- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 6 มอบประเดิมเลือดแรกให้เป็นของขวัญ
บทที่ 6 มอบประเดิมเลือดแรกให้เป็นของขวัญ
บทที่ 6 มอบประเดิมเลือดแรกให้เป็นของขวัญ
บทที่ 6 มอบประเดิมเลือดแรกให้เป็นของขวัญ
เว่ยเหมี่ยวโดนศิษย์พี่ทั้งสามคนยืนล้อมกรอบปิดทางหนีทีไล่เสียมิด ทุกคนตัวสูงกว่าเธอเป็นคืบ และกำลังจ้องมองเธอด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
เว่ยเหมี่ยวงงเป็นไก่ตาแตก "เกิดอะไรขึ้น"
เสวียนโม่รวบรวมลมปราณสร้างเป็นกระจกน้ำขึ้นมาบานหนึ่ง ภาพสะท้อนในกระจกคือเว่ยเหมี่ยวที่มีดวงตาสีแดงก่ำ ดูลึกลับและมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างบอกไม่ถูก
เว่ยเหมี่ยวชะงักไป ดวงตาแบบนี้น่าจะเป็น 'เนตรสีโลหิต' ที่ตระกูลเว่ยพูดถึงแน่ๆ มิน่าล่ะเมื่อครู่ตอนชักนำลมปราณเสร็จถึงได้รู้สึกปวดตานิดๆ
แต่ตาแดงเถือกแบบนี้มันดูหลอนไปหน่อยนะเนี่ย เหมือนพวกคนวิปลาสหลงยุคเลยแฮะ
เสิ่นมู่ไป๋ถามด้วยความเป็นห่วง "ศิษย์น้อง ดวงตาของเจ้า..."
เว่ยเหมี่ยวโบกมือปัด "อ๋อ ไม่ได้ป่วยฮะ มันเป็นแบบนี้อยู่แล้ว เดี๋ยวสักพักก็คงกลับเป็นปกติเองแหละ"
จู่ๆ เจียงซวี่ก็โพล่งขึ้นมา "นี่เจ้าแซ่เว่ยใช่ไหม"
เว่ยเหมี่ยวพยักหน้า "ข้าชื่อเว่ยเหมี่ยว"
เสวียนโม่สงสัย "ศิษย์น้องเคยเป็นคนของตระกูลใหญ่มาก่อนหรือ"
เว่ยเหมี่ยวตอบส่งเดชไปว่า "เมื่อก่อนข้าเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือยอยู่ตัวคนเดียว" 'นี่เป็นการหลอกด่าตระกูลเก่าว่าตัดขาดกันแล้ว'
เสิ่นมู่ไป๋เห็นเว่ยเหมี่ยวไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ก็เลยเปลี่ยนเรื่อง เขาล้วงเอาขวดหยกใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ ขวดหยกดูขาวสะอาดน่ารัก รอบขวดมีไอหมอกลมปราณจางๆ ลอยอวลอยู่
เสวียนโม่ถึงกับอุทาน "เวรเอ๊ย! ถึงขั้นควัก 'ไขกระดูกหยกพันปี' ออกมาเลยหรือ ปกติของชิ้นนี้แกหวงจะตายชัก แค่ขอดูก็ยังไม่ยอม วันนี้แกโดนผีสางที่ไหนเข้าสิงวะเนี่ย!"
เสิ่นมู่ไป๋ทำหูทวนลม ตอนที่เขาเข้าสำนักมาใหม่ๆ ไม่เห็นจะมีใครให้อะไรเขาสักชิ้น อาจารย์ก็พึ่งพาไม่ได้ ศิษย์พี่ก็เป็นพวกซื่อบื้อไร้สมอง เขาต้องคอยจัดการธุระปะปังทั้งหมดในสำนักสายในอยู่คนเดียว ตื่นก่อนไก่ นอนทีหลังหมา ตอนแรกนึกว่าการมีศิษย์น้องอย่างเจียงซวี่เพิ่มเข้ามาจะช่วยแบ่งเบาภาระเหมือนส่งฟืนกลางหิมะ ที่ไหนได้... กลับส่งพายุหิมะมาซ้ำเติมชัดๆ!
ความลำบากตกระกำลำบากที่เขาเคยเจอมา เขาจะไม่ยอมให้ศิษย์น้องเล็กต้องมาเจอเด็ดขาด!
