- หน้าแรก
- สองโลกผสานวิวัฒนาการอสูร
- บทที่ 41 - เหตุไม่คาดฝันเกิดฉับพลัน
บทที่ 41 - เหตุไม่คาดฝันเกิดฉับพลัน
บทที่ 41 - เหตุไม่คาดฝันเกิดฉับพลัน
หลินซู่ไม่มีแก่ใจจะแวะไปเอาข้าวของพะรุงพะรังที่ฝากไว้ก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ หลังจากเดินออกจากภัตตาคาร เขาก็มุ่งหน้ากลับไปที่โรงแรมอย่างไม่ลังเล
ถึงแม้บาดแผลของฉิวฉิวจะหยุดเลือดได้ชั่วคราวด้วยพลังของมิติสัตว์อสูร แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยปละละเลยได้ เขาต้องรีบพามันไปรับการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด
ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดของฉิวฉิวผ่านมิติสัตว์อสูร เขาก็ยิ่งรู้สึกปวดใจเหลือเกิน
"เดี๋ยว! น้องชายคนนั้นน่ะ หยุดก่อน!"
มีเสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง
หลินซู่ชะงักฝีเท้าเล็กน้อยแล้วหันกลับไปมอง
เขาเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขากำลังวิ่งกระหืดกระหอบตามมา
เมื่อเห็นหลินซู่หยุดเดิน อีกฝ่ายก็รีบเร่งฝีเท้าเข้ามาหาเขาทันที
"แฮ่ก! น้องชาย นายวิ่งเร็วจริงๆ ฉันเกือบจะตามไม่ทันแน่ะ" จางซวี่หยางหอบหายใจสองสามเฮือก ก่อนจะส่งยิ้มเป็นมิตรให้หลินซู่ "ขอแนะนำตัวหน่อยนะ ฉันชื่อ..."
"ขอโทษด้วยนะครับ มีธุระอะไรไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ตอนนี้ผมต้องรีบพาสัตว์อสูรไปรักษา" หลินซู่พูดแทรกชายแปลกหน้าคนนั้นอย่างไม่ลังเลด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
ถึงแม้ตอนนี้พวกเขาจะยังอยู่ในย่านการค้าใกล้ๆ โรงแรม แต่ก็ยังต้องเดินอีกไกลกว่าจะถึง น่าจะใช้เวลาเป็นสิบนาที ตอนนี้เขาสนใจแค่เรื่องรักษาฉิวฉิวให้เร็วที่สุด เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน
"อ้อ จริงด้วย สัตว์อสูรของนายบาดเจ็บอยู่นี่นา" จางซวี่หยางนึกขึ้นได้ จึงรีบพูดต่อ "ฉันมีเห็ดน้อยระดับสูงอยู่ตัวนึง ทักษะสปอร์เยียวยาของมันทะลวงถึงขั้น III แล้ว ให้ฉันช่วยรักษามันให้เอาไหม"
หืม?
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฝีเท้าของหลินซู่ก็หยุดชะงักลงทันที
เมื่อเทียบกับการต้องรออีกเป็นสิบนาทีเพื่อกลับไปให้ฉินหนานรักษาที่โรงแรม การได้รับการรักษาทันทีตรงนี้ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่เลว
เมื่อคิดทบทวนดูแล้ว หลินซู่ก็หันไปมองจางซวี่หยาง "ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมจะให้ก้อนพลังงานเป็นการตอบแทนนะ"
"ไม่ต้องหรอกๆ เรื่องแค่นี้เอง" จางซวี่หยางส่ายหน้ายิ้มๆ ใต้เท้าของเขาปรากฏเส้นแสงสีเหลืองอ่อนถักทอเข้าด้วยกัน ไม่นานนัก เห็ดน้อยตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขา
[รหัส IAM-0066
เผ่าพันธุ์: เห็ดน้อย
ระดับเผ่าพันธุ์: ระดับบัญชาการขั้นต้น
ธาตุ: ไม้
ระดับการเติบโต: ระดับสูง
ค่าพลังงานปกติ: 4533P
ทักษะพรสวรรค์: สปอร์เยียวยา (ทักษะหลัก), สปอร์ปรสิต, ละอองฮึกเหิม]
เห็ดน้อยตัวนี้มีระดับการเติบโตต่ำกว่าของฉินหนานอยู่หนึ่งขั้น แต่สำหรับเห็ดน้อยระดับสูงที่มีทักษะสปอร์เยียวยาถึงขั้น III แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอที่จะรักษาบาดแผลให้ฉิวฉิวได้อย่างสบายๆ
หลินซู่มองดูข้อมูลที่แสดงบนเครื่องวัดพลังงานแล้วก็พยักหน้า เขาเรียกฉิวฉิวออกมาจากมิติสัตว์อสูร ประคองมันไว้ในฝ่ามืออย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ วางลงบนหมวกเห็ดที่นุ่มฟูราวกับหมอนของเห็ดน้อย "ฝากด้วยนะ"
"กูจิกู! (^o^)" (ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง!)
หมวกเห็ดของเห็ดน้อยเปล่งประกายแสงสีเขียวอ่อนระยิบระยับ แสงเหล่านั้นค่อยๆ ลอยไปรวมตัวกันที่บาดแผลของฉิวฉิว เมื่อละอองแสงซึมซาบเข้าสู่บาดแผลที่เพิ่งจะเริ่มมีเลือดซึมออกมาอีกครั้งหลังจากออกจากมิติสัตว์อสูร เลือดก็หยุดไหลสนิททันที เนื้อหนังที่เปิดอ้าออกก็ค่อยๆ สมานตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
หลินซู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง เขาหันไปมองผู้ใช้อสูรของเห็ดน้อย "ขอบคุณมากๆ เลยนะครับ"
"ไม่เป็นไรน่า" จางซวี่หยางยิ้ม "คราวนี้พอจะมีเวลาคุยกันได้หรือยัง"
"ครับ รุ่นพี่มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ" หลินซู่ถาม
"จริงๆ ก็ไม่ได้มีเรื่องใหญ่อะไรหรอก แค่ตอนที่เหมันต์ไร้รอยของนายสู้กับอินทรีขนเขียวตัวนั้น ฉันดูอยู่ตลอดเลย บอกตามตรงนะ การที่สามารถฝึกสัตว์อสูรระดับทารกให้เก่งได้ขนาดนั้น ฉันนับถือจริงๆ ก็เลยอยากจะทำความรู้จักไว้น่ะ ขอแนะนำตัวก่อนเลยแล้วกัน ฉันชื่อจางซวี่หยาง เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยจิงหัว กำลังจะขึ้นปีสาม"
"ที่แท้ก็รุ่นพี่นี่เอง ผมชื่อหลินซู่ครับ" แววตาของหลินซู่ฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย ผู้ใช้อสูรที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงหัวได้นั้นไม่ธรรมดาเลย ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญมาเจอคนที่นี่
