- หน้าแรก
- เซียนกระบี่พิชิตหล้าย่างก้าวเหนือสวรรค์
- ตอนที่ 289 มองข้าม
ตอนที่ 289 มองข้าม
ตอนที่ 289 มองข้าม
ตอนที่ 289 มองข้าม
หอกุมกระบี่
นั่นเป็นเพียงดินแดนสืบทอดหนึ่งของสำนักหมื่นกระบี่เท่านั้น อีกทั้งมรดกภายใน พวกเขาก็เคยเห็นมาแล้ว
ล้วนเป็นเพียงเศษซากจากอดีตกาล ไม่สามารถนำขึ้นสู่เวทีใหญ่ได้จริง
ส่วนจะบอกว่าภายในมีมรดกอันแข็งแกร่งของบรรพจารย์หลายท่าน ก็ไม่ใช่ว่าใครอยากได้ก็จะได้
หากมีมรดกหลงเหลืออยู่จริง ป่านนี้ย่อมมีวี่แววการผงาดขึ้นแล้ว
หรือไม่ ผู้ที่ได้รับมรดกก็คงหนีหายไปนานแล้ว
สำนักหมื่นกระบี่… ยังมีสิ่งใดให้นึกถึงอีกหรือ?
ไม่มีแล้ว
และสำนักหมื่นกระบี่ตอนนี้ ก็ไม่ใช่สำนักหมื่นในวันวานอีกต่อไป
กล่าวได้ว่าแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลย
เป็นเพียง “หอกุมกระบี่” แห่งหนึ่ง ใช้เป็นคำสอนบรรพจารย์สืบต่อมาเท่านั้น จะฟื้นฟูสำนักหมื่นกระบี่หรือ? น่าตลกสิ้นดี
ต่อให้หายอดอัจฉริยะระดับนั้นพบจริง แล้วจะอย่างไรเล่า?
ยอดฝีมือผู้ไม่พลาดพลั้งผู้นั้น จะปล่อยให้เจ้าผงาดขึ้นได้ง่ายๆ หรือ?
จะหาเจอหรือไม่ยังไม่รู้ ต่อให้หาเจอ ก็สามารถดึงเข้าสำนักของตนเองมาฟูมฟัก หรือกำจัดทิ้งเสีย
เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด
เพราะแม้จะมีความเชื่อมโยงอยู่บ้าง แต่ก็เล็กน้อยนัก คนที่ตายไปนานนับพันปีแล้ว เหลือเพียงเศษเสี้ยวเช่นนี้ ต่อให้ได้มรดกมา จะผูกพันอันใดกับพวกเขาได้มากเพียงใด?
ไม่ว่าอย่างไร คนในอดีตล้วนตายสิ้น ตายสนิทไปแล้ว ตราบใดที่ไม่ใช่ผู้สืบเชื่อสายตรงๆ ก็แทบไม่มีใครใส่ใจจริงๆ
ความคิดถึงสำนักหมื่นกระบี่ผุดขึ้นมาเพียงชั่ววูบ ส่วนการสั่งให้ผู้พิทักษ์ซ้ายจับตาดู ก็เป็นเพียงคำพูดเลื่อนลอย
เขาไม่คิดเลยว่า “สำนักหมื่นกระบี่” ในปัจจุบันจก่อปัญหาใดให้กับพวกเขาได้ และเขาก็ไม่สนใจ
ข่าวจากเขตฉือเซี่ย ทางนครเทียนตูยังไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนใดๆ
ทว่า ณ สำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ กลับมีผู้อาวุโสผู้หนึ่งรีบร้อนก้าวเข้าสู่ตำหนักใหญ่
ชายผู้มีเค้าโครงเซียนมองผู้อาวุโสผู้นั้นแวบหนึ่ง “มีเรื่องใด ถึงได้ลนลานเช่นนี้”
“ท่านเจ้าสำนัก” ผู้อาวุโสผู้นั้นคำนับ ก่อนกล่าวอย่างร้อนรน “ข้าเพิ่งได้รับข่าวโดยบังเอิญ ศิษย์ของสำนักเราผู้หนึ่งซึ่งอยู่ขั้นหลอมสูญตาระดับสูงได้สังหารศิษย์ของนครเทียนตูสามคนต่อหน้าสาธารณชน”
“หากไม่ใช่เพราะศิษย์ของข้าออกเดินทาง และได้ยินข่าวนี้เข้า พวกเราอาจตั้งตัวไม่ทัน เมื่อข่าวแพร่กระจาย ก็คงสายเกินไปแล้ว”
“ก็แค่ศิษย์สำนักมาร ฆ่าก็ฆ่าไป มีอะไรให้น่าตกใจ” เจ้าสำนักส่ายหน้า “สิ่งที่พวกมันทำ ล้วนฟ้าดินชิงชัง คงไปล่วงเกินศิษย์ของสำนักเรากระมัง”
“เรื่องนั้น…” ผู้อาวุโสกลืนน้ำลาย “เป็นศิษย์ขั้นหลอมสูญตาสามคน และดูเหมือนว่า… เป็นฝ่ายเราลงมือโดยไม่มีเหตุอันควรในเขตฉือเซี่ย”
“ว่าอย่างไรนะ?” ดวงตาของเจ้าสำนักเบิกกว้างฉับพลัน “ข้ามิได้กำชับแล้วหรอกหรือ ว่าอย่าไปเขตชายขอบ? แล้วยังสังหารศิษย์หลักของนครเทียนตูอีก?”
