- หน้าแรก
- สองโลกผสานวิวัฒนาการอสูร
- บทที่ 39 - กิจกรรมกินฟรีสุดพิเศษ
บทที่ 39 - กิจกรรมกินฟรีสุดพิเศษ
บทที่ 39 - กิจกรรมกินฟรีสุดพิเศษ
พิสูจน์แล้วว่า ความกังวลของหลินซู่นั้นไร้สาระโดยสิ้นเชิง
ความปลอดภัยของเครื่องบินขนส่งระดับยุทธศาสตร์ที่พวกเขานั่งมาในครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เครื่องบินโดยสารระดับพลเรือนจะเทียบติดได้เลย ไม่เพียงแค่นั้น ความเร็วของทั้งสองก็ยังต่างกันราวฟ้ากับเหว
เขต 11 กับเขต 1 ถึงตัวเลขจะต่างกันแค่ 10 อันดับ แต่ระยะทางเป็นเส้นตรงระหว่างสองเขตความปลอดภัยนั้นห่างกันถึงสองพันกิโลเมตรเลยทีเดียว
ระยะทางขนาดนี้ เมื่อเจอกับความเร็วสุดสะพรึงของเครื่องบินขนส่งระดับยุทธศาสตร์ที่เร็วกว่าเสียงเกือบสิบเท่า ก็ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการข้ามผ่าน
นี่ยังรวมเวลาตอนขึ้นเครื่องเข้าไปด้วยแล้วนะ
ที่นั่งยังไม่ทันอุ่น หลินซู่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตัวเองมาถึงจุดหมายแล้ว
"เป็นไงล่ะ ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้องห่วง" ทันทีที่เดินออกจากประตูขึ้นเครื่อง ฉินหนานก็ตบหลังหลินซู่เบาๆ พร้อมกับส่งยิ้มให้
"อืม..." หลินซู่พยักหน้าตอบรับอย่างใจลอย ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองภาพความเจริญรุ่งเรืองของเขต 1
ในความเข้าใจของเขา เขต 11 ถือเป็นเขตที่เจริญมากแล้ว แต่เขต 1 ตรงหน้ากลับเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเขต 11 อย่างเทียบไม่ติด ตึกระฟ้าสูงนับร้อยเมตรตั้งตระหง่านเรียงราย ยานพาหนะลอยฟ้ามากมายวิ่งสวนกันไปมาบนอากาศอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟนีออนและภาพโฮโลแกรมโฆษณาสามมิติส่องประกายสว่างไสวไปทั่วผนังตึก ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตามท้องถนน
"พี่หนาน แล้วเราจะไปไหนกันต่อครับ"
"ก็มีคนมารับพวกเราไง" ฉินหนานบิดขี้เกียจ ก่อนจะชี้ไปที่กลุ่มวัยรุ่นที่ถือป้ายไฟเขียนว่า 'มหาวิทยาลัยซานเฉิง' อยู่ไม่ไกลนัก "นั่นไง ตามพวกนั้นไปก็พอแล้ว วางใจเถอะ ช่วงการแข่งขันไม่กี่วันนี้ ทางผู้จัดงานจะเป็นคนจัดการเรื่องที่พักให้พวกเราเอง"
"พรุ่งนี้เราถึงจะเริ่มการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยง แล้ววันนี้มีกิจกรรมอะไรไหมครับ"
ฉินหนานเดินจ้ำอ้าวไปหากลุ่มวัยรุ่นที่ถือป้ายไฟ เธอหันมามองแววตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของหลินซู่แล้วหัวเราะหึๆ "ไม่ต้องห่วง วันนี้ไม่มีกิจกรรมอะไรหรอก เธอเพิ่งเคยมาเขต 1 ครั้งแรกใช่ไหม เดี๋ยวพอไปเก็บกระเป๋าที่โรงแรมเสร็จ เธอก็ไปเดินเล่นตามสบายเลยนะ"
"ครับผม!" หลินซู่พยักหน้าอย่างหนักแน่น เขารอคำนี้จากฉินหนานอยู่แล้ว!
อุตส่าห์ได้มาเยือนเขตที่เจริญรุ่งเรืองขนาดนี้ทั้งที จะไม่ไปเดินเปิดหูเปิดตาหน่อยได้ยังไงกัน
...