"ส่วนนี่ลูกพี่ลูกน้องของฉัน ชื่อจางชิงชิง เพิ่งเรียนจบ ม.6 ฉันเดาว่านายน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนะ?" หลังจากแนะนำตัวเองเสร็จ จางซวี่หยางก็หันไปแนะนำเด็กสาวที่นั่งยองๆ อยู่หน้าเห็ดน้อย และกำลังมองฉิวฉิวด้วยแววตาเป็นห่วง
"สวัสดีจ้ะ ฉันขอจับสัตว์อสูรของเธอหน่อยได้ไหม สัญญาว่าจะไม่กวนตอนมันกำลังรักษาตัวแน่นอน!" เมื่อได้เห็นฉิวฉิวใกล้ๆ ดวงตาของจางชิงชิงก็เป็นประกาย พอได้ยินลูกพี่ลูกน้องแนะนำตัวเอง เธอก็ถือโอกาสเอ่ยปากขอทันที
"ได้ครับ" เมื่อเห็นว่าสีหน้าของฉิวฉิวดูผ่อนคลายลงภายใต้การรักษาของเห็ดน้อย และไม่ได้ส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดอีก หลินซู่ก็พยักหน้าอนุญาต
เมื่อเห็นเด็กสาวค่อยๆ เอื้อมมือไปลูบขนฉิวฉิวอย่างระมัดระวัง หลินซู่ก็คลายความระแวดระวังลงจนหมดสิ้น เขาหันไปตอบจางซวี่หยาง "ใช่ครับ ผมก็เพิ่งเรียนจบ ม.6 เหมือนกัน"
"ถ้างั้นรุ่นน้องคิดไว้หรือยังว่าจะสอบเข้าคณะไหนของมหาวิทยาลัยจิงหัว" จางซวี่หยางหัวเราะเบาๆ อดไม่ได้ที่จะถามต่อ "ใกล้จะถึงเวลาเปิดรับสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว นายคงคิดเรื่องนี้ไว้บ้างแล้วใช่ไหมล่ะ ให้ฉันช่วยแนะนำให้ไหม"
เด็กหนุ่มตรงหน้าเก่งกาจขนาดนี้ แถมยังอยู่ในเขต 1 อีก จางซวี่หยางจึงไม่เคยคิดเผื่อใจเลยว่าอีกฝ่ายจะไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงหัว
ตอนนี้เขาแอบหวังลึกๆ ว่าอีกฝ่ายจะเลือกเรียนคณะเดียวกับเขา แบบนั้นในอนาคตก็จะได้ติดต่อกันบ่อยขึ้น และสร้างความสนิทสนมกันได้ง่ายขึ้น
ชีวิตในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนตอนมัธยม การสร้างเครือข่ายคนรู้จักถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
"เอ่อ..." สีหน้าของหลินซู่ดูอึดอัดเล็กน้อย "รุ่นพี่น่าจะเข้าใจผิดแล้วล่ะครับ ผมกะว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยซานเฉิงน่ะครับ"
ถึงแม้ฉินหนานจะไม่เคยบังคับว่าเขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยซานเฉิง แต่ด้วยความที่เขาคลุกคลีอยู่ที่สถาบันวิจัยวิวัฒนาการจนชินแล้ว หลินซู่จึงตั้งใจไว้แบบนั้นมาตลอด
ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยนักวิจัยแล้ว แต่เป็นถึงนักวิจัยเต็มตัวที่มีตำแหน่งรองรับ ดังนั้นหากเขาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยผู้ใช้อสูรในเขตอื่น ในอนาคตคงจะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย
เขาไม่มีทางทิ้งสถานะนักวิจัยเต็มตัวที่ได้มาอย่างยากลำบากเพียงเพื่อไปเรียนที่มหาวิทยาลัยอื่น และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไปมาระหว่างสองเขตความปลอดภัยอยู่บ่อยๆ ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการอยู่ที่มหาวิทยาลัยซานเฉิง
การเป็นทั้งนักวิจัยเต็มตัวของสถาบันวิจัยวิวัฒนาการ มหาวิทยาลัยซานเฉิง และเป็นนักศึกษาของที่นั่นด้วย ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
มหาวิทยาลัยซานเฉิงก็เป็นถึงหนึ่งในห้ามหาวิทยาลัยผู้ใช้อสูรชั้นนำของสมาพันธ์ความปลอดภัยเหยียนหวงอยู่แล้ว มีความแข็งแกร่งในตัวเองสูง เมื่อเป็นสถาบันระดับท็อปเหมือนกัน ช่องว่างของความสามารถก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก จึงไม่มีความจำเป็นต้องดิ้นรนไปเข้ามหาวิทยาลัยจิงหัวที่เป็นอันดับหนึ่ง
