เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?

บทที่ 12 นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?

บทที่ 12 นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?


บทที่ 12 นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?

เฉิงเยียนหวานยืนกรานที่จะเลี้ยงข้าว

เหอซวี่กลัวว่าถ้าเขาแย่งจ่ายเงินจะทำร้ายความภาคภูมิใจของเธอ จึงเลือกร้านที่ถูกที่สุดในโรงอาหารสอง แล้วสั่งบะหมี่ผัดมาสองจาน

บะหมี่ผัดน่าจะเป็นอาหารที่คุ้มค่าที่สุดในโรงอาหารสองแล้ว จานใหญ่แค่ 4 หยวน มีทั้งหมูเส้นและพริกหยวก พวกผู้ชายต่างก็ชอบกันมาก

แต่เมื่อมองดูจานใหญ่ตรงหน้า เฉิงเยียนหวานก็ดูมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย

“ถ้าเธอกินไม่หมดก็แบ่งมาให้ผมสิ” เหอซวี่พูดจาเหลวไหลด้วยสีหน้าจริงจัง “ผมกินจุมาก ช่วงนี้สงสัยจะใกล้ตื่นพลังแล้ว”

นี่เป็นมุกตลก แต่เฉิงเยียนหวานไม่ขำ

เธอทำหน้าจริงจังแล้วค่อยๆ ตักบะหมี่กว่าครึ่งจานของตัวเองไปใส่ในจานของเหอซวี่

ราวกับกลัวว่าเหอซวี่จะหิวจริงๆ

เหอซวี่คิดในใจว่าเด็กสาวคนนี้ทั้งผิวขาว หน้าตาสะสวย ขาเรียวยาว แถมยังมีความงามที่เย็นชาและเจิดจ้าจนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่กลับไม่มีอารมณ์ขันเอาเสียเลย

ไม่เหมือนกับภารโรงที่อยู่ด้านหลังเฉียงๆ ของเขา ซึ่งเพิ่งย้ายจากห้องสมุดมาประจำที่โรงอาหารกะทันหัน

ดูสิ เขาฟังจนเกือบจะหัวเราะออกมาแล้ว~

ขณะที่ทั้งสองกำลังแบ่งบะหมี่ผัดกันอยู่ ก็พลันได้ยินเสียงแค่นหัวเราะเย็นชาดังมาจากข้างหลัง

“แกคือเหอซวี่เหรอ?”

เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ทำผมทรงหัวเครื่องบินและใส่ต่างหู เบ้ปากพลางเอามือล้วงกระเป๋า เดินโยกไปเยื้องมาจนถึงหน้าของคนทั้งสอง

ข้างหลังเขาคือหลินเสี่ยวเชี่ยนจากห้อง 5 ในมือกำลังถือโทรศัพท์มือถืออยู่ ดูเหมือนว่าเพิ่งจะแอบถ่ายอะไรไป

พอเห็นเหอซวี่ เธอก็หลบสายตา แล้วขยับไปหลบหลังเด็กหนุ่มคนนั้นโดยไม่รู้ตัว ท่าทางของทั้งสองดูสนิทสนมกันมาก

“ไม่เลวนี่”

เจ้าหัวเครื่องบินเอียงคอมองเหอซวี่ที แล้วหันไปมองเฉิงเยียนหวานที ก่อนจะหัวเราะเยาะออกมา

“ไอ้หนูอย่างแกนี่มันกล้ามาเต๊าะจริงๆ ด้วย!”

“แกรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”

เหอซวี่กับเฉิงเยียนหวานต่างก็ชะงักไป

ทั้งสองมองสำรวจเจ้าหัวเครื่องบินตั้งแต่หัวจรดเท้า—

ตัวไม่สูง หน้าตาไม่โดดเด่น เดินส่ายไปมา…

“นาย…”

เฉิงเยียนหวานถามอย่างไม่แน่ใจนัก

“นายคือโจวเฉิงเหย่คนนั้นเหรอ?”

เจ้าหัวเครื่องบินตะลึงไป ก่อนจะร้อนรนขึ้นมา

“นั่นมันลูกพี่ฉัน!”

“ลูกพี่ฉันไปห้องสมุดตามจีบเธอทุกวัน เธอไม่รู้จักเขาได้ยังไง?”

“เดี๋ยวนะ คนทั้งโรงเรียนใครบ้างไม่รู้จักลูกพี่ฉัน?”

“ฉันนี่แหละที่ไม่รู้จัก” เหอซวี่พูดตามความจริง

โจวเฉิงเหย่คนนี้มีฉายาว่าคุณชายโจว เทอมหนึ่งจะมาโรงเรียนแค่ไม่กี่ครั้ง มาทีก็เพื่อมาต่อยตี

เพราะอัตราการปรากฏตัวที่ต่ำมาก นักเรียนที่ตั้งใจเรียนส่วนใหญ่จึงรู้แค่ว่าคุณชายโจวคนนี้รวยมากและหาเรื่องด้วยไม่ได้ แต่กลับไม่รู้ว่า “ดาวโรงเรียน” ที่ว่ากันคนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร…

ตอนนี้เจ้าหัวเครื่องบินทำท่าเหมือนจะระเบิด หลินเสี่ยวเชี่ยนที่อยู่ข้างหลังรีบเข้ามาควงแขนเขาแล้วกระซิบกระซาบที่ข้างหู

ดูจากสีหน้าท่าทางของเธอแล้ว คาดว่าคงจะพูดประมาณว่า “เหอซวี่สู้เก่งมาก เมื่อคืนยังชักมีดใส่หานย่วนเลย”

แววตาของเจ้าหัวเครื่องบินก็ดูเกรงๆ ขึ้นมาทันที แต่เขาจะยอมเสียเปรียบแบบนี้ได้อย่างไร?

เขาเชิดคอขึ้นแล้วแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา

“เหอซวี่ แกฟังให้ดีนะ—ฉันชื่อเคอต๋าหย่า!”

คราวนี้เหอซวี่ประหลาดใจจริงๆ

“นายชื่อโคดั๊กเหรอ?”

โปเกมอนธาตุน้ำน่ะเหรอ?

ตัวที่เวลายิ้มแล้วสายตาดูกวนประสาทนั่นน่ะนะ?

“ไอ้บ้าเอ๊ย ฉันไม่ใช่โคดั๊กเว้ย ฉันชื่อเคอต๋าหย่า!”

เจ้าหัวเครื่องบินร้อนรนขึ้นมาอีก

เขาชี้ไปที่เหอซวี่กับเฉิงเยียนหวานที่กำลังแบ่งบะหมี่ผัดกันด้วยความโกรธจัด ตะโกนลั่นว่า

“แกอย่าคิดว่าตัวเองมีวิชางูๆ ปลาๆ แล้วจะมาโอหัง ฉันจะบอกให้—เมื่อวานนี้เอง ลูกพี่โจวเฉิงเหย่ของฉันตื่นพลังแล้ว!”

“แกเก่งแค่วิชายุทธ์มันจะไปมีความหมายอะไร!”

“ลูกพี่ฉันใช้นิ้วเดียวก็ฆ่าแกได้แล้ว!”

ดวงตาของเหอซวี่เป็นประกายขึ้นมาทันที!

ตื่นพลังแล้วเหรอ? บังเอิญขนาดนี้เลยเหรอ?

เดี๋ยวก่อนนะ... จะว่าไป...

นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?

นักแสดงนำ ตัวร้าย ผู้ชม สถานที่ เวลา พยาน เข้าประจำที่กันหมดแล้ว!

เมื่อเห็นเหอซวี่ไม่กลัวแถมยังดูดีใจ เคอต๋าหย่าก็รู้สึกว่าตัวเองถูกหยามหน้าอย่างที่สุด

เขาชี้ไปที่บะหมี่ผัดตรงหน้าทั้งสองคนแล้วกัดฟันพูด

“กินบะหมี่ด้วยกัน ยังจะมาแบ่งกันไปมาอีก”

“เหอซวี่ ฉันถามแกหน่อย แกกับเฉิงเยียนหวานเป็นอะไรกันแน่?”

คำถามนี้ทำให้ทั้งเหอซวี่และเฉิงเยียนหวานนิ่งไป

เราสองคนเป็นอะไรกัน?

เหอซวี่คิดในใจ ก็คงเป็นเพื่อนกันล่ะมั้ง

แต่ฉันคอยคุ้มครองเธออยู่ งั้นเราก็น่าจะนับเป็น…

พันธมิตร?

เฉิงเยียนหวานคิดในใจ ก็คงเป็นเพื่อนกันล่ะมั้ง

แต่เหอซวี่คอยคุ้มครองฉันอยู่ งั้นเราก็น่าจะนับเป็น…

พวกเดียวกัน?

แต่เฉิงเยียนหวานสมกับที่เป็นเด็กเรียนดี เธอถามเจ้าหัวเครื่องบินกับหลินเสี่ยวเชี่ยนกลับ

“แล้วพวกเธอสองคนล่ะเป็นอะไรกัน?”

สีหน้าเจ้าหัวเครื่องบินแข็งทื่อไปทันที

อ้ำๆ อึ้งๆ อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เท้าสะเอวแล้วตอบ

“เราสองคนเป็นพี่น้องกัน!”

“เธอนับถือฉันเป็นพี่ชายบุญธรรม มีเรื่องอะไรฉันก็คอยดูแล!”

พูดจบก็เขย่าขาอย่างภาคภูมิใจ

เหอซวี่อดไม่ได้ที่จะเอามือกุมหน้าผาก

บ้าเอ๊ย “พี่น้อง”

เด็กมัธยมปลายนี่ช่างสรรหาคำมาใช้กันจริงๆ เห็นๆ อยู่ว่าเป็นคู่ชายหญิงที่กุ๊กกิ๊กกัน แต่กลับปากแข็งบอกว่าเป็นพี่น้องกัน

พี่น้องบ้าบออะไร คนเคยผ่านมาก่อนรู้ดีว่าวัยนี้ที่เรียกกันว่าพี่น้องน่ะ ต้องมีอะไรในกอไผ่แน่นอน…

แต่เฉิงเยียนหวานที่อยู่ข้างๆ กลับครุ่นคิดอย่างจริงจัง

“เราสองคนก็เป็นพี่น้องกันเหมือนกัน”

เธอมองเหอซวี่ ด้วยสีหน้าที่ไม่ยอมให้โต้แย้ง

“ฉันมีเรื่อง เขาก็คอยดูแล”

เหอซวี่: “?????”

เราสองคนด้วยเหรอ?

“ไอ้เด็กเวร แกกล้ามาเต๊าะเป้าหมายของลูกพี่ฉันจริงๆ ด้วย ดูท่าจะเบื่อชีวิตแล้วสินะ”

เจ้าหัวเครื่องบินหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าเหอซวี่อย่างแรง “ฉันจะบอกให้ แกจบเห่แน่!”

“ฉันจะส่งข้อความหาลูกพี่โจวเดี๋ยวนี้เลย!”

“เหอซวี่ ถ้าฉันโทรไปนะ พรุ่งนี้ลูกพี่โจวจะมาจัดการแกให้เดี้ยงเลย แกเชื่อไหม?”

เขาตะโกนเสียงดังลั่น ดึงดูดสายตาทุกคู่ในโรงอาหารมาทันที

ในชั่วพริบตา โต๊ะนี้ก็กลายเป็นจุดสนใจ

แม้แต่ภารโรงที่กำลังถูพื้นก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป เขาหยุดมือแล้วหันหน้ามามอง

ทันใดนั้น สายตานับไม่ถ้วนก็จับจ้องมาที่ใบหน้าของเหอซวี่

ในใจของเหอซวี่นั้นเรียกว่าดีใจสุดๆ—

โจวเฉิงเหย่จะมาโรงเรียนพรุ่งนี้ได้เลยเหรอ?

นายแน่ใจนะ?

พูดแล้วต้องรักษาสัญญาด้วยนะ!

กำลังคิดอยู่เลยว่าจะบิ๊วอารมณ์ยังไงดี อารมณ์ก็มาหาถึงที่เอง…

แล้วพรุ่งนี้เวลาก็เหมาะเจาะมาก พอดีมีคาบพละคาบใหญ่ด้วย

เอาเลยดีกว่า ฉันจะล็อคคิวให้ตายตัวไปเลย รับรองว่าพรุ่งนี้เขาต้องมาแน่

“แกขู่ใครวะ?”

เหอซวี่ทำท่าเหมือนถูกยั่วโมโห เห็นได้ชัดว่ารู้สึกเสียหน้าที่ถูกข่มขู่ต่อหน้าเฉิงเยียนหวาน

เขาทุบโต๊ะ

“อะไรวะ ใครจะเป็นพี่น้องกับใครต้องให้พวกแกอนุมัติด้วยเหรอ?”

“พูดบ้าอะไร!”

“ใครมาก็ไม่มีประโยชน์ เราสองคนเป็นพี่น้องกันแล้ว!”

พูดพลาง เขาก็วางมือลงบนไหล่ของเฉิงเยียนหวานโดยตรง

ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน เขาโอบเฉิงเยียนหวานไว้แล้วพูดอย่างโกรธเกรี้ยว

“ให้โจวเฉิงเหย่มาได้เลย”

“คิดว่าโรงเรียนเป็นบ้านของมันรึไง?”

ทั้งโรงอาหารเงียบกริบลงทันที แม้แต่เสียงเข็มตกก็ยังได้ยิน

ทุกคนอ้าปากค้างมองมือของเหอซวี่ที่วางอยู่บนไหล่ของดาวโรงเรียนภูเขาน้ำแข็ง ส่วนเฉิงเยียนหวานเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน เธอไม่คิดว่าเหอซวี่จะกล้าโอบเธอในที่สาธารณะแบบนี้

แต่เธอก็ไม่ได้ขัดขืน

“ดี ดีมาก!” สีหน้าของเจ้าหัวเครื่องบินทั้งบิดเบี้ยวทั้งตื่นเต้น

“เห็นกันหมดแล้วนะ”

“มันหาเรื่องตายเอง แบบนี้จะมาโทษฉันไม่ได้นะ”

“เหอซวี่ พรุ่งนี้พวกแกมีคาบไหนคนเยอะๆ บ้าง มีคาบพละคาบใหญ่ไหม? กล้าบอกรึเปล่า?”

เหอซวี่ถูกยั่วจนทนไม่ไหวอย่างเห็นได้ชัด หน้าแดงก่ำตะโกนเสียงดัง

“มีอะไรไม่กล้า!”

“พรุ่งนี้คาบสามตอนเช้าห้องฉันก็มีคาบพละ เป็นคาบใหญ่เรียนศิลปะการต่อสู้พร้อมกันสามห้อง แล้วไงวะ โจวเฉิงเหย่จะกล้ามาจัดการฉันต่อหน้าทุกคนรึไง?”

“ฉันไม่เชื่อหรอก!”

“ดีๆๆ” เจ้าหัวเครื่องบินเท้าสะเอว “เหอซวี่ แกมันแน่จริง”

“คาบพละคาบที่สามถ้าแกไม่ไป แกก็เป็นหลานปู่ของฉัน!”

เหอซวี่ถูกยั่วจนเหมือนจะเสียสติ เขาพูดอย่างโกรธจัด

“ฉันไปแน่”

“ถ้าโจวเฉิงเหย่ไม่มา พวกแกสองคนนั่นแหละที่เป็นหลานปู่!”

ตอนที่เหอซวี่กลับมาถึงห้อง 1 เรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงอาหารก็แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว ทั้งห้องกำลังฮือฮากันใหญ่

โดยเฉพาะหม่าโหย่วไฉ

เขาไม่อยากจะเชื่อเลย—เพื่อนรักที่ไปโรงเรียนกลับบ้านด้วยกัน เป็นหมาโสดเหมือนกัน อยู่ดีๆ…

เหอซวี่ก็คว้าดาวโรงเรียนหุ่นนางแบบแปดส่วนขาเรียวยาวมาครองได้?

เขาเจ็บปวดใจอย่างยิ่ง

คนเราก็เป็นแบบนี้ กลัวเพื่อนจะลำบาก แต่ยิ่งกว่านั้นคือกลัวเพื่อนจะได้ดีเกินหน้า

เห็นเพื่อนสละโสด มันช่างเจ็บปวดยิ่งกว่าตัวเองอกหักเสียอีก…

จ้าวเจวียนเป็นคนมองตามความเป็นจริงมากกว่า เธอกระซิบถามเหอซวี่

“พี่ซวี่ ฉันได้ยินมาว่า พี่โอบไหล่ดาวโรงเรียนผู้ยากจนต่อหน้าคนทั้งโรงอาหาร…”

“แล้วก็ลูบขาอ่อนเธอด้วยเหรอ?”

เหอซวี่: “?????”

เปล่าเลยนะ

อันนี้ไม่มีจริงๆ!!

“สกปรก แกมันสกปรก!” หม่าโหย่วไฉทำหน้าดูถูก “ไอ้ซวี่ พ่อบุญธรรมจะถามแกคำเดียว แกต้องตอบตามความจริงนะ—”

“ขาอ่อนเธอลื่นไหม?”

เหอซวี่: “นี่มันเรื่องไร้สาระทั้งเพ!”

จ้าวเจวียนถอนหายใจโล่งอก “ฉันว่าแล้วเชียว ข่าวลือมันก็ชอบใส่สีตีไข่แบบนี้แหละ”

“ตอนนี้ข้างนอกลือกันไปใหญ่โตมาก ถึงขนาดมีคนบอกว่าพี่ซวี่ท้าคุณชายโจวตัวต่อตัวในคาบพละพรุ่งนี้…”

“นี่มันสร้างข่าวลือชัดๆ เลยไม่ใช่เหรอ?”

“เอ่อ เรื่องนั้นน่ะ” เหอซวี่ก้มหน้าลงอย่างอึดอัดใจ

“มันเป็นเรื่องจริง”

ทันใดนั้น หม่าโหย่วไฉกับจ้าวเจวียนก็อ้าปากค้าง กลายเป็นหินไปพร้อมกัน

เหอซวี่เกาหัวด้วยสีหน้าสับสน ทำหน้าเหมือนเสียใจแล้วพูดว่า

“ตอนนั้นฉันแค่โมโหจนทนไม่ไหว ก็เลยพูดโอ้อวดออกไป”

“นั่นมันต่อหน้าเฉิงเยียนหวานนะ—ฉันเหอซวี่ไม่ต้องรักษาหน้าบ้างรึไง?”

“เฮ้อ…”

เขาถอนหายใจยาว

“ตอนนี้มาคิดดูแล้ว เมื่อกี้วู่วามไปจริงๆ”

“พวกนายว่า ถ้าฉันไปขอโทษโจวเฉิงเหย่ตอนนี้ จะยังทันไหม?”

เขามองไปที่หม่าโหย่วไฉและจ้าวเจวียนด้วยสีหน้าคาดหวัง

ทั้งสองคนเงียบกริบ

ทั้งสองอดนึกถึงต่งจื่อห้าวเมื่อปีที่แล้วไม่ได้—คงจะไม่ทันแล้วล่ะ!

แต่เมื่อเห็นท่าทางคาดหวังของเหอซวี่ ทั้งสองก็ทำได้เพียงปลอบใจอย่างเสียไม่ได้

หม่าโหย่วไฉรีบบอกว่าเรื่องที่ต่งจื่อห้าวถูกฝังทั้งเป็นเป็นแค่ข่าวลือ อาจจะถูกแต่งเติมจนน่ากลัว ความจริงเป็นอย่างไรใครจะไปรู้ อาจจะตายก่อนแล้วค่อยถูกฝัง…

ไม่แน่ว่าคุณชายโจวอาจจะไม่ได้เป็นคนกร่างเหมือนในตำนานก็ได้

ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นคนมีเหตุผล!

จ้าวเจวียนก็รีบพยักหน้าเห็นด้วย ใช่ๆๆ เป็นแค่นักเรียนมัธยมปลาย คุณชายโจวจะรุนแรงได้สักแค่ไหนกัน?

อีกอย่างเขาก็เพิ่งจะตื่นพลังไม่ใช่เหรอ?

จะแข็งแกร่งได้สักแค่ไหนกัน? ไม่แน่ว่าอาจจะยังไม่ได้เรียนรู้ท่าต่อสู้เลยก็ได้

ไม่น่ากลัวหรอก ไม่น่ากลัว!

และด้วยความพยายามปลอบใจของพวกเขา เหอซวี่ก็ยิ่งดูกระวนกระวายใจมากขึ้น จนไม่มีสมาธิเรียนโดยสิ้นเชิง…

พอถึงตอนบ่าย “นักเรียนใหม่” จางเหยียนก็มาถึง

หมอนี่หน้าตายิ้มแย้มดูเจนโลก เพิ่งมาได้ไม่นานก็เข้ากับเพื่อนรอบข้างได้เป็นอย่างดี แถมยังช่างพูดเป็นพิเศษ

ที่นั่งของเขาอยู่ด้านหลังเฉียงๆ ของเหอซวี่ เขามักจะแอบมองมาเป็นครั้งคราว แต่ทว่าเหอซวี่ดูเหมือนจะไม่สังเกตเห็นเลย

เขาไม่มีใจจะเรียนเลย ทำท่าทางกระสับกระส่าย กระวนกระวายใจไปทั่ว คอยถามไถ่ไปเรื่อย—

“พวกนายรู้ไหมว่าคุณชายโจวเป็นคนยังไงกันแน่?”

ในที่สุด เมื่อถึงคาบเรียนด้วยตนเองคาบแรก คำตอบที่เขาต้องการก็มาถึง

ในฟอรัมของเว็บไซต์โรงเรียน โจวเฉิงเหย่ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ข้อความหนึ่ง

เนื้อหามีเพียงประโยคเดียว

“ถึง เหอซวี่ ห้อง ม.6/1:”

“แกเคยซื้อประกันทุพพลภาพให้ตัวเองบ้างไหม?”

เมื่อทราบข่าวนี้ สายตาทุกคนที่มองมายังเหอซวี่ก็เต็มไปด้วยความเห็นใจ

โง่ล่ะสิ?

ทำเท่ได้แป๊บเดียว เดี๋ยวก็ได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มหรอก

ส่วนสีหน้าของเหอซวี่ก็ซีดเผือดอย่างปิดไม่มิด

ภายนอกเขาจ้องมองกระดานดำด้วยสายตาเลื่อนลอย มือก็สั่นอย่างควบคุมไม่ได้…

แต่ในความเป็นจริงแล้ว

โคตรตื่นเต้นเลย

“ยอดเยี่ยมไปเลย”

“นักแสดงครบแล้ว”

“บรรยากาศที่ฉันต้องการ ก็ได้ที่แล้ว”

เขาดีดนิ้วในใจ

“ทุกฝ่ายโปรดทราบ”

“การแสดงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว—”

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 12 นี่ก็คนครบแล้วไม่ใช่หรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว