- หน้าแรก
- สองโลกผสานวิวัฒนาการอสูร
- บทที่ 43 - สาวน้อยหูแมว
บทที่ 43 - สาวน้อยหูแมว
บทที่ 43 - สาวน้อยหูแมว
"พี่หนาน พวกเรานั่งตรงไหนครับ"
เมื่อเดินเข้ามาในสถานที่จัดการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยง หลินซู่ก็เริ่มมีอาการประหม่าขึ้นมาเล็กน้อย
ความรู้สึกเหมือนมีแต่พวกบิ๊กเบิ้มเต็มไปหมด...
นักวิจัยชื่อดังที่เพิ่งเดินผ่านเขาไปเมื่อกี้ ก็คือหนึ่งในผู้แต่งหนังสือเรียนมัธยมปลายที่หลินซู่ใช้อ่าน แถมยังมีผู้หลักผู้ใหญ่จากหลากหลายวงการกำลังจับกลุ่มคุยกันอยู่ทั่วบริเวณ หลายคนในนั้นหลินซู่ก็เคยเห็นหน้าค่าตาผ่านทางทีวีมาแล้วทั้งนั้น
ดูเหมือนเขาจะประเมินอิทธิพลของงานแข่งขันครั้งนี้ต่ำไปจริงๆ
"นั่งตรงนั้นแหละ เห็นป้ายของมหาวิทยาลัยซานเฉิงไหม โซนนั้นทั้งหมดเป็นของพวกเรา นั่งตรงไหนก็ได้ตามสบายเลย" ข้างๆ หลินซู่ ฉินหนานสวมแว่นกันแดดอันใหญ่เบิ้มที่ปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง แถมยังมีกล้องวิดีโอความละเอียดสูงดีไซน์เรโทรห้อยคอมาด้วย
พี่แกเอามาจริงๆ ด้วยแฮะ...
"อ้อ เห็นแล้วครับ" หลินซู่พยักหน้า เดินตามฉินหนานไปนั่งในโซนของมหาวิทยาลัยซานเฉิง เขาเหลือบมองฉินหนานที่นั่งอยู่ข้างๆ "พี่หนาน วันนี้ทำไมพี่ถึงใส่แว่นกันแดดมาด้วยล่ะครับ"
"อ๋อ ฉันไม่อยากให้ยัยป้าหน้าเหม็นนั่นจำได้น่ะ" ฉินหนานตอบส่งๆ
"เธอว่าใครเป็นยัยป้าหน้าเหม็นฮะ" เสียงเย็นชาดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงของผู้หญิงผมตรงประบ่าที่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง ทว่าความภูมิฐานจากทรงผมกลับถูกกลบมิดด้วยใบหน้าสวยเฉี่ยวที่ดูเย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งหมื่นปี
"ซวยชะมัด!" ฉินหนานบ่นอุบอิบ ถอดแว่นกันแดดออกแล้วถลึงตาใส่ผู้มาเยือน "ฉันว่าเธอแล้วมันจะทำไม สืออวี่ฮว๋า"
สืออวี่ฮว๋ายืนนิ่งอยู่ตรงทางเดิน จ้องมองฉินหนานด้วยแววตาเรียบเฉย "พูดไปก็ไร้ประโยชน์ ตั้งแต่เล็กจนโต เธอไม่เคยเอาชนะฉันได้เลยสักครั้ง และครั้งนี้ก็เหมือนกัน"
"ก็ไม่แน่หรอกนะ บางที... ครั้งนี้ฉันอาจจะมีเซอร์ไพรส์ชุดใหญ่ให้เธอก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ" ฉินหนานแสยะยิ้ม มือเผลอไปลูบกล้องวิดีโอที่ห้อยคออยู่โดยอัตโนมัติ
เดี๋ยวคอยดูหน้าเหวอๆ ของยัยป้านี่เถอะ แม่จะถ่ายเก็บไว้สักร้อยรูปเลย!
