- หน้าแรก
- ระบบฝึกยุทธ์ออโต้ ข้าสำเร็จอรหันต์ในนิกายมาร
- ระบบฝึกยุทธ์ออโต้ 535 มรรคผล
ระบบฝึกยุทธ์ออโต้ 535 มรรคผล
ระบบฝึกยุทธ์ออโต้ 535 มรรคผล
ระบบฝึกยุทธ์ออโต้ 535 มรรคผล
“ไท่เสินเทียน! เซียนทองแห่งนิกายไท่ชิง!”
“แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“นี่หรือคือเซียนทอง?”
เมื่อสัมผัสได้ถึงอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขตที่อยู่ทุกหนทุกแห่งประดุจสรวงสวรรค์ สีหน้าของเจ้าตำหนักเยวี่ยและคนอื่น ๆ ล้วนเปลี่ยนไป
ชั่วพริบตาถัดมา
ตราประทับใหญ่สีแดงชาดกลุ่มนั้นก็หยุดร่วงหล่น ล่องลอยอยู่กลางอากาศ แสงเทพถูกเก็บงำ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง ถึงกับเป็นเมืองหยกเซียนแห่งหนึ่ง
หยกเซียนนี้ คือหยกหนี่ว์วา!
เป็นสมบัติล้ำค่าสูงสุดที่จำเป็นสำหรับการหลอมอาวุธเซียน!
“นิกายไท่ชิงนี้ช่างมั่งคั่งร่ำรวย ทรงอำนาจยิ่งนัก!”
เมื่อได้เห็นเมืองเซียนที่งดงามตระการตาและยิ่งใหญ่จนน่าตกตะลึงแห่งนี้ ทุกคนล้วนจิตใจสั่นสะท้าน
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติ ประตูใหญ่ของเมืองเซียนก็เปิดกว้าง มังกรแท้ทองคำแต่ละตัวบินพุ่งออกมา โบยบินพันเกี่ยวกัน ควบแน่นเป็นสะพานมังกรสายหนึ่ง ร่วงหล่นลงเบื้องหน้าโถงใหญ่ซวิ่นอวิ๋น
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของมังกรแท้ ถึงกับไม่ด้อยไปกว่าเจ้าตำหนักเยวี่ยเลย
เป็นระดับเซียนแท้ระยะสูงสุด!
ถึงกับใช้มังกรแท้มาปูทางรึ?
ช่างโอหังเสียจริง!
ในยามนี้ ทุกคนล้วนได้ประจักษ์ถึงท่วงท่าอันหยิ่งผยองมองข้ามใต้หล้าของนิกายไท่ชิงแล้ว
ภายใต้การจับจ้องของทุกคน ชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมมงกุฎขนนกเก้ามังกรบนศีรษะ ห่มชุดคลุมทองคำ เบื้องหลังศีรษะมีจักรวาลเนบิวลาหมุนวน เดินออกจากประตูเซียน ราวกับมังกรท่องใต้หล้า สุริยันจันทราลอยเด่นกลางนภา ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ซวิ่นอวิ๋น
บุคคลผู้นี้ ก็คือเซียนทองแห่งนิกายไท่ชิง ไท่เสินเทียน
ทันใดนั้นก็มีอีกสองคน คนหนึ่งชุดเขียวคนหนึ่งชุดขาว คนหนึ่งชราคนหนึ่งเยาว์วัย ปรากฏตัวขึ้นจากความว่างเปล่า เดินตามหลังไท่เสินเทียนมา
กลิ่นอายลึกล้ำยากหยั่งถึงดั่งห้วงสมุทร
อย่างน้อยก็เป็นระดับเซียนสวรรค์!
ทั้งสามคนล้วนมีสีหน้าหยิ่งผยอง ไม่เห็นผู้คนในโถงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าล้วนอยู่ที่นี่หรือ? ก็ดี จะได้ประหยัดเวลาไม่ให้ข้าต้องวิ่งไปทั่วสี่ทิศ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงเข้าร่วมกับนิกายไท่ชิงของข้าเสียเถิด!”
ไท่เสินเทียนไม่รอให้เจ้าตำหนักเยวี่ยเอ่ยปาก กวาดสายตาเย็นชาไปทั่วทั้งลาน
ทุกคนถูกสายตากวาดมอง ราวกับถูกมหาวิชาเซียนสูงสุดโจมตีเข้าใส่ ถูกสะกดข่มไว้คาที่ จนแทบจะไม่อาจขยับความคิดได้เลย
เมื่อได้ยินคำพูดที่มิอาจปฏิเสธได้ของไท่เสินเทียน ก็เตรียมจะตอบรับโดยสัญชาตญาณ ไม่อาจเกิดความคิดต่อต้านขึ้นมาได้เลย
ราวกับข้ารับใช้ที่กำลังเผชิญหน้ากับเจ้านายผู้ควบคุมความเป็นตายของตนเองอย่างไรอย่างนั้น
บนร่างของพวกเขายังซ่อนเศษชิ้นส่วนอาวุธเซียนสูงสุดของสำนักตนเองไว้อยู่เลยนะ!
อำนาจของเซียนทอง น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้!
“สหายเต๋าไท่เสินเทียน ท่านทำเช่นนี้ออกจะเผด็จการเกินไปหน่อยกระมัง อย่างไรท่านก็ควรจะสอบถามความคิดเห็นของพวกเราสักหน่อยหรือไม่?” ในขณะนั้นเอง เจ้าตำหนักเยวี่ยก็เอ่ยปากอย่างเย็นชา
สิ้นเสียง กลิ่นอายอ่อนโยนสายหนึ่งก็ปกคลุมทั่วทั้งโถงใหญ่ในชั่วพริบตา
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่สะกดข่มอยู่ในใจของทุกคนถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้นในทันที
“โอ้?”
ไท่เสินเทียนเมื่อได้ยินดังนั้น สายตาก็ดั่งคมกระบี่ ทิ่มแทงลงบนใบหน้าของเจ้าตำหนักเยวี่ย “พวกเจ้ายังมีความคิดเห็นอันใดอีก? นิกายไท่ชิงของข้ารวบรวมสำนักเล็ก ๆ อย่างพวกเจ้า ให้การคุ้มครองพวกเจ้า นำพาพวกเจ้าสร้างวังสวรรค์ขึ้นใหม่ เพื่อต่อต้านโลกมาร ช่วยให้พวกเจ้าฟื้นคืนความรุ่งโรจน์ของนิกายเซียนในวันวาน พวกเจ้าถึงกับยังมีความคิดเห็นอีกรึ?”
“เรื่องการสร้างวังสวรรค์ขึ้นใหม่ ข้าย่อมไม่มีความคิดเห็น แต่บรรพจารย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของข้าได้ทิ้งข้อความไว้ ว่าอีกไม่นานจะกลับชาติมาเกิดและหวนคืนมา ดังนั้น ชั่วคราวนี้จึงไม่ต้องรบกวนสหายเต๋าแห่งนิกายไท่ชิงให้เป็นห่วงแล้ว”
เจ้าตำหนักเยวี่ยกล่าวอย่างเรียบเฉย
“ถูกต้อง บรรพจารย์ของนิกายทวนศักดิ์สิทธิ์เพลิงผลาญของข้าก็ได้กลับชาติมาเกิดแล้ว เรื่องนี้ยังคงรอให้บรรพจารย์กลับมาค่อยว่ากันเถิด”
จอมเซียนหลงรีบกล่าวสนับสนุนทันที
“นิกายว่านโซ่วก็คำนวณได้ถึงร่องรอยการกลับชาติมาเกิดของบรรพจารย์แล้วเช่นกัน”
นักพรตกระเรียนขาวผู้นั้นลูบเคราขาวสามฉื่อ กล่าวอย่างเชื่องช้า
เมื่อเห็นดังนี้ ประมุขนิกายเซียนคนอื่น ๆ ต่างก็เอ่ยปากตามกันไป
“เอ่อ บรรพจารย์ของข้ากลับชาติมาเกิดเป็นหมูตัวหนึ่ง กำลังจะคลอดครอกที่แปดพอดี พรรคกระบี่น้ำเต้าเซียนของข้ายังคงต้องจัดการปัญหาตึงมือนี้ให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วค่อยเข้าร่วมนิกายไท่ชิงเถิด”
“บังเอิญจริง บรรพจารย์ของข้ากลับชาติมาเกิดเป็นภูตหมีดำตนหนึ่ง วัน ๆ เอาแต่บ่นพึมพำว่าจะไปขโมยจีวรของพระพุทธองค์แห่งโลกพุทธะ ทำให้เปิ่นจั้วปวดหัวไปหมดแล้ว”
“พวกเจ้ายังถือว่าดี บรรพจารย์ของข้าดูเหมือนจะกลับชาติมาเกิดในโลกมารเสียแล้ว ดูท่า ข้าคงต้องทรยศอาจารย์ทำลายบรรพชนแล้ว”
…
ทุกคนต่างคนต่างพูด คนละประโยคสองประโยค เปลี่ยนเรื่องสนทนาไปในชั่วพริบตา
“หนวกหู!”
