- หน้าแรก
- มรรคาวิถีกระสุนดินดำ
- บทที่ 195 เดิมพัน
บทที่ 195 เดิมพัน
บทที่ 195 เดิมพัน
พระอาทิตย์ตกดิน แสงสนธยาแดงฉานอาบย้อมท้องนภา
เมื่อได้ยินดังนั้น จูเจิ้นปังก็ขมวดคิ้วเข้มมุ่นทันที
"ล้มเหลว? ไหนก่อนหน้านี้พวกผู้เชี่ยวชาญและศาสตราจารย์ประเมินว่ามีความมั่นใจสูงมากไม่ใช่หรือไง? ไม่ใช่บอกว่าคุณสมบัติของมอสคลื่นมรกตนั้นยอดเยี่ยม เป็นความหวังสำคัญในการแก้ปัญหาการเพาะปลูกพืชวิญญาณและปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรอกเหรอ?"
"ในทางทฤษฎีก็เป็นแบบนั้น"
นักพรตเสวียนหมิงส่ายหน้า สีหน้าฉายแววเสียดาย
"ตัวมอสคลื่นมรกตเองก็ต้องการปราณวิญญาณไม่สูงนัก แถมยังขยายพันธุ์ได้เร็ว นี่คือข้อดีของมัน แต่ปัญหามันอยู่ที่สภาพแวดล้อมของปราณวิญญาณในโลกความเป็นจริงต่างหาก"
"ผลการทดลองพบว่า เมื่อขยายขนาดการเพาะปลูกมอสคลื่นมรกตไปถึงจุดวิกฤตระดับหนึ่ง ภายในกลุ่มมอสจะเกิดกระบวนการ 'คัดสรรตามธรรมชาติ' และ 'ควบแน่นแก่นแท้' ขึ้นเอง พวกมันจะดึงเอาปราณวิญญาณที่มีอยู่อย่างจำกัดและเบาบางในโลกความเป็นจริง ไปรวมไว้ที่มอสส่วนน้อยตรงแกนกลางตามสัญชาตญาณ เพื่อกระตุ้นให้มอสส่วนนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ จนมีความบริสุทธิ์และปริมาณปราณวิญญาณสะสมสูงขึ้น"
เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง น้ำเสียงยิ่งฟังดูหนักอึ้ง
"แต่ความเป็นจริงคือ ความเข้มข้นและความบริสุทธิ์ของปราณวิญญาณโดยรวมในโลกความเป็นจริงมันต่ำเกินไป! ต่ำจนไม่สามารถรองรับกระบวนการ 'ควบแน่นแก่นแท้' ในสเกลนี้ได้!"
"ผลลัพธ์ก็คือ มอสคลื่นมรกตส่วนใหญ่ที่ขยายพันธุ์ออกมาจะเหี่ยวเฉาและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็วเพราะขาดปราณวิญญาณหล่อเลี้ยง มีเพียงส่วนน้อยนิดในห้องแล็บที่ใช้อุปกรณ์สารพัดช่วยรักษาระดับความเข้มข้นของปราณวิญญาณถึงจะพอมีชีวิตรอดได้บ้าง แต่อาการก็ร่อแร่ อย่าว่าแต่จะเอาไปปรับปรุงสภาพแวดล้อมหรือหล่อเลี้ยงพืชวิญญาณอื่นเลย ผลผลิต... แทบจะนับไม่ได้ มูลค่าตกลงอย่างน่าใจหาย"
จูเจิ้นปังขมวดคิ้วแน่นเป็นปมอยู่นาน ทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วถูเกล็ดบนหลังมืออย่างหงุดหงิด
"เป็นแค่ฝันลมๆ แล้งๆ ที่จับต้องไม่ได้อีกแล้ว! แล้วทีนี้จะทำยังไง? ทุ่มทรัพยากรหาทางแก้ต่อเหรอ?"