"เฮ้อ! เหนื่อยชะมัด" หลินซู่วางถุงช้อปปิ้งพะรุงพะรังลง แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งริมถนน เขารับแก้วน้ำกระดาษจากหุ่นยนต์บริการที่เดินผ่านมารินให้ กล่าวขอบคุณก่อนจะกระดกน้ำรวดเดียวหมดแก้ว
"มิ! (òωó)" (ฉันก็อยากกินด้วย!)
"ได้ๆๆ" หลินซู่ที่เพิ่งดื่มน้ำไปก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เขาลูบหัวฉิวฉิวที่เกาะอยู่บนหัว ก่อนจะหันไปขอน้ำดื่มอีกแก้วจากหุ่นยนต์บริการ แล้วนำมาวางไว้ข้างๆ ม้านั่ง
ฉิวฉิวกระโดดลงมาบนม้านั่งอย่างแผ่วเบา แลบลิ้นเลียน้ำทีละนิดอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
หลังจากเก็บสัมภาระที่โรงแรมเสร็จ หลินซู่ก็เดินออกจากโรงแรมมาเดินเล่นตามถนนหนทางละแวกนั้น
อาจจะเป็นความตั้งใจของผู้จัดงาน บริเวณที่โรงแรมตั้งอยู่นั้นเป็นย่านการค้าที่เจริญที่สุดในเขต 1 พอดี จากการเดินเล่นรอบนี้ หลินซู่ได้ของที่อยากได้มาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดลายเหมันต์ไร้รอย ฟิกเกอร์เหมันต์ไร้รอย และอื่นๆ อีกมากมาย เขาหิ้วถุงพะรุงพะรังมาตลอดทาง ถือว่าได้ของกลับมาเต็มไม้เต็มมือเลยทีเดียว
"ฉิวฉิว เดี๋ยวเราไปกินมื้อใหญ่กันดีกว่า!" หลินซู่มองฉิวฉิวที่เพิ่งกินน้ำเสร็จ ก่อนจะซ้อนแก้วกระดาษทั้งสองใบส่งคืนให้หุ่นยนต์บริการที่เดินเข้ามาหา เขาหัวเราะร่วน "ถือเป็นการฉลองที่ฉันได้แชมป์การแข่งขันนักปรุงไง"
"มิ!" (กินมื้อใหญ่!)
"เดี๋ยวฉันขอลองหาดูก่อนนะ..." หลินซู่เปิดอุปกรณ์สื่อสารเพื่อค้นหาข้อมูลในเว็บบอร์ดรีวิวอาหารแถวๆ นี้ ส่วนฉิวฉิวก็กระโดดขึ้นมาอยู่บนตักของหลินซู่ เบิกตาสีฟ้าใสกลมโตมองดูหน้าจออย่างตั้งใจ
"มิ!" (อยากไปร้านนี้!)
จู่ๆ ฉิวฉิวก็ยื่นอุ้งเท้าน้อยๆ ไปแตะบนหน้าจอ ไม่นานรายละเอียดของร้านอาหารแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสอง
"ภัตตาคารหานสือ..." หลินซู่กะพริบตา "ชื่อร้านน่าสนใจดีแฮะ"
เขาจำได้ว่า 'หานสือ' เป็นชื่อเทศกาลดั้งเดิมของชาวเหยียนหวงในยุคก่อนจะเกิดภัยพิบัติ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนเอาชื่อเทศกาลนี้มาตั้งเป็นชื่อร้านอาหารด้วย
หลินซู่เลื่อนดูเมนูอาหารของร้านคร่าวๆ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ รู้สึกว่า... อาหารพวกนี้น่ากินชะมัด!
ถึงราคาจะแอบแรงไปนิด แต่พอคิดว่านี่คือการฉลองแชมป์การแข่งขันนักปรุง และฉิวฉิวก็จะได้เข้าไปวิวัฒนาการในสระนิพพานแล้ว หลินซู่ก็ตัดสินใจยอมเปย์ไม่อั้นในครั้งนี้
"แกนี่ตาถึงจริงๆ" หลินซู่ปิดอุปกรณ์สื่อสารแล้วลูบหัวฉิวฉิว "ไปกันเถอะ พวกเราไปกินร้านนั้นกัน!"
"มิ! (≧ω≦)" (เย้!)
...