ศิษย์หลักหมายความว่าอย่างไร แต่ละคนล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า
เพียงหนึ่งคนก็พอจะจุดชนวนมหาสงครามได้แล้ว
หากเป็นที่อื่นก็พอว่ากันได้ เพราะสำนักมารย่อมถูกฟ้าดินชิงชังอยู่แล้ว
การปราบมารพิทักษ์มรรคา ก็เป็นหน้าที่ของสำนักเซียนฝ่ายธรรมะ
แต่คราวนี้… เรื่องมันเกินไปจริงๆ
ปราบก็ปราบเถิด แต่จะฆ่าก็อย่าไปฆ่าคนที่ไม่ควรแตะต้องสิ
พลังของนครเทียนตูก็ถือว่าแข็งแกร่งกว่าสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์อยู่เล็ก จะให้อ้างคุณธรรมปราบมารก็ไม่จำเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น เขตชายขอบเป็นเพียงดินแดนรกร้างว่างเปล่า ใครจะไปที่นั่นทำไม
ที่นั่นสามสำนักมารกำลังร่วมมือกันกวาดล้าง สำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ไปแหย่เรื่องเช่นนี้ ไม่ใช่หาความเดือดร้อนใส่ตัวหรอกหรือ?
“ผู้ใดเป็นคนทำ มีข้อมูลหรือไม่” เจ้าสำนักถอนหายใจยาว บังคับให้ตนเองสงบลง
“เขาสวมผ้าคลุม ไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่ใช้เคล็ดวิชาของสำนักเรา” ผู้อาวุโสกล่าวอย่างจนใจ “ท่านเจ้าสำนัก ท่านต้องพิจารณาแล้วว่าจะทำอย่างไร หากนครเทียนตูส่งจดหมายทักท้วงลงมา และจัดการไม่ดี เรื่องย่อมบานปลายแน่”
ความนัยจากที่พูดมาก็คือจะเป็นใครก็ช่างเถิด เรื่องใหญ่สำคัญกว่า
แต่เจ้าสำนักกลับครุ่นคิดครู่หนึ่ง “สวมผ้าคลุม แต่ใช้เคล็ดวิชาของสำนักเรา?”
“เช่นนี้ เจ้าลองไปสืบดูว่าเป็นผู้ใด เอาเพียงเป้าหมายคร่าวๆ ก็พอ ให้ข้ารู้ว่าใครเป็นคนทำ ขั้นหลอมสูญตาระดับสูง นับรวมระดับผู้อาวุโสแล้ว ก็มีไม่ถึงร้อยคน สืบหาได้ไม่ยาก”
“เรื่องอื่น เจ้าไม่ต้องสนใจ”
ขั้นหลอมสูญตา ยอดฝีมือระดับนี้จะสืบก็ไม่ยากนัก
เพราะผู้ที่ก้าวถึงระดับขั้นนี้ มีน้อยยิ่ง
“จะเป็นผู้ใดกันแน่…” หลังผู้อาวุโสจากไป เจ้าสำนักยืนครุ่นคิดอยู่ในตำหนักใหญ่
จากนั้น เขาเรียกผู้อาวุโสฝ่ายต่างๆ หลายคนเข้ามา
เล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟัง
ผู้อาวุโสทั้งหลายถกเถียงกันอื้ออึง
“ก่อนหน้านี้ เราได้แจ้งกันไว้แล้ว และเขตชายขอบก็อยู่ในสภาพรกร้างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องปกป้องมากนัก สำนักหมื่นกระบี่ล่มสลายไปนานนับพันปี เหมืองโบราณก็ถูกขุดค้นหลายครั้ง นับแต่นั้นก็ไม่เคยมีสำนักเซียนแข็งแกร่งถือกำเนิดขึ้นอีก”
“ศิษย์ของสำนักเรากระทำเช่นนี้ อาจทำให้ผู้คนคิดว่าสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์แยกตัวออกจากสามสำนักมาร”
“ไม่เป็นผลดีต่อเราเลย”
“หึ” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งแค่นเสียง “พวกมันทำพิธีสังเวยเลือดในเขตชายขอบ ต่อให้เราไม่ยุ่ง ฟ้าดินก็ยังมองดูอยู่ ศิษย์ผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไร สำนักเราก็ไม่อาจลงโทษ อย่างน้อย ภายในสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ยังมีผู้มีมโนธรรมเหลืออยู่”
“มโนธรรมมีประโยชน์อะไร?” อีกคนสวนเสียงเย็น “เอามโนธรรมของเจ้ามาชั่งดูสิ ว่าหนักสักกี่ตำลึง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องจะลงโทษหรือไม่ลงโทษศิษย์ผู้นั้น แต่เป็นเรื่องว่าสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ของเราควรทำอย่างไรต่อไปต่างหาก”
“ใช่” อีกคนเสริม “ศิษย์ผู้นี้ เราไม่ลงโทษแน่ แต่ก็ต้องแสดงท่าทีบ้าง เพื่อไม่ให้สามสำนักมารจับผิด ก่อนหน้านี้พวกมันพูดอ้อมๆ เพียงแจ้งว่าจะรวบเขตชายขอบ”
“แต่ไม่คิดว่าจะ ‘รวบ’ กันด้วยวิธีนี้ ดังนั้นความผิดก็ยังไม่ใช่ของเรา”
ผู้อาวุโสคนเดิมกล่าวต่อ “หลังสำนักหมื่นกระบี่ล่มสลาย เขตชายขอบทั้งหมดก็เป็นของเรา พวกเขาจะทำพิธีสังเวยเลือดที่นั่น เราก็ปล่อยให้สังเวยไป”
“แต่หากวันหนึ่ง พวกมันสังเวยทั้งเขตชายขอบแล้วยังไม่พอ จะทำอย่างไร? จะไม่หันมามองผืนแผ่นดินด้านในหรอกหรือ? ถึงตอนนั้น สำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์อาจเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกทำลาย”
“ยิ่งไปกว่านั้น หากพวกมันสังเวยจนได้สิ่งใดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นศาสตรามาร ผู้ใดสักคน หรืออสูรประหลาด หากสามสำนักร่วมมือกัน เราจะต้านไหวหรือ?”
“ในความเห็นข้าศิษย์ผู้นี้ทำถูกแล้ว และเราควรยืนหยัดต้านแรงกดดันจากสามสำนักมาร ขุมกำลังของสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ ยังพอรับมือได้ไม่ใช่หรือ?”
ผู้อาวุโสทั้งหลายต่างเงียบงัน
พวกเขาไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดเช่นนี้ เพียงแต่เห็นว่าความเป็นไปได้นั้นต่ำยิ่ง
คนในเขตชายขอบมีมากพอให้สามสำนักมารใช้สังเวยเลือด
ส่วนการหันสายตามองแผ่นดินด้านใน… แทบเป็นไปไม่ได้
ต่อให้พวกมันกล้าหาญเพียงใด ก็คงไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับขุมกำลังระดับสำนักชั้นนำกระมัง?
“ผู้อาวุโสสาม ท่านคิดมากไปแล้ว หากพวกเขามีปัญหาจริง สำนักเซียนอื่นย่อมไม่ยืนดูเฉยๆ อีกทั้งเบื้องหลังเขตชายขอบก็ไม่ได้มีเพียงสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ของเราที่เป็นสำนักชั้นนำเพียงแห่งเดียว ทุกฝ่ายต่างเงียบงัน แล้วเหตุใดเราต้องออกหน้าเองด้วย?”
“ใช่ หากผู้อื่นยังไม่ส่งเสียง เราก็ไม่จำเป็นต้องไปล่วงเกินสามสำนักมารเพราะเรื่องนี้”
ผู้อื่นต่างพากันเอ่ยเกลี้ยกล่อม
ก็จริง ไม่จำเป็นต้องไปล่วงเกิน
จะไปสนใจพวกเขาทำไม เขตชายขอบเป็นเพียงดินแดนรกร้างว่างเปล่า เหมืองโบราณภายในอาจมีของดีอยู่บ้าง แต่ต่อให้เป็นพวกเขา ก็ไม่กล้าแตะต้องโดยง่าย
ยิ่งไปกว่านั้น เหมืองเหล่านั้นยังถูกสำนักอื่นๆ เหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วน เดิมทีก็ไม่มีความจำเป็นต้องเฝ้าดูแลต่ออีกแล้ว
ดินแดนส่วนนั้นสามารถละทิ้งได้โดยสิ้นเชิง
สำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องเพราะเรื่องนี้ ไปปะทะกับสามสำนักมารจริงๆ
ทุกคนต่างรู้ดีว่า ผู้อาวุโสผู้นี้ชิงชังความชั่วร้าย
แต่ท้ายที่สุด ต้องยึดผลประโยชน์ของสำนักมาก่อนเป็นอันดับแรก
สำนักชั้นนำหนึ่งแห่ง มีโครงสร้างใหญ่โตยิ่ง แต่หากจัดการพลาดเพียงครั้งเดียว ก็อาจแตกสลายได้ ตัวอย่างเช่นนี้มีให้เห็นไม่น้อย
ดังนั้น ทุกเรื่องต้องคำนึงถึงสำนัก คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ก่อน
แม้บางครั้งจะต้องขัดกับจุดยืนของตนเองก็ตาม
นี่แหละคือข้อจำกัดและความอึดอัดของสำนักชั้นนำอย่างพวกเขา
ผู้อาวุโสผู้นั้นดูแลหอคุมกฎ นิสัยร้อนแรง เมื่อเห็นทุกคนกล่าวเช่นนี้ ก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่นหัวเราะเย็นชา
คนพวกนี้ยอมถอยเพราะผลประโยชน์เล็กน้อย
วันนี้ถอยห้าก้าว พรุ่งนี้ถอยสิบก้าว แล้วหลับอย่างสบายใจ ใครจะรู้ว่าวันใดจะถอยจนไม่มีที่ให้ถอย สุดท้ายก็ยังต้องรบราฆ่าฟันอยู่ดี
ศึกย่อมไม่รอให้มีเวลาตั้งหลักมั่นคง เตรียมพร้อมครบถ้วนแล้วจึงปะทุขึ้น
ผู้อาวุโสสามจึงไม่มีอะไรจะพูดกับคนเหล่านี้อีก
ไม่พูดเสียเลยดีกว่า เจ้าสำนักเห็นเช่นนั้น ก็เงียบไปเล็กน้อย
เขาไม่ต้องการให้ภายในสำนักเกิดความแตกแยก แต่สิ่งที่ผู้อาวุโสสามกล่าวก็เป็นปัญหาจริง
ผู้อาวุโสทั้งหลายก็ไม่ได้คิดจะลงโทษศิษย์ผู้นั้น เพียงต้องการแสดงท่าทีเท่านั้น
ล้วนเป็นผู้มีอายุหลายพันปี จะไม่เห็นปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพียงแต่ครองตำแหน่งสูงมานาน ห่างไกลจากความขัดแย้งมากเกินไป มุมมองจึงแตกต่าง
“ข้าได้ให้ผู้อาวุโสอิ่นไปสืบข่าวแล้ว” เจ้าสำนักกล่าว
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ต้องมีคำอธิบาย มิฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดศึก หรือปล่อยให้ผู้อื่นมีข้ออ้าง ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ
เมื่อเจ้าสำนักเอ่ย ทุกคนก็หยุดสนทนา สายตาจับจ้องมาทางเขา
“ไม่ว่าผลการสืบจะเป็นอย่างไร ก็ไม่อาจถือเป็นความผิดของศิษย์หรือผู้อาวุโสผู้นั้นได้ อีกทั้งยามที่คนผู้นั้นปรากฏตัว ยังถูกคลุมด้วยผ้าคลุมดำ เช่นนั้นเราก็สามารถกล่าวได้ว่ามิใช่คนของสำนักเราที่ลงมือจริงๆ”
“พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ ด้วยเคล็ดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ที่เป็นหลักฐานสำคัญ ต่อให้พูดเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่เชื่อเราอยู่ดี” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งขมวดคิ้ว
เขาไม่ได้ตั้งใจท้าทายเจ้าสำนัก เพียงเห็นว่าคำอธิบายนี้ค่อนข้างฝืนเหตุผล
“ข้ากลับคิดว่าใช้ได้” ผู้อาวุโสอีกคนแย้ง “หากพวกมันยังคิดจะก่อความวุ่นวายในเขตชายขอบ ก็จำเป็นต้องกล้ำกลืนความสูญเสียนี้ ต่อให้เป็นสำนักเราลงมือจริง ก็สามารถปิดปากไม่ยอมรับได้”
“เคล็ดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ มิใช่วิชาหลักที่สุดของสำนักเรา คนนอกจะได้ไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเป็นยอดฝีมือของสำนักเราเท่านั้น”
ผู้อาวุโสสามได้ฟัง ก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ต่อให้เป็นคนของสำนักเราจริง หากไม่ยอมรับ สามสำนักมารก็ทำอะไรไม่ได้
เพราะอีกฝ่ายเพียงแสดงเคล็ดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ในมือเท่านั้น
อย่างอื่นมิได้แสดงออกมาเลย เช่นนั้นก็มีเหตุผลเพียงพอจะปฏิเสธจนถึงที่สุด
ต่อให้เรียกประทีปชะตามาตรวจสอบ พวกเขาก็ยังมีคำอธิบาย
ใครบอกว่าผู้ฝึกเคล็ดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ ต้องเป็นศิษย์ของสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์เล่า?
หากเป็นผู้อาวุโสใหญ่ในอดีตผู้ใดแอบถ่ายทอดวิชาออกไป ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น
ผู้อาวุโสสามยอมรับว่านี่เป็นวิธีจัดการหนึ่ง
แต่ปัญหาก็คือ คนผู้นั้น เป็นศิษย์ของสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์จริงหรือเปล่า?
ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ชวนพิกลอยู่บ้าง
ภายในสำนักเอง เคยมีการกล่าวถึงเรื่องเขตชายขอบกับศิษย์อยู่บ้างก็จริง แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
ศิษย์ของสำนักทัณฑ์กระบี่สวรรค์ แทบไม่ค่อยมีใครไปยังเขตชายขอบอยู่แล้ว ที่นั่นทั้งห่างไกลและกันดาร อีกทั้งยังมีเพียงเหมืองโบราณแห่งเดียว แม้จะถือว่ามีแก่นสารอยู่บ้าง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา มียอดฝีมือจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตอยู่ภายในนั้น
เพียงได้ยินชื่อ ก็พอจะจินตนาการได้แล้ว ว่านั่นคือแดนต้องห้ามระดับใด
คนปกติ จะมีสักกี่คนที่กล้าเสี่ยงเข้าไปจริงๆ
ส่วนฝ่ายมารนั้น อย่างไรเสีย สำนักของพวกเขาก็ไม่ได้หวาดกลัวเท่าใดนัก
ตามปกติแล้ว ไม่น่าจะเกิดการปะทะใดๆ ขึ้น เพียงแต่ว่า “ปกติ” ก็ไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน
สังหารศิษย์หลักถึงสามคนตรงๆ นี่ไม่ใช่การจุดชนวนสงครามหรอกหรือ?
ภายในสำนัก แม้จะมีศิษย์ที่ชิงชังความชั่วร้ายอยู่จริง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นไปยั่วยุศัตรูตรงๆ
ต่อให้สามสำนักมารกำลังสังเวยเลือดทั้งเขตชายขอบ พวกเขาก็เพียงส่งคนไปแทรกแซงบ้างเล็กน้อย เพื่อคุ้มครองสาขาของตนไม่ให้ได้รับผลกระทบก็เท่านั้น
ท้ายที่สุด สำนักก็ยังต้องรับศิษย์ จากเขตชายขอบซึ่งยังมีดินแดนย่อยที่แข็งแกร่งอยู่ ก็มีอัจฉริยะถูกคัดเลือกเข้ามาทุกปี
หากไม่ทำอะไรเลย ก็อาจทำให้อัจฉริยะเหล่านั้นรู้สึกหนาวเหน็บในใจ
แต่ก็เพียงเท่านี้เท่านั้น แล้วจะให้ทำมากกว่านี้ได้อย่างไร?
จะไปขัดขวางโดยตรงหรือ? ต่อให้คิด ก็ขัดขวางอะไรไม่ได้อยู่ดี