ไท่เสินเทียนแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง พลังเวทอันแข็งแกร่งกวาดพุ่งออกจากร่าง กดทับลงบนร่างของทุกคนดั่งภูผา
ทุกคนเพียงรู้สึกว่ามิติรอบด้านบีบรัดแน่น
เสียงในปากถึงกับไม่อาจส่งผ่านออกไปได้แล้ว
ทุกคนล้วนโกรธเคือง
พวกเขาเป็นถึงประมุขผู้ยิ่งใหญ่แห่งสำนัก เป็นประมุขนิกายเซียน เคยได้รับความอัปยศเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ถึงกับพูดอะไรไม่ออกราวกับคนใบ้?
ในขณะนั้นเอง ไท่เสินเทียนก็ยกมือใหญ่ขึ้น จี้ดรรชนีออกไปหนึ่งครั้ง
แสงใสจุดหนึ่งพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา ราวกับกาลเวลาไหลผ่านช่องว่าง พุ่งเข้าใส่หว่างคิ้วของจอมเซียนหลงในชั่วพริบตา
“ไท่เสินเทียน เจ้าถึงกับกล้าลงมือรึ?”
ทุกคนเห็นดังนั้นก็ตกใจอย่างยิ่ง
เตรียมจะกระตุ้นเศษชิ้นส่วนอาวุธเซียนสูงสุดในร่างกายเพื่อต่อต้านโดยสัญชาตญาณ
เหนือศีรษะของจอมเซียนหลง เปลวเพลิงระเบิดออก
ประกายหอกสาดส่องเจิดจ้าดั่งตะวัน
“จอมเซียนหลง เจ้าติดอยู่ในระดับเซียนแท้ระยะสูงสุดมาหลายปี ข้าขอมอบวิชาลับราชันเซียนให้เจ้าหนึ่งเคล็ดวิชา ‘วิชาเซียนไท่หยินฝังจันทรา’ มีพลังฝังทำลายสุริยันจันทราและโลกบุพกาล จงตระหนักรู้ถึงโชคชะตาที่อยู่ภายใน หากไม่ทะลวงระดับเซียนสวรรค์ในยามนี้ แล้วจะรอถึงเมื่อใด?”
ไท่เสินเทียนกล่าวอย่างหยิ่งผยองเฉยชา
วิชาเซียนไท่หยินฝังจันทรา?
จอมเซียนหลงชะงักไป
ทุกคนก็ตกใจเช่นกัน
วิชาลับของราชันเซียนฝังจันทรา?
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติ กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่งก็พลันระเบิดออกมาจากร่างของจอมเซียนหลง ราวกับเขื่อนแตก พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดั่งภูเขาไฟระเบิด
ท่ามกลางความว่างเปล่า กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคส่องประกาย เสียงดนตรีเซียนดังขึ้นเป็นระลอก
ประตูโลกเซียนปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ
เหนือประตูโลกเซียน ยังมีประตูเซียนสีขาวหิมะดุจหยกบานหนึ่ง ปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
ในความเลือนราง ยังสามารถมองเห็นอักษรเซียนสีทองห้าตัวสลักอยู่บนประตูเซียนบานนี้
“ประตูสวรรค์ทักษิณแห่งวังสวรรค์?!”
“นิมิตขึ้นทำเนียบเซียน!”
“จอมเซียนหลงทะลวงสู่ระดับเซียนสวรรค์แล้ว!!!”
“…”
ทุกคนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
ในความเลือนราง ยังแฝงไว้ด้วยสีหน้าอิจฉาอยู่หลายส่วน
เซียนแท้ เซียนสวรรค์ เซียนทอง เซียนทองต้าหลัว การทะลวงผ่านระดับใหญ่แต่ละขั้นล้วนเป็นดั่งเหวลึกสุดหยั่งคาด การก้าวเดินไปนั้นยากลำบากอย่างหาที่เปรียบมิได้
บางคนถึงกับติดอยู่ในคอขวดระดับเซียนแท้ระยะสูงสุดมานานนับหมื่นปี
ความเจ็บปวดเช่นนี้ ทำให้เซียนก็ยังรู้สึกอยู่มิสู้ตาย
แต่ทว่า ใครจะคิดว่า ไท่เสินเทียนเบื้องหน้าเพียงแค่ลงมือตามใจชอบ ก็ประทานวิชาเซียนลึกลับของราชันเซียนมาให้ ช่วยให้จอมเซียนหลงทะลวงสู่ระดับเซียนสวรรค์ได้โดยตรง
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะหายตกตะลึง ไท่เสินเทียนก็ดีดนิ้วออกไปอีกสองครั้งติดต่อกัน
ฟุ่บ ฟุ่บ
แสงเทพสองกลุ่มบินไปเบื้องหน้าเด็กสาวระดับเซียนแท้ และนักพรตกระเรียนขาวผู้นั้น
ท่ามกลางแสงเทพกลุ่มหนึ่งที่มีแสงห้าสีสาดส่อง ถึงกับเป็นกระดูกที่ขาวหิมะดั่งสัตว์ป่าท่อนหนึ่ง กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคนับหมื่นพันพันเกี่ยวอยู่บนนั้น แผ่กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้ออกมา
แสงเทพอีกกลุ่มหนึ่งสาดส่องแสงสีขาวดำ พลังหยินหยางไหลเวียน ราวกับหลุมดำและหลุมขาวกำลังกลืนกินซึ่งกันและกัน เผยให้เห็นกลิ่นอายที่ลึกล้ำพิสดารอย่างยิ่ง
“ประมุขว่านกู่ นี่คือกระดูกเซียนสูงสุดชิ้นหนึ่ง สามารถช่วยเจ้าในการบำเพ็ญ ก้าวกระโดดทะลวงสู่ระดับเซียนสวรรค์ได้!”
“นักพรตกระเรียนขาว ข้าขอมอบปราณม่วงฟ้าบุพกาลให้เจ้ากลุ่มหนึ่ง เมื่อมีปราณม่วงกลุ่มนี้ อานุภาพของเศษชิ้นส่วนอาวุธเซียนสูงสุดแห่งนิกายหยินหยางฟ้าบุพกาลของเจ้า จะฟื้นฟูขึ้นมาได้สามส่วน”
ไท่เสินเทียนกล่าวอย่างหยิ่งผยอง
“กระดูกเซียนสูงสุด?”
เด็กสาวระดับเซียนแท้แห่งนิกายว่านกู่จ้องมองสมบัติแสงเทพเบื้องหน้า ด้วยความตื่นเต้นอย่างหาที่สุดมิได้
“ปราณม่วงฟ้าบุพกาล!!!”
อีกด้านหนึ่ง นักพรตกระเรียนขาวซึ่งเป็นเซียนสวรรค์เพียงคนเดียวในโถง หนวดเคราสั่นเทา ยื่นมือทั้งสองออกไป รับแสงเทพไว้ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ตื่นเต้นจนแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าที่หายากอย่างหาที่เปรียบมิได้
“พรรคกระบี่น้ำเต้าเซียน หากเจ้าเข้าร่วมนิกายไท่ชิงของข้า ข้าจะให้เจ้าเข้าสู่ศาลากระบี่ เพื่อให้เจ้าได้ชมกระบี่ประหารเซียนในอดีต” ไท่เสินเทียนกล่าวออกมาอีกประโยคหนึ่ง
อะไรนะ?
กระบี่ประหารเซียน?
เซียนแท้ของพรรคกระบี่น้ำเต้าเซียนพอได้ยิน ก็กระโดดตัวลอยสูงสามฉื่อ คารวะคาที่กล่าวว่า “หึ ๆ วันนี้ข้าเพียงแค่บังเอิญผ่านมาเท่านั้น พรรคกระบี่น้ำเต้าเซียนของข้ายินดีที่จะเชื่อฟังคำสั่งของนิกายไท่ชิง!”
“นิกายทวนศักดิ์สิทธิ์เพลิงผลาญของข้าก็ยินดีที่จะรวมเข้ากับนิกายไท่ชิง!”
ขณะนั้น นิมิตในโถงก็เลือนหายไป
จอมเซียนหลงส่งสายตาขออภัยไปให้เจ้าตำหนักเยวี่ย หันกายป้องมือให้ไท่เสินเทียนอย่างเคารพนบนอบ
ตามมาติด ๆ เด็กสาวเซียนแท้ของนิกายว่านกู่และนักพรตกระเรียนขาวก็สบตากัน ไม่พูดจาไร้สาระ ป้องมือกล่าวโดยตรงว่า “นิกายว่านกู่ นิกายหยินหยางฟ้าบุพกาลก็เช่นกัน”
“ประมุขมรรคแก่นแท้ ได้ยินว่าบุตรชายของเจ้าเป็นบุตรครึ่งอสูรที่เกิดจากเจ้าและเซียนอสูรแห่งโลกเซียนอสูร เจ้าคงไม่อยากให้ข้าลงมือปราบอสูรกระมัง?”
ไท่เสินเทียนใช้สายตาเย็นชาจ้องมองนักพรตวัยกลางคนผู้หนึ่ง
นักพรตวัยกลางคนผู้นี้สีหน้าซีดเผือด ป้องมือกล่าว “มรรคแก่นแท้ของข้าก็ขอรวมเข้ากับนิกายไท่ชิงเช่นกัน”
“…”
เจ้าตำหนักเยวี่ยและประมุขนิกายเซียนอีกสองสามคนที่เหลือเห็นดังนี้ ก็ต่างมองหน้ากันไปมา สีหน้าล้วนดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
นี่ยังไม่ถึงหนึ่งเค่อเลย พันธมิตรชั่วคราวของพวกเขาก็ถูกนิกายไท่ชิงทำลายลงทีละคน
“เจ้าตำหนักเซียนอัสนีม่วง ยามนี้เจ้ายังไม่อยากศิโรราบอีกรึ?”
ขณะนั้น ชายชราชุดเขียวเบื้องหลังไท่เสินเทียนก็ตวาดถามเสียงเย็น “บรรพจารย์ของตำหนักเซียนอัสนีม่วงของเจ้า ในอดีตยามเกิดมหาสงครามได้หนีทัพไปก่อน! มีความผิดมหันต์! หากมิใช่เพราะวังสวรรค์ล่มสลาย ตำหนักเซียนอัสนีม่วงก็คงถูกลบชื่อทิ้งไปตั้งแต่นั้นแล้ว! วันนี้ นิกายไท่ชิงของข้าไม่เอาความอดีต ให้ตำหนักเซียนอัสนีม่วงของเจ้ารวมเข้ากับนิกายไท่ชิง ก็นับว่ามีเมตตาอย่างยิ่งใหญ่แล้ว เจ้ายังไม่รีบตอบตกลงอย่างว่าง่ายอีกรึ?”
เจ้าตำหนักเซียนอัสนีม่วงที่ถูกถามมีสีหน้าดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
ชายชราชุดเขียวผู้นี้โอหังเกินไปแล้ว ไม่เห็นตำหนักเซียนอัสนีม่วงของพวกเขาอยู่ในสายตาเลย
ในอดีต ตำหนักเซียนอัสนีม่วงต่างตกตายไปจนแทบไม่เหลือ บรรพจารย์ก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตที่หนีตาย เพียงเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสรอดชีวิตไปกลับชาติมาเกิดเท่านั้น
บัดนี้ กลับถูกคนของนิกายไท่ชิงนำมาทำเป็นเรื่องใหญ่โต!
ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
เจ้าตำหนักเซียนอัสนีม่วงโกรธแค้นในใจ เพิ่งจะคิดเอ่ยปากโต้แย้ง แต่ถูกสายตาของไท่เสินเทียนจับจ้อง ทั่วร่างก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านขึ้นมา
ไท่เสินเทียนผู้นี้คือเซียนทอง หากลงมือเมื่อใด ตำหนักเซียนอัสนีม่วงก็คงจะสูญสิ้นไปจริง ๆ!
เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่ราวกับกระบี่คมกริบออกจากฝัก พร้อมจะตัดสวรรค์ทำลายปฐพีจากร่างของไท่เสินเทียนแล้ว
“ตำหนักเซียนอัสนีม่วงของข้ายินดีรวมเข้ากับนิกายไท่ชิง”
ประมุขตำหนักเซียนอัสนีม่วงกัดฟัน ในที่สุดก็รู้รักษาตัวรอดลุกขึ้นยืนป้องมือกล่าว
“แล้วพวกเจ้าล่ะ?”
ชายชราชุดเขียวใช้สายตาดูแคลนกวาดมองไปยังประมุขนิกายเซียนอีกสองสามคนที่เหลือ
เจ้าตำหนักเยวี่ยและคนอื่น ๆ มีสีหน้ามืดมน
การแปรพักตร์ของจอมเซียนหลง นักพรตกระเรียนขาว และอีกหลายคน ทำให้พวกเขาไม่มีพลังที่จะต่อต้านนิกายไท่ชิงอีกต่อไป ตอนนี้เหลือเพียงพวกเขาสองสามคน รวมพลังกันก็ยังมิอาจสู้ไท่เสินเทียนเพียงปลายนิ้วเดียวได้
นี่ยังมีทางเลือกอีกหรือ?
“นิกายพิฆาตเซียนของข้ายินดีรวมเข้ากับนิกายไท่ชิง”
“นิกายปราณเที่ยงธรรมเฮ่าหรานของข้าก็ยินดี”
“จากนี้ไป ตำหนักเซียนเทียนหลิงของข้าจะคอยรับคำสั่งจากนิกายไท่ชิง”
…
เมื่อประมุขนิกายเซียนแต่ละคนเอ่ยปาก ภายในโถงใหญ่ซวิ่นอวิ๋นทั้งหมด ก็เหลือเพียงเจ้าตำหนักเยวี่ยผู้เดียวที่ยังคงยืนหยัดอยู่
เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นเมื่อได้เห็นฉากนี้ ก็รู้ว่าสถานการณ์หมดหวังแล้ว ในใจอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าสลด
วันหน้า เกรงว่าในโลกเซียนจะไม่มีตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นอีกต่อไปแล้ว
“เจ้าตำหนักเยวี่ย แล้วเจ้าล่ะ? ยังจะดื้อด้านอยู่อีกรึ?”
ชายชราชุดเขียวหัวเราะเยาะ มองไปยังเจ้าตำหนักเยวี่ย “เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าอาศัยปืนใหญ่แปลงเซียนเมฆาเร้นลับของเจ้าจะสามารถต้านทานเซียนทองได้? เพ้อฝันนัก ยังไม่รีบศิโรราบอีก! อย่าได้ทำให้เวลาของผู้อาวุโสไท่เสินเทียนต้องสูญเปล่า!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชายร่างใหญ่ผมดำและคนอื่น ๆ ต่างก็มีสายตาพ่นไฟด้วยความโกรธ
แทบอยากจะทุบตีเจ้าคนโอหังผู้นี้ให้ตายไปครึ่งตัว
แต่ทว่า ภายใต้การกวาดตามองของไท่เสินเทียน เพลิงโทสะก็ถูกดับลงในพริบตา ภายใต้การสะกดข่มของจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ทั่วร่างก็หนาวเหน็บ ไม่กล้ามีความคิดต่อต้านแม้แต่น้อย
สายตาของทุกคนทำได้เพียงมองไปยังเจ้าตำหนักเยวี่ย
“นิกายไท่ชิงต้องทำถึงขั้นนี้จริง ๆ หรือ?”