"เกรงว่า... คงยาก"
นักพรตเสวียนหมิงมองไปยังกองกำลังที่กำลังรวมพลพักผ่อนอยู่ไกลๆ น้ำเสียงล่องลอยแผ่วเบา
"ทรัพยากรมีจำกัด แรงกายแรงใจของผู้เชี่ยวชาญก็มีจำกัด เบื้องบนอาจจะกำลังพิจารณา... ว่าควรเปลี่ยนทิศทางหรือไม่"
จูเจิ้นปังรู้สึกหงุดหงิด จึงเอ่ยเสียงขุ่น
"งั้นก็ต้องรีบหน่อยแล้ว พวกลัทธิมารนั่นอาศัยการบูชายัญเลือดเพิ่มพลังได้อย่างต่อเนื่อง ไร้ขีดจำกัดคอขวด อีกไม่กี่ปีไม่รู้จะกลายสภาพเป็นตัวอะไร..."
นักพรตเสวียนหมิงเงียบไป เพียงทอดสายตามองหมอกในโบราณสถานที่กำลังจางหาย แววตาลึกล้ำยากหยั่งถึง
......
เม็กซิกาลี ภายในวิลล่า
จางอู๋จี๋ลำดับความต้องการของตัวเองและสถานการณ์ปัจจุบันจนชัดเจน ไม่ลังเลอีกต่อไป
เขาหยิบเครื่องสื่อสารเข้ารหัสสำหรับติดต่อสำนักงานกิจการพิเศษออกมา ภายหลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ครั้งนี้จางอู๋จี๋ไม่ได้ส่งข้อความ แต่เลือกที่จะกดโทรหาหัวหน้าทีมหวังโดยตรง
ในเมื่อเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเม็กซิกาลี จะมัวปิดๆ บังๆ ไปก็ไม่มีความจำเป็นแล้ว
...
สำนักงานใหญ่สำนักงานกิจการพิเศษ ห้องทำงานหัวหน้าทีมหวัง
หัวหน้าทีมหวังเพิ่งสรุปรายงานเสร็จและเตรียมตัวจะเลิกงาน จู่ๆ เสียงสัญญาณเตือนเฉพาะของเครื่องสื่อสารเข้ารหัสก็ดังขึ้น
หัวใจเขากระตุกวูบ ไม่ต้องดูเบอร์ก็รู้ เพราะเครื่องนี้มีผู้ติดต่อเพียงคนเดียว นี่คือสายตรงของคุณเทพสมบัติท่านนั้น!
แถมครั้งนี้ไม่ใช่เสียงเตือนข้อความแบบปกติ แต่เป็นการขอสายสนทนาโดยตรง!
เขาสูดหายใจลึก กดรับสายทันที พร้อมกับยืดหลังตรงโดยสัญชาตญาณ เอ่ยปากด้วยความเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"สวัสดีครับ! คุณเทพสมบัติ! เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสายจากท่านครับ!"
ปลายสายมีเสียงชายหนุ่มที่ราบเรียบชัดเจนและดูยังหนุ่มแน่นดังมา น้ำเสียงนิ่งสงบแต่แฝงพลังอำนาจของผู้ที่อยู่เหนือกว่ามาเนิ่นนาน ราวกับจะสั่นสะเทือนเข้าไปในจิตใจคนฟังได้โดยตรง
"เรียกว่าเสี่ยวหวังฟังดูไม่ค่อยรื่นหู งั้นฉันเรียกคุณว่าสหายเต๋าหวังแล้วกัน"
หัวหน้าทีมหวังหัวใจเต้นโครมคราม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงของอีกฝ่าย
ที่ผ่านมาล้วนสื่อสารผ่านตัวอักษร ครั้งนี้อีกฝ่ายโทรมาด้วยตนเอง เรื่องที่จะคุยต้องไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่
เขารีบยกระดับความสำคัญของการสนทนาครั้งนี้ไว้ในระดับสูงสุดทันที
"ครับผม เชิญท่านว่ามาได้เลยครับ!"
