ ทั้งดูมั่นคง มั่นใจ และเปิดเผย แถมยังมีอารมณ์ขันเล็กน้อยด้วย เขาชอบคนหนุ่มแบบนี้มากจริงๆ
หยางผิงยืนอยู่ต่อหน้าศาสตราจารย์อาวุโส ปล่อยให้ท่านราชบัณฑิตพิจารณาตัวเองราวกับคุณปู่ที่กำลังมองดูหลานชาย ซึ่งท่านราชบัณฑิตยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
"อย่ามัวแต่ยืนเลย นั่งสิ นั่งลงคุยกันขาจะได้ไม่สั่น!"
ชื่อของหยางผิงนั้น ท่านราชบัณฑิตได้ยินจากปากของศาสตราจารย์เหอมาจนนับไม่ถ้วน และยังได้ยินจากปากของศาสตราจารย์ซูมาอีกนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน
หยางผิง คนที่เขาเป็นคนนำทีมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์เป็นกรณีพิเศษ
ในวันนี้ ท่านราชบัณฑิตเซี่ยงก็ได้เห็นตัวจริงเสียที
เขารู้สึกดีใจราวกับได้พบญาติพี่น้องที่พลัดพรากกันไปนาน
หากไม่ใช่เพราะช่วงหลายวันนี้เขาได้ศึกษาวิจัยแผนงานของหยางผิง ท่านราชบัณฑิตคงไม่รีบร้อนอยากจะพบหยางผิงขนาดนี้ แต่เมื่อศึกษาจบเขาก็ไม่อาจยับยั้งความดีใจที่ล้นปรี่ได้อีกต่อไป และหวังว่าจะได้เจอหยางผิงในทันที ท่านผู้เฒ่าจึงได้กำชับศาสตราจารย์เหอไว้ว่า หากหยางผิงมาที่ห้องแล็บแพทยศาสตร์ดิจิทัลให้รีบแจ้งเขาทันที
เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว อารมณ์ของท่านราชบัณฑิตก็เริ่มสงบลง
"เมื่อกี้เราคุยกันเรื่องการออกแบบหัวข้อวิจัยของคุณ เรื่องการเพาะเลี้ยงกล้ามเนื้อจากสเต็มเซลล์ ทำไมถึงต้องใส่เรื่องการวิจัยซ่อมแซมเส้นประสาทที่บาดเจ็บเข้าไปด้วยล่ะ? แถมโครงการย่อยนี้ยังได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรไปไม่น้อยเลยด้วย การซ่อมแซมเส้นประสาทกับการโคลนอวัยวะมันดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกันเลยไม่ใช่เหรอ?" ท่านราชบัณฑิตไม่ได้ปิดบังความสนใจที่มีต่อหยางผิงเลย เปิดฉากมาเพียงสามประโยคก็เข้าเรื่องงานวิจัยทันที
"เพราะหากการโคลนกล้ามเนื้อประสบความสำเร็จ แต่นำมาปลูกถ่ายในมนุษย์แล้วกล้ามเนื้อขาดเส้นประสาทมาควบคุม มันก็จะเป็นเพียงเนื้อที่ตายแล้วชิ้นหนึ่งที่ไม่มีฟังก์ชันการใช้งานและไม่มีคุณค่าใดๆ ดังนั้นผมจึงนำงานวิจัยเรื่องเส้นประสาทที่บาดเจ็บมามัดรวมไว้ในหัวข้อเดียวกัน เพื่อให้ในอนาคตเราจะสามารถนำกล้ามเนื้อมาใช้งานในมนุษย์ได้จริงครับ" ความคิดของหยางผิงนั้นเรียบง่าย ในเมื่อเป็นหัวข้อใหญ่ขนาดนี้แล้ว จะเพิ่มเรื่องนี้เข้าไปอีกนิดก็ไม่เป็นไร เลยเหมามัดรวมทำไปทีเดียวเลย
หัวข้อนี้ถ้าไม่ทำก็แล้วไป แต่ถ้าจะทำก็ต้องศึกษาวิจัยให้ครบทุกขั้นตอน
"คุณนี่กะจะเหมาทำทีเดียวเลยสินะ หัวข้อนี้ของคุณน่าจะเดินหน้าด้วยสองเส้นทางพร้อมกันใช่ไหม? ทางฝั่งการพิมพ์สามมิติน่ะ มีงานวิจัยเรื่องการเชื่อมต่อทางชีวภาพโดยใช้การพิมพ์ระดับจุลภาคด้วยใช่ไหม?" ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงต้องการยืนยันการคาดเดาของตัวเอง เพราะการพนันกับศาสตราจารย์เหอยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ
ห้องแล็บแพทยศาสตร์ดิจิทัลรับผิดชอบเพียงงานวิจัยกายวิภาคระดับละเอียดของกล้ามเนื้อเท่านั้น จึงไม่รู้เรื่องงานวิจัยการพิมพ์ชีวภาพสามมิติเลย แต่ท่านราชบัณฑิตอาศัยการวิเคราะห์จากแนวคิดการออกแบบงานวิจัยของหยางผิง จึงคาดการณ์ว่าน่าจะมีงานวิจัยด้านนี้อยู่
หยางผิงพยักหน้า "นี่คือแนวทางหลักของการซ่อมแซมเส้นประสาทที่บาดเจ็บครับ ผมเชื่อว่ามีเพียงการซ่อมแซมในระดับเซลล์เท่านั้น ถึงจะมีความเป็นไปได้ที่จะซ่อมแซมเส้นประสาทที่บาดเจ็บให้กลับมาเหมือนเดิมได้อย่างแท้จริง แนวทางอื่นเป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้นครับ"
ช่างเป็นการมองที่ทะลุปรุโปร่งจริงๆ มีเพียงผู้เชี่ยวชาญระดับท่านผู้เฒ่าเซี่ยงที่คลุกคลีกับการทำกายวิภาคทางคลินิกมาทั้งชีวิตเท่านั้น ถึงจะมองเห็นประเด็นนี้ได้อย่างชัดเจน
บางครั้งการจะตัดสินว่าแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคตทางไหนคือสิ่งที่ถูกต้อง ต้องอาศัยความสามารถในการตัดสินใจที่สูงมาก
และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางคลินิกก็ต้องพึ่งพาความก้าวหน้าของทฤษฎีพื้นฐาน การทะลุขีดจำกัดของทฤษฎีพื้นฐานเพียงอย่างเดียว สามารถนำมาซึ่งการปฏิวัติแนวคิดและวิธีการรักษาที่หลากหลาย
"การซ่อมแซมในระดับเซลล์ ช่างเป็นแนวคิดที่กล้าหาญจริงๆ คุณเคยคิดถึงความยากของมันไหม? มันต้องอาศัยการก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีล้ำสมัยกี่อย่างกัน?" ท่านราชบัณฑิตจ้องมองหยางผิงด้วยสายตาที่ล้ำลึก
คนทำงานวิจัยต้องมีความทะเยอทะยานที่จะพิชิตความยากลำบากที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาล
"คิดครับ หัวข้อวิจัยนี้พวกเราตั้งใจจะทำในระยะยาว อุปสรรคมีไว้ให้เราค่อยๆ ฝ่าฟันไปทีละขั้นครับ" หยางผิงไม่เคยเกรงกลัวความยากของงานวิจัย หากเขายังคงจดจ่ออยู่เพียงแค่การผ่าตัดโดยไม่ลงมือทำงานวิจัย นั่นถือเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างยิ่ง
"คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขามจริงๆ คนหนุ่มต้องมีใจที่แน่วแน่แบบนี้ การทำงานวิจัยต้องมีความสงบนิ่ง ความอดทน และความมุ่งมั่น อย่าไปเร่งรีบหวังผลกำไรระยะสั้น มันเหมือนกับการเคาะตังเมนั่นแหละ ค่อยๆ เคะออกไปทีละชิ้น ไม่มีเรื่องไหนในโลกที่ยากเกินความพยายามหรอก" ท่านราชบัณฑิตถอนหายใจด้วยความซาบซึ้งใจและชื่นชมในความทะเยอทะยานของหยางผิงเป็นอย่างมาก
"ศาสตราจารย์หยางกำลังทำงานวิจัยเรื่องการซ่อมแซมเส้นประสาทในระดับเซลล์จริงๆ ด้วยครับ" ศาสตราจารย์เหอรู้สึกเลื่อมใสในการคาดการณ์ของอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง
"เห็นไหมล่ะ ผมบอกแล้วว่ามันต้องมีการซ่อมแซมในระดับเซลล์ การซ่อมแซมในระดับเซลล์นี้แหละคือสิ่งที่ผมเรียกว่าการเชื่อมต่อทางชีวภาพ การจะสร้างความก้าวหน้าในการรักษาเส้นประสาทที่บาดเจ็บให้ได้ผลจริง ต้องเริ่มจากการซ่อมแซมเซลล์เท่านั้น วิธีอื่นมันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่มีทางเห็นผลสำเร็จหรอก" ท่านราชบัณฑิตยืดอกด้วยความภาคภูมิใจในชัยชนะของตัวเอง
ศาสตราจารย์เหอชื่นชมในสายตาที่เฉียบคมของอาจารย์มาก พร้อมกันนั้นเขาก็รู้สึกว่ามุมมองของตัวเองยังคับแคบและถูกจำกัดด้วยความรู้เฉพาะทางของตนเองอย่างรุนแรง
การถูกจำกัดด้วยสาขาวิชาชีพเป็นสิ่งที่ยากจะก้าวข้าม ระบบความรู้สมัยใหม่นั้นกว้างขวางและมีการแบ่งสาขาที่ละเอียดมาก บุคลากรในแต่ละสาขาจึงเชี่ยวชาญเพียงความรู้ภายในสายงานของตนเอง แต่กลับรู้เรื่องนอกสายงานน้อยมาก จนเหมือนตกอยู่ในสภาวะมืดบอด
นี่คือเหตุผลที่ต้องการความร่วมมือระหว่างสาขาวิชาชีพต่างๆ แต่ความร่วมมือมักจะมีจุดบอด เช่น บริเวณที่เป็นรอยต่อระหว่างสาขาวิชาชีพที่มักจะไม่มีใครเข้าถึง
หากมีใครสักคนที่รอบรู้ในหลายสาขาวิชาและเชี่ยวชาญในบริเวณรอยต่อของสาขาวิชาเหล่านั้น เขาก็จะสามารถสร้างผลงานที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้ง่ายขึ้น
การศัลยกรรมแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่ การตัดออก การซ่อมแซม และการสร้างใหม่
แก่นแท้ของการซ่อมแซมคือการทำให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ทั้งโครงสร้างและฟังก์ชันการใช้งาน
เนื่องจากเส้นประสาทประกอบขึ้นจากเซลล์ ความเสียหายของเส้นประสาทจึงเป็นเรื่องของความเสียหายหรือการสูญเสียเซลล์ทีละเซลล์ การจะซ่อมแซมให้กลับมาเหมือนเดิมทุกประการโดยอาศัยเพียงความสามารถของร่างกายมนุษย์เองนั้นเป็นไปไม่ได้ ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้น
เทคโนโลยีที่ว่านี้ก็คือการกำจัดเซลล์ที่เสียหายออกไปทีละเซลล์ แล้วแทนที่ด้วยเซลล์ที่ขาดหายไปทีละเซลล์ โดยที่ชนิดของเซลล์และวิธีการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ต้องเหมือนเดิมทุกประการ
มันเหมือนกับกำแพงที่พังเสียหาย เราต้องหาอิฐที่เหมือนเดิมเป๊ะมาซ่อม และต้องใช้ปูนเชื่อมรอยต่อระหว่างอิฐที่เหมือนเดิมด้วย
หากการซ่อมแซมเส้นประสาทที่บาดเจ็บสามารถทำได้ในระดับเซลล์จริงๆ ผลงานชิ้นนี้ก็มีค่าคู่ควรกับรางวัลโนเบิลเลยทีเดียว
การที่คนหนุ่มจะทำได้สำเร็จหรือไม่นั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยเขาก็กล้าที่จะคิด และกล้าที่จะลงมือทำ พร้อมทั้งยังเสนอแนวทางที่มีประสิทธิภาพออกมาได้ ส่วนในอนาคตจะสำเร็จหรือไม่นั้น...
ขอเพียงมุ่งมั่นปีนป่ายขึ้นไปโดยไม่ถามถึงความสูง!
ในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีของโลก ตัวอย่างของความล้มเหลวนั้นมีมากมายมหาศาล ความสำเร็จเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่เคสที่ล้มเหลวก็ได้มอบประสบการณ์และบทเรียนให้แก่ผู้ที่ก้าวตามมา ความล้มเหลวคือมารดาของความสำเร็จ หากไม่มีความล้มเหลว ก็ไม่มีทางที่จะมีความสำเร็จตามมาในภายหลัง
ทว่าท่านราชบัณฑิตกลับมองว่าทิศทางหลักของหยางผิงนั้นถูกต้อง ต่อให้ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยเขาก็จะต้องสร้างผลงานออกมาได้บ้าง
หัวข้อวิจัยแบบนี้ แม้จะเป็นเพียงความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างอิทธิพลไปทั่วโลกได้อย่างแน่นอน คลื่นลูกใหม่ช่างน่าเกรงขามจริงๆ!
