- หน้าแรก
- สำนักงานปราบมาร รับจบทุกงานเพราะเป็นหนี้มังกร
- บทที่ 68 อาณาเขตปีศาจ
บทที่ 68 อาณาเขตปีศาจ
บทที่ 68 อาณาเขตปีศาจ
เมื่อการประมูลดำเนินมาถึงช่วงครึ่งหลัง ของที่นำมาจัดแสดงก็ยิ่งทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ราคาประมูลแต่ละชิ้นก็พุ่งแซงหน้ากันไม่หยุด
บรรยากาศภายในศูนย์จัดแสดงที่อาบไล้ไปด้วยแสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าคริสตัลสีทองบนเพดานทรงโดม เริ่มตึงเครียดขึ้นทีละน้อย ผู้คนที่นั่งอยู่ในโซนผู้ชมต่างจับจ้องไปที่ตัวเลขราคาที่พุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด พร้อมกับส่งเสียงฮือฮาออกมาเป็นระยะ ราวกับกำลังดื่มด่ำไปกับบรรยากาศการหว่านเงินทิ้งราวกับเศษกระดาษ ภายใต้แสงไฟสลัวจากผนัง ใบหน้าของผู้คน9jk’ถูกแต่งแต้มไปด้วยเงามืดและแสงสว่างสลับกันไปมา
เหมือนกับหม้อไฟซุปเนื้อที่กำลังเดือดปุดๆ ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีลูกชิ้นปลาลูกหนึ่งแอบกลิ้งตกลงไป
แต่เยว่เหวินตาไวเห็นเข้าพอดี
เขายังคงมีความแคลงใจเกี่ยวกับเด็กสาวที่ชื่อหวังเมี่ยวเมี่ยวคนนี้อยู่ ถึงแม้ในคดีของกวนฉิน เธออาจจะเป็นสิ่งชั่วร้ายฝ่ายดีที่มีเจตนาดีก็ตาม แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นสิ่งชั่วร้ายอยู่ดี
แล้วเธอมาโผล่ที่นี่ทำไมกันนะ?
ป่าแห่งสมบัติมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา แถมยังมีเจ้าหน้าที่สืบสวนจากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติประจำการอยู่เพียบ สิ่งชั่วร้ายอย่างเธอจะโผล่มาดูความครึกครื้นเฉยๆ งั้นเหรอ?
พอนึกถึงข่าวลือที่ว่ามีเผ่ามารหมายตากระถางทองแดงภูเขางูอยู่ เยว่เหวินก็อดรู้สึกกังวลไม่ได้ หรือว่าเป้าหมายของเธอจะเป็นกระถางทองแดงกัน?
แม้ว่าครั้งนี้เยว่เหวินจะไม่มีโอกาสได้กระถางทองแดงมาครอบครองแล้ว และพูดกันตามตรง เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย แต่ถ้ากระถางถูกมนุษย์ประมูลไป เขาก็อาจจะยังมีโอกาสได้เห็นมันอีกในอนาคต แต่ถ้ามันตกไปอยู่ในมือของสัตว์ปีศาจหรือมารแล้วหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เขาก็คงหมดโอกาสอย่างสิ้นเชิง
แถมตอนนี้ฉีเตี่ยนก็กำลังทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ของประมูลอยู่บนชั้นสองด้วย เขาจะทำเป็นมองไม่เห็นก็คงไม่ได้
ด้วยความที่คิดเผื่อเพื่อน เขาจึงส่งข้อความไปหาฉีเตี่ยน "พี่ฉี เมื่อกี้ทางนี้เห็นเด็กผู้หญิงท่าทางแปลกๆ คนนึงเดินขึ้นไปชั้นสองน่ะ เห็นเธอหรือเปล่า?"
รออยู่พักหนึ่งก็ไม่มีข้อความตอบกลับมา
ดูเหมือนว่าพวกเขาคงกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ อาจจะไม่ได้พกมือถือติดตัวไปด้วยก็ได้
ตามหลักแล้ว ชั้นสองทั้งหมดอยู่ในความดูแลของสำนักเคียงนที คนภายนอกไม่มีทางขึ้นไปได้เด็ดขาด แต่แผ่นหลังที่ดูคล้ายหวังเมี่ยวเมี่ยวนั่นกลับไม่ยอมลงมาสักที
เยว่เหวินเริ่มเป็นกังวล คิดไปคิดมา ไปเตือนฉีเตี่ยนด้วยตัวเองน่าจะดีกว่า ช่วงนี้ฉีเตี่ยนช่วยเขาไว้ตั้งหลายเรื่อง ถ้าเขาเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่สนใจเพื่อนเลย ก็คงรู้สึกผิดอยู่ในใจ
"หยกหลิวหลีวารีเซียนโบราณ เริ่มต้นประมูลที่สองล้านหยวน เริ่มประมูลได้เลยค่ะ!"