ภัตตาคารหานสือตั้งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่ หลินซู่เดินทางมาถึงอย่างรวดเร็ว หลังจากฝากของที่ช้อปปิ้งมาไว้ที่จุดรับฝากของด้วยความช่วยเหลือจากพนักงานเสิร์ฟ เขาก็หยิบเมนูบนโต๊ะมาเปิดดูพลางปรึกษาเรื่องอาหารกับฉิวฉิว
"หมูกรอบจานนี้เป็นไง น่ากินมากเลยนะ!"
"มิ!" (อยากกิน!)
"แล้วก็กั้งกระเทียมจานนี้ด้วย โห กั้งตัวเท่าแขนฉันเลย! ลองดูไหม"
"มิ... ( ̄ω ̄)" (มีเปลือก ไม่อยากกินง่ะ...)
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันแกะให้ อ้อ ที่นี่มีนมวัวกลีบบุปผาด้วยนะ เอาคนละแก้วไหม"
"มิ!" (เอา!)
"อันนี้ก็น่าจะอร่อยนะ..."
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรเอาหัวสุมกันปรึกษาเมนูอย่างออกรส ไม่นานก็สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ หลังจากรอไม่นาน อาหารก็ถูกทยอยนำมาเสิร์ฟจนครบ
หลินซู่สบตากับฉิวฉิวที่นั่งทำตัวเรียบร้อยอยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมผ้ากันเปื้อนสุดน่ารัก ก่อนที่ทั้งสองจะเริ่มลิ้มรสอาหารมื้ออร่อยอย่างเอร็ดอร่อย
ฉิวฉิวใช้อุ้งเท้าน้อยๆ หยิบจับอาหารในจานเข้าปากอย่างคล่องแคล่ว ส่วนหลินซู่ ตอนแรกก็ใช้ตะเกียบอยู่หรอก แต่พอเห็นว่าใช้ตะเกียบคีบไม่ทันฉิวฉิวกิน เขาก็ทิ้งตะเกียบแล้วใช้มือหยิบกินซะเลย
จากการสวาปามอย่างไม่คิดชีวิตของทั้งคู่ อาหารในจานก็ลดลงอย่างรวดเร็ว ริมจานเต็มไปด้วยกองกระดูกและเปลือกกั้งที่สุมกันเป็นภูเขาขนาดย่อม
"อึกๆๆ"
หลินซู่ดื่มนมวัวกลีบบุปผาอึกสุดท้ายจนหมดแก้ว สัมผัสได้ถึงความหอมหวานสดชื่นที่ไม่มีกลิ่นคาว แถมยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้อ่อนๆ ซึ่งช่วยล้างความมันเลี่ยนในปากและจมูกไปจนหมดสิ้น เขาหันไปมองฉิวฉิวที่กินจนพุงกาง นั่งเหยียดพุงอย่างเกียจคร้าน พลางใช้ลิ้นเล็กๆ เลียน้ำนมที่เหลืออยู่ในจาน เขาหัวเราะเบาๆ "ไปเถอะ เราไปจ่ายเงินกัน"
เขาสาบานเลยว่า นี่เป็นมื้อที่หรูหราที่สุดตั้งแต่เกิดมาเลย
หลินซู่ใช้ทิชชู่เปียกสูตรขจัดคราบมันเช็ดคราบมันบนมือจนสะอาด ก่อนจะหยิบทิชชู่เปียกอีกแผ่นมาเช็ดอุ้งเท้าน้อยๆ ที่เปื้อนคราบมันของฉิวฉิวอย่างเบามือ จากนั้นก็อุ้มฉิวฉิวขึ้นมา เตรียมตัวจะไปจ่ายเงิน แต่ยังไม่ทันเดินไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบริเวณลานกว้างข้างๆ ก็ดึงดูดความสนใจของเขาเสียก่อน
"เอ๊ะ?"
...
