เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 เปิดรับโอกาสวาสนา

บทที่ 5 เปิดรับโอกาสวาสนา

บทที่ 5 เปิดรับโอกาสวาสนา


บทที่ 5 เปิดรับโอกาสวาสนา

"ศิษย์ลุง ข้าไม่ต้องการคัมภีร์วิชานี้หรอก หากคัมภีร์เล่มนี้ร้ายกาจจริง มันอาจจะนำพาความซวยมาให้ข้าก็ได้ ถ้าท่านรู้สึกติดค้างข้าจริงๆ สู้ยกมีดสั้นเล่มนี้ให้ข้าไม่ดีกว่ารึ?"

หลี่ชิงชิวปรายตามองคัมภีร์ในมือของเจียงคั่วเทียนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ระหว่างที่พูด เขาก็ยกมือชี้ไปที่มีดสั้นซึ่งแฝงไปด้วยปราณฟ้าดินเล่มนั้น

ได้ยินคำพูดของเขา เจียงคั่วเทียนขมวดคิ้ว เขาไม่ได้หวงมีดสั้น แต่กำลังทบทวนคำพูดของหลี่ชิงชิว

เขาคิดแค่ว่ากำชับหลี่ชิงชิวไม่ให้แพร่งพรายออกไปก็จบเรื่อง แต่วิชาการต่อสู้เมื่อฝึกฝนแล้ว ย่อมมีโอกาสความแตก จะปิดบังไปได้ชั่วชีวิตที่ไหนกัน

เขารู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ที่ตัวเองคิดอ่านได้ไม่รอบคอบเท่าเด็กหนุ่มคนนี้

มิน่าเล่าไอ้เจ้านั่น หลินสวินเฟิงถึงได้กล้าลงเขาไปคนเดียวบ่อยๆ มีเด็กคนนี้เฝ้าสำนักอยู่ วางใจได้เปลาะหนึ่งจริงๆ

เจียงคั่วเทียนคิดตกแล้วก็หยิบมีดสั้นส่งให้หลี่ชิงชิว พร้อมกับเอ่ยว่า "ตกลง เป็นลูกผู้ชายชาวยุทธ ข้าก็ไม่อิดออดแล้ว วันหน้าหากเจอเรื่องเดือดร้อน ไปหาข้าที่จวนไป๋ตี้ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ แหลกเป็นผุยผง ศิษย์ลุงคนนี้ก็จะมาช่วยเจ้า!"

หลี่ชิงชิวรับมีดสั้นมา พูดอย่างดีใจ "ขอบคุณศิษย์ลุง!"

สีหน้าซาบซึ้งใจของเขาทำเอาเจียงคั่วเทียนรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย

เขายัดมีดสั้นเก็บไว้ในอกเสื้อ แล้วกวักมือเรียกศิษย์น้องคนอื่นๆ ให้ออกมาจากห้องเพื่อมาพบเจียงคั่วเทียน พอคนเยอะ ลานบ้านก็ครึกครื้นขึ้นมาทันตา

พวกศิษย์น้องแอบหวั่นเกรงรูปร่างกำยำของเจียงคั่วเทียนอยู่บ้าง ทีแรกก็ยังเกร็งๆ แต่พอเจียงคั่วเทียนเริ่มเล่าเรื่องราวในยุทธภพ ความสนใจของพวกเขาก็ถูกดึงดูด ไม่นานก็กลมกลืนเข้าหากัน มีคำถามแทรกขึ้นมาเป็นระยะ

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

ฝนหยุดตก

เจียงจ้าวเซี่ยเดินออกมาจากป่าเช่นกัน ตั้งแต่ไอ้หมอนี่เริ่มฝึกเซียน มันก็ชอบปลีกวิเวกไปฝึกคนเดียว หลี่ชิงชิวมองเห็นระดับการฝึกฝนและค่าความภักดีของมันอยู่แล้ว เลยปล่อยให้มันแอบฝึกไปตามสบาย

อัจฉริยะก็งี้แหละ มักจะมีความลับที่ไม่ให้ใครรู้อยู่บ้าง

พอเจียงคั่วเทียนเห็นหน้าเจียงจ้าวเซี่ยก็ถึงกับตื่นตะลึง เดินวนดูรอบตัวมัน ปากก็ชมว่าเป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ที่ร้อยปีจะเจอสักคน แถมยังชักชวนให้มันเข้าร่วมจวนไป๋ตี้อย่างเอาเป็นเอาตาย

น่าเสียดายที่เจียงจ้าวเซี่ยไม่หวั่นไหวเลยสักนิด คำพูดคำจาของมันออกแนวตั้งแง่สงสัยในจวนไป๋ตี้ด้วยซ้ำ ทำเอาเจียงคั่วเทียนโมโหจนควันออกหู

หลี่ชิงชิวสังเกตเห็นว่าเจียงจ้าวเซี่ยไม่ได้เห็นเจียงคั่วเทียนอยู่ในสายตาเลยชัดๆ ไม่กลัวเลยว่าจะเกิดเรื่องบาดหมางกัน

ความมั่นใจที่ได้จากการบำเพ็ญเพียรนั้นมีอานุภาพเหลือล้นจริงๆ แม้ว่าเจียงจ้าวเซี่ยจะยังอยู่แค่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่ง แต่พลังปราณของมันแข็งแกร่งที่สุดในสำนักชิงเซียวอย่างแน่นอน จุดนี้หลี่ชิงชิวสัมผัสได้

ช่องว่างความห่างชั้นระหว่างระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่งกับนักสู้ในยุทธภพมันต่างกันขนาดไหน อันที่จริงหลี่ชิงชิวก็อยากรู้เหมือนกัน

ผ่านไปหนึ่งคืน

เจียงคั่วเทียนนอนกินบ้านกินเมืองจนถึงเที่ยง กินอิ่มหนำสำราญแล้วถึงได้บอกลาหลี่ชิงชิวและคนอื่นๆ ก่อนไป เขายังคงทิ้งคัมภีร์วิชาไว้เล่มหนึ่ง โดยยัดใส่มืออู๋หมานเอ๋อร์

"วันหน้าถ้าอยากลงเขาแล้ว ก็อย่าลืมไปเยี่ยมข้าที่จวนไป๋ตี้ รีบไปตอนที่ข้ายังไม่แก่ล่ะ!"

เจียงคั่วเทียนหัวเราะร่วนแล้วเดินจากไป โบกมือลาทั้งที่หันหลังให้พวกหลี่ชิงชิว ดูเท่ไม่หยอก

หลี่ชิงชิวมองส่งเขาจนลับสายตา รอจนเขาหายเข้าไปในป่าถึงได้ละสายตากลับมา พวกศิษย์น้องเริ่มจับกลุ่มคุยเรื่องเจียงคั่วเทียนกับจวนไป๋ตี้

หลี่ชิงชิวหันหลังเดินกลับเข้าลานบ้าน เจียงจ้าวเซี่ยเดินตามมา พอทั้งสองทิ้งห่างจากคนอื่น เจียงจ้าวเซี่ยก็กระซิบถามหลี่ชิงชิวว่า "ศิษย์พี่ เจียงคั่วเทียนให้ของวิเศษที่มีปราณวิญญาณแฝงอยู่กับท่านใช่ไหม?"

เจียงจ้าวเซี่ยสัมผัสได้ว่าในอกเสื้อของหลี่ชิงชิวมีของบางอย่างที่แผ่ปราณวิญญาณอ่อนๆ ออกมา ถึงจะเบาบาง แต่ของแบบนี้ก็หายากสุดๆ

หลี่ชิงชิวปรายตามองมัน แว่วเสียงตอบ "อืม รอข้าศึกษาให้ละเอียดก่อน วันหน้าจะหาให้เจ้าสักชิ้น ศิษย์น้อง เจ้าต้องเข้าใจนะ ความเร็วในการฝึกของข้าสู้เจ้าไม่ได้ ข้าก็ต้องมีของดีไว้ป้องกันตัวบ้าง เกิดวันไหนเจ้าไม่อยู่แล้ว ศิษย์พี่อย่างข้าก็ต้องมีไม้ตายไว้รักษาชีวิตสิ"

คำพูดนี้ทำเอาเจียงจ้าวเซี่ยลิงโลดในใจ มุมปากยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ มันแค่นเสียงขึ้นจมูกตามระเบียบ "ข้าจะไม่อยู่ได้ยังไง ท่านวางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน ไม่มีใครหน้าไหนมาคุกคามสำนักชิงเซียวเราได้หรอก"

นิสัยเดิมมันก็เย่อหยิ่งอยู่แล้ว ตั้งแต่เริ่มฝึกคัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวน ก้าวเข้าสู่วิถีเซียน มันก็ยิ่งจองหองพองขน คิดว่าตัวเองเก่งกาจนักหนา

สองศิษย์พี่ศิษย์น้องคุยกันไปพลางเดินเข้าลานบ้านไปพลาง พอกลับเข้าลานบ้าน หลี่ชิงชิวก็กลับเข้าห้องไปคนเดียว ส่วนเจียงจ้าวเซี่ยก็เหมือนเคย มุดเข้าป่าหลังเขาไปฝึกวิชาต่อ

ปิดประตูห้องเสร็จ หลี่ชิงชิวก็นั่งลงบนเตียง หยิบมีดสั้นเล่มนั้นออกมา แล้วเริ่มคลำง่วนศึกษาอย่างละเอียด

อาวุธที่แฝงปราณวิญญาณ หรือว่าจะเป็นของวิเศษ?

คัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวนไม่ใช่แค่วิชาดูดซับปราณธรรมดา แต่ยังครอบคลุมพื้นฐานของวิชาหลอมโอสถ วิชาหลอมศาสตรา วิชาค่ายกล และวิชายันต์ เขาเริ่มลองทำตามวิธีสองสามอย่างที่บันทึกไว้ในคัมภีร์

วิธีที่ง่ายที่สุดคืออัดปราณเข้าไปในของวิเศษ เพื่อดูว่ามีผนึกห้ามการทำพันธสัญญาเลือดหรือไม่

วินาทีต่อมา ร่างของเขากระตุกวูบ มือขวาคลายออก มีดสั้นร่วงลงพื้น

มีผนึกจริงๆ ด้วย!

หลี่ชิงชิวก้มมองมือขวาที่สั่นเทาของตัวเอง รู้สึกชาหนึบเหมือนโดนไฟดูด

ดูท่ามันจะเป็นของวิเศษของจริง!

"สุดท้ายระดับการฝึกฝนก็ยังไม่พอ รอทะลวงถึงระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นสองค่อยลองใหม่"

หลี่ชิงชิวคิดในใจ เมื่อกี้เล่นเอาปราณเขาลดไปเกินครึ่ง ขืนฝืนทำต่อคงไม่ไหว

เขาลุกขึ้นหยิบมีดสั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วครุ่นคิดว่าจะเอาไปซ่อนไว้ไหนดี

ยุ่งอยู่พักใหญ่ เขาก็เอามีดสั้นไปฝังไว้ใต้ดินใต้เตียง ถึงจะพอกลบกลิ่นอายปราณวิญญาณของมันได้

หลี่ชิงชิวเดินออกจากห้องด้วยความพึงพอใจ ต่อไปเขาเตรียมจะทุ่มเทเวลาให้กับอู๋หมานเอ๋อร์ ช่วยให้มันก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่งให้ได้ แล้วค่อยเปิดรับโอกาสวาสนา

ในขณะเดียวกัน ในใจเขาก็คาดหวังอยู่ลึกๆ

หากทุกคนก้าวเข้าสู่วิถีเซียน จะได้รับรางวัลสืบทอดจากระบบด้วยหรือไม่?

...

สำหรับสำนักชิงเซียวแล้ว เจียงคั่วเทียนก็เป็นแค่สีสันเล็กๆ น้อยๆ ที่ผ่านเข้ามา หลี่ชิงชิวจัดแจงให้พวกศิษย์น้องสลับเวรกันมาสอนวิชาให้อู๋หมานเอ๋อร์ ศิษย์น้องห้า

ถึงแม้อู๋หมานเอ๋อร์จะสมองทึบ แต่หลังจากชี้แนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดร่างกายก็จดจำวิธีจนเคยชิน และคุ้นเคยกับเคล็ดการดูดซับปราณ ในที่สุดก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือน มันก็ก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่งได้สำเร็จ

【เนื่องจากศิษย์ทุกคนในสำนักของท่านก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่งเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญของสำนักชิงเซียว ท่านได้รับโอกาสรับรางวัลสืบทอด 1 ครั้ง】

ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาตรงหน้าหลี่ชิงชิวที่กำลังนั่งดูดซับปราณอยู่บนยอดเขา ต่อให้เขาหลับตาอยู่ก็ยังมองเห็นชัดเจน

เขาดีใจสุดขีด มีรางวัลสืบทอดให้จริงๆ ด้วย!

เขาเขยิบตัวถอยหลังมาหนึ่งจ้าง พอแน่ใจว่าจะไม่ร่วงตกหน้าผาแน่ๆ เขาก็กดรับรางวัลสืบทอดทันที

【รับรางวัลสืบทอด】

【เปิดการสืบทอดเต๋า】

【ท่านได้รับวิชาคาถา——วิชาสายลมกรด】

【ต้องการรับการสืบทอดหรือไม่】

รับการสืบทอดสิวะ!

ความทรงจำมากมายไหลบ่าเข้ามาในหัวของหลี่ชิงชิวทันที สองตาของเขาพลันปิดลง

ลมหนาวพัดโชย กลุ่มเขาถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้า ร่วงหล่นใส่ร่างของหลี่ชิงชิว แต่เขาไม่ได้รับผลกระทบใดๆ นั่งนิ่งไม่ไหวติง

หนึ่งก้านธูปผ่านไป หลี่ชิงชิวลืมตาขึ้น แววตาฉายความปิติยินดี

สมกับที่เป็นวิชาคาถา วิชาสายลมกรดช่วยให้มีกระแสลมวิญญาณพันรอบตัว สามารถร่อนไปตามที่ต่ำๆ ได้ และยังช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองของร่างกาย วิชาแบบนี้เอามาใช้ในป่าเขาถือว่าสะดวกมาก

สิ่งแรกที่หลี่ชิงชิวนึกถึงคือ ถ้าเรียนสำเร็จ การลงเขาก็จะสบายขึ้นเยอะ

เขาลุกขึ้นยืน แทบรอไม่ไหวที่จะเริ่มฝึกวิชาสายลมกรด

แต่จะมาฝึกวิชาสายลมกรดบนยอดเขาไม่ได้ เกิดพลาดตกลงไปตายห่าจะทำไง?

ว่าที่ยอดคนแห่งแดนเซียนจะมาตายอนาถอยู่ที่นี่ไม่ได้!

ตะวันตกดินจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้า หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ

คืนนั้น ทุกคนในสำนักชิงเซียวตั้งวงฉลองที่อู๋หมานเอ๋อร์ฝึกปราณสำเร็จ จางอวี้ชุนกับหลีตงเยว่เชือดไก่มาฉลอง ถึงขั้นไปขุดเหล้าหมักยี่สิบปีที่อาจารย์ซ่อนไว้ออกมาดื่ม

แม้อู๋หมานเอ๋อร์จะเพิ่งอายุ 13 แต่ร่างกายก็มีแววกำยำล่ำสันเหมือนหมี มันนั่งอยู่ระหว่างหลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่นดูเหมือนผู้ใหญ่ ความกว้างของช่วงไหล่แทบจะเท่ากับเด็กสองคนนั้นรวมกัน

เจียงจ้าวเซี่ยนั่งอยู่ข้างหลี่ชิงชิว มองอู๋หมานเอ๋อร์แล้วหัวเราะอย่างได้ใจ "ศิษย์น้องห้าถึงจะทึ่มไปหน่อย แต่พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของมันต้องแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเราแน่นอน ให้เวลาข้าสิบปี ไม่สิ ห้าปีก็พอ ข้าจะปั้นมันให้เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในยุทธภพให้ดู"

หลี่ชิงชิวรินเหล้าไปพลาง หัวเราะไปพลาง "พูดซะง่ายเชียว แล้วเจ้าล่ะ ตัวเจ้าเองนับว่าเป็นยอดฝีมือได้หรือยัง?"

เขาไม่พูดก็แล้วไป พอพูดแบบนี้ เจียงจ้าวเซี่ยก็ยิ่งได้ใจ

"อย่าหาว่าคุย ตอนนี้ข้าอาจจะเป็นยอดฝีมือระดับแนวหน้าไปแล้วจริงๆ ก็ได้นะ ต้องยอมรับเลย ศิษย์พี่ วิชาลมปราณของท่านเนี่ยแกร่งของจริง ถ้าเอาไปปล่อยในยุทธภพ มันต้องเป็นวิชาเทพชัดๆ!"

ประโยคหลังๆ เจียงจ้าวเซี่ยเอ่ยปากชมหลี่ชิงชิวอย่างที่ร้อยวันพันปีไม่เคยมี

หลี่ชิงชิวแอบหัวเราะในใจ

พี่น้องเอ๋ย นี่ไม่ใช่วิชาเทพประดับยุทธภพอะไรหรอก นี่มันวิชาเซียนโว้ย!

หลี่ชิงชิวไม่คิดจะเฉลยความจริงข้อนี้ จนถึงตอนนี้ พวกศิษย์น้องต่างก็คิดว่าสิ่งที่ฝึกฝนขึ้นมาในร่างกายคือพลังปราณภายใน

ทุกคนกำลังสนุกสนาน วาดฝันถึงอนาคตกันอย่างออกรส

ด้วยความเมา จางอวี้ชุนหันไปมองหลี่ชิงชิว พูดว่า "ศิษย์พี่ ข้าว่าพวกเราน่าจะรับลูกศิษย์ล่วงหน้าได้แล้วนะ ศิษย์น้องทุกคนก็ต้องฝึกวิชา งานจิปาถะในสำนักจะให้ข้าเหมาคนเดียว ข้าก็สู้ไม่ไหวหรอกนะ"

เขาก็อยากเป็นยอดฝีมือเหมือนกัน!

เขารู้ดีว่าในสำนักชิงเซียววันข้างหน้า ลำพังแค่อาวุโสอย่างเดียวคงเอาคนไม่อยู่ หมัดหนักต่างหากถึงจะเป็นตัวจริง

หลี่ชิงชิวค่อนข้างพอใจกับผลงานของจางอวี้ชุนในช่วงนี้ และรู้สึกว่าศิษย์น้องรองเหนื่อยเกินไปจริงๆ

"งั้นก็รับมาสัก 7 คนก่อนแล้วกัน เรื่องนี้ยกให้เจ้าจัดการ ไปหาเอาจากหมู่บ้านตีนเขานั่นแหละ ไม่จำกัดเพศ มีที่พักกับข้าวให้ ไม่เก็บเงิน ถือซะว่าตอบแทนน้ำใจชาวบ้าน รอให้ลูกศิษย์ฝึกครบสิบปี ใครอยากกลับบ้าน พวกเราก็จะไม่ห้าม"

หลี่ชิงชิวพยักหน้าตอบรับ ทีแรกจางอวี้ชุนก็ดีใจอยู่หรอก แต่พอได้ยินประโยคหลัง มันก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

"ศิษย์พี่ ถ้าปล่อยพวกเขากลับลงเขาไป ความทุ่มเทที่พวกเราปั้นพวกเขามาจะไม่เสียเปล่ารึ?" จางอวี้ชุนแย้ง

หลี่ชิงชิวโบกมือปฏิเสธ "จะคิดแบบนั้นไม่ได้ พวกเขาก็ทำงานให้พวกเราตั้งสิบปี แล้วอีกอย่าง ถ้าสำนักชิงเซียวรั้งคนไว้ไม่ได้ ก็แปลว่าพวกเรายังทำได้ไม่ดีพอ"

พอได้ยินแบบนั้น จางอวี้ชุนก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เกิดความเลื่อมใสในตัวหลี่ชิงชิว

วิสัยทัศน์ของศิษย์พี่ใหญ่ช่างกว้างไกลนัก มิน่าล่ะอาจารย์ถึงเลือกให้เป็นเจ้าสำนัก กลับกัน ตัวเขายังทำไม่ได้เลย เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องผลประโยชน์มากเกินไป

จางอวี้ชุนกับหลี่ชิงชิวพูดคุยเรื่องการพัฒนาสำนักชิงเซียว ส่วนศิษย์น้องคนอื่นก็คุยกันเรื่องการฝึกฝนและเรื่องในยุทธภพ เสียงหัวเราะร่าเริงทำให้ลานบ้านดูคึกคัก แม้แต่หิมะฤดูหนาวก็ไม่อาจดับความมีชีวิตชีวาของที่นี่ได้

เมื่องานเลี้ยงเลิกรา หลี่ชิงชิวปล่อยให้พวกศิษย์น้องเก็บกวาดโต๊ะ ตัวเขาปลีกตัวกลับห้องคนเดียว

เจียงจ้าวเซี่ยก็ไม่ยอมช่วยงานเหมือนเดิม แต่นอกจากหลี่ชิงชิวแล้ว ก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าด่ามัน

หลี่ชิงชิวยกกระถางไฟที่ใส่ถ่านไม้จนเต็มมาวางไว้หน้าเตียง แล้วค่อยปีนขึ้นเตียง เขาเรียกหน้าต่างระบบสืบทอดออกมา แล้วกดเปิดรับโอกาสวาสนา

【รับรางวัลโอกาสวาสนา】

【เปิดรับโอกาสวาสนา】

【เริ่มค้นหาโอกาสวาสนา】

【จับเป้าหมายโอกาสวาสนาสำเร็จ ค้นพบทะเลสาบวิญญาณใต้ดิน ต้องการรับการนำทางจากโอกาสวาสนาหรือไม่】

ทะเลสาบวิญญาณใต้ดิน?

หลี่ชิงชิวเลิกคิ้ว เขารู้สึกเหมือนจับได้ของล้ำค่าเข้าแล้ว

บางที นี่อาจจะเป็นรากฐานแห่งความยิ่งใหญ่ของสำนักชิงเซียวก็เป็นได้!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 5 เปิดรับโอกาสวาสนา

คัดลอกลิงก์แล้ว