ท่านราชบัณฑิตถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
"ในเมื่อการพิมพ์ชีวภาพสามมิติสามารถพิมพ์อวัยวะได้ ย่อมสามารถนำมาใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อเส้นประสาทที่บาดเจ็บได้ โดยการใช้การพิมพ์สามมิติมาฟื้นฟูส่วนที่เสียหายให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม เพื่อบรรลุเป้าหมายในการซ่อมแซมครับ" หยางผิงกล่าวด้วยความมั่นใจในแนวคิดของตนเอง
"ไปเถอะ ไปทานข้าวด้วยกันเถอะ ไปทานไปคุยไป เดี๋ยวผมเป็นเจ้ามือเอง"
ท่านราชบัณฑิตยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา คุยกันเพลินจนเกือบจะลืมไปว่าต้องทานข้าว นานๆ ทีจะมีความสุขขนาดนี้ และนานๆ ทีเขาจะได้ออกมาทานข้าวข้างนอกเสียด้วย
"ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงแทบจะไม่เคยออกมาทานข้าวข้างนอกเลยนะครับ วันนี้ทำเพื่อคุณโดยเฉพาะเลย" ศาสตราจารย์เหอเอ่ยกับหยางผิงด้วยรอยยิ้ม
หยางผิงรู้สึกซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก ราชบัณฑิตอาวุโสวัยเก้าสิบกว่ามานั่งรอพบเขาที่นี่ แถมยังเป็นคนออกปากชวนทานข้าวด้วยตัวเองอีก ความเมตตาที่มีต่อคนหนุ่มคนนี้ช่างล้ำค่าเหลือเกิน
เมื่อท่านราชบัณฑิตจะลุกขึ้น เนื่องจากนั่งมานาน ข้อเข่าจึงไม่ค่อยยืดหยุ่นนัก
หยางผิงรีบเข้าไปประคองทันที "ท่านผู้เฒ่าครับ ให้ลูกศิษย์คนนี้เป็นเจ้ามือดีกว่าครับ ผมเองก็อยากจะมาคารวะท่านตั้งนานแล้ว เพียงแต่กลัวจะไปรบกวนความสงบของท่าน ก็เลยไม่กล้าบอกศาสตราจารย์เหอครับ"
ภายใต้การประคองของหยางผิง ท่านราชบัณฑิตลุกขึ้นยืน ขยับเขยื้อนไปมาไม่กี่ครั้ง ข้อเข่าก็กลับมายืดหยุ่นอีกครั้ง
"ตกลงกันแล้วว่าผมเลี้ยง คนหนุ่มอย่าทำเป็นคนแก่พูดจาเวิ่นเว้อสิ ไปเถอะ! ศาสตราจารย์เหอ ไปที่ร้านที่คุณจองไว้เลย ร้านระดับโอเคใช่ไหม ไม่ต้องเกรงใจเงินของผมนะ ผมมีเงินบำนาญและเงินค่าตำแหน่งอยู่นะ" ท่านราชบัณฑิตมอบหมายให้ศาสตราจารย์เหอช่วยจองร้านอาหารให้ โดยที่เขาจะเป็นคนจ่ายเงินเอง เขายังพกกระเป๋าเอกสารติดตัวมาด้วย คงจะเตรียมเงินมาไม่น้อยแน่นอน
"ทำไมยังเรียกศาสตราจารย์เหออยู่อีก? เรียกผมว่าเสี่ยวเหอสิครับ?"
ศาสตราจารย์เหอรู้ดีว่าอาจารย์มักจะชอบพูดหยอกล้อให้บรรยากาศผ่อนคลายเสมอ
"ก็เป็นศาสตราจารย์เหมือนกันหมดนี่นา ทำไมพวคุณถึงได้เป็นเสี่ยวหยางกับเสี่ยวเหอได้ล่ะ จริงไหม? ศาสตราจารย์ทั้งสองท่าน สนใจจะจิบเหล้ากันสักหน่อยไหม?" วันนี้ท่านราชบัณฑิตดูจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ถึงกับเอ่ยปากชวนดื่มเหล้าเลยทีเดียว
"ไม่ต้องกลัวหรอก เราแค่จิบพอเป็นพิธี เดี๋ยวให้ศาสตราจารย์เหอจัดรถไปส่งคุณกลับบ้านเอง" ท่านราชบัณฑิตวางแผนไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
วันนี้ ท่านอาจารย์มีความสุขมากจริงๆ ปกติเขาจะดื่มเหล้าเฉพาะตอนที่มีเรื่องมงคลเท่านั้น เช่น ตอนที่การวิจัยมนุษย์ดิจิทัลประสบความสำเร็จ เขาก็จิบไปเล็กน้อย
วันนี้ได้เจอหยางผิงและคุยกันอย่างถูกคอ เขาก็เลยชวนดื่มเหล้าขึ้นมา
"ได้ครับ! จิบสักนิดก็ได้ครับ" หยางผิงไม่กล้าขัดศรัทธาของท่านราชบัณฑิต
"แล้วภรรยาอาจารย์อนุญาตหรือเปล่าครับ?" ศาสตราจารย์เหอแอบกังวลขึ้นมา
ท่านราชบัณฑิตตอบอย่างมาดมั่น "จะจิบเหล้าแค่เนี๊ยะต้องรอให้เธออนุญาตด้วยเหรอ? แต่ผมรายงานเธอไปเรียบร้อยแล้วล่ะ สบายใจได้"
ศาสตราจารย์เหอยังชวนศาสตราจารย์และด็อกเตอร์จากห้องแล็บมาร่วมด้วยอีกสองสามคน ปกติทุกคนมักจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการทดลอง นานๆ ทีจะได้ออกมาเปิดหูเปิดตา วันนี้ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงเป็นเจ้ามือ ทุกคนจึงพากันไปผ่อนคลาย
งานเลี้ยงจัดขึ้นที่โรงแรมหรูใกล้กับมหาวิทยาลัยการแพทย์หนานตู ท่านราชบัณฑิตสั่งกำชับไว้ล่วงหน้าว่าห้ามจัดระดับต่ำเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคนหนุ่มจะมองว่าคนแก่อย่างเขาตระหนี่
ใครที่ดื่มได้ก็จิบเหล้ากันไปนิดหน่อย แต่ทุกคนต่างก็รู้ลิขิตของตัวเอง แม้จะเป็นเพียงถ้วยเล็กๆ แต่ก็ไม่มีการบังคับให้ดื่มจนหมดแก้ว หรือมีคำพูดประเภทว่าถ้าไม่ดื่มคือไม่ให้เกียรติ การชนแก้วก็เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละคน
ท่านราชบัณฑิตอารมณ์ดีมาก ในระหว่างทานข้าวเขายังคงชวนหยางผิงถกเรื่องหัวข้อวิจัยอย่างต่อเนื่อง
ศาสตราจารย์เหอรู้สึกดีใจมาก การได้ร่วมงานกับอัจฉริยะเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกมีความสุขในการทำงานและมีความมั่นใจมากขึ้น
ศาสตราจารย์และด็อกเตอร์คนอื่นๆ ในห้องแล็บก็รู้ดีว่าพวกเขากำลังมีส่วนร่วมในหัวข้อวิจัยที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาเองก็ได้ค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาบ้างแล้ว
การสร้างอวัยวะดิจิทัลบนรากฐานของกายวิภาคระดับละเอียด งานวิจัยแบบนี้ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อน มันเป็นสาขาใหม่แกะกล่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหัวข้อวิจัยของพวกเขานั้นเป็นสิ่งที่บุกเบิกในระดับโลก
ไม่ว่าในอนาคตจะประสบความสำเร็จหรือไม่ สำหรับคนทำงานวิจัย การได้ศึกษาวิจัยเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลก ย่อมสร้างความรู้สึกภาคภูมิใจและมีเกียรติอย่างยิ่ง
หลังจากจิบเหล้าไปได้สองสามรอบ ท่านราชบัณฑิตก็กุมมือหยางผิงไว้ "คุณคิดว่าทิศทางการพัฒนามนุษย์ดิจิทัลของเราในอนาคตควรเป็นไปอย่างไร?"
หยางผิงตั้งสติและตอบว่า "ควรเดินไปทางกายวิภาคระดับละเอียดและการสร้างฟังก์ชันการทำงานครับ หากไม่มีกายวิภาคระดับละเอียด ก็ไม่มีทางจำลองฟังก์ชันการทำงานที่แท้จริงออกมาได้ ทางที่ดีควรมีซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นรากฐาน เพื่อสลายร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นเซลล์ แล้วใช้เซลล์มาสร้างเนื้อเยื่อ ใช้เนื้อเยื่อมาสร้างอวัยวะ และใช้อวัยวะมาสร้างร่างกายมนุษย์ มีเพียงมนุษย์ดิจิทัลในระดับเซลล์เท่านั้น ถึงจะเป็นมนุษย์ดิจิทัลบนกายวิภาคระดับละเอียดที่แท้จริง ข้อมูลเซลล์ที่มีปริมาณมหาศาลนั้นต้องอาศัยซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาคอยสนับสนุนครับ"
มนุษย์ดิจิทัลกายวิภาคระดับละเอียดในระดับเซลล์เหรอ?
ท่านราชบัณฑิตพึมพำกับตัวเอง นี่มันโครงการระดับอภิมหาโปรเจกต์เลยนะ ตัวเขาเองคงไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมแล้ว แต่ถ้าในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่สามารถผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นได้ ก็นับเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่
"คุณพูดถูกที่สุด มนุษย์ดิจิทัลต้องก้าวไปสู่ระดับเซลล์ ในกระบวนการสร้างกายวิภาคระดับละเอียดของกล้ามเนื้อนี้ พวกคุณต้องเรียนรู้วิธีการสร้างกายวิภาคระดับละเอียดของร่างกายมนุษย์เอาไว้ด้วย ผมหวังว่าในอนาคตเราจะสามารถเริ่มงานวิจัยมนุษย์ดิจิทัลในระดับเซลล์ได้จริง"
ท่านราชบัณฑิตสั่งกำชับศาสตราจารย์เหอ
ข้าวโต๊ะนี้ช่างคุ้มค่าจริงๆ ศาสตราจารย์และด็อกเตอร์ที่นั่งอยู่ เมื่อได้ยินว่าในอนาคตตัวเองจะได้มีส่วนร่วมในโครงการที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับคนที่ทำงานด้านอวกาศแล้วได้ยินว่าจะได้มีส่วนร่วมในโครงการส่งคนไปดวงจันทร์ยังไงยังงั้น
"ผมจะกลับไปเสนออธิการบดีเหรา ให้เพิ่มซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในห้องแล็บ เพื่อใช้ในการวิจัยมนุษย์ดิจิทัลกายวิภาคระดับละเอียดในอนาคต หากงานวิจัยสำเร็จ นี่จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อชาติและประชาชนอย่างมาก ในอนาคตงานวิจัยทางการแพทย์หลายอย่างจะสามารถพึ่งพามนุษย์ดิจิทัลของเราได้ เช่น การพัฒนาตัวยา การออกแบบเครื่องมือแพทย์ การศึกษาแพทยศาสตร์ การทดสอบความปลอดภัยของรถยนต์ หรือแม้แต่การสำรวจอวกาศ เป็นต้น" อนาคตที่เคยพร่าเลือนในใจของท่านราชบัณฑิตเริ่มจะชัดเจนขึ้นมาทันที
"มา คลื่นลูกใหม่ที่น่าเกรงขาม เรามาดื่มกันสักแก้วไหม?" ท่านผู้เฒ่ายกแก้วขึ้น
หยางผิงชนแก้วกับท่านราชบัณฑิต และต่างคนต่างจิบไปเล็กน้อย
"ในอนาคตหากมีอะไรต้องการก็บอกผมได้นะ คนแก่อย่างพวกเรา บางครั้งคำพูดคำจาก็ยังมีน้ำหนักอยู่บ้าง" ท่านราชบัณฑิตเอ่ยกับหยางผิงอย่างจริงใจ
"ขอบพระคุณครับ ท่านผู้เฒ่าเซี่ยงให้ความเมตตาแก่พวกเราคนหนุ่มขนาดนี้ ผู้น้อยจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ" หยางผิงเอ่ยขอบคุณ
บรรยากาศช่างดีจริงๆ!
หยางผิงรู้สึกสบายใจมากที่มีผู้คนมากมายสนับสนุนเขาขนาดนี้ หัวข้อวิจัยนี้จะต้องประสบความสำเร็จในเร็ววันแน่นอน
"เดี๋ยวให้คนขับรถไปส่งศาสตราจารย์หยางกลับบ้านด้วยนะ" ท่านราชบัณฑิตไม่ลืมที่จะสั่งกำชับศาสตราจารย์เหอ
(จบแล้ว)