- หน้าแรก
- แพทย์เซียนโบราณแห่งยุคปัจจุบัน
- บทที่ 1: ปะทะคนขับรถสาว
บทที่ 1: ปะทะคนขับรถสาว
บทที่ 1: ปะทะคนขับรถสาว
บทที่ 1: ปะทะคนขับรถสาว
เมืองเจียงหนาน ยามเช้า
เย่ปู้ฝานยืนอยู่ริมถนน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลขณะทอดสายตามองดูรถราที่วิ่งขวักไขว่ไปมาไม่ขาดสาย
"รีบไปจ่ายค่าผ่าตัดซะ ไม่อย่างนั้นฉันรับประกันเลยว่าแม่แกอยู่ไม่พ้นวันนี้แน่"
"ยังมีหน้ามาขอยืมเงินอีกเหรอ? เงินที่ยืมบ้านฉันไปคราวก่อนยังไม่ได้คืนเลยนะ..."
"ไม่มี! ไม่มีโว้ย! แม่แกจะอยู่หรือตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน!"
แม่ของเย่ปู้ฝานกำลังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลและต้องการเงิน 50,000 หยวนด่วนเพื่อเป็นค่าผ่าตัด แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน เขาก็หาเงินไม่ได้เลยสักแดงเดียว เรื่องนี้ทำให้เขาร้อนใจจนแทบบ้า
"ดูเหมือนวิธีเดียวที่จะหาเงินค่าผ่าตัดแม่ได้ คือต้องแกล้งโดนรถชนเพื่อเรียกค่าทำขวัญสินะ แม้จะรู้ว่ามันผิดผีผิดมโนธรรม แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ไว้มีเงินเมื่อไหร่ฉันจะรีบชดใช้คืนให้ทันทีเลย"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาก็หันกลับไปมองถนนอีกครั้ง เงิน 50,000 หยวนไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เขาต้องเลือกรถหรูๆ สักคัน
ทันใดนั้น รถมาเซราติสีแดงคันหนึ่งก็แล่นผ่านมาด้วยความเร็วที่ไม่มากนัก
"คันนี้แหละ!"
เย่ปู้ฝานรีบก้าวเท้าออกไปสองก้าว แล้วพุ่งพรวดเข้าไปขวางหน้ารถมาเซราติคันนั้นทันที
เขาเคยดูคลิปพวกมิจฉาชีพแกล้งโดนรถชนบนอินเทอร์เน็ตมาบ้าง จึงพอรู้ขั้นตอนดี เขาคำนวณไว้แล้วว่า หากเขาพุ่งออกไปกะทันหัน คนขับจะต้องเหยียบเบรกมิดแน่ๆ และทันทีที่รถหยุด เขาก็จะลงไปนอนกองอยู่ใต้ล้อแล้วเรียกร้องค่าเสียหาย
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ปฏิกิริยาของรถมาเซราติคันนี้กลับพลิกโผ ไม่เป็นไปตามที่เขาคิดไว้เลยแม้แต่น้อย
คนขับเป็นหญิงสาวที่หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรามาก ทันทีที่เห็นคนโผล่พรวดพราดมาขวางหน้ารถ เธอก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด และแทนที่จะเหยียบเบรก เธอกลับปล่อยมือทั้งสองข้างออกจากพวงมาลัยแล้วยกขึ้นมาปิดตาตัวเองเสียนี่!
"บ้าไปแล้ว! ไม่เหยียบเบรกแต่ยกมือปิดตาเนี่ยนะ? แล้วนั่นจะเหยียบคันเร่งหาพระแสงอะไร!"
เมื่อเห็นรถมาเซราติพุ่งทะยานเข้ามาประดุจม้าป่าเตลิดหลุดการควบคุม เย่ปู้ฝานก็หลบไม่ทันเสียแล้ว
ปัง!
เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของเขาลอยละลิ่วปลิวไปไกลกว่าสิบเมตรราวกับว่าวสายขาด ในเสี้ยววินาทีที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขารู้สึกราวกับกระดูกทุกชิ้นในร่างกายแตกละเอียด ก่อนจะกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต
"อย่าได้คิดตบทรัพย์คนขับรถผู้หญิงเด็ดขาด..."