สีหน้าของเจ้าตำหนักเยวี่ยเย็นเยียบ
“เจ้าตำหนักเยวี่ย ฟ้าดินเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โลกเซียนมีเพียงการสร้างวังสวรรค์ขึ้นใหม่เท่านั้น ถึงจะสามารถต่อต้านโลกมาร โลกอสูรได้ นี่คือกระแสธารอันยิ่งใหญ่ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้ เจ้าเป็นเพียงเซียนแท้ตัวเล็ก ๆ เบื้องหลังก็เป็นเพียงนิกายเซียนเล็ก ๆ นิกายหนึ่ง บรรพจารย์ก็ก้าวเท้าเข้าสู่ระดับราชันเซียนเพียงข้างเดียว เจ้าขัดขวางกระแสธารฟ้าดินนี้ไม่ได้หรอก หากเจ้าดึงดันจะขัดขวาง เจ้าและตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของเจ้า ก็ทำได้เพียงกลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกันเท่านั้น”
ไท่เสินเทียนกล่าวอย่างเย็นชา
“นี่…”
เจ้าตำหนักเยวี่ยนิ่งเงียบไป
นางก็รู้ดีว่าการสร้างวังสวรรค์ขึ้นใหม่ เป็นความเห็นพ้องต้องกันของทุกคนในวังสวรรค์ แต่การต้องเสียสละตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นเป็นสิ่งตอบแทน จะให้คนยอมรับได้อย่างไร
“เจ้าตำหนักเยวี่ย หากเจ้ายังไม่ยอมเข้าร่วมนิกายไท่ชิง เกรงว่าอีกไม่นานทั่วทั้งตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นก็จะมอดไหม้เป็นเถ้าถ่าน! ถึงเวลานั้น ต่อให้เจ้าคุกเข่าอ้อนวอนให้นิกายไท่ชิงลงมือ นิกายไท่ชิงก็จะไม่มีทางช่วยคนของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของเจ้าแม้แต่คนเดียว!”
ในขณะนั้นเอง ชายชราชุดเขียวก็แค่นเสียงเย็นชา กล่าวข้อความอันน่าตกตะลึงออกมา
“อะไรนะ?”
สีหน้าของเจ้าตำหนักเยวี่ยเปลี่ยนไป
“เทพมารที่ปรากฏตัวขึ้นในเจดีย์โปรดอสูรชั้นนี้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก เกรงว่าคงจะเป็นเจ้ามารแห่งโลกมารสักตนหนึ่ง! นั่นเป็นถึงตัวตนที่ทัดเทียมกับราชันเซียนเชียวนะ! มันกำลังกวาดล้างไปทั่วสี่ทิศ หากมันพบตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นเมื่อใด คาดว่าไม่เกินหนึ่งวัน คนทั้งหมดของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของเจ้า จะต้องกลายเป็นเสบียงของเจ้ามารตนนั้นอย่างแน่นอน!”
ชายชราชุดเขียวกล่าวข่าวร้ายที่ทำให้ผู้คนตกใจออกมา
เมื่อได้ยินดังนั้น จอมเซียนหลงและคนอื่น ๆ ก็ตกใจขึ้นมาอีกระลอก พร้อมกันนั้น ในใจก็ลอบยินดี
การรวมเข้ากับนิกายไท่ชิงอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป
เมื่อได้รับการคุ้มครองจากนิกายไท่ชิง พวกเขาก็ยังคงสามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”
เจ้าตำหนักเยวี่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม มองไปยังไท่เสินเทียน “ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของข้า สามารถรวมเข้ากับนิกายไท่ชิงได้ เพียงแต่ว่า ข้าขอบังอาจเรียกร้องต่อผู้อาวุโสไท่เสินเทียนสักหนึ่งข้อ”
“ว่ามา!”
ไท่เสินเทียนกล่าวอย่างเย็นชา
“ในยุควังสวรรค์บรรพกาล เมื่อใดที่ในนิกายเซียนมีผู้เลื่อนขั้นเป็นเซียนทองต้าหลัว หรือมีศิษย์อัจฉริยะล้ำเลิศที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัวปรากฏขึ้น นิกายเซียนนั้นก็จะมีคุณสมบัติที่จะตั้งตนเป็นเอกเทศ ก่อตั้งสำนักในสามสิบหกชั้นฟ้าได้ หากวันหน้าศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของข้าบำเพ็ญจนเป็นเซียนทองต้าหลัว หรือมีศิษย์ที่มีพรสวรรค์ท้าทายสวรรค์ เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัว ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของข้าสามารถแยกตัวออกจากนิกายไท่ชิง ฟื้นฟูนามตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นขึ้นมาอีกครั้งได้!”
เจ้าตำหนักเยวี่ยขอร้องอย่างเคร่งขรึม
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของทุกคนก็ดูแปลกประหลาดไปบ้าง
ชายชราชุดเขียวที่ยืนอยู่เบื้องหลังไท่เสินเทียนหัวเราะเยาะคาที่ “เซียนทองต้าหลัวรึ? เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัวเป็นผักกาดขาวเน่า ๆ ทั่วไป? ในอดีตนิกายไท่ชิงของข้ามีอัจฉริยะมากมายดั่งเม็ดทรายแห่งดวงดาว ก็ยังปรากฏศิษย์ที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัวเพียงแปดคนเท่านั้น! แค่ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นเล็ก ๆ ของพวกเจ้า หากมีศิษย์ที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัว เกรงว่าป่านนี้คงบำเพ็ญเป็นเซียนสวรรค์ไปนานแล้ว!”
“ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียจริง”
เด็กสาวชุดขาวที่หลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่ด้านข้าง ก็อดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้น หัวเราะเยาะออกมาคราหนึ่ง
ผู้คนของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นเมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองคน ต่างก็โกรธแค้นในใจ แต่กลับไม่อาจเอ่ยคำใดได้
ในหมู่พวกเขานี้ ไม่มีผู้ใดเป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัวเลย
หากต้องการพึ่งพาความพยายามของพวกเขา บำเพ็ญจนถึงระดับเซียนทองต้าหลัวนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย! กล่าวคือ ความหวังเดียวในอนาคต ก็คือมีอัจฉริยะที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัวปรากฏขึ้นในสำนัก
แต่ทว่า อัจฉริยะที่เป็นเมล็ดพันธุ์เซียนทองต้าหลัว ในวังสวรรค์บรรพกาลก็นับว่าเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากยิ่งในโลก
รากกระดูก วาสนา และพรสวรรค์ ล้วนเป็นตัวตนระดับสูงสุดในโลกเซียนทั้งสิ้น!
ศิษย์เซียนทองต้าหลัวแต่ละคนที่ปรากฏตัวขึ้น ล้วนดึงดูดการแย่งชิงจากทุกนิกายเซียนในสามสิบหกชั้นฟ้า
ศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นในปัจจุบัน ผู้ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศที่สุด ต่อให้ราบรื่นไร้อุปสรรค ก็บำเพ็ญได้เพียงแค่ระดับเซียนสวรรค์ระยะสูงสุดเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้วันหน้ามีศิษย์กราบเข้าเป็นศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋น เกรงว่าคงถูกนิกายไท่ชิงชักชวนไปในทันที จะยังคงอยู่ในตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นได้อย่างไร
อย่างไรเสียนิกายไท่ชิงก็มีทรัพยากร วิชาเซียน และอื่น ๆ ดีกว่าตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นที่ตกต่ำและแตกสลายในปัจจุบันมากมายนัก!
การที่เจ้าตำหนักเยวี่ยกล่าวเช่นนี้ ก็เป็นเพียงแค่การเหลือความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้ให้ตนเองเท่านั้น
“พอได้แล้ว”
ขณะนั้น ไท่เสินเทียนก็ทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง “พวกเจ้าจงรีบเก็บกวาดสำนัก มุ่งหน้าไปยังดินแดนเซียนของนิกายไท่ชิงของข้าให้เร็วที่สุด อีกทั้ง ภายในสิบวัน พวกเจ้าต้องส่งมอบเศษชิ้นส่วนอาวุธเซียนสูงสุดออกมา หากพ้นกำหนดแล้ว จะไม่รออีก”
กล่าวจบ เขาก็พาชายชราชุดเขียวและเด็กสาวชุดขาวหันกายเตรียมจะจากไป บินกลับไปยังเมืองหยกเซียนเหนือเก้าสวรรค์
เจ้าตำหนักเยวี่ย เหล่าผู้อาวุโสของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋น จงเสินทง เทียวซิง และคนอื่น ๆ เห็นดังนี้ ก็ทำได้เพียงทอดถอนใจในใจ
สถานการณ์ได้รับการกำหนดแล้ว หลังจากวันนี้ ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นก็คงเหลือเพียงชื่อเท่านั้น
“หืม? ผู้ใดกำลังทะลวงผ่าน?”
ในขณะนั้นเอง ร่างของไท่เสินเทียนก็หยุดชะงัก ลอยอยู่เบื้องหน้าเมืองหยกเซียน หันกลับไปส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
ทุกคนก็ชะงักไปเช่นกัน
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้สติ ไท่เสินเทียนก็สะบัดมือไปมา
ฝ่ามือยักษ์ที่มีพลังเวทมหาศาลควบแน่นเป็นรูปเป็นร่างเหนือเก้าสวรรค์ ลูบเบา ๆ ไปยังสถานที่ที่ถูกเมฆมงคลปกคลุมอยู่ลึกเข้าไปในตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋น
ภาพอันน่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทุกคนในทันที
เงามายาของประตูโลกเซียนที่ลึกลับและเก่าแก่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน พ่นปราณต้นกำเนิดโลกเซียนอันไร้ประมาณออกมา หลอมรวมเข้ากับทะเลสาบเซียนบึงกว้างใหญ่ไพศาลที่มีคลื่นควันบางเบา
ทะเลสาบเซียนซึ่งเกิดจากการควบแน่นของปราณเซียนที่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้ กำลังก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำสูงหมื่นจั้ง
ยังมีกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคนับหมื่นสาย พาดผ่านกลางอากาศ คำรามและโบยบินราวกับมังกรแท้แห่งบรรพกาล
ฉากเหตุการณ์น่าตกใจอย่างยิ่ง
“มหามรรคาดั่งมังกร สำแดงประจักษ์บนท้องฟ้า!”
“นี่คือมีผู้ใดกำลังผสานมรรครึ?”
“ช่างเป็นนิมิตที่น่าตกตะลึงยิ่งนัก!”
เสียงร้องอุทานดังออกมาจากปากของจอมเซียนหลงและนักพรตกระเรียนขาวเป็นระลอก
พวกเขาเดินทางมายังตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋น แทบจะนำพามาทั้งสำนัก ผู้อาวุโสสูงสุดและศิษย์สายตรงภายในนิกายเซียน ล้วนถูกนำติดตัวมา ซ่อนไว้ในอาวุธเซียนสูงสุด
อย่างไรเสียการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของฟ้าดินในครั้งนี้ เทพมารสามารถปรากฏตัวขึ้นข้างกายได้ทุกเมื่อ อันตรายอย่างยิ่ง หากไม่นำพาสำนักติดตัวไปด้วย ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกเซียนอสูรเทพมารลอบโจมตีจนสิ้นสำนัก
ในยามนี้ เมื่อได้เห็นนิมิตอันน่าตกตะลึงบนท้องฟ้า ศิษย์ของนิกายเซียนเหล่านี้ รวมไปถึงศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นล้วนตกตะลึงกันไปหมดแล้ว
มหามรรคาดั่งมังกรสำแดงประจักษ์บนท้องฟ้า นี่คือนิมิตของการทะลวงระดับหลอมสุญตาเข้าสู่ระดับผสานมรรค
ทว่า เหนือเก้าสวรรค์กลับมีมหามรรคานับหมื่นสาย!
สิ่งนี้บ่งบอกว่าผู้บำเพ็ญที่กำลังทะลวงผ่านในยามนี้ บำเพ็ญมหามรรคอันหลากหลายซับซ้อนอย่างยิ่ง ทว่ากลับเชี่ยวชาญทั้งหมด จึงสามารถควบแน่นมหามรรคนับหมื่นสายออกมาได้ ให้เขาเป็นผู้เลือก
ต่อไป ขอเพียงเขาเลือกมหามรรคสายใดสายหนึ่ง หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณ ก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับผสานมรรคได้อย่างแท้จริง
“ก็แค่ระดับหลอมสุญตาทะลวงผ่านเท่านั้น มหามรรคหนึ่งหมื่นสาย แม้จะค่อนข้างหาได้ยาก แต่ในนิกายไท่ชิงของข้า ก็เป็นเพียงผู้มีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไปเท่านั้น ต่อให้เขาฝ่าทัณฑ์อัสนีโลกเซียนผ่านไปได้ หลุดพ้นเป็นเซียน อย่างมากก็เป็นเพียงเซียนสวรรค์คนหนึ่ง ไม่คู่ควรให้ต้องใส่ใจ ผู้อาวุโส พวกเราไปกันเถิด”
ชายชราชุดเขียวเหลือบมองแวบหนึ่ง กล่าวอย่างไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“ผู้อาวุโส พวกเรายังต้องรีบไปตามหาอาวุธเซียนชิ้นหนึ่ง จะล่าช้าไม่ได้แล้ว” เด็กสาวชุดขาวที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยปากเร่งเร้าเช่นกัน
“อืม”
ไท่เสินเทียนพยักหน้า หันกายเตรียมจะก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหยกเซียน
แต่ในพริบตา เขาก็พลันหันขวับกลับมา ในรูม่านตาระเบิดแสงสีทองกลุ่มหนึ่งออกมา ราวกับหยั่งรู้ทะลุมิติกาลเวลานับร้อยล้าน มองเห็นตัวตนที่อยู่ลึกเข้าไปในนิมิตนั้น
…
ในเวลาเดียวกันนี้เอง
ลู่หลี่ที่อยู่ลึกเข้าไปในบึงอวิ๋นเมิ่งก็ชะงักไปแล้ว
เขามองดูกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคนับหมื่นสายบนท้องฟ้า คิ้วก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย
การผสานมรรคของคนทั่วไปนั้นง่ายดายนัก ไม่มีทางเลือกมากนัก โดยทั่วไปจะสำแดงมหามรรคออกมาเพียงหนึ่งหรือสองสาย เลือกมหามรรคสายใดสายหนึ่งมาหลอมรวมกับจิตวิญญาณก็พอ
แต่ตอนนี้ เขาสร้างกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคออกมานับหมื่นสาย จะหลอมรวมได้อย่างไร?
“แต่ว่า ดูเหมือนก็ง่ายดายยิ่งนัก สร้างร่างแยกออกมาหนึ่งหมื่นร่าง หลอมรวมไปโดยตรงก็สิ้นเรื่อง” ลู่หลี่มีความคิดไหววูบ ร่างกายวูบไหว
ร่างแยกอีกยี่สิบเจ็ดร่างปรากฏขึ้นมา ณ ที่เดิมโดยตรง
จักรพรรดิผีอินหมิงเคยให้แกนตรีวิสุทธิ์ดวงจิตมารแก่เขาหนึ่งเม็ด หลังจากหลอมละลายกินเข้าไปแล้ว ก็สามารถแยกจิตวิญญาณ หนึ่งปราณจำแลงตรีวิสุทธิ์ได้
ระดับทารกก่อกำเนิด สามารถแยกเป็นร่างแยกที่มีพลังเทียบเท่ากันได้สามร่าง
ระดับเทพจำแลง แยกได้เก้าร่าง!
ระดับหลอมสุญตา ถึงยี่สิบเจ็ดร่างเต็ม ๆ!
ร่างแยกยี่สิบเจ็ดร่างย่อมไม่เพียงพอ แต่ทว่า ร่างแยกแต่ละร่างล้วนสามารถมองได้ว่าเป็นมนุษย์ตัวจิ๋ววรยุทธ์ตนหนึ่ง ล้วนสามารถมองได้ว่าเป็นร่างหลักร่างหนึ่ง และใช้วิชาหนึ่งปราณจำแลงตรีวิสุทธิ์ได้อีกครั้ง
ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ
ร่างแยกทั้งยี่สิบเจ็ดร่างวูบไหวพร้อมเพรียงกันหนึ่งครั้ง ร่างแยกกองโตก็ปรากฏขึ้นรอบด้านในทันที ถึงเจ็ดร้อยยี่สิบเก้าร่างเต็ม ๆ
ความคิดไหววูบอีกครั้ง ร่างแยกวรยุทธ์กองโตก็ผุดขึ้นมาจากที่เดิม
รวมกันแล้วมีถึงหนึ่งหมื่นเก้าพันหกร้อยแปดสิบสามร่าง!
เพียงพอแล้ว!
“นำร่างแยกเก้าร่างมาลองเชิงดูก่อน”
ลู่หลี่ไม่ได้วู่วาม ความคิดไหววูบ ร่างแยกที่แข็งแกร่งที่สุดเก้าร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นแสงเทพเก้าจุด หลอมรวมเข้าสู่กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคเก้าสาย
กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคทั้งเก้าสายนี้มีชีวิตขึ้นมาในทันที กลายเป็นดั่งมังกรแท้เก้าตัว พุ่งทะยานเข้าสู่เงามายาของประตูโลกเซียนอย่างรุนแรง
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคเก้าสายก็พุ่งออกจากประตูโลกเซียน ทะลวงเข้าสู่ร่างหลักของลู่หลี่เสียงดังสนั่น
ตูม ตูม ตูม!
กลิ่นอายภายในร่างของลู่หลี่เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น
เขากำลังจะเลื่อนขั้นสู่ระดับผสานมรรคแล้ว!
“มหามรรคเก้าสาย ยังไม่เพียงพออย่างยิ่ง! หมื่นพันหมื่นพัน หลอมรวมมหามรรค กลืนกินปราณเซียน เลื่อนขั้นสู่ระดับผสานมรรค! ไป!”
สิ้นเสียงตวาดก้องของลู่หลี่ ร่างแยกทั้งหมดก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งเข้าสู่กฎเกณฑ์แห่งมหามรรค
ตูม!
ตูม!
ตูม!
ในพริบตา กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคนับหมื่นสายก็สาดส่องแสงเทพอันไร้ประมาณ ถึงกับกลายเป็นมังกรแท้ โบยบินพุ่งทะยานขึ้นฟ้า อ้าปากกว้างดั่งจะกลืนตะวัน เริ่มทำการกลืนกินปราณเซียนอันมหาศาลที่พ่นออกมาจากเงามายาของประตูโลกเซียนอย่างบ้าคลั่ง
ขณะเดียวกันก็ดูดซับปราณเซียนที่บริสุทธิ์ของบึงอวิ๋นเมิ่งไปด้วย
รูปร่างเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ!
พลังแห่งกฎเกณฑ์บนร่างก็ยิ่งควบแน่นและแข็งแกร่งขึ้น!
ยันต์เทพที่ลึกล้ำแล้วลึกล้ำเล่า พิสดารแล้วพิสดารเล่าแผ่นแล้วแผ่นเล่า ปรากฏรูปร่างขึ้นบนร่างของมังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคนับหมื่นสายนี้ ราวกับเกล็ดมังกรแต่ละเกล็ด เรียงรายเป็นระเบียบ ควบแน่นเป็นรูปเป็นร่าง
เมื่อได้เห็นฉากนี้ ศิษย์ของเก้านิกายเซียนใหญ่ก็ล้วนตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
แม้แต่เซียนแท้ระดับฝ่าเคราะห์เหล่านั้นก็ยังทำหน้างุนงง
นี่มันเรื่องอันใดกัน?
มังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคนับหมื่นสายสำแดงประจักษ์รึ?
เจ้าคนที่ทะลวงระดับผู้นั้น ถึงกับหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายไปพร้อมกันเลยรึ?
เขาไม่กลัวร่างระเบิดตายหรือ?
จิตวิญญาณของเขาจะสามารถทนรับพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคนับหมื่นสายได้หรือ?
ในพริบตานั้น
ศิษย์ของเก้านิกายเซียนใหญ่ที่ยังไม่ได้เป็นเซียน ล้วนแตกตื่นโวยวายขึ้นมา
พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นผู้ใดที่กล้าหาญถึงเพียงนี้มาก่อน!
นี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ!
“เจ้าตำหนักเยวี่ย ศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นของพวกเจ้าล้วนบ้าระห่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงกับหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายเพื่อทะลวงสู่ระดับผสานมรรคโดยตรงรึ?”
จอมเซียนหลงผู้นั้นเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“มหามรรคมีเพียงหนึ่ง! หากต้องการทะลวงสู่ความเป็นเซียน การตั้งใจบำเพ็ญมหามรรคเพียงสายเดียวเป็นสิ่งที่ง่ายดายที่สุด! การบำเพ็ญมหามรรคสิบสาย ความยากจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การบำเพ็ญมหามรรคร้อยสาย ความหวังในการเป็นเซียนริบหรี่ การบำเพ็ญมหามรรคพันสาย เกรงว่ายังไม่ทันบำเพ็ญจนถึงระดับฝ่าเคราะห์ระยะสูงสุด ก็คงถูกความลึกล้ำอันมหาศาลที่แฝงอยู่ในกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคอัดแน่นในจิตวิญญาณจนระเบิดตายเสียแล้ว! มหามรรคหนึ่งหมื่นสายรึ? ข้าผู้เฒ่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!”
นักพรตกระเรียนขาวก็ตกใจจนเบิกตากว้างเช่นกัน
“นั่นคือมหามรรคนะ! มหามรรคกว้างใหญ่ไพศาล ยิ่งเจาะลึก ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความลึกล้ำอันไร้ที่สิ้นสุดของกฎเกณฑ์แห่งมหามรรค! มหามรรคหนึ่งหมื่นสายนี้ แค่เพียงช่วงเวลาที่ผสานมรรค เกรงว่าเจ้าคนที่ทะลวงระดับผู้นี้คงไม่อาจทนรับข้อมูลอันไร้ประมาณของกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคได้และคลุ้มคลั่งไปในทันที อย่าว่าแต่บำเพ็ญจนถึงระดับฝ่าเคราะห์เลย เจ้าตำหนักเยวี่ย ท่านยังคงส่งกระแสเสียงบอกให้ศิษย์ของท่านเลือกบำเพ็ญมหามรรคเพียงสายเดียวเถิด ถือโอกาสที่ยามนี้ยังทันกาล”
เด็กสาวระดับเซียนแท้ผู้นั้นเอ่ยเตือน
สิ้นเสียง ชายชราชุดเขียวแห่งนิกายไท่ชิงก็หัวเราะเยาะอย่างประหลาด “ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นช่างร้ายกาจจริง ๆ! ข้าผู้เฒ่าเลื่อมใสยิ่งนัก! มหามรรคหนึ่งหมื่นสายเลยนะ ผสานมรรคสำเร็จ นั่นก็คือมีพลังเวทมากกว่าผู้อื่นถึงหนึ่งหมื่นเท่า! ข้าผู้เฒ่ายังไม่เคยเห็นผู้ใดที่กล้าหาญท้าทายสวรรค์ถึงเพียงนี้มาก่อนเลยจริง ๆ! วันนี้โชคดีที่ได้พบเห็น ไม่เลว ไม่เลว!”
“รนหาที่ตาย!”
เด็กสาวที่อยู่ด้านข้างก็หัวเราะเยาะเย้ยโดยตรง
ภายในนิกายไท่ชิง ต่อให้เป็นตัวตนระดับอัจฉริยะล้ำเลิศ ยามที่ผสานมรรค ก็กล้าเพียงเลือกมหามรรคหนึ่งพันสายมาทำการหลอมรวมเท่านั้น
อัจฉริยะฟ้าประทานที่ผูกขาดหมื่นยุคสมัยผู้นั้น อย่างมากที่สุดก็กล้าเพียงเลือกมหามรรคสามพันสายเท่านั้น
“หึ ข้าผู้เฒ่ามองว่าเจ้าผู้นี้ก็เพียงแค่ลองดูเท่านั้น อยากจะสัมผัสถึงพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคนับหมื่นสายดูบ้าง เขาก็กล้าเพียงหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคเก้าสายเท่านั้นแหละ”
ชายชราชุดเขียวแค่นเสียงเย็นชาคราหนึ่ง ไม่แยแสอย่างยิ่ง
ทว่า สิ้นเสียงลง
มังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคแปดสิบเอ็ดสายก็พุ่งตกลงมาจากท้องฟ้า พุ่งทะลวงเข้าสู่บึงเซียนอวิ๋นเมิ่งที่กว้างใหญ่ดั่งทะเลควันและลึกสุดหยั่งคาดอย่างรุนแรง และหายลับไป
คนผู้นั้นถึงกับดูดซับหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคแปดสิบเอ็ดสายไปอีกแล้ว!
“หืม? น่าสนใจดีนี่!”
ไท่เสินเทียนเลิกคิ้วขึ้น ในดวงตาเผยความประหลาดใจออกมาหลายส่วน
สีหน้าของชายชราชุดเขียวกลับดูไม่ดีนัก “เจ้าผู้นี้มีฝีมืออยู่บ้างจริง ๆ ถึงกับกล้าหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคอีกแปดสิบเอ็ดสาย แต่ว่า เขากล้าหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคอีกสิบสาย จนถึงร้อยสายเลยหรือ?”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง
ก็มีกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคอีกแปดสิบเอ็ดสายพุ่งลงสู่ห้วงลึกดั่งมังกร พุ่งทะลวงลงสู่ใต้ก้นบึงเซียนอวิ๋นเมิ่ง
“…”
ชายชราชุดเขียวหน้าดำคล้ำ
“เป็นไปไม่ได้กระมัง…”
“กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคร้อยเจ็ดสิบเอ็ดสาย”
“ศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นที่กำลังทะลวงระดับผู้นี้ช่างน่าสนใจจริง ๆ”
ชั่วขณะหนึ่ง เหล่าเซียนแท้ก็รู้สึกเลื่อนลอยเล็กน้อย มีท่าทีไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้าง
พลังแห่งกฎเกณฑ์ร้อยแปดสิบเอ็ดสาย บ่งบอกว่ารากฐานของคนผู้นี้ลึกล้ำเพียงใด พลังเวทแข็งแกร่งเพียงใด บรรลุถึงขั้นที่น่าตกตะลึงแล้ว
ในอนาคตมีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะทะลวงสู่ระดับเซียนสวรรค์!