สืออวี่ฮว๋าส่ายหน้า ไม่ต่อล้อต่อเถียงอะไรอีก หันหลังเดินไปทางโซนที่นั่งของมหาวิทยาลัยจิงหัว
"พี่หนาน พวกเราจะได้ขึ้นเวทีเป็นคิวที่เท่าไหร่ครับ" หลินซู่เอ่ยถามทำลายความเงียบ
พอได้เจอตัวจริงของนักวิจัยสืออวี่ฮว๋า เขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมพี่หนานถึงไม่ถูกชะตากับอีกฝ่ายนัก
ก็คาแรคเตอร์ของสองคนนี้มันขั้วตรงข้ามกันชัดๆ เลยนี่นา...
"คิวที่สาม" ฉินหนานชูนิ้วบอกใบ้ "ลำดับการขึ้นเวทีในการแข่งขันครั้งนี้ เขาเรียงตามอันดับของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันน่ะ"
"เข้าใจแล้วครับ" หลินซู่พยักหน้า
ถ้าอิงตามอันดับในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยซานเฉิงก็รั้งอันดับสาม
ส่วนที่อยู่เหนือพวกเขาก็คือ มหาวิทยาลัยจิงหัว ในอันดับหนึ่ง และ มหาวิทยาลัยจงเทียน ในอันดับสอง
"อ้อ จริงสิ เสี่ยวหลิน นายลองเปิดแอคเคาท์โซเชียลของนายดูสิ"
"หืม?" หลินซู่เปิดอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาดู แล้วสีหน้าก็เริ่มแปลกไป
ใต้รูปโปรไฟล์ในโซเชียลมีเดียของเขามีเครื่องหมายติ๊กถูกสีฟ้าเพิ่มขึ้นมา แถมยังมีข้อความเล็กๆ กำกับไว้ด้วยว่า 'นักวิจัยเต็มตัว สถาบันวิจัยวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยซานเฉิง'
"พี่หนาน พี่เป็นคนจัดการยืนยันตัวตนให้ผมเหรอครับ"
"ก็ใช่น่ะสิ" ฉินหนานหัวเราะคิกคัก "ทำแบบนี้ พอถึงตอนที่นายขึ้นเวที คนอื่นๆ ก็จะหาแอคเคาท์นายเจอได้ง่ายๆ จะได้กดติดตามถูกคน ไม่ไปหลงกดติดตามพวกแอคหลุมไง เป็นไงล่ะ ฉันรอบคอบไหม"
หลินซู่: "..."
นี่เขากำลังจะมีผู้ติดตามทะลุห้าสิบล้านคนเหมือนกันแล้วเหรอเนี่ย?
...
เขต 11, สนามประลองเทียนจ้าน
จงเทียนจ้านเปิดหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมารอตั้งแต่เนิ่นๆ โดยมีจงเฮ่าและจ้าวเทียนเฉินนั่งอยู่ขนาบข้าง
"คุณลุงจงครับ พี่เฮ่า โปรเจกต์ของพ่อผมน่าจะได้โชว์เป็นคิวที่สองนะครับ" จ้าวเทียนเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม "พอโชว์เสร็จ เขาก็น่าจะทำการประเมินผลไปพร้อมๆ กันเลย พอผ่านการประเมินปุ๊บ ผมก็จะให้สุนัขอัคคีเมฆาวิวัฒนาการทันที พวกทรัพยากรกับทักษะวิวัฒนาการอะไรพวกนี้ก็เตรียมไว้พร้อมหมดแล้วครับ"
"ลุงก็ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย" จงเทียนจ้านหัวเราะร่วน "ไม่ได้เจอหน้าน้องจ้าวมาตั้งหลายปี ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เขาจะได้ไปยืนอยู่บนเวทีใหญ่ระดับนั้นแล้ว ส่วนลุงก็ยังใช้ชีวิตไปวันๆ เหมือนเดิม"
"คุณลุงทำสนามประลอง ก็เจ๋งไม่แพ้กันหรอกครับ" จ้าวเทียนเฉินยิ้มตอบ "ตอนนี้สนามประลองเทียนจ้านก็ถือเป็นระดับท็อปๆ ของเขต 11 แล้วนะครับ ความสำเร็จของคุณลุงไม่ได้ด้อยไปกว่าพ่อผมเลย"
"แหม ปากหวานจริงนะเรา ไม่เหมือนตาเฮ่าลูกชายลุงเลย" จงเทียนจ้านปรายตามองลูกชายตัวเองด้วยสายตาละเหี่ยใจ "ไอ้ลูกบ้าคนนี้สู้หลานไม่ได้สักเรื่อง"
จงเฮ่าที่นั่งเงียบมาตลอดจู่ๆ ก็หน้ามุ่ย "อย่างน้อยผมกับเทียนเฉินก็มีเรื่องนึงที่เหมือนกันแหละน่า"
"อ้อ? เรื่องอะไรล่ะ"
"ก็แพ้หลินซู่ไง"
จงเทียนจ้าน: "..."
จ้าวเทียนเฉิน: "..."
จ้าวเทียนเฉินกระแอมเบาๆ เขายังแอบเจ็บใจกับความพ่ายแพ้ครั้งเดียวในชีวิตอยู่เหมือนกัน "ไม่เป็นไรหรอกครับ รอถึงตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมจะขอท้าหลินซู่สู้อีกรอบเพื่อพิสูจน์ฝีมือ ถึงตอนนั้นสัตว์อสูรของผมก็วิวัฒนาการเป็นระดับบัญชาการแล้ว เหมันต์ไร้รอยของเขาไม่มีทางสู้ผมได้แน่"
"ดีมาก" จงเทียนจ้านพยักหน้าเห็นด้วย หันขวับไปมองลูกชายตัวเองแล้วฟาดหลังหัวไปฉาดใหญ่ "เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แกต้องทำให้หมีศิลาจอมพลังวิวัฒนาการให้ได้ภายในเดือนนี้ เข้าใจไหม!"
"โอย..."
...
ภายในห้องฝึกซ้อมที่ปิดมิดชิด ร่างของใครบางคนยืนนิ่งเงียบงัน
นั่นคือเด็กสาวคนหนึ่ง ตอนนี้เธอหลับตาพริ้ม บนใบหน้าสวยเก๋มีเส้นแสงสีฟ้าน้ำแข็งปรากฏขึ้นเป็นลวดลาย ตรงกลางหน้าผากมีสัญลักษณ์รูปเกล็ดหิมะเด่นชัด ผมยาวสลวยสีขาวราวหิมะทิ้งตัวสยายอยู่เบื้องหลัง บนหัวมีหูแมวโผล่ขึ้นมาสองข้าง ซึ่งส่วนปลายของหูแมวสีขาวนั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าน้ำแข็ง
ด้านหลังของเธอ มีหางแมวเรียวยาวแกว่งไกวไปมาอย่างพริ้วไหวและสง่างาม
ทันใดนั้น เด็กสาวก็ลืมตาขึ้น เผยให้เห็นดวงตาสีฟ้าน้ำแข็ง พลังงานมหาศาลทะลักล้นออกจากร่าง ก่อตัวเป็นพายุพลังงานพัดเอาเส้นผมที่สยายอยู่ให้ปลิวไสว
เด็กสาวค่อยๆ ชี้นิ้วไปยังเป้าซ้อมที่อยู่ไกลออกไป แสงสีฟ้าน้ำแข็งมารวมตัวกันที่ปลายนิ้วอย่างเงียบเชียบ พายุพลังงานรอบตัวคล้ายถูกดึงดูดเข้าไปในแสงนั้น ในที่สุดมันก็กลายสภาพเป็นพายุเหมันต์ขนาดเท่าปากชาม พุ่งทะลวงเข้าใส่เป้าซ้อมราวกับกระสุนปืนใหญ่
"ตู้ม!!!"
สิ้นเสียงกัมปนาท เป้าซ้อมก็แหลกละเอียด ไม่นานหน้าจอโฮโลแกรมก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นมา
ดัชนีผสานความผูกพัน: 73
"ฟู่~" เด็กสาวถอนหายใจยาว บ่นพึมพำกับตัวเองเบาๆ "เพิ่มขึ้นมานิดนึงก็ยังดี ก็เป็นเหมันต์ไร้รอยนี่เนอะ จะไปหวังอะไรมากมาย ค่อยเป็นค่อยไปแล้วกัน สักวันฉันจะต้องดึงดัชนีขึ้นไปให้ถึง 100 ให้ได้"
ระหว่างที่เธอบ่นพึมพำ รูปร่างของเด็กสาวก็เริ่มเปลี่ยนไป
แสงสีเหลืองนวลวาบขึ้นที่กลางหน้าผาก ลวดลายแสงบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป สัญลักษณ์เกล็ดหิมะที่หน้าผากก็แตกสลาย หูแมวและหางที่โผล่ออกมาก็สลายกลายเป็นแสงระยิบระยับ ผมยาวสีขาวก็กลับกลายเป็นสีดำสนิทตามปกติ จะมีก็แค่ปอยผมสีขาวเล็กๆ ข้างแก้มเท่านั้นที่ยังคงเดิม
ซึ่งนั่นเป็นปอยผมที่เด็กสาวตั้งใจทำไฮไลต์เอาไว้ ไม่ได้เกิดจากการผสานพลังกับสัตว์อสูรแต่อย่างใด
เมื่อเด็กสาวกลับคืนสู่สภาพปกติ ข้างกายเธอก็มีเหมันต์ไร้รอยขนฟูสีขาวโพลนปรากฏตัวขึ้นมา
"มิ~ (ω)" (ดัชนีเพิ่มขึ้นนิดนึงแล้ว ผู้ใช้อสูรจ๋า ขารางวัลหน่อยสิ เอาอาหารเม็ดรสมินต์แมวนะ)
"จ้าๆๆ" เด็กสาวส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ย่อตัวลงอุ้มเหมันต์ไร้รอยขึ้นมาแนบอก "เดี๋ยวจัดให้นะจ๊ะ ทูนหัวของบ่าว"
เด็กสาวอุ้มเหมันต์ไร้รอยเดินออกจากห้องฝึกซ้อมอย่างรวดเร็ว
เมื่อเดินออกจากห้องฝึกซ้อมและผ่านโถงทางเดินไป ก็จะพบกับห้องนั่งเล่นที่หรูหราอลังการราวกับพระราชวัง
ไม่น่าเชื่อว่าห้องฝึกซ้อมนี้จะเป็นห้องส่วนตัวที่สร้างไว้ในบ้าน!
เมื่อเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น เด็กสาวก็หยิบก้อนพลังงานรสมินต์แมวออกมาป้อนเหมันต์ไร้รอยในอ้อมแขน พอเห็นว่ามันงับก้อนพลังงานปุ๊บก็ดิ้นหลุดจากอ้อมแขนปั๊บ เธอก็ย่นจมูกอย่างขัดใจ "ชิ! ยัยตัวแสบไร้หัวใจเอ๊ย!"
"มิ!" (ไม่ได้ยินๆ ท่องมนต์ใส่หูไปก็เท่านั้นแหละ!)
"เฮ้อ!" เด็กสาวถอนหายใจยาว หยิบอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมาเปิดดู เลื่อนไปสักพักสายตาก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง "จะว่าไป... ถึงเวลาแข่งผลงานการเพาะเลี้ยงประจำปีอีกแล้วนี่นา..."
เธอหันไปมองเหมันต์ไร้รอยที่กำลังแทะก้อนพลังงานอย่างเอร็ดอร่อยอยู่ข้างๆ "นี่ ก้อนหิมะ ถ้าเกิดมีใครค้นพบร่างวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอยในการแข่งปีนี้ก็คงจะดีเนอะ"
"มิ~ (ω)" (ตัดใจซะเถอะน่า~)
"ว้าย! ปากคอเราะราย! ฉันกำลังเป็นห่วงเรื่องวิวัฒนาการของเธออยู่นะยะ!" เด็กสาวถลึงตาใส่ ก่อนจะจิ้มเข้าไลฟ์สดอย่างหงุดหงิด ล็อกอินเสร็จก็รัวแป้นพิมพ์ยิกๆ
ไม่นาน ข้อความใหม่ก็โผล่ขึ้นมาท่ามกลางคอมเมนต์ที่ไหลเป็นน้ำ ตัวอักษรสีทองอร่ามพร้อมเอฟเฟกต์สุดอลังการเป็นการประกาศศักดาความวีไอพีแบบสุดๆ
[(VIP) เมื่อไหร่เหมันต์ไร้รอยจะมีร่างวิวัฒนาการสักที: การแข่งปีนี้จะมีร่างวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอยโผล่มาไหมนะ? ขอตั้งรางวัล 1 ล้านเหรียญสมาพันธ์สำหรับเส้นทางวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอยเลยเอ้า!]
เด็กสาวเมินคอมเมนต์ที่แห่กันมาอวย "ไฮโซตัวแม่" รัวๆ จัดการบล็อกแชทที่ทักมาก่อกวนจนหมด แล้วก็เอนตัวนอนเอกเขนกบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน บิดขี้เกียจจนเผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์แบบ
"ยังไม่เริ่มอีกเหรอเนี่ย งั้นรออีกหน่อยแล้วกัน"
...
ที่โซนที่นั่งของมหาวิทยาลัยจิงหัว จางซวี่หยางลุกขึ้นยืน ชะเง้อคอมองหาใครบางคนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขากำลังมองหาผู้ใช้อสูรที่ชื่อหลินซู่ ที่เพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้
ไม่นาน จางซวี่หยางก็สะดุดตาเข้ากับร่างของหลินซู่ที่นั่งอยู่ฝั่งมหาวิทยาลัยซานเฉิง
ทำไมหลินซู่ไปอยู่ตรงนั้นได้ล่ะเนี่ย?
จางซวี่หยางขมวดคิ้ว ก่อนจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้ในที่สุด
เขาน่าจะเดาพลาดไป
หลินซู่อาจจะไม่ได้เป็นลูกหลานของคนใหญ่คนโตในเขต 11 แต่เป็นลูกหลานของนักวิจัยสักคนในมหาวิทยาลัยซานเฉิงต่างหาก และคงจะตามผู้หลักผู้ใหญ่มาเปิดหูเปิดตาแน่ๆ
เขาแอบถอนหายใจในใจ
ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยซานเฉิง โอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมให้เขาเลือกเรียนมหาวิทยาลัยจิงหัวก็คงจะริบหรี่เต็มที
ช่างเถอะ
จางซวี่หยางเลิกสนใจหลินซู่ และหันกลับมาโฟกัสที่หญิงสาวผมดำสลวยที่แผ่รังสีอำมหิต 'ห้ามเข้าใกล้' อยู่ตรงหน้าแทน
เดี๋ยวพอพิธีเปิดจบลง นักวิจัยสืออวี่ฮว๋าก็จะขึ้นเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยจิงหัว เพื่อโชว์ผลงานการวิจัยเป็นคิวแรกแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จางซวี่หยางก็อดกำหมัดแน่นไม่ได้
ผลงานวิจัยชิ้นนี้เรียกได้ว่าพลิกโฉมวงการเลยทีเดียว
ความสำคัญของมันไม่มีข้อกังขา และต้องสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมหาศาลแน่นอน
เขาแทบจะอดใจรอไม่ไหวที่จะได้เห็นสีหน้าตกตะลึงของทุกคนแล้ว
ไม่นาน การแข่งขันก็เปิดฉากขึ้น
หลังจากพิธีกรกล่าวแนะนำสปอนเซอร์และคณะกรรมการตัดสินเรียบร้อย สืออวี่ฮว๋าก็เดินขึ้นเวทีเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยจิงหัว
"ตามทฤษฎีแล้ว ร่างวิวัฒนาการของสัตว์อสูรตัวหนึ่ง สามารถเลื่อนระดับชั้นได้สูงสุดสามขั้นย่อย" สืออวี่ฮว๋าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ยกตัวอย่างเช่น สัตว์อสูรระดับสูงขั้นสูง ตามทฤษฎีแล้ว จะสามารถวิวัฒนาการได้สูงสุดเป็นระดับบัญชาการขั้นสูง"
แค่ประโยคแรกที่เอ่ยออกมา ก็ทำเอาหลินซู่ที่นั่งอยู่ด้านล่างถึงกับขมวดคิ้ว
ทฤษฎีที่ว่าสัตว์อสูรวิวัฒนาการเลื่อนได้สูงสุดแค่สามขั้นย่อยนั้น เป็นที่รู้กันดีในดาวบลูสตาร์
แต่ทฤษฎีนี้มันผิด
แค่ร่างวิวัฒนาการของเหมันต์ไร้รอยก็เป็นข้อพิสูจน์ได้แล้ว แถมในโลกเสินอู่ยังมีกรณีแบบนี้อีกเพียบ ไม่ได้มีแค่เหมันต์ไร้รอยตัวเดียวซะด้วย
แต่หลินซู่ก็ยังไม่มีหลักฐานอะไรไปงัดข้อกับอีกฝ่าย แถมยังไม่อยากทำตัวเด่นเกินไป เขาจึงเลือกที่จะนั่งเงียบๆ แล้วฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะพูดต่อไป
"ด้วยหลักการเดียวกัน สัตว์อสูรระดับบัญชาการขั้นต้น ตามทฤษฎีแล้ว การวิวัฒนาการหนึ่งครั้ง จะสามารถเลื่อนขึ้นไปได้สูงสุดถึงระดับราชันย์ขั้นต้น"
เสียงของสืออวี่ฮว๋าดังขึ้นอีกระดับ "แต่ในความเป็นจริง จนถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีใครค้นพบเส้นทางวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดจากระดับบัญชาการขั้นต้นไปสู่ระดับราชันย์ขั้นต้นได้โดยตรงเลย! เพราะฉะนั้น ผลงานการเพาะเลี้ยงล่าสุดของมหาวิทยาลัยจิงหัวที่ฉันจะนำเสนอในวันนี้ จะเป็นผลงานระดับพลิกโฉมประวัติศาสตร์!"
"มิน่าล่ะ ยัยป้าหน้าเหม็นถึงได้วางก้ามขนาดนี้" ฉินหนานมองสืออวี่ฮว๋าที่กำลังโบกไม้โบกมืออยู่บนเวทีพลางขมวดคิ้ว "ยัยนั่นคงค้นพบเส้นทางที่วิวัฒนาการสัตว์อสูรระดับบัญชาการขั้นต้นไปเป็นระดับราชันย์ขั้นต้นได้โดยตรงแน่ๆ"
"พี่หนาน ผลงานวิจัยชิ้นนี้มันเจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอครับ" หลินซู่เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ถึงจะไม่มีเส้นทางที่วิวัฒนาการรวดเดียวไปถึงระดับราชันย์ แต่การวิวัฒนาการสองรอบเพื่อไปให้ถึงระดับราชันย์ มันก็มีถมเถไปไม่ใช่เหรอครับ"
"มันไม่ใช่อย่างนั้นสิ" ฉินหนานส่ายหน้า "ถึงสัตว์อสูรจะมีศักยภาพในการวิวัฒนาการได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่มันก็มีเรื่องของ 'เพดานการวิวัฒนาการ' เข้ามาเกี่ยวด้วย ยิ่งวิวัฒนาการหลายครั้ง โอกาสที่จะล้มเหลวก็ยิ่งสูงขึ้น เพราะงั้นถ้าสามารถวิวัฒนาการให้น้อยครั้งแต่ได้สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่า มันย่อมเป็นข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่กว่าเห็นๆ"
"หึ!" ฉินหนานแค่นเสียงหยัน "โชคดีนะที่มีนายอยู่ด้วย ไม่งั้นยัยป้านี่คงได้หน้าบานไปเต็มๆ แล้ว! ปล่อยให้ยัยนั่นหลงระเริงไปก่อนเถอะ เดี๋ยวตอนโดนตอกหน้ากลับจะได้ยิ่งเจ็บแสบ"
บนเวที สิ้นเสียงของสืออวี่ฮว๋า หน้าจอโฮโลแกรมก็ฉายข้อความขึ้นมาบรรทัดหนึ่ง
'ร่างวิวัฒนาการระดับราชันย์ของสัตว์อสูรระดับบัญชาการขั้นต้น เห็ดน้อย'
ทุกคนในงานต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
แม้หลายคนจะพอเดาได้จากคำพูดปูทางของสืออวี่ฮว๋าเมื่อครู่นี้ แต่พอได้เห็นข้อความยืนยันกับตา ความรู้สึกทึ่งก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
มีการค้นพบเส้นทางวิวัฒนาการรวดเดียวถึงระดับราชันย์จริงๆ ด้วย!
"โห?" ฉินหนานเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ "ไม่เลวเลยนี่ ไม่คิดเลยว่าผลงานของยัยป้านั่นจะบังเอิญมาเป็นประโยชน์กับฉันด้วย"
สัตว์อสูรตัวที่สามของฉินหนานก็คือเห็ดน้อยนี่แหละ ซึ่งตอนนี้มันก็ยังไม่ได้วิวัฒนาการ เส้นทางวิวัฒนาการที่สืออวี่ฮว๋าเสนอมา จึงเหมาะเหม็งกับเห็ดน้อยของเธอพอดี
วินาทีนี้ ฉินหนานถึงกับมองสืออวี่ฮว๋าด้วยสายตาที่อ่อนโยนลงนิดนึง
อืม... ตัดสินใจแล้ว เดี๋ยวตอนถ่ายรูปหน้าเหวอๆ ของยัยนั่น เอาแค่สัก... ห้าสิบรูปก็พอแล้วกัน
ในขณะเดียวกัน สิ่งที่หลินซู่กำลังคิดกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เห็ดน้อย... มิน่าล่ะ จางซวี่หยางที่เป็นถึงหัวกะทิของมหาวิทยาลัยจิงหัว ถึงยอมทำสัญญากับสัตว์อสูรสายเยียวยา ในฐานะนักศึกษาที่มีส่วนร่วมในโครงการ เขาคงจะรู้ข้อมูลการวิจัยอยู่แล้ว ก็เลยชิงทำสัญญากับเห็ดน้อยไว้ก่อน เพื่อรอคอยช่วงเวลานี้นี่เอง
"เชื่อว่าหลายๆ คนคงคุ้นเคยกับสัตว์อสูรสายเยียวยาระดับบัญชาการอย่างเห็ดน้อยกันดี" สืออวี่ฮว๋าเอ่ยเสียงดังฟังชัด "แต่ในฐานะที่มันเป็นสัตว์อสูรระดับบัญชาการขั้นต้น กลับมีผู้ใช้อสูรเพียงหยิบมือที่เลือกทำสัญญากับมัน"
"เหตุผลก็ง่ายนิดเดียว เพราะเห็ดน้อยไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลยน่ะสิ ต่อให้จับมันมาสอนทักษะโจมตีธาตุไม้ พลังรบของมันก็ยังด้อยกว่าสัตว์อสูรระดับเดียวกันอยู่หลายขุม!"
"และนี่ก็คือจุดเด่นอีกข้อของร่างวิวัฒนาการรูปแบบใหม่ที่ฉันค้นพบ!" สืออวี่ฮว๋ากวาดสายตามองผู้คนด้านล่างที่กำลังรอฟังอย่างใจจดใจจ่อ เธอเผลอเปล่งเสียงดังขึ้นอีกนิด "ร่างวิวัฒนาการรูปแบบใหม่นี้ ไม่เพียงแต่ยังคงความสามารถในการเยียวยาของเห็ดน้อยเอาไว้ แต่ยังมาพร้อมกับพลังรบที่ไม่ด้อยไปกว่าสัตว์อสูรสายต่อสู้ในระดับและเผ่าพันธุ์เดียวกันเลยแม้แต่น้อย!"
ด้านล่างเวที สีหน้าของหลินซู่พลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดสุดๆ
ฟังจากคำบรรยายแล้ว...
คงไม่ใช่ไอ้ตัวที่เขาคิดไว้หรอกมั้ง?
(จบแล้ว)