และนั่นคือความคิดสุดท้ายก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป
หลังเกิดอุบัติเหตุ ผู้คนมากมายต่างแห่แหนกันเข้ามามุงดูเหตุการณ์ แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า เลือดที่เขากระอักออกมานั้นได้สาดกระเซ็นไปโดนจี้หยกโบราณบนหน้าอก และเลือดเหล่านั้นก็ถูกหยกดูดซับเข้าไปจนหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา
เย่ปู้ฝานเป็นเด็กกำพร้า จี้หยกชิ้นนี้เป็นเบาะแสเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ตอนที่แม่บุญธรรมรับเขามาเลี้ยง เขาจึงสวมมันติดตัวไว้ตลอดเวลา
ในความเลือนราง เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากกลางอก ตามมาด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นลั่นในห้วงจิตสำนึก "เย่ปู้ฝาน ศิษย์รุ่นหลังเอ๋ย จงรับสืบทอดมรดกแห่งสำนักแพทย์บรรพกาลของข้าไปซะ!"
จากนั้น ภาพของนักพรตเฒ่าสวมชุดเต๋าสีเขียว หนวดเคราและเส้นผมขาวโพลนก็ปรากฏขึ้นในห้วงจิตสำนึกของเขา "ข้าคือ เย่เซียวเหยา แห่งสำนักแพทย์บรรพกาล ในเมื่อเจ้าได้รับการสืบทอดจากข้าแล้ว เจ้าก็ต้องปฏิบัติตามกฎของสำนักนั่นคือ รักษาผู้คน และใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือโลกหล้า"
สิ้นเสียงนั้น ข้อมูลมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขาราวกับสายน้ำ ทั้งเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังยุทธ์ ตำราแพทย์แผนโบราณ วิชาเต๋าอันเร้นลับ และสรรพวิชาอื่นๆ อีกมากมาย...
ข้อมูลเหล่านี้ผสานเข้ากับความทรงจำของเขาในทันที มันแจ่มชัดเสียจนราวกับว่าเขาเกิดมาพร้อมกับความรู้พวกนี้เลยทีเดียว
ในขณะเดียวกัน จี้หยกโบราณบนหน้าอกก็เริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะแปรสภาพเป็นกระแสพลังปราณอันแข็งแกร่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขา
ทันทีที่กระแสพลังปราณไหลเวียนเข้าสู่ร่างกาย มันก็เข้าไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกของเขาให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งค่อยๆ ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บสาหัสที่เขาเพิ่งได้รับเมื่อครู่ให้หายเป็นปลิดทิ้ง
ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ก่อนที่เย่ปู้ฝานจะดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้ ในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา เมื่อลืมตาขึ้นก็พบกับเพดานสีขาวสะอาดตา... ตอนนี้เขากำลังนอนอยู่ในห้องพักผู้ป่วยของโรงพยาบาล
เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าแค่ฝันไป?
เขายกมือขึ้นคลำที่หน้าอกตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบเพียงเชือกสีแดงเส้นเดียวเท่านั้น จี้หยกโบราณได้อันตรธานหายไปแล้ว
เขาจำได้แม่นว่าตัวเองถูกรถมาเซราติชนกระเด็นไปไกลขนาดนั้น แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิด ตรงกันข้าม เขากลับรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าที่เคย กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนเปี่ยมล้นไปด้วยพละกำลัง
วิชาแพทย์ วิชาเร้นลับ และวิชาบ่มเพาะพลังยุทธ์ที่ฝังรากลึกอยู่ในสมอง ล้วนแจ่มชัดประทับอยู่ในความทรงจำ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน เขาได้รับการสืบทอดมรดกจากสำนักแพทย์บรรพกาลจริงๆ!
"คุณฟื้นแล้ว!"
เสียงหวานใสร้องทักขึ้นด้วยความประหลาดใจ ตามมาด้วยใบหน้าสวยสะกดสายตาที่ชะโงกเข้ามาใกล้
หญิงสาวตรงหน้ามีเรือนผมยาวสลวยสยายเต็มแผ่นหลัง ดวงหน้าจิ้มลิ้มหมดจดไร้ที่ติ บวกกับทรวดทรงองค์เอวที่โค้งเว้าได้รูปสวยงาม บอกได้คำเดียวว่าเธอสวยงามจนหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ
เย่ปู้ฝานถึงกับเผลอจ้องตาค้าง เกิดมาเขาไม่เคยพบผู้หญิงที่สวยขนาดนี้มาก่อน ต่อให้เป็นดาราสาวที่ผ่านการแต่งหน้าทำผมจัดเต็มในทีวีก็ยังเทียบไม่ติด
"ขอโทษจริงๆ นะคะ ฉันชื่อ ฉินฉู่ฉู่ เพิ่งสอบใบขับขี่ผ่านเมื่อวานนี้เอง ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะขับรถชนคุณเข้า!"
ถึงตอนนั้นเย่ปู้ฝานถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า หญิงสาวที่กำลังก้มหัวขอโทษขอโพยเขาอยู่ตรงหน้านี้ ก็คือเจ้าของรถมาเซราติคันนั้นนี่เอง
เขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองหญิงสาวคนนี้เลยสักนิด ในเมื่อเขาตั้งใจวิ่งไปขวางหน้ารถเอง จะไปโทษเธอได้อย่างไร
ในทางกลับกัน ในใจของเขากลับรู้สึกขอบคุณเธอด้วยซ้ำ หากไม่ได้เจอกับแม่สาวนักซิ่งคนนี้ เขาก็คงไม่มีโอกาสได้รับการสืบทอดมรดกจากสำนักแพทย์บรรพกาลเป็นแน่
เมื่อเห็นเขาเงียบไป ฉินฉู่ฉู่ก็รีบพูดต่อ "ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันจะรับผิดชอบเรื่องที่ขับรถชนคุณเอง คุณพักผ่อนรักษาตัวอยู่ที่นี่ให้สบายเถอะ ฉันจะออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมดจนกว่าคุณจะหายดีและออกจากโรงพยาบาลได้เลย"
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งจองหองเหมือนพวกคุณหนูลูกผู้ดีมีเงินทั่วไป เย่ปู้ฝานก็รู้สึกประทับใจในตัวเธอมากขึ้น เขาจึงตอบกลับไปว่า "ขอบคุณครับ ผมไม่เป็นไรแล้ว"
"เมื่อวานฉันตกใจแทบแย่ ไม่คิดเลยว่าจะชนคุณกระเด็นไปไกลขนาดนั้น"
ฉินฉู่ฉู่พูดพลางยกมือขึ้นทาบอกอวบอิ่มด้วยความโล่งใจ "แต่น่าแปลกจริงๆ นะคะ หมอตรวจดูแล้วบอกว่าคุณไม่เป็นอะไรเลย แค่สลบไปชั่วคราวเพราะสมองได้รับการกระทบกระเทือนนิดหน่อยเท่านั้น นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ ขนาดรถของฉันยังต้องส่งเข้าอู่ซ่อมชุดใหญ่ แต่คุณกลับไม่เป็นอะไรเลย ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ"
เมื่อได้ยินคำว่า 'สลบไป' เย่ปู้ฝานก็ใจหายวาบ รีบถามด้วยความร้อนรนว่า "ผมสลบไปนานแค่ไหนครับ?"
ฉินฉู่ฉู่ตอบ "ประมาณครึ่งวันค่ะ ตอนแรกหมอบอกว่าคุณน่าจะฟื้นหลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมงซะอีก..."
"ครึ่งวันเลยเหรอ?!"
เย่ปู้ฝานผุดลุกขึ้นนั่งทันที แม่ของเขายังนอนอาการร่อแร่รอคอยความหวังอยู่ที่โรงพยาบาล เขาจะมัวมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกแล้ว!
ในเมื่อตอนนี้เขาได้รับการสืบทอดวิชาจากสำนักแพทย์บรรพกาลแล้ว บนโลกนี้ก็ไม่มีใครมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศไปกว่าเขาอีก เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอคนอื่นมาผ่าตัดให้แม่แล้ว เขาสามารถลงมือรักษาแม่ด้วยตัวเองได้เลย!
ด้วยความร้อนใจ เขาเผลอคว้ามือของฉินฉู่ฉู่มากุมไว้แน่น แล้วรีบถามว่า "ที่นี่คือที่ไหนครับ?!"
ฉินฉู่ฉู่ตกใจกับท่าทีของเขาจนลืมชักมือกลับ เธอเผลอตอบออกไปตามสัญชาตญาณว่า "ทะ...ที่นี่คือโรงพยาบาลกลางค่ะ"
แม่ของเขารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเจียงหนาน ซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร เย่ปู้ฝานกระโดดลงจากเตียง สวมรองเท้า แล้วพุ่งพรวดออกไปทันที
ฉินฉู่ฉู่ตะโกนไล่หลังมา "นี่คุณ จะไปไหนคะ? หมอบอกให้คุณพักผ่อนเยอะๆ นะ..."
"ผมไม่เป็นไรแล้ว รบกวนคุณช่วยจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลให้ด้วยนะครับ!"
เย่ปู้ฝานทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะวิ่งตะบึงออกจากโรงพยาบาลกลาง มุ่งหน้าตรงไปยังโรงพยาบาลเจียงหนานทันที ระหว่างทางที่วิ่งผ่านร้านขายยา เขาก็แวะซื้อเข็มเงินมาหนึ่งชุดแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อไว้
ภายในห้องไอซียูของโรงพยาบาลเจียงหนาน หมอเซี่ย ซึ่งเป็นแพทย์เจ้าของไข้ กำลังถ่างตาของ โอวหยางหลาน เพื่อตรวจดูม่านตา ก่อนจะหันไปมองเครื่องมือแพทย์ข้างเตียง แล้วเอ่ยกับ จางเสี่ยวหม่าน ซึ่งเป็นพยาบาลว่า "คนไข้เสียชีวิตแล้ว จัดการตามขั้นตอนต่อไปได้เลย"
"รับทราบค่ะ หมอเซี่ย"
จางเสี่ยวหม่านรับคำ ก่อนจะหยิบผ้าคลุมสีขาวขึ้นมาเตรียมคลุมร่างไร้วิญญาณบนเตียง
หมอเซี่ยปรายตามองโอวหยางหลานที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชาไร้เยื่อใย ไร้ซึ่งความรู้สึกเสียใจหรือสำนึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น
"ถ้าญาติคนไข้หาเงิน 50,000 หยวนมาจ่ายค่าผ่าตัดได้ แล้วให้ฉันเป็นคนลงมีดเองล่ะก็ ป่านนี้ก็คงยังมีโอกาสรอดชีวิตไปแล้ว น่าเสียดายที่เป็นแค่พวกยาจก เงินแค่นี้ก็ยังหามาไม่ได้ ไม่มีเงินก็ต้องนอนรอความตายแบบนี้แหละ"
จังหวะนั่นเอง เย่ปู้ฝานก็พุ่งพรวดเข้ามาในห้อง พอเห็นผ้าคลุมสีขาวในมือของจางเสี่ยวหม่าน เขาก็แผดเสียงลั่น "หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณกำลังทำอะไรกัน!"
จางเสี่ยวหม่านสะดุ้งโหยงชะงักมือทันที เธอรีบตอบกลับไปว่า "คนไข้เสียชีวิตแล้วค่ะ..."
"เหลวไหล! แม่ผมยังไม่ตาย!"
เย่ปู้ฝานที่ได้รับการสืบทอดวิชาจากสำนักแพทย์บรรพกาลมาแล้ว เพียงแค่ปรายตามอง เขาก็ล่วงรู้ถึงอาการของโอวหยางหลานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ตอนนี้แม่ของเขาแค่ตกอยู่ในสภาวะ 'แกล้งตาย' หรือชีพจรหยุดเต้นชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เสียชีวิตจริงๆ เสียหน่อย
เขาก้าวอาดๆ เข้าไปประชิดเตียง ผลักจางเสี่ยวหม่านให้พ้นทาง ก่อนจะล้วงเอาเข็มเงินออกจากกระเป๋า แล้วลงมือฝังเข็มลงบนร่างของโอวหยางหลานเล่มแล้วเล่มเล่าด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ!