- หน้าแรก
- แม่นางเซียน โปรดฟังข้าอธิบายก่อน
- บทที่ 43 - สามมหาเคล็ดวิชาสูงสุด
บทที่ 43 - สามมหาเคล็ดวิชาสูงสุด
บทที่ 43 - สามมหาเคล็ดวิชาสูงสุด
แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ทว่าสวี่ผิงชิวก็ยังคงทุ่มเทศึกษาเคล็ดวิชาบำเพ็ญคู่อย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อเติมเต็มช่องว่างทางความรู้ในด้านนี้ให้สมบูรณ์
หลังจากนั้น เขาก็เบนความสนใจไปยังเคล็ดวิชาอื่นๆ ด้วยความใคร่รู้
ด้วยคำแนะนำอย่างล้นหลามจากกระดานฝากข้อความ สวี่ผิงชิวจึงค้นพบตำราเล่มหนึ่งซึ่งรวบรวมโดยคนรุ่นหลัง ได้รับการยกย่องว่าเป็นคัมภีร์ที่ผู้ฝึกตนขั้นผลัดกายาทุกคนต้องอ่าน มีชื่อว่า 'สารานุกรมวิชาเต๋าทั่วไป'
สวี่ผิงชิวเปิดดูผ่านๆ อย่างคร่าวๆ ล้วนเป็นวิชาเต๋าเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาพรสวรรค์ส่วนบุคคล ขอเพียงมีชีพจรวิญญาณและก้าวเข้าสู่ขั้นผลัดกายาก็สามารถฝึกฝนได้แล้ว ทว่าก็คุ้มค่าที่จะเรียนรู้ติดตัวไว้ เพราะล้วนนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งสิ้น
อย่างเช่น คาถาชำระล้าง วิชารวมวารี วิชาควบคุมเมฆา วิชาหิ่งห้อยตามรอยปราณที่เยว่หลินชิงเคยใช้ก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่เคล็ดวิชาควบคุมเพลิงที่หยางเจ๋อเซิ่งมอบให้ก็รวมอยู่ในนี้ด้วย ถือเป็นวิชาที่เรียนไปแล้วอย่างไรก็ต้องได้ใช้แน่นอน
สิ่งเดียวในคัมภีร์เล่มนี้ที่หลุดกรอบออกไป ก็คือหมวดที่ว่าด้วยวิชาหลบหนี พอถึงเนื้อหาส่วนนี้ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องทันที
ในขณะที่วิชาเต๋าอื่นๆ ยังมีข้อคิดเห็นและเคล็ดลับในการฝึกฝนมากมาย ทว่าเกณฑ์การตัดสินวิชาเต๋าในหมวดการหลบหนีกลับมีเพียงข้อเดียว นั่นก็คือ 'วิ่งหนีหมาพ้นหรือไม่'
โดยคำวิจารณ์ในแง่ลบจะเขียนไว้ว่า: "วิ่งหนีไอ้หมาบ้าที่ลานอสูรไม่พ้น โดนกัดไปแล้ว กากมาก"
ส่วนคำวิจารณ์ในแง่บวกก็คือ: "อันนี้ดี วิ่งหนีหมาพ้น ขอแนะนำอย่างยิ่ง"
สวี่ผิงชิวพลิกดูวิชาหลบหนีไปนับสิบชนิด คำวิจารณ์ก็ล้วนมีแต่สองแบบนี้เหมือนกันหมด โดยในบรรดาคำวิจารณ์แง่ลบ บางครั้งก็จะมีข้อความแทรกมาว่าโดนกัดไปกี่แผล พ่วงด้วยคำด่าทอสาปแช่งอีกสองสามประโยค ที่น่าเวทนาที่สุดก็คือคนที่โดนหมากัดกางเกงจนขาดวิ่นนั่นแหละ
ยากที่จะจินตนาการได้ว่าศิษย์พี่ผู้นี้ใช้สภาพจิตใจแบบใดในการรวบรวมตำราเล่มนี้ขึ้นมา ทว่าสวี่ผิงชิวก็รู้สึกว่าการที่เขาโดนหมากัดนั้นก็ไม่ถือว่าน่าเห็นใจนักหรอก
ก็แหม วิชาหลบหนีเหล่านี้เขาจดบันทึกไว้เป็นร้อยๆ วิชา นั่นก็หมายความว่าอย่างน้อยๆ เขาก็ต้องไปแหย่ไอ้หมาตัวนั้นมาเป็นร้อยๆ ครั้งเหมือนกัน นี่มันเป็นตัวน่ารังเกียจในสายตาหมาของแท้เลยนี่นา
และหลังจากอ่านตำราเล่มนี้จบ สวี่ผิงชิวที่มองดูเคล็ดวิชามากมายละลานตา ย่อมต้องเกิดความอยากรู้อยากเห็นถึงวิชาเต๋าที่แข็งแกร่งที่สุดที่บันทึกอยู่ในหอตำราสวรรค์แห่งนี้
หลังจากค้นหาอยู่พักหนึ่ง สวี่ผิงชิวก็ค้นพบ 'สามมหาเคล็ดวิชาสูงสุด' ที่ถูกบันทึกไว้ในหอตำราสวรรค์ ได้รับการกล่าวขานว่าแทบทุกคนในเทียนซวี่ล้วนเคยเรียนมาแล้ว ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถฝึกฝนได้สำเร็จ กระทั่งเต้าจวินทั้งสามท่านเองก็ยังทำไม่ได้
สามมหาเคล็ดวิชาสูงสุดนี้ ได้แก่ 'เคล็ดวิชาเชียนชิว' 'เคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนา' และ 'วิชาอุดสวรรค์'
แค่ดูจากชื่อ สวี่ผิงชิวก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอันลึกลับบางอย่าง เขาจึงเปิดดูเคล็ดวิชาเชียนชิวเป็นอันดับแรกด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพศรัทธา
เพียงแค่หน้าแรก ก็มีคำเตือนจากเซียวฮั่นเต้าจวินสลักไว้ว่า:
"วิชานี้มิใช่วิถีธรรมดา อย่าได้สืบเสาะให้ลึกล้ำนัก การฝึกฝนไม่สำเร็จมิใช่เพราะขาดพรสวรรค์หรือความรู้แจ้ง แม้แต่ตัวข้าเองยังไม่อาจหยั่งรู้ถึงความเร้นลับของมันได้ นับประสาอันใดกับพวกเจ้าเล่า"
สิ่งนี้กลับยิ่งทำให้สวี่ผิงชิวสนใจมากยิ่งขึ้น ด้วยความคิดที่ว่าเผื่อจะฟลุคเก็บของดีได้ และถ้าเกิดเขาดันฝึกสำเร็จขึ้นมาล่ะก็ โคตรพ่อโคตรแม่เทพเลยไม่ใช่หรือ เขาจึงตั้งหน้าตั้งตาอ่านต่อไป
นี่เป็นวิชาเต๋าที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่าหากรู้แจ้งแล้ว จะสามารถมองข้ามกฎแห่งกรรมของเวลาและสถานที่ ย้อนคืนกาลเวลา ควบคุมกระแสประวัติศาสตร์ในอดีต เปลี่ยนแปลงหน้าประวัติศาสตร์ บรรลุถึงขั้นที่ว่า 'พันปีหมื่นปี มีเพียงข้าที่ตัดสิน' ได้อย่างแท้จริง
ส่วนวิธีการฝึกฝนนั้น สวี่ผิงชิวเห็นเพียงแค่ภาพวาดที่สลับซับซ้อนยุ่งเหยิง เพียงแค่ปรายตามอง เขาก็รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาทันที กระทั่งพอนึกถึงภาพวาดนี้ในหัว ก็ยังทำให้รู้สึกง่วงงุนจนแทบจะหลับฟุบลงไปในหอตำราสวรรค์เสียให้ได้
"ปัดโธ่เอ๊ย นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย" สวี่ผิงชิวสะบัดหัวไล่ความง่วง เขาไม่เชื่อเรื่องลี้ลับ จึงลองจ้องมองมันอีกครั้ง
คราวนี้เขาพยายามอย่างหนักที่จะค่อยๆ แยกแยะรายละเอียด ทว่าลวดลายเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สมองไม่อาจทำความเข้าใจได้ มันทำให้สมองของเขาช็อตจนแทบไหม้ แล้วก็ตัดเข้าสู่ระบบป้องกันตัวเองด้วยการทำให้ง่วงงุนไปเลย
หลังจากทดลองไปห้าหกครั้ง ในที่สุดสวี่ผิงชิวก็ยอมจำนนต่อความลี้ลับของมัน ของสิ่งนี้มันประหลาดเกินไป ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาจะแตะต้องได้ในตอนนี้
เขาจึงหันไปสนใจกระดานฝากข้อความแทน อยากรู้เหลือเกินว่าเหล่าศิษย์พี่ยอดมนุษย์พวกนั้นมีวิธีจัดการกับมันอย่างไร
และก็เป็นไปตามคาด ข้อความบนกระดานถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกที่เปิดตัวมาก็คือ 'กลุ่มแสดงความขอบคุณ' พวกเขาขอบคุณเรื่องอันใดน่ะหรือ ก็ขอบคุณที่ไอ้ของสิ่งนี้มันมีสรรพคุณช่วยให้หลับสบายอย่างไรเล่า!
"รู้สึกว่าเวลาที่นอนไม่หลับ เอามาใช้แล้วได้ผลดีเยี่ยมสมกับเป็นมหาเคล็ดวิชาสูงสุดจริงๆ!" —— เยว่หลินชิง
"เห็นด้วยเลย เวลาที่ออกไปข้างนอก พอคิดถึงเทียนซวี่ ภาพลวดลายนี้ก็จะผุดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติ ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับมานอนหลับสบายอยู่ในหอตำราสวรรค์เลย" —— อวี๋เหวินกวาง
คราวนี้สวี่ผิงชิวก็เข้าใจเสียทีว่าเหตุใดเยว่หลินชิงถึงได้หลับปุ๋ยได้อย่างรวดเร็วนัก ที่แท้ก็เป็นเพราะแบบนี้นี่เอง
และกลุ่มต่อมาก็คือ 'กลุ่มผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ' ทุกคนล้วนคิดเหมือนสวี่ผิงชิวก่อนหน้านี้ คือคิดว่าตัวเองเป็นยอดคนในหมื่นคน เป็นผู้มีวาสนาต่อวิชานี้
"ด้วยพรสวรรค์อันหาตัวจับยากของข้า วิชานี้จะต้องเปล่งประกายเจิดจรัสในมือของข้าอย่างแน่นอน!" ข้อความเพิ่มเติม: "ไม่ไหว ฝึกไม่ได้เลยสักนิด ทุกคนอย่าเสียเวลาเลย จงเชื่อคำเตือนของเต้าจวินเถิด!"
"ข้าไม่เชื่อ วิชานี้มีวาสนากับข้า!" ข้อความเพิ่มเติม: "ข้าเชื่อแล้ว ศิษย์พี่พูดถูก"
ท่ามกลางคำตอบที่ออกทะเลเหล่านี้นั้น ก็ยังมีกลุ่มเล็กๆ ที่เป็น 'กลุ่มสนทนาอย่างจริงจัง' ปะปนอยู่ พวกเขาพยายามหาวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อทำความเข้าใจมัน
จากการที่สวี่ผิงชิวไล่อ่านดู พวกเขาได้ทดลองใช้วิธีต่อไปนี้มาหมดแล้ว:
วิธีสืบหาต้นตอ: พยายามค้นหาแหล่งที่มาของภาพลวดลายนี้ แต่ก็ล้มเหลว ไร้ร่องรอยให้สืบเสาะ
วิธีแยกส่วน: พยายามแยกส่วนภาพลวดลายนี้เพื่อทำความเข้าใจ ทว่าเมื่อแยกส่วนแล้ว มันก็ไม่มีผลอันใดเลย
วิธีรู้แจ้งในความฝัน: ในเมื่อมองภาพนี้แล้วจะทำให้ง่วง งั้นข้าก็ชิงหลับไปก่อน แล้วใช้เคล็ดวิชาลับแอบเข้าไปดูในความฝันเสียเลย ช่างเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร!
และด้วยวิธีการนี้เอง ก็ทำให้พวกเขาหลับลึกยิ่งกว่าเดิม
วิธีพวกนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติ สวี่ผิงชิวยังเห็น 'วิธีผูกคอตายเพื่อหยั่งรู้' ที่หลุดโลกยิ่งกว่านี้อีก เขาพยายามจะทำความเข้าใจในช่วงเวลาเป็นตายเฉียดนรก จนเกือบจะกู้ชีพกลับมาไม่ได้
หลังจากรอดตายมาได้ เขาก็ถูกท่านอาจารย์ซ้อมปางตายอีกรอบ เขาถึงกับบ่นว่าโดนซ้อมจนเริ่มเสียใจที่โดนช่วยชีวิตกลับมา พอประโยคนี้ไปเข้าหูท่านอาจารย์เข้า เขาก็โดนซ้อมอีกชุดใหญ่ หลังจากนั้นก็ไม่กล้าปริปากบ่นอะไรอีกเลย
นอกจากนี้ยังมีผู้มีพรสวรรค์ประหลาดที่ได้แรงบันดาลใจจากภาพลวดลายนี้ คิดค้นวิชาเต๋าแขนงหนึ่งขึ้นมา โดยการส่งภาพลวดลายที่คล้ายคลึงกันนี้ซึ่งไม่อาจทำความเข้าใจได้เข้าไปในหัวของศัตรู ทำให้ความคิดของพวกมันเชื่องช้าลงชั่วขณะ หรือกระทั่งบังคับให้หลับกลางอากาศไปเลยก็มี วิชาเต๋านี้ได้รับเสียงชื่นชมจากเหล่าศิษย์ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขนาดเคล็ดวิชาเชียนชิวยังพิลึกพิลั่นถึงเพียงนี้ เคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนากับวิชาอุดสวรรค์ก็หลุดโลกไม่แพ้กัน
หน้าแรกของทั้งสองวิชาก็มีคำเตือนจากเซียวฮั่นเต้าจวินเช่นกัน เคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนาเตือนว่าอย่าหลงเชื่อมั่นจนเกินไปว่าตัวเองฝึกสำเร็จแล้ว ส่วนวิชาอุดสวรรค์ก็เตือนให้ระวังความทรงจำของตัวเองให้ดี
เคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนานั้นเน้นไปที่ความเชื่อมั่น หากท่านเชื่อมั่นว่าทำเช่นนี้แล้วจะสำเร็จ และมันก็ดันสำเร็จจริงๆ ความเชื่อมั่นของท่านก็จะถูกเสริมพลังให้กล้าแกร่งขึ้น
ยิ่งความเชื่อมั่นแข็งแกร่งเท่าใด โอกาสที่จะทำสำเร็จก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ 'พลังแห่งการมโน' นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น หากข้าโยนเหรียญและคิดว่ามันจะออกหัว แล้วผลออกมาเป็นหัวจริงๆ ในการโยนครั้งต่อไป โอกาสที่ข้าจะคิดให้มันออกหัวก็จะเพิ่มสูงขึ้น
ความน่าสะพรึงกลัวของเคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนานี้คือความครอบจักรวาล ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ อย่างการปรุงยาหลอมศัสตรา ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างตอนต่อสู้แล้วท่านมโนให้มีอุกกาบาตตกลงมาทับคู่ต่อสู้จนตาย
ทว่าจุดอ่อนที่พึ่งพาไม่ได้ของเคล็ดวิชานี้ก็คือ ท่านไม่มีทางพิสูจน์ได้เลยว่าตัวเองฝึกมันสำเร็จแล้วจริงๆ หรือไม่ ท่านอาจจะคิดว่าท่านทำสำเร็จ แต่บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญที่ท่านดวงดีก็เท่านั้น
ในช่วงแรกๆ ยังมีคนรู้สึกกระวนกระวายใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง ทว่าหลังจากที่คนเกือบทั้งเทียนซวี่ฝึกฝนกันจนแพร่หลาย บรรยากาศก็เริ่มออกทะเลไปอีกครั้ง
อย่างเช่น ถ้าหลอมศัสตราสำเร็จก็แปลว่าข้าเก่ง แต่ถ้าหลอมพลาดก็แปลว่าไอ้เคล็ดวิชาโบราณจิตปรารถนานี่มันขยะชัดๆ สรุปก็คือ แทนที่จะพัฒนาตัวเอง สู้โยนความผิดให้วิชาดีกว่า
(จบแล้ว)