จังหวะนั้นเอง ผู้ดำเนินการประมูลแนะนำของวิเศษประเภทหยกหายากชิ้นหนึ่งจบพอดี หลายคนกำลังจ้องจะยกป้ายแย่งประมูลกันตาเป็นมัน เยว่เหวินกลับลุกพรวดขึ้นมา ทำเอาสมาธิของคนรอบข้างกระเจิงไปหมด
พอผู้ดำเนินการประมูลให้สัญญาณเริ่ม เขาก็ลุกขึ้นยืนทันที ทุกคนเลยหยุดชะงักเรื่องที่กำลังทำอยู่ แล้วหันมามองว่าไอ้เบอร์ 167 นี่มันจะทำอะไร
แค่ยกป้ายยังไม่พอ นี่ถึงขั้นยืนขึ้นมาเลยเหรอ นี่กะจะข่มขวัญผู้ร่วมประมูลคนอื่นหรือไง?
ใครไปกระตุกหนวดเสือเข้าล่ะเนี่ย?
วินาทีต่อมา ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน เยว่เหวินก็เดินออกจากที่นั่ง มุ่งหน้าไปยังทางออกของโซนประมูล
"ชิ—" ฝูงชนที่กำลังจับตามองเขาอยู่พากันส่งเสียงโห่ในใจ
ที่แท้ก็แค่จะไปเข้าห้องน้ำนี่เอง
ทำเอาตกอกตกใจหมดเลย
งานประมูลจัดขึ้นยาวนานขนาดนี้ การที่ตัวแทนจะแวบไปเข้าห้องน้ำตอนที่ไม่ได้ยกป้าย ก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก รอบตัวเยว่เหวินก็มีคนเดินผ่านไปผ่านมาอยู่เรื่อยๆ
แต่คนอื่นเขาไม่เหมือนหมอนี่นี่นา
คนอื่นเขาไม่ได้โดนคนทั้งงานจ้องมองแบบนี้นี่
การหลอกล่อของเขาทำเอาพวกที่ตั้งใจจะยกป้ายถึงกับเสียศูนย์ไปตามๆ กัน งานประมูลทั้งงานเงียบกริบไปกว่าสิบวินาที จนกระทั่งเขาเดินออกไป บรรยากาศถึงได้กลับมาลื่นไหลเหมือนเดิม
ตัวแทนหมายเลข 16 แสยะยิ้มเย็นชา นึกค่อนขอดในใจว่า ไม่มีความเป็นมืออาชีพเอาซะเลย
ในฐานะตัวแทนมืออาชีพ เขาฝึกฝนจนกระเพาะปัสสาวะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้ามาตั้งนานแล้ว นอกเหนือจากนั้น เขายังเตรียมพร้อมทั้งขวดน้ำเกลือแร่ แพมเพิส หนังยาง ไม้จิ้มฟัน และอุปกรณ์อื่นๆ อีกเพียบ เพื่อให้แน่ใจว่าเรื่องส่วนตัวของเขาจะไม่ส่งผลกระทบต่อการประมูลของนายจ้างเด็ดขาด
พอนึกถึงว่าไอ้ตัวแทนไม่ได้เรื่องคนนี้ก็ได้ค่าจ้างห้าพันเท่าเขา แถมเจ้านายของมันยังทรงอิทธิพลกว่าเจ้านายของเขาอีก ตัวแทนหมายเลข 16 ก็อดรู้สึกหมั่นไส้ไม่ได้
...