"พี่ซวี่หยาง พี่เรียนที่มหาวิทยาลัยจิงหัวมาสองปีแล้ว รู้สึกยังไงบ้างคะ" หญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะสำหรับสองคนซึ่งอยู่ไม่ไกลนักในภัตตาคารหานสือ เอ่ยถามชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามด้วยความอยากรู้
"แน่นอนว่ามันสุดยอดมากเลยล่ะ" จางซวี่หยางตอบด้วยน้ำเสียงที่แฝงความภาคภูมิใจ "เธอก็รู้ใช่ไหมว่ามหาวิทยาลัยจิงหัวเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำเก่าแก่ของสมาพันธ์เหยียนหวง มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนไปได้หลายร้อยปีก่อนเกิดภัยพิบัติเลยนะ ถึงแม้จะเป็นตอนนี้ ก็ยังคงครองอันดับหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยทั้งหมดมาโดยตลอด"
"ส่วนพี่ชายของเธอคนนี้น่ะเหรอ..." เขาหัวเราะหึๆ "พี่ก็ถือว่าเป็นระดับหัวกะทิในมหาวิทยาลัยแหละ ถึงจะเทียบกับพวกปีศาจร่วมรุ่นไม่ได้ แต่พี่ก็ดวงดีมากๆ เลยนะ"
"พี่ได้เข้าร่วมกลุ่มวิจัยของนักวิจัยสืออวี่ฮว๋า ได้มีส่วนร่วมในหัวข้อวิจัยที่สำคัญมากด้วย ถึงแม้พี่จะไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แค่เป็นลูกมือช่วยหยิบจับนั่นนี่ แต่หัวข้อวิจัยนั้นเป็นผลงานที่มหาวิทยาลัยจิงหัวจะนำเสนอในการแข่งขันผลงานการเพาะเลี้ยงระดับมหาวิทยาลัยในวันพรุ่งนี้นะ! ถึงตอนนั้นเธออาจจะได้เห็นพี่ออกกล้องด้วยก็ได้นะ!"
จางซวี่หยางพูดด้วยความภาคภูมิใจ ในบรรดาเพื่อนร่วมรุ่น ไม่มีใครเลยที่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการสำคัญขนาดนี้ เมื่อเห็นลูกพี่ลูกน้องของตนแสดงสีหน้าชื่นชมหลังจากฟังเขาเล่าจบ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความภาคภูมิใจของตัวเองได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่
"สรุปก็คือ ชิงชิง หลังจากที่เธอได้สิทธิ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่วันข้างหน้า การเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงหัวจะไม่มีทางผิดหวังอย่างแน่นอน" เขายิ้มบางๆ "พี่รู้จักรุ่นพี่รุ่นน้องจากคณะอื่นเพียบเลย ไม่ว่าเธอจะเข้าเรียนคณะไหน ก็มีคนคอยดูแลแน่นอน"
"ขอบคุณมากค่ะพี่!" จางชิงชิงยิ้มแฉ่ง พยักหน้าหงึกหงัก
การได้มาสอบถามข้อมูลล่วงหน้าจากลูกพี่ลูกน้องที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยจิงหัวได้เมื่อสองปีก่อน ยิ่งทำให้เธอมั่นใจในการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยจิงหัวมากขึ้นไปอีก
"เอ๊ะ?" จางชิงชิงกำลังจะเงยหน้าขึ้นพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นใกล้ๆ
เธอหันไปมองตามเสียง ก็เห็นว่าบนลานกว้างที่เคยว่างเปล่าในภัตตาคารแห่งนี้ มีสัตว์อสูรสามตัวที่ไม่เหมือนกันปรากฏตัวขึ้น
"พี่คะ นั่นอะไรน่ะ" เธอเพิ่งเคยมาภัตตาคารแห่งนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรนัก
"อ๋อ นี่เป็นกิจกรรมเซอร์ไพรส์ที่ภัตตาคารแห่งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งคราวน่ะ" จางซวี่หยางดูเหมือนจะคุ้นเคยกับที่นี่ดี จึงไม่ได้แปลกใจอะไร "สัตว์อสูรสามตัวนั้นคือสัตว์อสูรระดับทารก ระดับสูง และระดับบัญชาการ ซึ่งทางภัตตาคารเลี้ยงไว้เป็นพิเศษ ขอแค่สามารถเอาชนะตัวใดตัวหนึ่งในระดับเดียวกันได้ ก็จะได้รับสิทธิ์กินฟรีมื้อนั้นเลย"
"ดีขนาดนี้เลยเหรอคะ" ใบหน้าของจางชิงชิงเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
"เธอคิดว่ามันง่ายนักเหรอ" จางซวี่หยางส่ายหน้า "เธอลองใช้เครื่องวัดพลังงานสแกนค่าพลังงานปกติของสัตว์อสูรสามตัวนั้นดูก่อนสิ"
"เดี๋ยวหนูขอดูหน่อยนะคะ" จางชิงชิงมองไปที่อินทรีขนเขียวซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับทารกในบรรดาสามตัวนั้น ทันทีที่อุปกรณ์สื่อสารในมือของเธอสแกนเสร็จ ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความตกตะลึง "ห้าร้อยกว่าโปวาเหรอคะ"
นี่มันค่าพลังงานปกติที่สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์ระดับบัญชาการขั้นต่ำในวัยทารกจะทำได้งั้นเหรอ
ถึงแม้สัตว์อสูรของเธอจะเป็นเผ่าพันธุ์ระดับบัญชาการขั้นต่ำเหมือนกัน แต่ค่าพลังงานปกติก็แค่สี่ร้อยนิดๆ เองนะ
ห่างจากสัตว์อสูรของเธอตั้งร้อยกว่าโปวา...
แววตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นของจางชิงชิงหายวับไปในพริบตา
"อินทรีขนเขียวระดับทารกตัวนั้นถือว่าง่ายที่สุดแล้วนะ" เมื่อเห็นลูกพี่ลูกน้องของตนถูกดับฝัน จางซวี่หยางก็หัวเราะหึๆ "สัตว์อสูรระดับสูงตัวนั้นวิวัฒนาการไปแล้วหนึ่งครั้ง ระดับเผ่าพันธุ์ของมันจึงอยู่ที่ระดับบัญชาการขั้นสูง ค่าพลังงานก็เทียบเท่ากับเผ่าพันธุ์ระดับราชันย์ในระดับเดียวกันเลยล่ะ ส่วนสัตว์อสูรระดับบัญชาการตัวนั้นน่ะ..."
"นั่นน่ะเป็นเผ่าพันธุ์ระดับราชันย์เชียวนะ" จางซวี่หยางแบมือออก "แถมสัตว์อสูรสามตัวนี้ไม่ได้มีดีแค่ค่าพลังงานสูงเท่านั้น ระดับความเชี่ยวชาญในทักษะพรสวรรค์ก็สูงลิบลิ่ว แถมยังมีทักษะจากการสอนอีกเพียบ การจะเอาชนะได้นั้นยากมากๆ เพราะงั้นเลิกฝันกลางวันถึงของฟรีได้เลย"
"แต่ถ้าเป็นแบบนั้น จะมีคนชนะแล้วได้กินฟรีจริงๆ เหรอคะ นี่มันหลอกให้ความหวังชัดๆ!" จางชิงชิงบ่นอุบอิบอย่างไม่พอใจ "พี่เคยลองหรือยังคะ"
"สัตว์อสูรของพี่คือเห็ดน้อย จะไปสู้กับใครเขาได้ล่ะ" จางซวี่หยางหัวเราะเจื่อนๆ "แต่เพื่อนพี่เคยลองนะ สัตว์อสูรของเขาลองสู้กับสัตว์อสูรระดับสูงตัวนั้นดู ปรากฏว่าโดนซัดซะหมอบกระแตเลย แต่ถ้าถามว่าไม่มีใครเคยชนะเลยไหม ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว อย่างน้อยที่พี่รู้ก็มีคนนึงนะ หมอนั่นเป็นตัวปีศาจร่วมรุ่นในมหาวิทยาลัยของพี่เองแหละ เขาทำสำเร็จมาแล้ว"
เมื่อนึกถึงเจ้านักศึกษาระดับปีศาจคนนั้น สีหน้าของเขาก็หม่นหมองลงไปเล็กน้อย
คนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเหยียนหวงได้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่ลูกรักพระเจ้า
แต่กลับมีคนแบบนั้นอยู่คนนึง ที่เล่นงานเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนซะอยู่หมัด
แล้วจู่ๆ เขาก็หายตัวไป ทิ้งไว้เพียงตำนานไร้พ่ายเท่านั้น
"เอ๊ะ พี่คะ มีคนไปท้าแล้วค่ะ!" เมื่อเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินออกไปข้างหน้า จางชิงชิงก็รีบพูดขึ้นทันที "สัตว์อสูรของเขาคือเหมันต์ไร้รอยด้วย เหมันต์ไร้รอยตัวนั้นน่ารักจังเลย~"
"น่ารักก็ส่วนน่ารัก แต่เหมันต์ไร้รอยเป็นแค่เผ่าพันธุ์ระดับสูงนะ" จางซวี่หยางส่ายหน้า หยิบเครื่องวัดพลังงานขึ้นมาสแกนอย่างไม่ใส่ใจ "ค่าพลังงานปกติต่างกันตั้งสาม... เชี่ย ค่าพลังงานของเหมันต์ไร้รอยตัวนี้มันเกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!"