จะว่าไป... หลังจากการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงในปีนี้จบลง ไม่แน่อันดับของมหาวิทยาลัยซานเฉิงอาจจะขยับขึ้นอีกก็ได้นะ
"หา? นายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยซานเฉิงเหรอ" จางซวี่หยางขมวดคิ้ว เรื่องนี้ผิดจากที่เขาคาดไว้มาก "รุ่นน้อง ในเมื่อนายใช้ชีวิตอยู่ในเขต 1 แล้วทำไมถึงต้องมองข้ามของดีใกล้ตัวไปเอาของไกลตัวล่ะ"
"คือ... จริงๆ แล้วผมมาจากเขต 11 น่ะครับ แค่ช่วงนี้แวะมา... แวะมาเที่ยวที่นี่น่ะครับ" หลินซู่ไม่ได้บอกความจริง แต่ตัดสินใจโกหกว่ามาเที่ยวแทน
"ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็เถอะ มหาวิทยาลัยจิงหัวก็ยังดีกว่ามหาวิทยาลัยซานเฉิงอยู่ดีนะ ที่นี่คือมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของสมาพันธ์เหยียนหวงเชียวนะ" จางซวี่หยางส่ายหน้า "ถึงนายจะมาจากเขต 11 การมาเรียนที่นี่ก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่นา"
หลินซู่ไม่ได้พูดอะไรตอบ ได้แต่ยิ้มรับบางๆ
แต่จางซวี่หยางกลับอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
หากเด็กหนุ่มอัจฉริยะคนนี้ไปอยู่มหาวิทยาลัยซานเฉิง ในอนาคตมหาวิทยาลัยจิงหัวคงได้เจอคู่แข่งที่น่ากลัวแน่ๆ
ไม่ได้การล่ะ ต้องหาทางหลอกล่อ... เอ้ย! เกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนใจมาสู่เส้นทางที่ถูกต้องให้ได้!
ไม่นาน จางซวี่หยางก็คิดแผนออก
ในการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงวันพรุ่งนี้ เขาได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยของมหาวิทยาลัยจิงหัว ถึงแม้จะไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก แต่ในฐานะผู้เข้าร่วมโครงการ เขาก็มีสิทธิ์เชิญคนรู้จักให้เข้ามาชมการแข่งขันในสถานที่จริงได้
การได้ดูการแข่งขันสดๆ ย่อมให้ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกว่าการดูถ่ายทอดสดที่ส่งสัญญาณพร้อมกันทั้ง 72 เขตความปลอดภัยอย่างแน่นอน
เขามีความมั่นใจในโครงการวิจัยที่ตัวเองเข้าร่วมอย่างเต็มเปี่ยม และเชื่อมั่นว่าแชมป์ในการแข่งขันครั้งนี้จะต้องเป็นของมหาวิทยาลัยจิงหัวอย่างไม่ต้องสงสัย
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
แค่เขาชวนหลินซู่ไปดูการแข่งขันที่สถานที่จริง ให้หลินซู่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ด้านการวิจัยของมหาวิทยาลัยจิงหัวกับตาตัวเอง เขาก็มั่นใจว่ารุ่นน้องคนนี้จะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนี้ จางซวี่หยางก็ยิ้มออกมา "รุ่นน้องหลินซู่ นายรู้จักการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงระดับมหาวิทยาลัยไหม"
"...รู้จักครับ" สีหน้าของหลินซู่ดูแปลกไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะจู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
จะให้เขาไม่รู้ได้ยังไงล่ะ ก็ที่เขามาเขต 1 ก็เพราะงานนี้นี่แหละ!