ชั้นสองของศูนย์จัดแสดงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งที่อยู่ใกล้กับโซนผู้ชมจะเป็นห้องวีไอพี ส่วนฝั่งที่อยู่ใกล้กับแท่นประมูลจะเป็นที่เก็บของประมูล ของมีค่าทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ที่นั่นชั่วคราว และจะแจกจ่ายให้ผู้ซื้อพร้อมกันหลังจบงานประมูล
ทางเข้าของทั้งสองฝั่งอยู่คนละด้านกัน ชั้นสองฝั่งที่เก็บของประมูลน่าจะมีผู้ฝึกตนจากสำนักเคียงนทีคอยเฝ้าอยู่ และห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด
แต่ภายหลังเยว่เหวินเดินออกมาจากโซนประมูล เขาก็เดินอ้อมโซนผู้ชมไปยังบันไดฝั่งนั้น ตลอดทางไม่มีใครเข้ามาขวางเลย เขาเดินขึ้นมาจนถึงชั้นสอง มองดูโถงทางเดินที่ว่างเปล่า และประตูห้องเก็บของที่ปิดสนิททั้งสองฝั่ง ก็เริ่มรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ แล้ว
ตามปกติ ที่นี่ต้องมีศิษย์สำนักเคียงนทีคอยเฝ้าอยู่อย่างแน่นหนาสิ
แล้วการที่ปล่อยให้โล่งโจ้งแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน?
แต่ถ้ามีสิ่งชั่วร้ายตัวไหนดวงจู๋กล้ามาป่วนที่นี่ ก็คงจะบ้าบิ่นเกินไปหน่อยมั้ง? นี่มันงานที่มีทั้งสำนักเคียงนทีและสำนักงานปราบปรามความผิดปกติคอยคุมอยู่เลยนะ!
"ใครน่ะ?" จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดดังมาจากข้างหลัง
เยว่เหวินหันขวับ ก็เห็นฉีเตี่ยนยืนทำหน้าขึงขังอยู่ตรงบันไดด้านหลัง มือข้างหนึ่งจับด้ามกระบี่ที่ชักออกมาครึ่งฝัก จ้องมองมาอย่างดุดัน
"พี่ฉี ผมเอง" เยว่เหวินรีบถอดหน้ากากออก
"พี่เยว่เหรอ?" ฉีเตี่ยนประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังมีท่าทีระแวดระวังอยู่ "นายขึ้นมาทำไม?"
"เมื่อกี้เห็นคนน่าสงสัยเดินขึ้นมาทางนี้น่ะ ก็เลยส่งข้อความไปเตือนนาย แต่นายไม่ตอบ" เยว่เหวินบอก "ฉันก็เลยแอบเป็นห่วง เลยขึ้นมาดู ปรากฏว่าที่นี่ดันไม่มีคนอยู่เลย"
"หืม?" ฉีเตี่ยนมองไปรอบๆ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที "เมื่อกี้ฉันลงไปรับของประมูลที่มาสายที่ชั้นหนึ่ง... แค่แป๊บเดียวเอง ทำไมข้างบนถึงไม่มีคนอยู่เลยล่ะ?"
เขารีบก้าวไปข้างหน้าตั้งใจจะไปดูสถานการณ์ แต่เยว่เหวินรีบดึงแขนเขาไว้
"คนที่ฉันเห็นน่ะ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นสิ่งชั่วร้ายตัวฉกาจที่ฉันเคยเจอมาก่อน เพราะงั้นถึงได้กังวลไง" เยว่เหวินอธิบาย "ถ้าการรักษาความปลอดภัยทั้งชั้นนี้โดนเจาะได้ล่ะก็ ลำพังพวกเราสองคนไม่มีทางจัดการได้แน่ รีบลงไปตามคนจากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติมาจัดการดีกว่า"
งานประมูลข้างล่างยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดโดยไม่มีใครรู้เลยว่าชั้นบนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเงียบๆ แต่แค่เดินออกไปตะโกนบอกสักคำ ไม่ว่าจะเป็นมารหรือสิ่งชั่วร้ายหน้าไหน ยอดฝีมือจากสำนักงานปราบปรามความผิดปกติก็พร้อมจะรับมือทั้งนั้น
ต่อให้หวังเมี่ยวเมี่ยวจะเก่งกาจแค่ไหน ก็คงสู้นักพรตจื่อกวงไม่ได้หรอกมั้ง?
"นายพูดมีเหตุผล" เมื่อกี้ฉีเตี่ยนกำลังร้อนใจ พอโดนเยว่เหวินเตือนสติ เขาก็รู้แล้วว่าต้องทำยังไงถึงจะถูก
ทั้งสองคนไม่ได้เข้าไปดูในห้องเก็บของ แต่หันหลังเตรียมจะลงบันไดพร้อมกัน แต่เพิ่งจะถอยลงมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะใสแจ๋วดังมาจากสุดทางเดินอีกฝั่ง
"คิกคิก" เป็นเสียงของเด็กสาวที่คุ้นเคย "พี่ชายสายโหด บังเอิญจังเลยนะคะ"
เยว่เหวินเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นร่างในชุดนักเรียนยืนอยู่หน้าห้องเก็บของห้องสุดท้ายด้านในสุด เธอคือหวังเมี่ยวเมี่ยวที่เขาเคยเจอมาก่อนนั่นเอง ใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตายังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย
"ก็บอกแล้วไงว่าเรียกชื่อฉันเฉยๆ ก็ได้" เขาเอามือปิดหน้า "ฉายานี้มันน่าอายจะตายไป"
"ใช่เวลามาเถียงเรื่องชื่อไหมเนี่ย?" ฉีเตี่ยนจ้องหวังเมี่ยวเมี่ยวเขม็ง สลับกับหันมามองเยว่เหวิน "นี่ใช่ไหมสิ่งชั่วร้ายที่นายบอกน่ะ?"
"อย่าพูดจาเหลวไหลสิ สิ่งชั่วร้ายอะไรกัน ก็แค่น้องสาวที่น่ารักคนนึงเท่านั้นแหละ" เยว่เหวินฝืนยิ้ม ก่อนจะหันไปพูดกับหวังเมี่ยวเมี่ยว "น้องเมี่ยวเมี่ยวจ๊ะ ชั้นสองนี่เขาไม่ให้คนนอกเข้านะ พวกพี่ไปก่อนล่ะ น้องก็รีบๆ ลงไปเถอะนะ"
"ได้ค่ะ" หวังเมี่ยวเมี่ยวยิ้มรับอย่างว่าง่าย "ไว้หนูได้กระถางทองแดงภูเขางูแล้วก็จะลงไปเลยค่ะ"
"สิ่งชั่วร้ายจริงๆ ด้วย!" ฉีเตี่ยนคิ้วขมวดเข้าหากัน
"มีสิ่งชั่วร้ายที่ไหนน่ารักขนาดนี้ล่ะ? แหะๆ... งั้นน้องเมี่ยวเมี่ยวก็รีบกลับบ้านนะจ๊ะ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่จะรอนาน" เยว่เหวินพูดตัดบทหวังเมี่ยวเมี่ยว พลางลากแขนฉีเตี่ยนวิ่งลงบันไดไป
แต่วิ่งไปวิ่งมาก็ชักจะรู้สึกแปลกๆ ทำไมถึงรู้สึกเหมือนพวกเขาวิ่งไปข้างหน้า แต่บันไดมันกลับเลื่อนถอยหลังล่ะ? เหมือนกับกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้าเลย วิ่งแทบตายก็ยังอยู่ที่เดิม
เยว่เหวินลองกระโดดลอยตัวขึ้นไปดู คราวนี้ยิ่งแปลกหนักกว่าเดิมอีก
ทุกสิ่งรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควัน และเปลี่ยนรูปร่างไปในพริบตา แค่วินาทีเดียว เขาก็พบว่าตัวเองกับฉีเตี่ยนหลุดเข้ามาอยู่ในมิติประหลาดซะแล้ว
รอบด้านคือโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล ใต้เท้าของพวกเขาคือพื้นผิวหยาบๆ ที่เลื่อนถอยหลังไปเรื่อยๆ ดูเหมือนจะเป็นแผ่นไม้ที่ถูกมัดด้วยเชือกปอ เนื่องจากพื้นมันเลื่อนถอยหลังไม่หยุด พวกเขาจึงต้องวิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ เพื่อให้อยู่กับที่ ซึ่งมันก็เหมือนกับสถานการณ์เมื่อกี้นี้เป๊ะ
แต่ที่ต่างออกไปก็คือ ด้านหลังของพวกเขามีแมวลายสลิดตัวยักษ์สูงเท่าตึกหลายชั้นโผล่มาน่ะสิ!
แมวตัวนี้ใหญ่โตมหึมา กรงเล็บแหลมคม นัยน์ตากลมโตฉายแววคมกริบของนักล่า แฝงความโหดเหี้ยมและขี้เล่นเอาไว้ โดยมีเงาของมนุษย์จิ๋วสองคนสะท้อนอยู่ในนั้น
มันใช้สี่เท้าตะกุยแผ่นไม้ใต้เท้า แล้วก็วิ่งห้อตะบึง!
พอมันวิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเยว่เหวินกับฉีเตี่ยนวิ่งช้าลงแม้แต่นิดเดียว ก็คงโดนมันไล่ตามทัน แล้วเขมือบเข้าไปในคำเดียวแน่!
"อาณาเขตปีศาจ!" ฉีเตี่ยนรู้ตัวทันที
ที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ในศูนย์จัดแสดงงานประมูลอีกแล้ว และไม่ใช่ภาพลวงตาด้วย แต่มันคือโลกใบเล็กๆ ที่ครอบคลุมพวกเขาเอาไว้! กลิ่นอายปีศาจรุนแรงขนาดนี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นอาณาเขตปีศาจแน่นอน!
ไอ้ที่เรียกว่า อาณาเขตปีศาจ เขตแดนมาร หรืออาณาเขตฝันร้าย... ความจริงมันก็คล้ายๆ กัน ก็คือตอนที่สิ่งชั่วร้ายมีพลังแข็งแกร่งถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถสร้างโลกใบเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบต่อโลกภายนอกขึ้นมาได้ แค่มีรูปแบบและลักษณะแตกต่างกันไปเท่านั้นเอง
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ที่ทะลวงถึงขอบเขตที่เจ็ด เริ่มฝึกฝนถ้ำสวรรค์ปราณสมุทรของตัวเอง ก็สามารถปล่อยออกมาในรูปแบบของโลกใบเล็กได้เหมือนกัน
โลกใบเล็กนี้สามารถครอบทับพื้นที่เดิมได้ เมื่อถูกดึงเข้าไปข้างใน ก็ต้องทำตามกฎที่อีกฝ่ายตั้งไว้ ไม่อย่างนั้นก็ต้องหาทางหนีออกมา หรือไม่ก็ทำลายมันทิ้งซะ
เมื่อกี้แค่พริบตาเดียว หวังเมี่ยวเมี่ยวก็ดึงพวกเขาเข้ามาในอาณาเขตปีศาจนี้แล้ว
ในโลกใบเล็กของเธอตอนนี้ ยังมองไม่เห็นอะไรอย่างอื่น เห็นแค่แท่นวางลู่วิ่งทรงกระบอกทำจากไม้ขนาดมหึมา ที่มีแมวลายสลิดยักษ์สูงเท่าตึกหลายชั้นกำลังวิ่งสับขาสี่ข้างอยู่ข้างใน
ที่แท้มันก็คือลู่วิ่งล้อหมุนของแมวขนาดยักษ์นี่เอง!
หรือจะบอกว่าทุกอย่างในนี้ขนาดปกติ แต่พวกเยว่เหวินดันตัวเล็กลงกันแน่นะ?
ยังไงก็ตาม ชายหนุ่มสองคนในลู่วิ่งทรงกระบอกนี้ดูตัวเล็กจิ๋วหลิว เหมือนหนูที่หลงเข้าไปในรังแมวไม่มีผิด พวกเขาต้องสับขาวิ่งหนีตายแบบไม่คิดชีวิต ถ้าหยุดพักแม้แต่วินาทีเดียว ก็จะโดนกรงเล็บของแมวลายสลิดตัวนั้นตะปบทันที
พวกเขาอยากจะใช้วิชาตัวเบาเหาะหนี แต่ในโลกใบนี้เหมือนจะไม่มีร่องรอยของมรรคาวิถีอื่นอยู่เลย ไม่ว่าวิชาอาคมอะไรก็ใช้ไม่ได้ทั้งนั้น!
พวกเขาทำได้แค่วิ่งไปเรื่อยๆ เท่านั้น
"นี่มันอาณาเขตปีศาจแบบไหนกันเนี่ย?" เยว่เหวินเพิ่งเคยเข้ามาในที่แบบนี้เป็นครั้งแรก เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด "เล่นคาร์ดิโอหนักขนาดนี้ กล้ามไม่หายหมดหรือไง?"
ฉีเตี่ยนร้องโอดครวญ "พี่เยว่ นั่นมันใช่ประเด็นเหรอ?!"