ผลการสแกนบนเครื่องวัดพลังงานแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหมันต์ไร้รอยตัวนั้นมีค่าพลังงานปกติสูงถึง 399 P
นี่มันค่าพลังงานปกติที่เผ่าพันธุ์ระดับสูงในวัยทารกจะทำได้งั้นเหรอ
จางซวี่หยางอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
แต่ไม่นานเขาก็ได้สติกลับมาจากค่าพลังงานปกติที่ไม่ปกติของเหมันต์ไร้รอยตัวนั้น "เหมันต์ไร้รอยตัวนี้ คงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเพาะเลี้ยงมาอย่างมหาศาลแน่ๆ แต่ถ้าจะให้เอาชนะอินทรีขนเขียวตัวนั้น พี่ก็ยังมองไม่เห็นทางชนะอยู่ดี"
"อืม..." จางชิงชิงกัดริมฝีปาก "หนูว่าเขาอาจจะมีความหวังก็ได้นะคะ"
ก็เด็กหนุ่มคนนั้นหล่อซะขนาดนั้นนี่นา!
...
[หมายเลขลำดับ IAM-0073
ชื่อเผ่าพันธุ์: อินทรีขนเขียว
ระดับเผ่าพันธุ์: ระดับบัญชาการขั้นต่ำ
ธาตุ: ลม
ระดับการเติบโต: ระดับทารก
ค่าพลังงานปกติ: 577 P
ทักษะพรสวรรค์: คมมีดขนนกสับต่อเนื่อง (ทักษะหลัก), ฉีกกระชาก, สายตาเฉียบคม]
หลินซู่มองผลการสแกนจากอุปกรณ์สื่อสารในมือ แล้วก็ส่ายหน้า "ช่างเถอะฉิวฉิว เราไม่ท้าประลองดีกว่า"
ด้วยค่าพลังงานปกติที่สูงลิ่วขนาดนี้ หลินซู่มั่นใจเลยว่าความเชี่ยวชาญในทักษะและทักษะจากการสอนของอินทรีขนเขียวตัวนี้ก็คงไม่ธรรมดาเช่นกัน
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ในลานประลองที่ทั้งสองฝ่ายจะรู้ข้อมูลทักษะของอีกฝ่ายล่วงหน้า ดังนั้นความไม่แน่นอนจึงมีมากเกินไป
ที่สำคัญกว่านั้น ถึงแม้ว่าธาตุลมและธาตุน้ำแข็งจะไม่ได้ข่มกันเอง แต่ในระดับทารกนี้ สัตว์อสูรที่บินได้จะถือไพ่เหนือกว่าสัตว์อสูรที่บินไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด โอกาสที่ฉิวฉิวจะเอาชนะได้จึงริบหรี่มาก
"มิ!" (ฉันอยากลองดู!)
"แกอาจจะบาดเจ็บได้นะ" หลินซู่พูดเสียงเบา "ที่นี่ไม่ใช่ลานประลอง การต่อสู้มันไม่ปลอดภัยขนาดนั้นหรอกนะ"
"มิ!" (อยากช่วยหลินซู่ประหยัดเงิน!)
"นี่มัน..." หลินซู่รู้สึกขำไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ "ก็แค่ค่าข้าวเองน่า"
"มิ! (ω)" (ฉันทำได้!)
"แกนี่นะ..." เมื่อเห็นฉิวฉิวยืนกรานหนักแน่น หลินซู่ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลูบหัวมัน "งั้นก็ได้ ลองดูสักตั้งก็แล้วกัน"
ระดับความเชี่ยวชาญทักษะของฉิวฉิวก็เหนือกว่าสัตว์อสูรในระดับเดียวกันมากเช่นกัน ถึงแม้ค่าพลังงานปกติของสัตว์อสูรทั้งสองตัวจะห่างกันมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชนะเลย
ในดวงตาของหลินซู่เริ่มมีไฟนักสู้ลุกโชนขึ้นมา
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ลองดูสักตั้งเถอะ!
(จบแล้ว)