น้ำเสียงของหัวหน้าทีมหวังนอบน้อมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
จางอู๋จี๋ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้าประเด็นทันที น้ำเสียงดังชัดเจนผ่านหูโทรศัพท์
"มีสามเรื่องที่อยากจะหารือกับทางคุณ"
"เรื่องแรก เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานและความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตเม็กซิกาลี ฉันต้องการร่วมมือกับทางคุณ เพื่อให้ได้ช่องทางจัดหาน้ำ ไฟ และเสบียงอาหารที่มั่นคง รวมถึงนำทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นอย่างการแพทย์และการศึกษาเข้ามาปรับปรุงสถานการณ์ในพื้นที่"
หัวหน้าทีมหวังเข้าใจแจ่มแจ้งทันที!
เป็นเขาจริงๆ ด้วย!
บุคคลลึกลับที่สังหารผู้แข็งแกร่งระดับ A ที่เม็กซิกาลีคนนั้น!
หัวหน้าทีมหวังข่มความตื่นเต้นในใจ แล้วรีบตอบกลับ
"เรื่องนี้โดยหลักการแล้วทางเราสามารถให้ความช่วยเหลือได้ครับ การพัฒนาความเป็นอยู่และสร้างเสถียรภาพในพื้นที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย ส่วนรายละเอียดรายการสิ่งของ เส้นทางการขนส่ง และรูปแบบความร่วมมือ ทางเราต้องขอรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนถึงจะเริ่มดำเนินการได้ครับ"
เรื่องนี้ผู้อำนวยการหวังเคยเปรยไว้เป็นการส่วนตัวแล้ว ว่าขอแค่อีกฝ่ายเอ่ยปาก ความช่วยเหลือด้านวัตถุทางโลกหรือเงินทองที่ไม่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีผู้มีพลังพิเศษระดับแกนหลัก ล้วนเจรจาได้หมด
"ดีมาก"
น้ำเสียงของจางอู๋จี๋ยังคงราบเรียบ
"เรื่องที่สอง เกี่ยวกับวัตถุโบราณที่ได้จากโบราณสถาน ฉันต้องการยาเม็ดที่มีฤทธิ์แรงสักหน่อย"
หัวหน้าทีมหวังได้ยินดังนั้นก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบทบทวนรายการสิ่งของภายในองค์กรในหัวอย่างรวดเร็ว
"เรื่องยาเม็ด เราพอมีที่เก็บกู้มาได้บ้างครับ เช่น 'ยาเพาะรากฐาน' ที่ช่วยเร่งการฝึกฝน 'ผงคืนปราณ' ที่ช่วยฟื้นฟูพลังวิเศษอย่างรวดเร็ว หรือ 'ขี้ผึ้งชุบกาย' ที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกาย"
"พวกนี้ไม่พอ"
จางอู๋จี๋พูดขัดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา
"ฉันต้องการยาที่แรงกว่านี้ ที่มีผลกับระดับที่สูงกว่านี้ คุณน่าจะเข้าใจนะ"
หัวหน้าทีมหวังใจหายวาบ แต่พอลองคิดดูก็สมเหตุสมผล ระดับอย่างเขา จะไปต้องการยาเม็ดจากโบราณสถานในช่วงเริ่มแรกของการฟื้นฟูพลังวิญญาณทำไม?