แม้จะกล่าวว่าในยุควังสวรรค์บรรพกาลเซียนสวรรค์ไม่ได้มีค่ามากนัก แต่ในโลกอันสับสนวุ่นวายที่โลกเซียนแตกสลายและกฎเกณฑ์บกพร่องแห่งนี้ เซียนสวรรค์หนึ่งคนก็สามารถเป็นถึงประมุขของนิกายเซียนได้แล้ว!
“ยินดีด้วยเจ้าตำหนักเยวี่ย”
จอมเซียนหลงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากแสดงความยินดี
นักพรตกระเรียนขาว เด็กสาวระดับเซียนแท้ และคนอื่น ๆ ก็เอ่ยปากแสดงความยินดีตามกันมา
ทว่า สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใจก็คือ บนใบหน้าของเจ้าตำหนักเยวี่ยและคนอื่น ๆ กลับมีสีหน้าตกตะลึงมากกว่าความปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ราวกับพวกนางก็ไม่รู้ถึงพรสวรรค์ของศิษย์ของสำนักตนเองผู้นี้เช่นกัน
นี่มันเรื่องอันใดกันอีก?
“หืม?”
ในขณะนั้นเอง ไท่เสินเทียนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป และส่งเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจระคนสงสัยออกมาอีกครั้ง
ทุกคนได้ยินเสียงก็ชะงักไป
มองตามสายตาของเขาไป ก็พลันพบว่า ลึกเข้าไปในตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋น เหนือเก้าสวรรค์ มีมังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคอีกแปดสิบเอ็ดสายพุ่งทะลวงลงไปในบึงเซียนอวิ๋นเมิ่งที่มีปราณเซียนกว้างใหญ่ไพศาลดั่งห้วงสมุทรราวกับการต้มเส้นบะหมี่ ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว และหายลับไป
“นี่ นี่ นี่…”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสั่นสะท้านในใจอีกครั้ง
มหามรรคสองร้อยกว่าสาย?
พรสวรรค์ของศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นผู้นี้น่าตกตะลึงถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงกับสามารถหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคได้ถึงสองร้อยสาย?
“จุ๊ จุ๊ ดูท่าโชคชะตาของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นยังคงอยู่! ถึงกับมีผู้มีพรสวรรค์สะท้านโลกที่หลอมรวมมหามรรคสองร้อยสายปรากฏขึ้นมา! ช่างน่าอิจฉาเสียจริง!”
นักพรตกระเรียนขาวแห่งนิกายหยินหยางฟ้าบุพกาลลูบเครายาว อดไม่ได้ที่จะกล่าวอย่างอิจฉา
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จอมเซียนหลงและคนอื่น ๆ ก็พยักหน้าตาม สายตาที่มองไปยังเจ้าตำหนักเยวี่ยแฝงไปด้วยความอิจฉาอยู่หลายส่วน
หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นในอนาคตจะมีตัวตนระดับเซียนสวรรค์ระยะสูงสุดปรากฏขึ้นมาคนหนึ่งแล้ว
“หึ!”
ชายชราชุดเขียวพลันแค่นเสียงเย็นชาสอดขึ้นมา “ก็แค่มหามรรคสองร้อยสายเท่านั้น! อัจฉริยะของนิกายไท่ชิงในยามที่ผสานมรรค ผู้ที่หลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคเท่ากับจำนวนดวงดาวรอบฟ้าก็มีอยู่มากมาย!”
“ถูกต้อง!”
เด็กสาวชุดขาวหรี่ตาลง เอ่ยปากอย่างหยิ่งผยอง “มหามรรคแค่สองร้อยสาย ไม่คู่ควรให้กล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย”
ทุกคนได้ยินดังนั้น ชั่วขณะหนึ่งก็ไม่อาจเอ่ยคำใดได้
จำนวนดวงดาวรอบฟ้าก็คือสามร้อยหกสิบห้า
การหลอมรวมมหามรรคสามร้อยหกสิบห้าสาย นั่นก็คืออัจฉริยะล้ำเลิศที่มีความหวังจะเลื่อนขั้นเป็นเซียนทอง
ตัวตนเช่นนี้ เรียกได้ว่ามีน้อยยิ่งกว่าน้อย
หลายล้านปีถึงจะปรากฏขึ้นมาสักคนหนึ่ง
อัจฉริยะผู้บำเพ็ญเซียนทั่วไป โดยปกติแล้วขีดจำกัดก็จะอยู่ต่ำกว่าจำนวนดวงดาวรอบฟ้า
เป็นไปตามคาด!
เห็นเพียงเหนือเก้าสวรรค์มีมหามรรคอีกแปดสิบเอ็ดสายพุ่งลงมา จมหายไปในบึงเซียนอวิ๋นเมิ่ง
ตามมาติด ๆ ท่ามกลางเสียงคำรามของมังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคสายอื่น ๆ เกล็ดมังกรแต่ละเกล็ดบนร่างที่เกิดจากการควบแน่นของยันต์เทพมหามรรคก็ปริแตกออก ราวกับว่ารูปลักษณ์กำลังจะพังทลายลง
สิ่งนี้เป็นตัวแทนว่าพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคกำลังจะสลายไป
เมื่อกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคสลายไป การผสานมรรคในครั้งนี้ก็จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์
“น่าเสียดาย ศิษย์ของตำหนักเซียนซวิ่นอวิ๋นผู้นี้หลอมรวมพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคไปทั้งหมดสามร้อยสามสิบสามสาย แต่ก็ยังไม่อาจทะลวงผ่านขีดจำกัดของจำนวนดวงดาวรอบฟ้าไปได้”
จอมเซียนหลงกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย
หากทะลวงผ่านจำนวนดวงดาวรอบฟ้าไปได้ ก็จะได้เห็นการถือกำเนิดของเซียนทอง หากได้เป็นพยาน ก็ถือเป็นวาสนาเซียนประการหนึ่ง
ในใจของเจ้าตำหนักเยวี่ยก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจออกมาเช่นกัน
จงเสินทงและเทียวซิงสบตากัน ลอบตกตะลึงในใจ แต่ก็รู้สึกเสียดายแทนลู่หลี่เช่นกัน
ขาดอีกเพียงนิดเดียว สหายเต๋าลู่ผู้นั้นขาดอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น หากสามารถหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคสามร้อยหกสิบห้าสายได้ เช่นนั้นก็จะยอดเยี่ยมมาก
“หึ! ก็แค่นี้เอง! ข้าผู้เฒ่ายังคิดว่าเขากล้าหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายจริง ๆ เสียอีก! แต่ว่า หากเขากล้าหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายจริง ข้าผู้เฒ่าจะยกอ่างล้างเท้าให้เขาเลย!”
ชายชราชุดเขียวแค่นเสียงเย็นชา
ในใจลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
“ผู้อาวุโส สมควรไปได้แล้ว”
เด็กสาวชุดขาวดึงสายตากลับมา เอ่ยเตือน
“อืม”
ไท่เสินเทียนหรี่ตามองอีกแวบหนึ่ง หันกายตวัดมือ
ครืน
เมืองแห่งอาวุธเซียนที่หลอมขึ้นจากหยกหนี่ว์วาแห่งนั้นก็ค่อย ๆ เปิดประตูเมืองออก
ร่างของทั้งสามคนวูบไหวพร้อมเพรียงกัน เข้าไปในนั้น
ทิ้งไว้เพียงประโยคหนึ่งล่องลอยอยู่ในอากาศ
“จำไว้ให้ดี! ภายในสิบวัน จงมายังนิกายไท่ชิง ส่งมอบเศษชิ้นส่วนอาวุธเซียนสูงสุดมาซะ!”
…
พร้อมกับเสียงที่ดังก้องกังวานไปทั่วท้องฟ้า ประตูใหญ่หยกเซียนก็ปิดลงเสียงดังครืน
ค่ายกลเซียนนับไม่ถ้วนถูกกระตุ้น แสงเทพสีแดงชาดระเบิดออกมา ปกคลุมทั่วทั้งเมืองเซียน ห่อหุ้มกลายเป็นมหาสุริยันอันเจิดจ้ากลุ่มหนึ่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ในช่วงเวลานี้เอง ลึกเข้าไปในตำหนักเซียน มังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคกว่าเก้าพันสายก็คำรามพร้อมเพรียงกัน ร่วงหล่นลงมาราวกับดาวตกอุกกาบาตเสียงดังสนั่น!
