- หน้าแรก
- ปั้นสำนักกระจอก ให้ผงาดเหนือดินแดนเซียน
- บทที่ 3 ก้าวสู่วิถีเซียน
บทที่ 3 ก้าวสู่วิถีเซียน
บทที่ 3 ก้าวสู่วิถีเซียน
บทที่ 3 ก้าวสู่วิถีเซียน
พอแน่ใจว่าตัวเองได้รับการสืบทอดเคล็ดวิชาเซียน หลี่ชิงชิวก็นึกถึงหลินสวินเฟิงผู้เป็นอาจารย์ขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ใจนึงก็อยากจะออกไปตามหา
แต่พอคิดดูอีกที เขากลับรู้สึกว่าไม่เข้าท่า
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปคืนนึงแล้วหลินสวินเฟิงจะเตลิดไปทิศทางไหน หากวิธีฝึกเซียนแพร่งพรายออกไปล่ะก็ มันต้องชักนำหายนะมาให้แน่ๆ
ในยุทธภพ มีกี่สำนักกี่ตระกูลแล้วที่ต้องล่มสลายเพียงเพราะครอบครองยอดวิชา
เขาจะให้ใครรู้เรื่องหน้าต่างระบบสืบทอดไม่ได้เด็ดขาด นี่คือรากฐานในการเอาชีวิตรอดของเขา ห้ามบอกใครทั้งนั้น รวมถึงพวกศิษย์น้องด้วย
รู้หน้าไม่รู้ใจ ค่าความภักดีก็ไม่ได้มีแต่ขึ้น มันลดลงได้เหมือนกัน
หลี่ชิงชิวลุกขึ้นยืน เตรียมหาที่เงียบๆ ฝึกวิชา
ตามที่คัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวนบันทึกไว้ ช่วงเช้าตรู่คือเวลาที่ดีที่สุดในการบำเพ็ญเพียร ปราณม่วงมาเยือนจากทิศตะวันออก เป็นช่วงที่แก่นแท้ตะวันจันทราหลอมรวม ถือเป็นนาทีทองของการฝึกในแต่ละวัน
ปัง!
ประตูห้องเปิดออก เจียงจ้าวเซี่ยที่กำลังรำมวยอยู่หันขวับมามอง พอเห็นหลี่ชิงชิวเดินออกจากห้อง มันก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
แววตาของหลี่ชิงชิวเป็นประกาย ดูมีชีวิตชีวา ไม่ได้ดูเหมือนคนจิตตกเลยสักนิด
"จะรำมวยไปทำไม ในเมื่อเจ้าชอบกระบี่ไม่ใช่เรอะ ไปเอากระบี่เทียนหงในห้องข้ามาฝึกสิ ข้าแค่ให้ยืมชั่วคราวนะเว้ย อย่าเนียนไม่คืนล่ะ"
หลี่ชิงชิวทักเจียงจ้าวเซี่ยประโยคหนึ่ง แล้วเดินตรงไปทางหลังเขา
เจียงจ้าวเซี่ยได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับอึ้ง เมื่อก่อนหลี่ชิงชิวไม่เคยยอมให้มันแตะกระบี่เลย แล้วทำไมวันนี้ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน?
มันสัมผัสได้ว่าหลี่ชิงชิวเปลี่ยนไปแล้ว สภาพจิตใจเปลี่ยนไป การจากไปของอาจารย์บีบให้ศิษย์พี่ใหญ่ต้องโตเป็นผู้ใหญ่
ถ้าเป็นเจียงจ้าวเซี่ยคนก่อนได้จับกระบี่ คงดีใจจนเนื้อเต้น แต่ตอนนี้มันกลับไม่รู้สึกดีใจ มีแต่ความสงสาร สงสารศิษย์พี่
บางที มันเองก็ควรตั้งใจฝึกวิชาอย่างจริงจังเสียที
สำนักชิงเซียวตั้งอยู่กลางไหล่เขา ด้านหลังมีป่าทึบ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงชันทุกทิศทาง การจะลงเขาไปหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดต้องเดินเท้าอย่างน้อย 1 ชั่วยาม ถึงในป่าจะมีสัตว์ป่า แต่ก็ไม่มีพวกเสือหรือหมาป่า สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือพวกงู แมลง และแมงมุม
หลี่ชิงชิวเดินคุ้นชินไปจนถึงยอดเขา เขานั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าผา หันหน้าเข้าหาแสงตะวันยามเช้า วางมือทั้งสองไว้บนตัก แล้วเริ่มกำหนดลมหายใจตามเคล็ดวิชา
การสัมผัสถึงปราณวิญญาณฟ้าดินต้องใช้เวลา ต้องผ่านการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงจะทำระดับที่แค่อ้าปากก็สูบปราณวิญญาณเข้าไปได้
เจียงจ้าวเซี่ยที่รำมวยอยู่ในลานบ้านหันไปมอง พอดีเห็นเงาของหลี่ชิงชิวนั่งขัดสมาธิอยู่ริมหน้าผา ทำเอามันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
พออู๋หมานเอ๋อร์ หลี่ซื่อเฟิง และหลี่ซื่อจิ่นตื่นขึ้นมาเห็นภาพนี้ พวกเขาก็ประหลาดใจพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวถกเถียงกันไม่หยุด หลี่ซื่อจิ่นถึงขั้นตะโกนทักทายหลี่ชิงชิว แต่เสียดายที่เขาเข้าสู่ภวังค์ไปแล้วจึงไม่ได้ตอบรับ
น่าเสียดายที่ตลอดทั้งช่วงเช้า หลี่ชิงชิวไม่สามารถรวบรวมปราณได้เลยแม้แต่สายเดียว แต่เขาก็ไม่ได้ผิดหวัง กลับยิ่งฮึกเหิมมากกว่าเดิม
ตอนลงจากเขา พอเจอพวกศิษย์น้องรุมถาม เขาก็ตอบกลับด้วยท่าทีลึกลับว่า "ความจริงแล้วข้ามีวิชาลมปราณอยู่เล่มนึง มีมาตั้งแต่ก่อนขึ้นเขาแล้ว ในเมื่ออาจารย์ไปแล้ว ข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องฝึก พอข้าฝึกสำเร็จเมื่อไหร่เดี๋ยวจะสอนพวกเจ้าเอง"
"นี่ท่านก็มีวิชาสืบทอดประจำตระกูลเหมือนกันรึ?" เจียงจ้าวเซี่ยอดถามไม่ได้
หลี่ชิงชิวปรายตามองมัน ย้อนถาม "ที่ว่าเหมือนกันนี่หมายความว่าไง? เจ้าก็มีด้วยงั้นรึ?"
เจียงจ้าวเซี่ยแค่นเสียงขึ้นจมูก ไม่ต่อบทสนทนา
หลี่ชิงชิวก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก วิชายุทธ์สืบทอดของเจ้าจะเอามาเทียบอะไรกับวิชาเซียนของข้าได้วะ?
หลายวันต่อมา จางอวี้ชุนพาพวกศิษย์น้องไปทำงานง่วน ทั้งขยายแปลงผัก ตัดฟืน แม้แต่หลี่ซื่อจิ่นที่อายุน้อยสุดก็ยังสนุกไปด้วย เสียงหัวเราะหยอกล้อดังก้องไปทั่วสำนักชิงเซียว
ส่วนหลี่ชิงชิวก็ทุ่มเทฝึกวิชาอย่างเต็มที่ หวังจะฝึกปราณให้สำเร็จโดยเร็ว
ผ่านไป 7 วันเต็มๆ ในที่สุดหลี่ชิงชิวก็ฝึกปราณสำเร็จสายหนึ่ง ในความรู้สึกลึกๆ เขาสัมผัสได้ว่าตัวเองก้าวเข้าสู่อีกโลกหนึ่งแล้ว
ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่ง!
เรื่องนี้ทำเอาเขาดีใจจนเนื้อเต้น เขาไปแอบในป่า หันหน้าเข้าหาต้นไม้ แล้วพ่นปราณในท้องออกมา
ฟิ้ว—
ปราณสายนี้พุ่งทะลวงลำต้นราวกับลูกศรคมกริบ รุนแรงมาก พอพ่นเสร็จหลี่ชิงชิวก็เดินเข้าไปดู ต้นไม้ขนาดสองคนโอบกลับถูกเจาะเป็นรูขนาดเท่านิ้วมือจนมองทะลุไปเห็นวิวด้านหลังได้
ปราณดุดันอะไรขนาดนี้!
นี่มันร้ายกาจกว่าปราณของจอมยุทธ์พเนจรคนนั้นตั้งเยอะ!
หลี่ชิงชิวกำหมัดแน่น ตื่นเต้นสุดขีด เสียดายอย่างเดียวคือปราณสายนี้ใช้แล้วหมดไป เขาต้องกลับไปสกัดมันขึ้นมาใหม่
เขาตัดสินใจว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะพาพวกศิษย์น้องเริ่มฝึกด้วย
ให้ทุกคนรีบเก่งขึ้นไวๆ นั่นแหละคือหนทางที่ถูกต้อง ขืนหลินสวินเฟิงมีศัตรูบุกมาล้างแค้น หรือมีโจรภูเขาบุกขึ้นมา ลำพังเขาคนเดียวรับมือไม่ไหวแน่
แถมช่วงนี้ เขายังศึกษาหน้าต่างสถานะเพิ่มเติม โอกาสเลือกดวงชะตากับรางวัลสืบทอดมันผูกติดอยู่กับการประเมินสำนัก ยิ่งสำนักแข็งแกร่ง เขาก็จะยิ่งได้เลือกดวงชะตาและรับการสืบทอดมากขึ้น
เขากะว่าวันนี้รอพวกศิษย์น้องมากันครบแล้วค่อยพูดเรื่องนี้
เขานั่งขัดสมาธิในป่า ฝึกวิชาต่อ พยายามสกัดปราณให้ได้อีกสักสาย
จนกระทั่งตกเย็น จางอวี้ชุน อู๋หมานเอ๋อร์ และหลี่ซื่อเฟิงก็กลับมา พวกเขาสะพายตะกร้าไม้ไผ่ เหงื่อแตกพลั่กด้วยความเหนื่อยล้า
หลี่ชิงชิว เจียงจ้าวเซี่ย หลีตงเยว่ และหลี่ซื่อจิ่นกรูเข้าไปช่วยรับตะกร้า
จางอวี้ชุนมองหลี่ชิงชิวด้วยความตื่นเต้น รายงานว่า "ศิษย์พี่ ข้าเอาเรื่องของพวกเราไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง แล้วก็ช่วยพวกเขางานเกษตรนิดหน่อย แลกกับแม่ไก่ 3 ตัว ไก่ตัวผู้ 1 ตัว แล้วก็ผักผลไม้อีกเพียบเลย"
อู๋หมานเอ๋อร์ที่ตัวใหญ่สุดเสริมเสียงอู้อี้ "มีเนื้ออีก 2 ชั่งด้วย!"
หลี่ซื่อเฟิงที่ปกติพูดมาก ตอนนี้ล้มแผ่หลาหอบแฮ่กๆ แลบลิ้นห้อยเหมือนหมา
"ชาวบ้านดีกับพวกเรามาก วันหน้าพวกเราต้องคอยช่วยเหลือพวกเขาให้เยอะๆ" หลี่ชิงชิวหัวเราะ
เขาตัดสินใจแล้วว่าต่อไปจะเริ่มรับสมัครลูกศิษย์จากหมู่บ้านตีนเขาก่อน ถือเป็นการตอบแทนไปในตัว
บรรดาศิษย์น้องพากันขนของกลับเข้าลานบ้านพร้อมเสียงหัวเราะ แล้วช่วยกันจัดแจงข้าวของ
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มานั่งล้อมวงกันที่โต๊ะยาวในลานบ้าน หลีตงเยว่รินน้ำให้ทุกคน
หลี่ชิงชิวกวาดสายตามองรอบโต๊ะ เอ่ยขึ้น "พรุ่งนี้เช้า ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้พวกเจ้า พวกเจ้าต้องมาฝึกวิชากับข้า"
พอได้ยินแบบนี้ พวกศิษย์น้องก็ตื่นเต้นกันใหญ่ พากันซักไซ้ว่าเป็นวิชาอะไร
"วิชานี้ชื่อว่าคัมภีร์ฮุ่นหยวน ต่อไปมันจะเป็นวิชาไม้ตายก้นหีบของสำนักชิงเซียวเรา ห้ามใครเอาไปสอนคนนอกถ้าข้าไม่อนุญาต" หลี่ชิงชิวพูดเสียงจริงจัง เขาวางแผนจะค่อยๆ ถ่ายทอดคัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวนให้ทีละขั้น
ความจริงคือ ตัวเขาเองก็ยังรับการสืบทอดคัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวนมาไม่ครบ ความทรงจำบางส่วนยังเลือนราง ต้องรอให้เขาบรรลุถึงระดับนึงก่อน ถึงจะนึกออกทั้งหมด
"คัมภีร์ฮุ่นหยวน ฝึกแล้วได้พลังปราณเหรอ?" เจียงจ้าวเซี่ยถามอย่างคลางแคลงใจ
หลี่ชิงชิวตอบกลับไปส่งๆ "ลองฝึกเดี๋ยวก็รู้เองแหละ"
ท่าทีแบบนี้ทำเอาเจียงจ้าวเซี่ยแอบเซ็ง มันชักจะคิดถึงบรรยากาศตอนที่พวกเขายังต่อล้อต่อเถียงกันเมื่อก่อนแล้วสิ
"ศิษย์พี่ เอาจริงๆ พวกเราต้องการวิชายุทธ์มากกว่านี้นะ จะฝึกแต่วิชาลมปราณอย่างเดียวไม่ได้หรอก แล้วก็ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องฝึกวิชาเดียวกันหมดด้วย" เจียงจ้าวเซี่ยอดท้วงไม่ได้
จางอวี้ชุนถอนหายใจ "แต่พวกเราไม่มีวิชายุทธ์อื่นแล้วนี่นา"
เจียงจ้าวเซี่ยพูดต่อ "คนอื่นข้าไม่ออกความเห็นแล้วกัน แต่ให้ศิษย์น้องห้ามาฝึกกับข้าเถอะ ข้าจะสอนวิชาสายแข็งให้มันเอง บวกกับพละกำลังมหาศาลแต่กำเนิดของมัน อนาคตมันต้องกลายเป็นกำลังหลักของสำนักชิงเซียวได้แน่"
หลี่ชิงชิวรู้สึกปลาบปลื้ม เอ่ยชมว่า "ศิษย์น้องสาม ในที่สุดเจ้าก็ยอมควักของดีออกมาแล้วสินะ ศิษย์พี่ดีใจมาก เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่ เริ่มรู้จักเสียสละเพื่อสำนักแล้ว"
"ควักของดีอะไร? ข้ามีของดีที่ไหนกัน?" เจียงจ้าวเซี่ยถามหน้างง
"ไม่มีอะไร เอาเป็นว่าต่อไปหมานเอ๋อร์ยกให้เจ้าดูแล ข้าจะคอยตรวจผลงานด้วย ถ้าเจ้าสอนได้ดี วันหน้าข้าจะหากระบี่ดีๆ ให้เจ้าสักเล่ม"
หลี่ชิงชิวโบกมือปัด ในบรรดาศิษย์น้องทั้งหมด นอกจากเจียงจ้าวเซี่ยที่มีพรสวรรค์และดวงชะตาแข็งแกร่งที่สุดแล้ว อู๋หมานเอ๋อร์ที่สติปัญญาไม่ค่อยเต็มร้อยนี่แหละดูมีแววจะเป็นยอดฝีมือสายบวกได้ง่ายที่สุด
การจะโลดแล่นในยุทธภพ ความแข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญที่สุด สำนักชิงเซียวต้องมียอดฝีมือระดับพระกาฬไว้ประดับสำนัก
เจียงจ้าวเซี่ยแค่นเสียง "ข้าสอนได้ดีอยู่แล้ว คอยดูเถอะ!"
อู๋หมานเอ๋อร์หัวเราะแหะๆ แบบคนซื่อ ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาเลย
หลี่ซื่อเฟิงกับหลี่ซื่อจิ่นก็เริ่มส่งเสียงเชียร์ อยากให้ศิษย์พี่สามสอนพวกตนบ้าง แต่เสียดายที่เจียงจ้าวเซี่ยขี้เกียจโอ๋พวกเด็กๆ
...
รุ่งเช้า หลี่ชิงชิวพาพวกศิษย์น้องมานั่งขัดสมาธิที่หน้าประตูสำนัก เพราะคนเยอะเกินไป เขาเลยไม่กล้าพาพวกศิษย์น้องไปนั่งริมหน้าผา
ทั้ง 7 คนนั่งเรียงแถวหน้ากระดาน ดูอลังการใช้ได้ หลี่ชิงชิวนั่งอยู่ตรงกลาง เริ่มอธิบายคัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวน
ทีแรก เจียงจ้าวเซี่ยก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่พอลองฝึกตามไปรอบหนึ่ง สีหน้ามันก็เปลี่ยนไปทันที หันมาตั้งใจฝึกอย่างจริงจัง
การสอนอู๋หมานเอ๋อร์ หลี่ซื่อเฟิง และหลี่ซื่อจิ่นเป็นอะไรที่ปวดหัวมาก คนแรกก็หัวทึบ ส่วนสองคนหลังก็เด็กเกินไป ไม่เข้าใจอะไรหลายๆ อย่าง หลี่ชิงชิวต้องใช้เวลาเต็มๆ 1 วัน ถึงจะทำให้พวกเขารู้วิธีกำหนดลมหายใจดูดซับปราณได้
พอตกเย็น จางอวี้ชุนกับหลีตงเยว่ก็ไปทำกับข้าว หลี่ชิงชิวนั่งอยู่ใต้ต้นไม้แก่ ในมือถือคัมภีร์วิชายุทธ์ 3 เล่มที่หลินสวินเฟิงทิ้งไว้ให้
จู่ๆ เจียงจ้าวเซี่ยก็เดินมาหยุดตรงหน้าหลี่ชิงชิว แววตาเป็นประกายเจิดจ้า พูดเสียงดังฟังชัด "ศิษย์พี่ ข้าฝึกปราณสำเร็จแล้ว!"
หลี่ชิงชิวเงยหน้ามองมัน ขมวดคิ้ว "ล้อเล่นปะเนี่ย?"
เขาใช้เวลาตั้ง 7 วัน แต่เจียงจ้าวเซี่ยใช้เวลาแค่ครึ่งวันเนี่ยนะ? เขาไม่เชื่อหรอกเว้ย!
เจียงจ้าวเซี่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกมือขวาขึ้นชี้ไปที่หลังคาห้องข้างๆ พลังปราณสายหนึ่งพุ่งทะลักออกจากปลายนิ้ว แหวกอากาศไปตัดกิ่งไม้ขาดสะบั้น
หลี่ชิงชิวเบิกตากว้าง หลี่ซื่อเฟิงที่นั่งแทะมันเผาอยู่ไม่ไกลก็เบิกตากว้างพอกัน
ตั้งแต่ต้นจนจบ เจียงจ้าวเซี่ยไม่ได้หันไปมองทิศทางที่มือขวาชี้ไปเลยสักนิด พอมันเห็นสีหน้าของหลี่ชิงชิว มันก็เชิดหน้าขึ้น ทำท่ายโสโอหัง
หลังจากอึ้งไปพักหนึ่ง หลี่ชิงชิวก็กลับมามองเจียงจ้าวเซี่ยด้วยสายตาร้อนแรง ทำเอาเจียงจ้าวเซี่ยรู้สึกขนลุกแปลกๆ
เขาวางคัมภีร์ในมือลง ลุกขึ้นยืน เอามือทั้งสองข้างจับบ่าเจียงจ้าวเซี่ย จ้องมองมันเขม็งพร้อมเอ่ยว่า "ศิษย์น้องสาม มีอัจฉริยะอย่างเจ้าอยู่ ศิษย์พี่ก็ยิ่งมั่นใจในอนาคตของสำนักชิงเซียวมากขึ้น โชคดีจริงๆ ที่มีเจ้า"
เจียงจ้าวเซี่ยหน้าแดงแจ๋ ยังไงซะมันก็เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุ 14 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกหลี่ชิงชิวชมแบบจริงจังขนาดนี้ เลยอดไม่ได้ที่จะเขิน
มันเบือนหน้าหนี เบ้ปาก "ข้ามั่นใจในตัวเองอยู่แล้วล่ะน่า..."
หลี่ชิงชิวอารมณ์ดีสุดๆ ดึงตัวเจียงจ้าวเซี่ยให้นั่งลง แล้วเริ่มแลกเปลี่ยนเคล็ดลับการฝึกคัมภีร์ไท่ชิงฮุ่นหยวนขั้นแรกกับมัน
เจียงจ้าวเซี่ยก็ไม่ได้ปิดบัง ตั้งใจพูดคุยกับเขาอย่างจริงจัง
คุยไปคุยมา หลี่ชิงชิวก็ได้ประโยชน์กลับมาไม่น้อย เขาต้องยอมรับเลยว่า พรสวรรค์การฝึกของเจียงจ้าวเซี่ยสมกับคำว่ายอดเยี่ยมจริงๆ แถมความเข้าใจยังโดดเด่นเหนือชั้นอีกต่างหาก
วันเวลาผ่านไปทีละวัน หลังจากนั้น 10 วัน หลีตงเยว่ก็กลายเป็นศิษย์คนที่ 3 ที่ฝึกปราณสำเร็จ เรื่องนี้ทำให้หลี่ชิงชิวใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่พรสวรรค์ของเขาที่ห่วยแตกเกินไป แต่มันเป็นเพราะพรสวรรค์ของเจียงจ้าวเซี่ยที่โกงเกินไปต่างหาก
หลังจากฝึกไป 15 วัน ในที่สุดจางอวี้ชุนก็ฝึกปราณสำเร็จ
จางอวี้ชุนยังไม่ทันได้มารายงานข่าวดีให้หลี่ชิงชิวฟัง หลี่ชิงชิวก็รู้แล้วว่ามีคนที่ 4 ฝึกปราณสำเร็จ เพราะมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาตรงหน้าเขา:
【เนื่องจากสำนักของท่านมีศิษย์เกินครึ่งก้าวเข้าสู่ระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นหนึ่ง สำนักชิงเซียวถือว่าได้ก้าวเข้าสู่วิถีเซียนอย่างแท้จริง ท่านได้รับโอกาสวาสนา 1 ครั้ง】
(จบตอน)