- หน้าแรก
- ศิษย์น้องหญิงฟาดเรียบทั้งสนาม
- บทที่ 1 เปิดเกมมาก็โดนเตะโด่งเสียแล้ว
บทที่ 1 เปิดเกมมาก็โดนเตะโด่งเสียแล้ว
บทที่ 1 เปิดเกมมาก็โดนเตะโด่งเสียแล้ว
บทที่ 1 เปิดเกมมาก็โดนเตะโด่งเสียแล้ว
เว่ยเหมี่ยวทะลุมิติมาปุ๊บก็ถึงกับสมองรวน เสี้ยววินาทีก่อนเธอยังนั่งปั่นโอทีถวายหัวให้บริษัทอยู่เลย ตัดภาพมาอีกทีกลับต้องมาคุกเข่าอยู่บนพื้น โดนคนชี้หน้าด่าว่าเป็น 'ตัวซวย' เสียอย่างนั้น
“นับพันปีมานี้ ตระกูลเว่ยแทบจะไม่มีคนตาสีแดงกำเนิดขึ้นมา แต่เคราะห์กรรมดันมาตกอยู่ที่เจ้า! เว่ยเหมี่ยว เจ้ามันคือกาลกิณีของตระกูลเว่ย!”
เจ้าของคำพูดนี้คือเด็กหนุ่มผมดำ ท่าทางหยิ่งผยองจองหอง ด้านหลังเขามีคนยืนอยู่อีกเป็นพรวน ต่างมองมาที่เว่ยเหมี่ยวด้วยสายตาที่ถ้าไม่สมเพชก็รังเกียจเดียดฉันท์
เว่ยเหมี่ยวกลอกตาไปมา ยังไม่ทันจะได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ตรงหน้า ก็เห็นเด็กสาวในชุดกระโปรงสีชมพูอ่อนก้าวออกมาจากด้านหลังของเด็กหนุ่มคนนั้น แม่นางน้อยดูบอบบางน่าทะนุถนอม แถมยังเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากไอกระคอกกระแอมอยู่เป็นระยะ
“ท่านพี่เว่ยเหมี่ยวเองก็คงไม่อยากนำภัยพิบัติมาสู่ตระกูลหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่าง ระดับการฝึกตนของท่านพี่ก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินปานนั้น คงไม่มีปัญญาไปเป็นกาลกิณีทำลายล้างใครได้หรอก”
เว่ยเหมี่ยวลอบมองเด็กสาวด้วยความซาบซึ้งใจ... อ่า เป็นผู้หญิงด้วยกันนี่มันดีจริงๆ แฮะ ยังอุตส่าห์ช่วยพูดแก้ต่างให้ด้วย แต่เสี้ยววินาทีต่อมา เธอก็พบว่าตัวเองดีใจเร็วไปหน่อย
แม่นางน้อยไอกระคอกกระแอม เอามือกุมหน้าอกแล้วเอ่ยต่อ “...สู้ไล่เว่ยเหมี่ยวออกจากตระกูลไปเสีย จะได้หมดเสี้ยนหนาม ตัดปัญหาไปเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”
'เดี๋ยวนะ' เว่ยเหมี่ยวคิดในใจ 'คำว่าท่านพี่ก็ไม่เรียกแล้วหรือ นี่หล่อนกะจะไม่เนียนแสดงละครต่อสักนิดเลยใช่ไหม!?'
เด็กหนุ่มชุดดำมองเว่ยเหมี่ยวแล้วแค่นเสียงเย็น “สวะก็คือสวะ ฆ่าทิ้งยังรังเกียจว่ามันจะเปื้อนมือเลย”
เว่ยเหมี่ยวเงียบกริบ ดูทรงแล้วคงทะลุมิติเข้ามาในนิยายชัวร์ๆ แต่เพิ่งจะข้ามภพมาปุ๊บก็โดนตราหน้าว่าเป็นขยะปั๊บ มันแอบสะเทือนใจอยู่นิดๆ นะ คนอื่นเขาทะลุมิติมาไม่ตบหน้าตัวร้ายก็มีไอเทมเทพทรูติดตัว ส่วนเธอน่ะหรือ เปิดเกมมาก็โดนเตะโด่งออกจากบ้านในฐานะสวะเสียแล้ว
เธอทะลุมิติมายัง 'ดินแดนหลิงกู่' กลายมาเป็นบุตรีคนโตของตระกูลเว่ยที่มีชื่อและแซ่เดียวกันเป๊ะ มารดาด่วนจากไปตั้งแต่ยังเล็ก เธอกำพร้าเติบโตมาในตระกูลเว่ยอย่างโดดเดี่ยว เจ้าของร่างเดิมไร้พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรโดยสิ้นเชิง อายุสิบเจ็ดปีแล้วเพิ่งจะตะเกียกตะกายขึ้นมาถึงระดับเลี่ยนชี่ (หลอมรวมลมปราณ) ขั้นหนึ่งได้แบบหืดขึ้นคอ
สาเหตุน่าจะมาจาก 'แก่นปราณ' ของเจ้าของร่างเดิมมีรอยร้าวเล็กๆ การบำเพ็ญเพียรจึงยากลำบากแสนเข็ญ เปรียบเหมือนฟันหลอที่เก็บลมไม่อยู่ แก่นปราณร้าวก็ย่อมเก็บกักลมปราณไม่อยู่เช่นกัน ร่างกายของเว่ยเหมี่ยวตอนนี้ก็เหมือนตะกร้าไม้ไผ่ผุๆ ดูดซับพลังอะไรเข้ามาก็รั่วไหลออกไปหมด
ดินแดนหลิงกู่เชิดชูผู้แข็งแกร่ง 'เว่ยหยวนเต้า' บิดาของเว่ยเหมี่ยวมองว่าความอ่อนแอคือตราบาปมหันต์ เจ้าของร่างเดิมจึงกลายเป็นหมาหัวเน่าในตระกูลมาโดยตลอด
และที่บัดซบไปกว่านั้นคือ เธอเพิ่งจะปลุกพลัง 'เนตรสีโลหิต' ซึ่งถือเป็นลางร้ายขั้นสุดของตระกูลเว่ย! วิชาเนตรของตระกูลเว่ยนั้นสามารถมองทะลุสรรพสิ่งไปจนถึงก้นบึ้งจิตใจคน สายเลือดหลักทุกรุ่นล้วนมีดวงตาสีทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสายเลือดและสถานะอันสูงส่ง
บรรพบุรุษตระกูลเว่ยเคยทิ้งคำทำนายไว้ก่อนตายว่า... ผู้ใดมีเนตรสีโลหิต ผู้นั้นจะนำพามหันตภัยและจุดจบอันน่าสะพรึงกลัวมาสู่ตระกูลเว่ย
ดี ดีจริงๆ คนอื่นเขามองคนด้วยอคติ แต่ตระกูลเว่ยนี่เล่นมองคนแบ่งแยกสีตากันโต้งๆ เลยโว้ย!
“เจ้าไปซะเถอะ กฎของบรรพบุรุษไม่อาจละเมิดได้ ถือซะว่าทำเพื่อตระกูลเว่ยก็แล้วกัน”
คนที่เอ่ยประโยคนี้คือบุรุษวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลา เขามองเว่ยเหมี่ยวด้วยสายตาเย็นชา เย็นชาเสียจนถ้าคนไม่รู้คงนึกว่าเว่ยเหมี่ยวไปฆ่าล้างโคตรบ้านใครมา
เว่ยเหมี่ยวจ้องเว่ยหยวนเต้ากลับด้วยสายตาเหมือนกำลังมองคนโง่คนหนึ่ง... ยีนพ่อของเจ้าของร่างเดิมนี่มันแรงจริงๆ คลอดออกมาครอกเดียวนี่น่าขยะแขยงกันทั้งนั้น
“เว่ยเหมี่ยว! นังตัวกาลกิณี เจ้ากล้ามองท่านพ่อด้วยสายตาแบบนั้นได้อย่างไร!”
เว่ยเหมี่ยวทำเป็นหูทวนลม คิดเสียว่าเด็กหนุ่มชุดดำเป็นหมาเห่า เธอเริ่มทบทวนตัวเองว่าชาติที่แล้วไปทำกรรมหนักอะไรไว้หรือเปล่า ไม่อย่างนั้นทำไมชาติที่แล้วถึงทำงานหนักจนตายคาโต๊ะ มาชาตินี้ยังต้องมาโดนรังแกอีก
คิดไปก็ป่วยการ เธอหยัดกายลุกขึ้นยืน นวดหัวเข่าที่ปวดเมื่อยแล้วพูดโพล่งขึ้นมาว่า
“บรรพบุรุษบ้าบออะไรกัน ตายโหงไปตั้งกี่ร้อยกี่พันปีแล้ว ยังจะเอาประโยคพล่อยๆ ประโยคเดียวมาเทิดทูนบูชาอยู่อีก ทำไมล่ะ กระโถนฉี่ของตาแก่บรรพบุรุษนั่น พวกเจ้ายังเก็บไว้เป็นสมบัติประจำตระกูลด้วยเลยไหม!?”
“เนตรโลหิตงี่เง่าอะไรกัน แค่เพราะคำพูดประโยคเดียวก็ไล่ลูกสาวแท้ๆ ออกจากบ้าน เกิดมาเพิ่งจะเคยเจอคนประเภทนี้ก็วันนี้แหละ ทำเรื่องพรรค์นี้ลงไปไม่อายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง”
“ตาแก่ที่ทิ้งคำทำนายนั่นก็ว่างจัด วันๆ เอาแต่มโนเรื่องนู้นเรื่องนี้ ป่านนี้คงบรรลุเป็นเซียนไปหลายร้อยปีแล้วมั้ง!”
ตบท้ายด้วยการสรุปสั้นๆ ได้ใจความจากเว่ยเหมี่ยว “ความเชื่อฝังหัวงมงายมันทำร้ายคนไม่เบาเลยนะ สรุปคือพวกแกน่ะประสาทแดกกันทั้งบ้านนั่นแหละ!”
พูดจบเว่ยเหมี่ยวก็สะบัดหน้าเดินหนีทันที ไอ้สถานที่เฮงซวยแบบนี้ ให้อยู่ต่ออีกวินาทีเดียวเธอก็ไม่เอา ขืนอยู่ต่อมีหวังติดเชื้อสมองเสื่อมจากพวกมันแน่ๆ
ทุกคนในตระกูลเว่ยได้แต่ยืนอ้าปากค้าง มองแผ่นหลังของเว่ยเหมี่ยวที่เดินจากไปอย่างงงๆ กว่าจะตั้งสติได้ก็ตระหนักว่า... เว่ยเหมี่ยวคนที่ปกติเอาแต่เงียบขรึมและอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อกี้เพิ่งจะด่ากราดเช็ดเม็ดตั้งแต่บรรพบุรุษยันลูกหลานตระกูลเว่ยไปหมาดๆ!
“เว่ยเหมี่ยว นังสารเลว!”
เด็กหนุ่มชุดดำหรือ 'เว่ยหลิว' น้องชายของเว่ยเหมี่ยว กัดฟันกรอดเตรียมจะพุ่งตามออกไป แต่โดน 'เว่ยหลิง' รั้งตัวเอาไว้ก่อน
ชุดกระโปรงสีชมพูพีชยังคงดูงดงามน่ารัก แต่คำพูดที่หลุดออกมาจากปากกลับทำเอาคนฟังขนลุกซู่
“นางอยู่ไม่พ้นวันพรุ่งนี้หรอก”
เว่ยหลิงกระแอมเบาๆ มองดูท้องฟ้าสีแดงฉานยามเย็นแล้วเอ่ยต่อ “แสงหักเหยามเย็นงดงามถึงเพียงนี้ ภายภาคหน้านางคงไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้ว ปล่อยให้นางได้ดูเป็นครั้งสุดท้ายเถอะ”
ตัดภาพมาที่เว่ยเหมี่ยว เธอไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองกำลังจะถูกส่งไปเกิดใหม่รอบสอง ตอนนี้เธอกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปตามท้องถนนอย่างเบื่อหน่ายสุดๆ
ออกจากตระกูลเว่ยแล้วจะไปไหนดีล่ะเนี่ย?
"โครก..." เสียงท้องร้องดึงสติเว่ยเหมี่ยวกลับมา เธอใช้เวลาคิดอยู่สองวินาทีแล้วตัดสินใจว่า... หาข้าวกินก่อนละกัน
เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง แต่เรื่องกินห้ามขาด!
บนถนนคึกคักมาก มีทั้งผู้ฝึกตนเหาะเหินอยู่บนฟ้าและเดินอยู่บนดิน สองข้างทางเต็มไปด้วยแผงลอยขายของ สมุนไพรปราณและโอสถวิเศษวางขายกันเกลื่อนกลาด เสียงต่อรองราคาดังเซ็งแซ่ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายชีวิตประจำวันแบบสุดๆ
เว่ยเหมี่ยวโยนถุงเก็บของอันแสนจะยากจนข้นแค้นของตัวเองเล่น สลับกับมองไก่อบกลิ่นหอมฉุย น้ำตาแห่งความรันทดก็แทบจะไหลซึมออกทางมุมปาก
ขณะที่เธอกำลังชั่งใจว่าจะยอมเจียดหินปราณอันน้อยนิดไปซื้อไก่อบกินดีไหม จู่ๆ ก็มีขอทานเฒ่าแต่งตัวซอมซ่อโผล่มาจากไหนไม่รู้ เขาตบไหล่เว่ยเหมี่ยวเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเวทนา
“แม่หนูน้อยเอ๋ย เจ้าโดนพิษประหลาดเข้าให้แล้วล่ะ เกรงว่าคงอยู่ไม่พ้นพรุ่งนี้เช้าแล้ว มีอะไรอยากกินก็รีบๆ กินเสียเถอะนะ”
เว่ยเหมี่ยวตกใจสุดขีด ทว่าขอทานเฒ่ากลับพูดต่อหน้าตาเฉยว่า
“แต่ถ้าเจ้าซื้อไก่แล้ว ก็อย่าลืมแบ่งน่องไก่ให้ข้าสักน่องด้วยล่ะ”
เว่ยเหมี่ยวถึงกับพูดไม่ออก ในใจแอบค่อนขอดว่า 'ถ้าแค่อยากกินน่องไก่ ก็ไม่ต้องถึงขั้นแช่งให้ฉันตายก็ได้มั้งตาเฒ่า!'