“อะไรนะ?”
เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ร่างของไท่เสินเทียนอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตพุ่งออกจากเมืองหยกเซียน ยืนอยู่กลางอากาศ จ้องมองเข้าไปยังส่วนลึกของตำหนักเซียนด้วยความตกตะลึงอย่างหาที่สุดมิได้
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าหมอนี่กล้าจริง ๆ รึ? รนหาที่ตายหรืออย่างไร?”
ชายชราชุดเขียวพุ่งตามออกมา
“บ้าไปแล้วรึ?”
เด็กสาวชุดขาวผู้นั้นก็เบิกตากว้างเช่นกัน
ผู้ที่ตกตะลึงจนยากจะบรรยายเช่นเดียวกันก็ยังมีเจ้าตำหนักเยวี่ย จอมเซียนหลง นักพรตกระเรียนขาว… รวมไปถึงเหล่าผู้อาวุโสระดับเซียนแท้ ศิษย์ระดับฝ่าเคราะห์ของเก้านิกายเซียนใหญ่ และทุกคน!
ในเวลานี้ กฎเกณฑ์มังกรแท้เกือบหมื่นสายพุ่งตกลงมาจากท้องฟ้า ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตะลึงเพียงใด!
ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ จะเป็นที่จดจำไปตลอดกาล!
ในใจของทุกคนล้วนเกิดข้อสงสัยขึ้นมาข้อหนึ่ง
เจ้าคนที่กำลังทะลวงระดับผู้นี้ บ้าไปแล้วหรือ?
ถึงกับกล้าหลอมรวมกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคหนึ่งหมื่นสายจริง ๆ รึ?
โดยไม่ลังเล ร่างของเจ้าตำหนักเยวี่ยก็วูบไหว หายลับไป เตรียมจะพุ่งเข้าไปในบึงเซียนอวิ๋นเมิ่ง เพื่อทำลายมังกรแท้แห่งมหามรรค และลงมือช่วยเหลือคน
นั่นคือกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคหนึ่งหมื่นสายเชียวนะ!
เกรงว่าสหายเต๋าลู่ผู้นั้นคงออกมาจากโลกใบเล็ก จึงไม่รู้ถึงขีดจำกัดของการผสานมรรค ดังนั้นถึงได้ด่วนตัดสินใจหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายไป
ครั้งนี้เกิดเรื่องร้ายแรงแล้ว!
…
“กฎเกณฑ์แห่งมหามรรคมากมายเหลือเกิน! จะระเบิดแล้ว!”
ในยามนี้ ลู่หลี่รู้สึกทรมานอย่างยิ่ง
ภายในผลึกอาณาจักรเทพของเขา มังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคหนึ่งหมื่นสายกำลังคำรามไปทั่วทุกทิศ ทำลายผลึกกายเนื้อของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ว่าเขาจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้รวดเร็วเพียงใด ภายใต้พลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคอันทรงอำนาจไร้ขอบเขตนี้ ผลึกอาณาจักรเทพนับร้อยล้านก็พังทลายลงอีกครั้ง
กายเนื้ออมตะอันสมบูรณ์แบบของเขา ปรากฏรอยร้าวนับไม่ถ้วน
ราวกับเครื่องเคลือบที่แตกสลายแล้วถูกนำมาปะติดปะต่อกันใหม่ และกำลังจะแตกกระจายในชั่วพริบตาถัดมา
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ภายในจิตวิญญาณ อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคอันไร้ประมาณ ราวกับจะทำให้จิตวิญญาณของเขาระเบิดออกโดยตรง!
ลู่หลี่รู้สึกว่าจิตสำนึกแห่งดวงจิตวิญญาณของเขาแตกสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับหมื่นพันชิ้น แต่ละชิ้นล้วนถูกข้อมูลแห่งมหามรรคครอบงำจนเต็มเปี่ยม อีกทั้งยังพองตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับลูกโป่ง!
สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า หากความคิดในจิตวิญญาณของเขายังไม่ควบแน่นรวมกันอีก ก็คงจะต้องถูกกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคดันจนระเบิด สลายหายไปในระหว่างฟ้าดิน กลายเป็นส่วนหนึ่งของมหามรรคจริง ๆ แล้ว
นี่ก็คือความอันตรายของการผสานมรรค
หากจิตวิญญาณไม่กว้างใหญ่พอ แล้วฝืนผสานมรรค ก็จะถูกกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคกลืนกิน ท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมรรคาสวรรค์
อย่างไรเสียนั่นก็คือกฎเกณฑ์แห่งมหามรรค!
ครอบคลุมไปถึงโชคชะตา กรรม ความเป็นตาย หยินหยาง สังสารวัฏ… และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเป็นวิถีแห่งความลึกล้ำสูงสุดของพลังแห่งมหามรรคสูงสุด!
ผู้บำเพ็ญทั่วไป หากลอบมองเพียงแวบเดียว ก็จะระเบิดเป็นผุยผง
บัดนี้ลู่หลี่ถึงกับหลอมรวมมหามรรคหนึ่งหมื่นสายโดยตรง ช่างเป็นการกระทำที่บ้าคลั่งเพียงใด!
“ลู่หลี่ ลู่หลี่ รีบคิดหาวิธีเข้าสิ! กายเนื้อของเจ้ากำลังจะถูกกฎเกณฑ์แห่งมหามรรคหนึ่งหมื่นสายนี้หลอมละลายแล้วนะ! ข้าช่วยเจ้าปะติดปะต่อไม่ทันแล้ว! หากเจ้าถูกมรรคาสวรรค์กลืนกินไปจริง ๆ คาดว่าข้าคงต้องจุดธูปไหว้มรรคาสวรรค์เพื่อบูชาเจ้าทุกวันแล้วล่ะล่ะล่ะล่ะ!”
ภายในจิตวิญญาณ จินเชวี่ยร้อนรนจนวิ่งพล่านไปทั่ว ราวกับแมลงวันไร้หัว ไม่อาจช่วยเหลืออันใดได้เลย
“พลังปณิธานแสงพุทธะ พิสูจน์มรรคโพธิญาณ พลังเซียนสูงสุด ควบแน่นต้นไม้เซียน!”
ในช่วงเวลาวิกฤติตึงเครียด
ภายในร่างของลู่หลี่พลันมีแสงพุทธะสีทองนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น หลอมรวมเข้าด้วยกัน ควบแน่นเป็นต้นโพธิ์วิเศษที่สาดส่องแสงเจ็ดสี
ต้นโพธิ์วิเศษสั่นไหวเบา ๆ ชักนำพลังเซียนอันมหาศาลรอบด้าน ให้หลั่งไหลเข้าไปในนั้น
ในชั่วพริบตา ต้นไม้เล็กเจ็ดสีที่มีความสูงเพียงสามชุ่นต้นนี้ก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เติบโตกลายเป็นต้นไม้ยักษ์ค้ำสวรรค์ที่ทะลวงฟ้าทะลวงดิน ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน
ราวกับต้นไม้โลกต้นหนึ่ง!
“เจดีย์โปรดอสูรสยบ ควบแน่นมรรคผล!”
พร้อมกับเสียงตวาดก้องของลู่หลี่ เงามายาของเจดีย์พุทธะอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตก็ร่วงหล่นลงมาเสียงดังสนั่น ระหว่างที่หมุนวน เงามายาของพระพุทธองค์และเซียนนับหมื่นพันก็ปรากฏขึ้น สยบพลังแห่งกฎเกณฑ์มหามรรคนับหมื่นสายเอาไว้อย่างรุนแรง
โฮก!
มังกรแท้แห่งกฎเกณฑ์มหามรรคตัวหนึ่งทนไม่ไหว ยอมศิโรราบคาที่ พุ่งเข้าไปในต้นโพธิ์เซียนต้นนั้น
แทบจะในเวลาเดียวกัน
ยอดอ่อนสีเขียวใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ปลายกิ่งก้านของต้นโพธิ์วิเศษ พริบตาก็เติบโตเป็นดอกไม้ที่สดใสอย่างหาที่เปรียบมิได้ จากนั้นก็ผลิดอกออกผลเป็นผลแห่งมหามรรคหนึ่งผล