"คืออย่างนี้นะ ในการแข่งขันครั้งนี้ ฉันมีส่วนร่วมในโครงการที่จะนำไปจัดแสดงของมหาวิทยาลัยจิงหัวด้วย ฉันก็เลยมีสิทธิ์เชิญคนรู้จักให้เข้าไปดูในสถานที่จริงได้ ถ้านายสนใจ พรุ่งนี้อยากจะไปดูไหม บรรยากาศในงานมันสุดยอดกว่าดูในไลฟ์เยอะเลยนะ" จางซวี่หยางเอ่ยชวนอย่างมั่นใจ เขาเชื่อว่าหลินซู่ต้องสนใจข้อเสนอนี้แน่ๆ
หลินซู่สนใจจริงๆ นั่นแหละ แต่สิ่งที่เขาสนใจมันคนละเรื่องกับที่จางซวี่หยางคิด
อีกฝ่ายเป็นถึงผู้มีส่วนร่วมในโครงการวิจัยที่จะจัดแสดงของมหาวิทยาลัยจิงหัวในวันพรุ่งนี้เลยเหรอเนี่ย?
เรื่องนี้เหนือความคาดหมายของเขาไปมากทีเดียว
แต่พอลองคิดดูแล้ว หลินซู่ก็ตัดสินใจที่จะยังไม่เปิดเผยตัวตนของตัวเอง เขาแสร้งกระแอมเบาๆ แล้วอธิบายว่า "รุ่นพี่ครับ ขอบคุณมากสำหรับการเชิญ แต่ผมคงไม่ต้องรบกวนหรอกครับ พรุ่งนี้ผมมีช่องทางอื่นที่จะเข้าไปดูงานแข่งขันในสถานที่จริงอยู่แล้วครับ"
"อ้อ?" จางซวี่หยางพยักหน้า "แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย"
นอกจากตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ แล้ว งานแข่งขันนี้ยังเชิญบุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการให้มาร่วมชมด้วย ซึ่งคนที่ได้รับเชิญล้วนแต่เป็นผู้ที่มีหน้ามีตาในสังคมทั้งสิ้น
จางซวี่หยางเดาว่า กรณีของหลินซู่น่าจะเป็นแบบนั้น เขาคงจะเป็นลูกหลานของผู้หลักผู้ใหญ่ในเขต 11 ที่มีเส้นสาย ก็เลยได้ติดตามมาดูงานแข่งขันครั้งนี้ด้วย
อืม สมเหตุสมผลดี
เมื่อคิดว่าตัวเองเดาตัวตนของอีกฝ่ายออกแล้ว จางซวี่หยางก็ไม่ได้เซ้าซี้เรื่องคำเชิญอีก
ขอแค่หลินซู่ไปปรากฏตัวในงานก็พอแล้ว
เขาเชื่อว่าพอได้ไปเห็นความต่างชั้นระหว่างมหาวิทยาลัยอื่นๆ กับมหาวิทยาลัยจิงหัวในงานแข่งขันแล้ว หลินซู่จะต้องเปลี่ยนใจแน่นอน
ระหว่างที่ทั้งสองคุยกัน เห็ดน้อยก็รักษาบาดแผลของฉิวฉิวจนเกือบหายสนิทแล้ว เหลือเพียงรอยแผลเป็นจางๆ ที่แผลลึกที่สุดเท่านั้น ซึ่งถ้าได้พักฟื้นอีกสักระยะก็คงหายเป็นปกติ
ฉิวฉิวค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งบนหมวกเห็ดของเห็ดน้อย แล้วเอาหัวไปถูไถกับหมวกนุ่มๆ ของอีกฝ่ายเบาๆ
"มิ~ (òωó)" (ขอบใจนะ~)
"กูจิกู~ ( ̄▽ ̄)ノ" (ไม่เป็นไรจ้า~)
หลินซู่กล่าวขอบคุณจางซวี่หยางอีกครั้ง ก่อนจะเก็บฉิวฉิวที่ยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์กลับเข้ามิติสัตว์อสูรเพื่อให้มันได้ฟื้นฟูพละกำลังและบาดแผลให้เร็วขึ้น จากนั้นเขาก็แลกช่องทางการติดต่อกับจางซวี่หยางแล้วแยกย้ายกันไป
ครั้งนี้เขาไม่ลืมที่จะแวะไปเอาของที่ฝากไว้กลับมาด้วย
สิบกว่านาทีต่อมา หลินซู่ก็กลับมาถึงห้องพักในโรงแรม เขาจัดการวางข้าวของพะรุงพะรังเหล่านั้นให้เข้าที่ แต่ยังไม่ทันจะได้พักให้หายเหนื่อย จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
"มาแล้วครับ!" หลินซู่เดินไปเปิดประตู แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฉินหนานที่ตัวมีกลิ่นเหล้าคลุ้ง และมีสีหน้าหงุดหงิดยืนอยู่หน้าประตู "พี่หนาน เกิดอะไรขึ้นครับ ดื่มมาเหรอ"
"อย่าให้พูดเลย" ฉินหนานผลักหลินซู่เบาๆ แล้วเดินเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งพิงโซฟาอย่างเกียจคร้าน "ยัยผู้หญิงงี่เง่านั่น... หลินซู่ พรุ่งนี้นายต้องตอกหน้ายัยนั่นให้หงายไปเลยนะ!"
เอ๊ะ...
สีหน้าของหลินซู่ดูประหลาดใจเล็กน้อย
คนที่ฉินหนานจะเรียกว่า 'ยัยผู้หญิงงี่เง่า' ได้ ก็คงมีอยู่แค่คนเดียว
สืออวี่ฮว๋า นักวิจัยระดับหนึ่งแห่งสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยจิงหัว
หลินซู่ไม่รู้หรอกว่าสองคนนี้มีความบาดหมางอะไรกันมาตั้งแต่ปางก่อน แต่ก่อนหน้านี้ ฉินหนานก็เคยพูดถึงอีกฝ่ายให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง
ตามที่ฉินหนานเคยเล่า โครงการวิจัยที่มหาวิทยาลัยจิงหัวจะนำมาจัดแสดงในการแข่งขันพรุ่งนี้ ก็เป็นผลงานภายใต้การดูแลของนักวิจัยสืออวี่ฮว๋านี่แหละ
จะว่าไป...
รุ่นพี่จางที่เพิ่งเจอกันเมื่อกี้ ก็น่าจะเป็นลูกศิษย์หรือผู้ช่วยของนักวิจัยสือสินะ?
"พี่หนาน พี่รู้ไหมครับว่าโครงการของฝั่งนั้นคืออะไร" หลินซู่อดไม่ได้ที่จะถาม
"ไม่รู้สิ" ฉินหนานตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด "ยัยบ้านั่นไม่เหมือนฉันหรอก ยัยนั่นชอบเก็บงำความลับจะตาย"
"อย่างโครงการผีเสื้อแสงเทวะของฉัน พอทำเสร็จก็รีบยื่นเรื่องขอการรับรองทันที พอได้รับการรับรอง ข้อมูลก็จะไปอยู่ในฐานข้อมูลเผ่าพันธุ์ของสมาคมผู้ใช้อสูร ใครๆ ก็สืบค้นดูข้อมูลของนักวิจัยได้ง่ายๆ"
"แต่ยัยผู้หญิงน่ารังเกียจนั่นต่างออกไป ยัยนั่นทำวิจัยเสร็จตั้งนานแล้ว แต่ดันดึงเรื่องไม่ยอมไปขอรับรอง ปล่อยให้คนอื่นเดากันไปต่างๆ นานาว่าโครงการวิจัยของหล่อนคืออะไรกันแน่" ฉินหนานกลอกตาบน "วันนี้ยัยนั่นยังอุตส่าห์ถ่อมาเยาะเย้ยฉันถึงที่เลยนะ นายไม่ได้เห็นหรอกว่าหน้าตายัยนั่นตอนนั้นมันน่าหมั่นไส้ขนาดไหน"
(Salty : ขอเปลี่ยนคำเรียกจาก เธอ เป็น นาย แทนนะครับ ก่อนหน้านี้ที่ใช้เธอเพราะ ฉินหนานมองว่าหลินซู่เป็นน้องเป็นเด็กที่เธอต้องดูแล แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเวลามีการพูดถึงคนอื่นๆ เช่นตัวละครหญิงคนอื่น การใช้เธอจึงอาจทำให้สับสนได้ :D)
"เพราะงั้นเสี่ยวหลิน พรุ่งนี้นายต้องประกาศศักดาให้เต็มที่เลยนะ!" ฉินหนานตบไหล่หลินซู่แปะๆ "ทุกคนคิดว่าผลงานจัดแสดงของมหาวิทยาลัยซานเฉิงคือผีเสื้อศักดิ์สิทธิ์ลายหงส์ งั้นเราก็เอาของจริงมาเซอร์ไพรส์พวกมันให้หงายหลังไปเลย! พรุ่งนี้ฉันจะเอากล้องวิดีโอแบบคมชัดพิเศษไปด้วย จะได้ถ่ายหน้าตอนที่ยัยนั่นโดนตอกหน้าแตกกลับมาให้ชัดๆ ไปเลย!"
