เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 เอาของมาแลกเปลี่ยน

บทที่ 30 เอาของมาแลกเปลี่ยน

บทที่ 30 เอาของมาแลกเปลี่ยน


บทที่ 30

เอาของมาแลกเปลี่ยน

เขตกักกันมีพื้นที่กว้างขวางมาก ครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นตารางเมตร ส่วนแรกเป็นประตูด่านหน้า ส่วนที่สองเป็นจุดจอดรถบรรทุกและปืนใหญ่ ส่วนที่สามคือบริเวณเขตกักกันและพื้นที่ปลีกวิเวก

ใครคนหนึ่งในเขตกักกันมีเสบียงอยู่ในครอบครองเป็นจำนวนมาก แถมในกลุ่มของเขายังมีคนที่สามารถควบคุมไฟและลมปรากฏตัวขึ้น ข่าวนี้กระจายไปทั่วทั้งเขตปลอดภัยในเวลาอันสั้น

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้มีอำนาจทางการเมือง รวมถึงเจ้าหน้าที่ส่วนงานอื่น ๆ ตอบสนองโดยทันที เร่งรุดเข้าไปในเขตกักกันเพื่อเจรจากับเฉินเทียนเซิงทีละคน

รถบรรทุกคันใหญ่โดดเด่นสะดุดตาอยู่กลางพื้นที่โล่งกว้าง รอยไฟไหม้เป็นวงกลมบนพื้นดินคือหลักฐานชั้นดี ถึงแม้ว่าไฟจะมอดดับลงไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งความรู้สึกเหลือเชื่อเอาไว้

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ถือใบปลิวไว้ในมือ ตั้งท่าจะเข้าไปเจรจาก่อนเป็นรายแรก แต่ยังไม่ทันที่จะก้าวเข้าสู่วงล้อมไฟ        ลัวหลงก็โผล่มายืนขวางทางไว้ ฝ่ามือลุกโชนไปด้วยเปลวไฟ

“มีอะไร?”

เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์คนนั้นยื่นใบปลิวให้ลัวหลงด้วยความตื่นเต้น

“ฉันมาที่นี่เพื่อสิ่งนี้ จากความสามารถของคุณ พวกคุณจะได้รับการบรรจุเป็นผู้นำกองกำลังระดับสูงสุด”

ลัวหลงเหลือบมองมันแค่ปราดเดียว วินาทีต่อมา ใบปลิวแผ่นนั้นก็กลายเป็นเถ้าถ่าน

“อืม ผมรู้แล้ว ทีนี้พวกคุณก็ไปได้แล้ว”

“คุณผู้ชาย คุณผู้ชาย ลองพิจารณาดูอีกครั้งเถอะ ตอนนี้คนทั้งประเทศต้องการคนมีความสามารถแบบคุณนะ”

ตราบใดที่ไม่ได้รับอนุญาตจากลัวหลง ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามวงล้อมไฟเข้าไปได้ทั้งนั้น แม้แต่ทหารภายในเขตปลอดภัยก็ตาม

ลัวหลงเดินย้อนกลับไปทางรถบรรทุก ขณะเดียวกันนั้น เฉินเทียนเซิงก็กำลังนอนอยู่บนกล่องลังกระดาษอาบแดดด้วยท่าทางผ่อนคลาย

“อาจารย์ครับ พวกเขาอยากให้เราเข้าร่วมกับองค์กรกับเขา”

“อืม อย่าไปยุ่งกับคนพวกนั้นอีก”

เฉินเทียนเซิงไม่แม้แต่จะลืมตามองด้วยซ้ำ ยังคงทำตัวหยิ่งต่อไป เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ยังคงรออย่างอดทนอยู่นอกวงล้อมไฟ ชะเง้อคอมองเป็นระยะเพื่อรอคอยคำตอบ

พอหันหน้ามองไปอีกทางโดยบังเอิญ ก็เห็นว่าเจิ้งเหว่ย กำลังวิ่งตรงเข้ามาพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์รีบทักทายเขาอย่างสุภาพ “เจิ้งเหว่ย คุณนั่นเอง”

“คุณก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?”

เจิ้งเหว่ยไม่ได้สนใจมากนัก ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ อีกก้าวเดียวก็จะก้าวข้ามเข้าไปในเขตวงล้อมไฟแล้ว

ยังไม่ทันที่ฝ่าเท้าจะจรดพื้น ขี้เถ้าที่คุกรุ่นอยู่บนพื้นก็มีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เจิ้งเหว่ยตกใจมากจนเกือบล้มลงหัวทิ่ม ลูกน้องของเขาเห็นแบบนั้นก็รีบเข้ามาช่วยดับไฟที่ไหม้กางเกงเขาทันที

“เจิ้งเหว่ย คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ?”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” เจิ้งเหว่ยดันแว่นตาตัวเองขึ้น เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

ความสามารถน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ไม่ว่ายังไงคนคนนี้ก็ต้องมาอยู่ใต้อาณัติของเขา

ลัวหลงเดินจ้ำอ้าวเข้ามาอีกครั้ง แล้วพูดด้วยความไม่พอใจ

“พวกคุณแห่มาทำอะไรกันอีก ไม่รู้กฎของเราหรือไง ว่าใครก็ตามห้ามก้าวเข้ามาในวงล้อมไฟถ้าไม่ได้รับอนุญาต?”

ทันทีที่เจิ้งเหว่ยกำลังจะสวนกลับ เจ้าหน้าที่ประจำเขตกักกันก็กระซิบรายงานเขาทันที

“คนนี้แหละครับ คนที่ควบคุมไฟได้”

เจิ้งเหว่ยได้ยินแบบนั้นก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว

“ผมชื่อเจิ้งเหว่ย มาจากเขตสงคราม มาที่นี่ในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการเจรจากับคุณ”

ยังไม่ทันที่ลัวหลงจะได้ตอบกลับอะไร เสียงของ           เฉินเทียนเซิงก็ดังมาจากข้างหลัง

“ให้เขาเข้ามาเถอะ”

ลัวหลงจึงเบี่ยงตัวไปด้านข้างพร้อมกับทำท่าเชื้อเชิญ “เชิญครับ”

เจิ้งเหว่ยปรับสีหน้าและจัดเสื้อผ้าใหม่ ก่อนจะก้าวเข้าไปในวงล้อมไฟ คนอื่น ๆ เองก็ตั้งท่าจะเดินตามเช่นกัน แค่ลัวหลงจ้องเขม็งมองพวกเขาแล้วพูดอย่างเย็นชา

“อาจารย์ไม่อนุญาตให้พวกคุณเข้าไป รออยู่ที่นี่แหละ”

พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ยืนรออยู่ข้างนอก

เจิ้งเหว่ยเดินมาจนถึงรถบรรทุก เฉินเทียนเซิงยังคงนอนอาบแดดอยู่บนกล่องลัง โดยมีเด็กสาวอีกคนหนึ่งคอยปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้าง ๆ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาสบายแค่ไหน

ถึงแม้จะมีแขกตำแหน่งสูงมาเยือนถึงที่ เขาก็ไม่มีท่าทีว่าจะลืมตาขึ้นเลย วางตัวสูงส่งจนน่าหมั่นไส้ซะจริง ๆ

แรกพบเจิ้งเหว่ยก็มีความประทับใจที่ไม่ดีต่อ                 เฉินเทียนเซิงแล้ว แต่นั่นไม่สำคัญ เป้าหมายสูงสุดในการเจรจาไม่ใช่เขา แค่เป็นเด็กหนุ่มและเด็กสาวข้างกายเขา ที่สามารถควบคุมไฟและลมได้ต่างหาก

ยังไม่ทันที่เจิ้งเหว่ยจะได้พูดอะไร เฉินเทียนเซิงก็ชิงพูดดักขึ้นก่อน

“ข้อแรก ผมไม่ประสงค์จะเข้าร่วมกับองค์กรของคุณ แต่ผมสามารถช่วยคุณแก้ปัญหาได้ ทำงานร่วมกันไม่ใช่ปัญหา แต่ผมบอกไว้ก่อนว่าผมไม่ขอทำงานภายใต้คำสั่งใคร”

“ข้อสอง ถ้าพวกคุณอยากได้เสบียง ก็ให้เอาต่อมไพเนียลที่อยู่ในหัวของซอมบี้มาแลกเปลี่ยน ไม่ต้องเสนอข้อแลกเปลี่ยนอื่น ๆ ให้ยุ่งยาก”

คำพูดของเขารวบรัดตรงประเด็น ขว้างระเบิดใหญ่สองลูกออกไปอย่างจัง ในขณะเดียวกันก็ระบุเงื่อนไขและรายละเอียดอย่างคลุมเครือ

ท้ายที่สุดเจิ้งเหว่ยก็คือเจิ้งเหว่ย ถึงแม้เขาจะไม่ค่อยชอบหน้าเฉินเทียนเซิงสักเท่าไหร่ แต่ก็จดจำรายละเอียดในข้อต่อรองทั้งสองได้อย่างชัดเจน

“คุณเฉินเทียนเซิง ให้ผมได้แนะนำตัว ผมเป็น...”

“ผมไม่สนหรอกว่าคุณชื่ออะไร ถ้าคุณไม่ยอมรับข้อต่อรองนี้ ก็ไปหาคนอื่นมาเจรจาแล้วกัน ส่งแขก”

เจิ้งเหว่ยงงเป็นไก่ตาแตก นี่มันอะไรกัน เขาโดนไล่ออกไปจากที่นี่ก่อนที่เขาจะได้แนะนำตัวอีกเหรอเนี่ย?

ไร้มารยาทเกินไปหน่อยหรือเปล่า?

“ไม่ใช่อย่างนั้นคุณเฉิน ผม...”

“ส่งแขก!”

เขาไม่เปิดให้เจิ้งเหว่ยมีโอกาสได้พูดพล่ามมากไปกว่านี้ ฝ่ามือของลัวหลงติดไฟขึ้นมาอีกครั้ง บังคับให้เจิ้งเหว่ยเดินออกไปจากวงล้อมไฟเดี๋ยวนี้

“ฮึ่ม!”

เจิ้งเหว่ยปัดฝ่ามือก่อนจะเดินออกไปด้วยความโกรธเคือง ก่อนหน้านี้เขาแค่ดูถูกเฉินเทียนเซิงที่วางตัวไม่เหมาะสม แต่ตอนนี้เขายิ่งผิดหวังเมื่อเห็นว่าเฉินเทียนเซิงเย่อหยิ่งแค่ไหน

ดีที่ช่วงเวลานี้คือวันสิ้นโลก ถ้าโลกยังคงสงบเหมือนเดิมละก็ คนหยิ่งยโสแบบเขาไม่มีวันมีที่ยืนในสังคมแน่

พอออกมาจากเขตกักกันแล้ว ความโกรธของเขาก็       จางหายไป เริ่มคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับเงื่อนไขทั้งสองข้อของ        เฉินเทียนเซิงอย่างจริงจัง

ข้อแรก เขายินดีหาทางแก้ปัญหาร่วมกับพวกเขา เพียงแต่ไม่อยากปฏิบัติตามคำสั่ง ด้วยเหตุนี้เขาถึงได้ทำตัวหยิ่ง ไม่สนมารยาท และไม่เห็นแก่หน้าใคร

ข้อสอง ถ้าพวกเขาต้องการส่วนแบ่งเสบียงจากอีกฝ่าย จะต้องหาต่อมไพเนียลที่อยู่ในหัวซอมบี้มาแลกเปลี่ยน เงื่อนไขนี้ ดูไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเท่าไหร่

เขารีบโทรหาทหารที่ออกปฏิบัติภารกิจในตอนเช้า ถามว่าพวกเขาจัดการกับซอมบี้ยังไง ถึงได้รู้ว่าพวกเขาอาศัยยิงพวกซอมบี้จากระยะไกล และยิงนัดเดียวเข้าที่หัว ฆ่าพวกมันไปหลายร้อยตัวในตอนเช้า

จากข้อมูลดังกล่าว การหาต่อมไพเนียลในหัวซอมบี้ไปแลกเปลี่ยนกับเขากลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

จากนั้นเจิ้งเหว่ยก็ตัดสินใจอย่างเฉียบขาด ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่จะทำให้เขาเสียใจไปตลอดชีวิต

หลังจากเปลี่ยนแผนเจรจาใหม่แล้ว เขาก็กลับเข้าไปในเขตกักกันอีกครั้ง เพื่อขอพบเฉินเทียนเซิง

“ทางเรายอมแลกเปลี่ยนสิ่งของตามที่คุณเสนอ”

เฉินเทียนเซิงพยักหน้ารับพลางเหลือบมองเขา

“อย่างนั้นก็ดี ผมมีเสบียงให้แลกเปลี่ยนเท่าที่คุณต้องการ”

เจิ้งเหว่ยอดมองไปที่รถบรรทุกสินค้าคันนั้นไม่ได้ คิดกับตัวเองว่า รถบรรทุกคันแค่นี้จะบรรจุเสบียงได้สักแค่ไหนกันเชียว

นั่นเป็นเพราะเขาไม่รู้ความจริง ว่าเฉินเทียนเซิงยังมีกระเป๋าเป้อวกาศซึ่งสามารถบรรจุเสบียงได้อย่างน้อย 1 ตัน

“หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน* เดี๋ยวผมจะจัดการให้”

*หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน = ลูกผู้ชายเมื่อลั่นวาจาออกไปแล้วต้องรักษาสัจจะ

ไม่นานหลังเจิ้งเหว่ยจากไป เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งก็ส่งเสียงใบพัดหวีดหวิวอยู่เหนือศีรษะ ชายสองคนก้าวลงจากเฮลิคอปเตอร์ คนหนึ่งคือผู้กองหัวหน้าเขตปลอดภัย ส่วนอีกคนคือลัวหมิง แต่ตอนนี้เขาก็สวมเครื่องแบบเต็มยศ ประดับอินทรธนูบอกยศผู้กองเช่นเดียวกัน

“เด็กสองคนที่ควบคุมไฟและลมได้อยู่ไหน รีบพาพวกเราไปที่นั่น”

หลังจากทหารที่เฝ้ารักษาการณ์แสดงความเคารพแล้ว พวกเขาก็รีบพาผู้บังคับกองทั้งสองเข้าไปในเขตกักกัน

“อยู่ข้างหน้าครับ รถบรรทุกสินค้าคันนั้นคือรถของพวกเขา”

ทันทีที่ผู้กองลัวหมิงเห็นรถบรรทุกสินค้าคันนั้น ดวงตาของเขาก็สว่างไสวขึ้น ความคิดที่น่าเหลือเชื่อปรากฏขึ้นในสมอง แต่หลังจากคิดอย่างรอบคอบแล้ว เขาก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้

พอเดินเข้าไปใกล้รถบรรทุกสินค้า ลัวหมิงก็ถูกทหารขวางไว้ในขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปใกล้

“ผู้กองครับ รออยู่ที่นี่สักครู่ บริเวณนี้เป็นวงล้อมไฟที่พวกเขากางอาณาเขตไว้ มีกฎด้วยว่าห้ามไม่ให้ใครผ่านเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต”

“ถือดีมาจากไหนกัน” ผู้กองอีกคนถึงกับผงะ

แต่ก่อนที่ใครจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงลัวหลง เด็กหนุ่มที่สามารถควบคุมเปลวไฟได้ ตะโกนเสียงดังลั่นมาจากทางรถบรรทุก

“ลุง ทำไมถึงได้ใส่ชุดนี้ล่ะครับ?”

“ลัวหลง เป็นหลานจริง ๆ ด้วย!”

อารมณ์ของลัวหมิงตอนนี้เหมือนลอยขึ้นรถไฟเหาะ ทั้งตกใจและดีใจในเวลาเดียวกัน

จบบทที่ บทที่ 30 เอาของมาแลกเปลี่ยน

คัดลอกลิงก์แล้ว