เขาตอบกลับอย่างระมัดระวัง
"ท่านครับ ยาเม็ดที่แรงกว่านี้... ภายในสำนักงานกิจการพิเศษเรามีผนึกเก็บรักษาไว้นิดหน่อยครับ แต่ฤทธิ์ยารุนแรงและดุดันมาก ถึงขั้น... ถึงขั้นมีอันตราย จึงถูกจัดเป็นวัตถุควบคุมสูงสุดครับ"
"การแลกเปลี่ยนวัตถุประเภทนี้... ต้องใช้อำนาจระดับสูงมาก ผมไม่สามารถตอบตกลงกับท่านได้โดยตรง ต้องรายงานเบื้องบนและรอคำสั่งก่อนครับ"
"ได้ ฉันจะรอคำตอบจากคุณ"
จางอู๋จี๋ดูเหมือนจะคาดการณ์ไว้แล้วจึงไม่ได้บีบคั้น เปลี่ยนไปพูดเรื่องที่สามแทน
"เรื่องที่สาม ฉันต้องการข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับ 'พันธมิตรต้นกำเนิด' โดยเฉพาะขุมกำลัง 'อาณาจักรพุทธ' ที่อยู่ใต้สังกัด ทั้งฐานที่มั่นหลัก โครงสร้างบุคลากร และรูปแบบการเคลื่อนไหว พวกลัทธิมารที่ทำพิธีเลือดและมอมเมาประชาชนพวกนี้ ถึงเวลาต้องถูกคิดบัญชีแล้ว"
แม้จะรีดข้อมูลจากปากทูตรับส่งมาแล้ว โดยมีเชือกสยบปีศาจสำแดงฤทธิ์ช่วยกำกับ ทำให้เมื่อถูกมัดแล้วจะไม่สามารถพูดโกหกได้ หากไม่แล้วจะถูกพลังอาถรรพ์สะท้อนกลับ
แต่การพูดโกหกไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะได้ความจริงทั้งหมดที่จางอู๋จี๋ต้องการเสมอไป อีกทั้งการฟังความให้รอบด้าน ได้ข้อมูลจากหลายมุมมอง ย่อมดีต่อการลงมือจัดการอาณาจักรพุทธในลำดับถัดไปมากกว่า
พอได้ยินแบบนั้น หัวหน้าทีมหวังก็ชะงักไป พอตั้งสติได้ก็แทบจะโพล่งออกมาด้วยความประหลาดใจและเห็นด้วยเต็มที่
"เรื่องนี้เราสนับสนุนเต็มที่ครับ! ท่านครับ ไม่ขอปิดบัง หนึ่งในแรงกดดันหลักของสำนักงานกิจการพิเศษสาขาต่างๆ ก็คือการรับมือกับคดีสยองขวัญและความวุ่นวายที่พวกลัทธิมารพวกนี้ก่อขึ้น ถ้าจัดการหรือกวาดล้างพวกมันได้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด ข้อมูลที่เกี่ยวข้องผมจะรีบรวบรวมและส่งให้ท่านโดยเร็วครับ!"
ตัวเขาเองก็เคยจัดการกับสภาพความเสียหายหลังพิธีเลือดของลัทธิมารมากับมือ จึงเกลียดชังองค์กรประเภทนี้เข้ากระดูกดำ
เมื่อคุยธุระสำคัญสามเรื่องจบ ปลายสายทั้งสองฝั่งก็เงียบไปชั่วขณะ
ฝ่ายหนึ่งตอบรับทุกคำขอ อีกฝ่ายก็รู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีของฟรี จึงรอให้อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอมา
หัวหน้าทีมหวังรู้ดีว่าตามแผนเดิม คือต้องลองหยั่งเชิงถามถึงวิธีแก้จุดอ่อนของฝ่ายตัวเองในปัจจุบัน
แต่แล้วจู่ๆ เขาก็นึกถึงปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญทุกคนปวดหัว จนโครงการเกือบจะถูกยุบในที่ประชุมวันนั้นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ด้วยความหวังอันริบหรี่ว่า "เผื่อจะมีหนทาง" หัวหน้าทีมหวังจึงลองเอ่ยปากหยั่งเชิงถาม น้ำเสียงระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม
"คุณเทพสมบัติ... ต้องขออภัยที่ละลาบละล้วง ทางท่าน... พอจะมี... วิธีแก้ปัญหาขาดแคลนทรัพยากรปราณวิญญาณแบบยั่งยืน เช่น... วิธีเพาะปลูกพืชพิเศษบางชนิดในสเกลใหญ่บ้างไหมครับ?"
ถามจบ หัวใจเขาก็เต้นรัว รู้สึกว่าตัวเองอาจจะได้คืบจะเอาศอกมากไปหน่อย
ที่ปลายสาย จางอู๋จี๋เลิกคิ้วเล็กน้อย
วิธีเหรอ?
เขาจะมีวิธีอะไรได้?
แต่แล้วเขาก็นึกถึงข้าววิญญาณที่ตัวเองปรับปรุง และข้าววิญญาณต้นฉบับของโลกบำเพ็ญเพียรขึ้นมาได้
ในเมื่อเป็นวัตถุดิบวิญญาณพื้นฐานที่สุดของโลกบำเพ็ญเพียร ย่อมต้องมีดีในตัวมันเอง การนำมาปลูกในโลกจริงก็น่าจะไม่มีปัญหา
แถมเงื่อนไขการปลูกก็มีแค่อย่างเดียว คือปราณวิญญาณที่เพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้โลกบำเพ็ญเพียรก็มีคำตอบให้ตั้งนานแล้ว
เคล็ดวิชารวมวิญญาณโปรยพิรุณ
ถึงตอนนั้นถ้าสำนักงานกิจการพิเศษรู้สึกว่ายังดีไม่พอ เขาก็จะถือโอกาสปรับปรุงสูตรเฉพาะให้ แล้วฟันกำไรได้อีกรอบ
จางอู๋จี๋ขบคิดครู่หนึ่ง ก็ตอบกลับเสียงเรียบ
"มี"
คำเดียว ชัดเจนแจ่มแจ้ง
หัวหน้าทีมหวังลมหายใจสะดุดกึก
ยังไม่ทันจะได้ดีใจสุดขีด คำพูดต่อมาของจางอู๋จี๋ก็ตามมา
"ของสิ่งนี้ สามารถใช้เป็นข้อต่อรอง รวมเข้ากับการเจรจาแลกเปลี่ยนสามเรื่องที่ฉันเสนอไปเมื่อกี้... รายละเอียดเอาไว้รอคำตอบเรื่องที่สองจากเบื้องบนของฝั่งคุณมาก่อน แล้วค่อยมาคุยกัน ดีไหม?"
เรื่องนี้หัวหน้าทีมหวังย่อมไม่ขัดข้อง รีบรับคำทันที
เมื่อวางสาย
หัวหน้าทีมหวังถือเครื่องสื่อสารที่มีแต่เสียงสัญญาณตัดสาย ยืนเหม่ออยู่ที่เดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและความตื่นเต้นที่กลั้นไม่อยู่
เขาได้สติขึ้นมาทันควัน ไม่สนเรื่องอื่นอีกแล้ว รีบคว้าโทรศัพท์แล้วมุ่งหน้าไปห้องทำงานผู้อำนวยการหวังทันที
เขาต้องรีบรายงานผู้อำนวยการหวังเดี๋ยวนี้! โดยด่วน!
ฟ้าจะเปลี่ยนสีแล้ว!
...
ห้องทำงานผู้อำนวยการ
ต่างจากห้องประชุมขนาดใหญ่ใต้ดินลึกที่เต็มไปด้วยความล้ำยุค ห้องทำงานของผู้อำนวยการหวังดูสุขุมและเรียบง่ายกว่ามาก
โต๊ะทำงานไม้แดง ด้านหลังเป็นชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน อัดแน่นไปด้วยเอกสารและตำราต่างๆ
อากาศอบอวลด้วยกลิ่นชาจางๆ ถ้าเป็นเวลาปกติ คงเป็นที่ที่เงียบสงบเหมาะแก่การใช้ความคิด
ขณะนี้ ในห้องทำงานมีคนเจ็ดแปดคนยืนบ้างนั่งบ้าง เบียดเสียดกันอยู่ ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของประเทศด้านการเพาะปลูกพืชวิญญาณ ศาสตร์นิเวศวิทยาวิญญาณ และชีววิทยาโบราณสถาน
แม้บนผนังจะมีป้ายห้ามสูบบุหรี่ แต่เห็นได้ชัดว่าไร้ผลกับศาสตราจารย์สิงห์อมควันหลายท่าน ท่ามกลางควันโขมง เสียงโต้เถียงดังไม่ขาดสาย
ผู้อำนวยการหวังนั่งที่เก้าอี้ประธาน นิ้วนวดขมับ ฟังลูกน้องและผู้เชี่ยวชาญถกเถียงกันอย่างดุเดือด เนื้อหาคือการประเมินขั้นสุดท้ายของโครงการมอสคลื่นมรกตและการตัดสินใจเลือกทิศทางต่อไป
"ข้อมูลก็วางอยู่ทนโท่ ความเข้มข้นของปราณวิญญาณในโลกจริงไม่พอเป็นปัญหาคอขาดบาดตาย ไม่ใช่เรื่องที่เราจะแก้ได้ด้วยการปรับปรุงน้ำยาเพาะเลี้ยงหรือจัดแสง!"
ศาสตราจารย์อาวุโสผมบาง สวมแว่นหนาเตอะ ตบรายงานบนโต๊ะอย่างมีอารมณ์
"คุณสมบัติ 'รวมกลุ่มควบแน่น' ของมอสคลื่นมรกต ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันก็เท่ากับฆ่าตัวตายชัดๆ! เราทุ่มทรัพยากรไปตั้งเท่าไหร่ แล้วสิ่งที่ได้มาคืออะไร!"
"อาจารย์หลิว พูดแบบนั้นไม่ได้นะครับ!"
นักวิชาการอีกคนที่ดูหนุ่มกว่าเล็กน้อยสวมชุดกาวน์ขาวแย้งขึ้น
"การขยายพันธุ์รวดเร็วและคุณสมบัติรวมวิญญาณอ่อนๆ ของมอสคลื่นมรกตเป็นของจริงพิสูจน์ได้ นั่นแสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เพียงแต่สภาพแวดล้อมจริงของเรามันเป็นตัวถ่วง"
"ผมคิดว่าควรลงทุนต่อ ลองใช้ค่ายกลเทียมหรือหาวัตถุจากโบราณสถานมาสร้างปราณวิญญาณบริสุทธิ์ที่เสถียร สร้างสภาพแวดล้อมปราณวิญญาณสูงเฉพาะจุดเพื่อรองรับมัน..."
"สร้างสภาพแวดล้อมปราณวิญญาณสูงเฉพาะจุด? พูดน่ะมันง่าย!"
ผู้เชี่ยวชาญคนที่สามแค่นเสียง แย้งกลับไป
"ต้นทุนจะสูงขนาดไหน? กฎทรงพลังงานยังจะเอากันอยู่ไหม? เราต้องการแก้ปัญหาทรัพยากรปราณวิญญาณในระดับมหภาคและยั่งยืน ไม่ใช่สร้างเรือนกระจกสาธิตไม่กี่แห่ง! ผลผลิตแค่นี้จะไปพอให้ใครใช้? ยัดร่องฟันยังไม่พอเลย!"
"แล้วคุณจะให้ทำยังไง? ทิ้งมอสคลื่นมรกต ไปเอาตัวไหน? เถาวัลย์เมฆม่วง? ไอ้นั่นเรื่องมากจะตาย ต้องการดินที่มีปราณวิญญาณสูงกว่ามอสคลื่นมรกตอีก! หญ้าชิงหยวน? วงจรชีวิตยาวนานเกินไป กว่าจะโต หลานบวชแล้วยังไม่ได้กิน!"
"บางทีอาจจะลองพิจารณาเห็ดเรืองแสงที่เจอในโบราณสถานหมายเลข 03 แม้ปริมาณปราณวิญญาณจะต่ำกว่า แต่ดูเหมือนจะไม่จุกจิกเรื่องสภาพแวดล้อมนัก..."
"เห็ดเรืองแสง ไอ้นั่นมีพิษหรือเปล่ายังไม่รู้แน่ชัดเลย ในโบราณสถานมีแต่มนุษย์เชื้อราที่ถูกปรสิตเกาะกิน คุณกล้าให้นักเรียนชั้นเรียนฝึกตนกินเหรอ?"
การโต้เถียงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาหลักอยู่ที่เรื่องเดียว
ทรัพยากรมีจำกัด ต้องระดมสรรพกำลังเพื่อจัดการเรื่องใหญ่
จะดันทุรังกับมอสคลื่นมรกตที่ดูมีอนาคตสดใสแต่ดันติดคอขวดในโลกความเป็นจริง หรือจะยอมเจ็บแต่จบ แล้วหันไปหาพืชทางเลือกอื่นที่ศักยภาพอาจจะด้อยกว่า แต่มีโอกาสสำเร็จในระยะสั้นมากกว่า
ทุกทางเลือกหมายถึงต้นทุนเวลาอันมหาศาล
การฟื้นฟูพลังวิญญาณเพิ่งผ่านมาได้สองปี ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มีนับหัวได้ ไม่สามารถรองรับการเร่งหลายโครงการพร้อมกันได้เลย
นี่ยังดีที่เป็นประเทศมหาอำนาจที่มีรากฐาน เริ่มวางแผนตั้งแต่ยี่สิบปีก่อนตอนมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ถึงได้มีผู้เชี่ยวชาญเยอะขนาดนี้
ผู้อำนวยการหวังฟังเสียงโต้เถียงอื้ออึงข้างหู รู้สึกขมับเต้นตุบๆ
เขารู้ว่าผู้เชี่ยวชาญทุกคนหวังดีต่อประเทศ ต่างคนต่างมีเหตุผล แต่สถานการณ์ยืดเยื้อหาข้อสรุปไม่ได้แบบนี้ผลาญพลังใจที่สุด
เงาแห่งความวุ่นวายระดับโลกคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ เวลาไม่เคยคอยใคร
ทันใดนั้น ประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะรัวและเร่งรีบ
เสียงโต้เถียงเงียบลง ทุกคนหันไปมองประตูอย่างไม่สบอารมณ์
เวลานี้ ใครตาถั่วกล้ามารบกวน?
เสียงนี้กลับทำให้สมองผู้อำนวยการหวังตื่นตัวขึ้นบ้าง เขาพูดเสียงเครียด
"เข้ามา"
ประตูถูกผลักออก หัวหน้าทีมหวังชะโงกตัวเข้ามาครึ่งหนึ่ง
พอเห็นกลุ่มควันโขมงเต็มห้องและเหล่าผู้เชี่ยวชาญระดับสมบัติของชาติที่ปกติเห็นแต่ในรายงานภายใน ข่าวทีวียังไม่เคยออก เขาก็ชะงักไป อยากจะหดหัวกลับไปโดยสัญชาตญาณ
"เสี่ยวหวัง? มีอะไร?"
ผู้อำนวยการหวังเห็นเขา แววตาฉายประกายที่ยากจะสังเกตเห็นวูบหนึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากทัก
หัวหน้าทีมหวังถูกทักเรียก ก็จำต้องฝืนใจเดินเข้าไป รู้สึกถึงสายตาพิจารณาและสายตารำคาญใจนับไม่ถ้วนพุ่งมาที่ตัว จนหนังหัวชาหนึบ
เขาอ้าปาก มองผู้เชี่ยวชาญเต็มห้อง แล้วมองผู้อำนวยการหวัง คำพูดจุกอยู่ที่คอ สีหน้าลำบากใจสุดๆ
เห็นดังนั้น ผู้อำนวยการหวังก็พอจะเดาเรื่องราวได้ กำลังจะเอ่ยปากบอกให้เขารอสักครู่
ศาสตราจารย์อาวุโสหลิวที่อารมณ์ร้อนกำลังหงุดหงิดได้ที่ เห็นเจ้าหน้าที่วงนอกคนหนึ่งโผล่เข้ามาทำท่าอึกอัก จึงดุเสียงเขียวด้วยความไม่สบอารมณ์
"ไม่เห็นหรือยังไงว่าพวกเรากำลังถกเรื่องทรัพยากรยุทธศาสตร์สำคัญของชาติกันอยู่? ถ้าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วก็ออกไปรอก่อน! โครงการมอสคลื่นมรกตยังไม่ได้ข้อสรุป ไม่มีเวลามาสนใจเรื่องอื่น!"
ศาสตราจารย์แซ่หลี่อีกคนขยับแว่น น้ำเสียงแม้จะนุ่มนวลกว่าแต่ก็แฝงความห่างเหิน
"ใช่ สหายเสี่ยวหวังสินะ ตอนนี้พวกเรากำลังถกปัญหาทางเทคนิค เวลามีน้อยมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนจริงๆ ก็รอก่อนเถอะ"