"เข้าใจแล้วครับๆ" หลินซู่ยิ้มขำ
"เอาล่ะ! ฉันไปล่ะนะ!" ฉินหนานลุกพรวดขึ้นจากโซฟา โบกมือปฏิเสธเมื่อหลินซู่จะเข้ามาประคอง "ฉันไม่ได้เมา! สติยังเต็มร้อยย่ะ!"
หลินซู่: "..."
คนเมาที่ไหนเขาก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ
จนกระทั่งเห็นฉินหนานเดินกลับเข้าห้องพักของตัวเองไปอย่างปลอดภัย หลินซู่ถึงได้วางใจและปิดประตูห้องของตัวเอง
"อึก..."
วินาทีต่อมา ขณะที่เขากำลังจับลูกบิดประตูที่เพิ่งปิดลง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นงุนงงและตกตะลึง
จู่ๆ ความง่วงงุนอย่างรุนแรงก็จู่โจมเข้ามาในสมองของเขา
ความอ่อนล้าแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับจะปิดลงเสียให้ได้
แม้สติของเขาจะยังรับรู้ได้ แต่ความง่วงนี้กลับเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกระชากสติที่ยังตื่นรู้ของเขาให้ดำดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่างโหดร้าย
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
มีสัตว์อสูรตัวไหนใช้ทักษะสะกดจิตใส่เขางั้นเหรอ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหลินซู่เพียงแวบเดียว ก่อนจะถูกปัดตกร่วงไปทันที
ทักษะสะกดจิตต้องอาศัยการสบตาโดยตรง แต่ตอนนี้เขาไม่เห็นสัตว์อสูรตัวไหนเลยสักตัว
ถ้าอย่างนั้น... ปัญหาน่าจะเกิดจากตัวเขาเองหรือเปล่า?
สำหรับคนทั่วไป อาการง่วงนอนกะทันหันก็แปลว่าร่างกายต้องการพักผ่อน
แต่สำหรับหลินซู่ การนอนหลับไม่ได้เป็นแค่การพักผ่อนธรรมดาๆ
แต่มันคือกุญแจที่ใช้เดินทางข้ามมิติไปยังอีกโลกหนึ่ง
หรือว่า... ระบบข้ามมิติจะเกิดรวนขึ้นมา?
หลินซู่ไม่มีเวลาให้คิดหาคำตอบ ความง่วงงุนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงเสี้ยววินาที มันโอบล้อมสติของเขาไว้จนแทบมิด เขาฝืนลืมตาไม่ไหวอีกต่อไป ทำได้เพียงล้มตัวลงนอนบนโซฟาที่ดูจะนุ่มสบายที่สุด ก่อนที่ดวงตาจะปิดสนิท
และแล้ว ภายใต้แรงขับเคลื่อนของความง่วง หลินซู่ก็จมดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราในทันที
(จบแล้ว)