เสิ่นมู่ไป๋ยิ้มละมุน "ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ นะศิษย์น้อง หวังว่าเจ้าจะไม่รังเกียจ"
ไขกระดูกหยกพันปีถือกำเนิดขึ้นจากหยกปราณระดับสุดยอด ซึ่งหยกปราณนั้นก็หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร มีเงินก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้ ไขกระดูกหยกติดอันดับหนึ่งในห้าทำเนียบโอสถวิเศษ เป็นยารักษาแผลและตัวช่วยบำเพ็ญเพียรชั้นยอด ในยามคับขันสามารถช่วยชีวิตคนได้ และนำมาใช้ฝึกวิชาก็ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งสิ้น
เว่ยเหมี่ยวรู้ดีว่านี่คือของล้ำค่าหายากสุดขีด เธอจึงไม่เหนียมอาย กล่าวขอบคุณเสิ่นมู่ไป๋แล้วเก็บเข้ากระเป๋าทันที
เสวียนโม่โวยวายลั่นอยู่ข้างๆ "ตอนข้าเข้าสำนักไม่เห็นได้ของขวัญอะไรเลย ไม่ยุติธรรมเว้ย!"
เสิ่นมู่ไป๋กลอกตาบน "ของขวัญรับเข้าสำนักแกก็ไปทวงเอากับท่านอาจารย์นู่นสิ ทีตอนข้ากับเจียงซวี่เข้าสำนัก ไม่เห็นแกจะให้อะไรพวกข้าเลย!"
เสวียนโม่รีบเปลี่ยนเรื่องทันควัน "เอ่อ... ไอ้โรคจิตเจียง ตอนแกเข้าสำนัก ไอ้ท่อนไม้เสิ่นมันให้อะไรแกเป็นของขวัญวะ"
เจียงซวี่นึกย้อนไป... เหมือนศิษย์พี่รองจะเคยให้อยู่เหมือนกันนะ แต่ดันบังเอิญให้ตรงกับวันขึ้นสามค่ำพอดี ทุกวันขึ้นสามค่ำของเดือน เขาจะควบคุมไอมารในร่างไม่ได้ ทำให้หงุดหงิดงุ่นง่านเป็นพิเศษ
ตอนนั้นเขาทำอะไรลงไปหว่า...
อ้อ... นึกออกละ ตอนนั้นเขาซัดหมัดใส่เสิ่นมู่ไป๋ที่กำลังจะยื่นของขวัญให้ จนกระเด็นตกบ่อสิ่งปฏิกูลในสวนสมุนไพร แล้วก็ลากเสิ่นมู่ไป๋ที่กำลังจะไปอาบน้ำมาต่อยตีกันต่อ ผลคือหลังจากวันนั้นเสิ่นมู่ไป๋ก็ไม่ยอมคุยกับเขาไปเป็นเดือนเลย
เจียงซวี่พยักหน้า "เคยให้ ข้าเองก็เตรียมของขวัญมาให้ศิษย์น้องเหมือนกัน"
เสิ่นมู่ไป๋แอบทึ่ง... แค่เจียงซวี่พูดจาดีๆ ได้ก็ต้องขอบคุณสวรรค์แล้ว แต่นี่ถึงขั้นรู้จักเตรียมของขวัญมาให้ด้วย เสิ่นมู่ไป๋รู้สึกตื้นตันใจเล็กๆ 'ศิษย์น้องโตเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ ว่านอนสอนง่าย รู้ความขึ้นเยอะเลย'
'เดี๋ยวนะ... เขาจะมานั่งตื้นตันใจหาซากอะไรวะ เขาไม่ใช่แม่ของเจียงซวี่สักหน่อย!'
ยังไม่ทันหายซึ้ง เสิ่นมู่ไป๋ก็เห็นเจียงซวี่ล้วงเอาหัวกะโหลกออกมาจากถุงเก็บของ แล้วยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น
"ให้เจ้า"
เสิ่นมู่ไป๋ "..."
เสวียนโม่ "..."
'ไอ้บ้าที่ไหนมันให้หัวคนเป็นของขวัญรับน้องวะ!' พวกเขาคิดในใจ
เว่ยเหมี่ยวจ้องเบ้าตากลวงโบ๋สีดำสนิทของหัวกะโหลกนั่น ชะงักไปสองวินาที ก่อนจะยื่นมือไปรับมาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า "ขอบคุณมากศิษย์พี่สาม สำหรับผลงานการสังหารประเดิมเลือดแรกของศิษย์พี่สาม ข้าขอรับไว้ด้วยความยินดี ข้าจะเก็บรักษาของขวัญอันล้ำค่าชิ้นนี้ไว้อย่างดีไปตลอดชีวิต ศิษย์พี่สามช่างเป็นคนดีจริงๆ "
เจียงซวี่มองเว่ยเหมี่ยวอย่างพึงพอใจสุดๆ "ไม่เลว ตาถึงใช้ได้"
เว่ยเหมี่ยวยิ้มกริ่ม เธอไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเจียงซวี่ถึงให้หัวกะโหลกคนตายมาเป็นของขวัญ แต่รับไว้ก่อนไม่เสียหายหรอก เข้าตำราที่ว่า 'ส่งหัวคนจากแดนไกล ของขวัญเบาหวิวแต่น้ำใจหนักอึ้ง' อย่างไรล่ะ
เสวียนโม่กับเสิ่นมู่ไป๋ใบ้รับประทานไปแล้ว หนึ่งคือไม่คิดว่าเจียงซวี่มันจะบ้าจี้ส่งหัวกะโหลกให้ สองคือไม่คิดว่าเว่ยเหมี่ยวจะบ้าจี้รับไว้แถมยังขอบคุณอีกต่างหาก
คนหนึ่งกล้าให้ อีกคนก็กล้ารับ ที่สำคัญคือเจียงซวี่ดันยอมรับในตัวศิษย์น้องคนนี้เสียด้วยสิ
เสวียนโม่ส่งเสียงทางจิตหาเสิ่นมู่ไป๋ 'ตอนไอ้โรคจิตเจียงเพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ มันทำตัวยังไงกับแกวะ'
เสิ่นมู่ไป๋ยิ้มขื่น 'เรื่องที่มันบีบคอข้าแล้วเหวี่ยงลงบ่อสิ่งปฏิกูล แกก็รู้อยู่ไม่ใช่หรือ'
เสวียนโม่ 'เออว่ะ ตอนมันเข้าสำนักใหม่ๆ ขนาดตาแก่สวินมันยังไม่แยแสเลย กว่ามันจะยอมรับข้าเป็นศิษย์พี่ก็ปาเข้าไปตั้งปีหนึ่ง'
เสิ่นมู่ไป๋ยังไม่ทันได้ถามว่าเสวียนโม่เตรียมของขวัญอะไรมาให้ไหม ก็ได้ยินเสียงตัดพ้อส่งผ่านจิตมาเสียก่อน
เสวียนโม่ 'พวกแกมันลำเอียง ลำเอียงกันทั้งคู่เลย!'
เสิ่นมู่ไป๋ 'อ้อ... แล้วอย่างไรต่อ'
เสวียนโม่ '... ไปตายเสียไป๊!'
ทางด้านเจียงซวี่รู้สึกถูกใจศิษย์น้องคนนี้มาก ปากหวานช่างพูดช่างเจรจา ยิ่งมองยิ่งถูกชะตา ส่วนเว่ยเหมี่ยวน่ะหรือ... คิดในใจว่าไอ้ศิษย์พี่คนนี้ อาการหนักพอกับคนบ้าท้ายซอยบ้านเธอเมื่อชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
จังหวะนั้นเอง เสวียนโม่ก็เบียดเจียงซวี่กระเด็นออกไป "ศิษย์น้องงง~ ข้าก็เตรียมของขวัญมาให้เจ้าเหมือนกันน้า~"
เจียงซวี่สับแหลกไม่ไว้หน้า "ทำตัวแบบนี้เหมือนพวกชายบำเรอในหอคณิกาไม่มีผิด"
เสวียนโม่ฝืนยิ้ม "ถ้าปากสุนัขนักก็หุบปากไปเถอะ แกคิดว่าทุกคนจะต้องปากสุนัขไม่รับประทานแบบแกหรืออย่างไร"
พูดจบก็ขยิบตาส่งให้เว่ยเหมี่ยว เว่ยเหมี่ยวยังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยนสีหน้า หลังจากชักนำปราณเข้าสู่ร่างกายสำเร็จ เธอก็สามารถใช้วิชาส่งเสียงทางจิตขั้นพื้นฐานได้แล้ว
เว่ยเหมี่ยวลองค้นความจำของเจ้าของร่างเดิม แล้วส่งเสียงทางจิตไปหาเสิ่นมู่ไป๋ 'ศิษย์พี่ใหญ่ชอบบุรุษด้วยกันหรือเปล่าฮะ'
เสิ่นมู่ไป๋งุนงงสับสน 'ทำไมเจ้าถึงคิดแบบนั้นล่ะ'
เว่ยเหมี่ยว 'ก็เขาดูเข้ากั๊นเข้ากันกับศิษย์พี่สามเหมือนเป็นคู่รักกันเลยนี่ฮะ'
เสวียนโม่ที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นการได้ยินกระแสจิต 'ศิษย์น้อง... ข้าได้ยินนะเว้ย'
เว่ยเหมี่ยวรีบกลับลำทันควัน 'เข้ากันได้ดีเหมือนเป็นสหายรักเพื่อนซี้ต่างหาก!'
เสวียนโม่ '... เพื่อนซี้บ้านมารดาแกสิ!'