เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 22 เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ

บทที่ 22 เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ

บทที่ 22 เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ


บทที่ 22

เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ

เช้าวันรุ่งขึ้น

สองพี่น้องตระกูลลัวตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย พร้อมกับความรู้สึกแปลก ๆ อย่างอธิบายไม่ถูก

โดยเฉพาะลัวหลง เมื่อไหร่ที่เขารู้สึกตื่นเต้น ร่างกายจะลุกเป็นไฟทันที ทำให้เสื้อผ้าหลายจุดถูกเผาในเวลาไม่ถึงชั่วโมง

“ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ไม่ก็เรียนรู้จากน้องสาวของนาย อย่าลืมว่านายติดไฟได้ทุกเมื่อ ต้องระวังอย่าให้มันไหม้เสื้อผ้า เพราะถ้ายังคุมไม่ได้ นายก็ไม่ต่างจากพวกล่อนจ้อน”

เฉินเทียนเซิงสอนปากเปียกปากแฉะ แต่ไม่ว่าจะสอนยังไง ลัวหลงก็ยังควบคุมไฟไม่ได้

แม้จะได้รับความสามารถเหนือมนุษย์มา แต่ลัวหลงยังเด็ก ไม่แปลกที่เขาจะควบคุมอารมณ์ตื่นเต้นไม่ได้

“สุดยอด อยากรู้จังว่าไฟจะแรงได้มากแค่ไหน?”

“ถ้าเมื่อก่อนเรามีพลังแบบนี้ ฉันจะไม่กลัววันสิ้นโลกเลย”

สองพี่น้องตระกูลลัวต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น

เฉินเทียนเซิงพูดขึ้นว่า “นี่คือวันสิ้นโลก จำเอาไว้ให้ดี อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้!”

เนื่องจากขี้เกียจสอนเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ เขาจึงเดินออกมาจากห้องนอนเพื่อสูดอากาศ ก่อนเหลือบไปเห็นหยางเซวี่ยยืนจ้องมาที่เขาด้วยแววตาที่ลุกโชน ราวกับต้องการพูดอะไรบางอย่าง

“ห้องฉันมันแคบนะ อย่าขวางทางน่า”

ก่อนที่เฉินเทียนเซิงจะเดินหลบไปด้านข้าง หยางเซวี่ยก็คุกเข่าลงแล้วพูดว่า

“ฉันก็อยากได้พลังแบบนั้นเหมือนกัน ได้โปรดรับฉันเป็นศิษย์ด้วยคนสิ ไม่ว่าคุณต้องการอะไรฉันจะทำให้!”

“ขอร้องจริง ๆ ล่ะ ฉันอยากแข็งแกร่งเหมือนกับคุณ เพื่อจะได้ใช้ชีวิตช่วยเหลือคนอื่นและไม่ถูกรังแกอีก”

แววตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่ก้มหน้าและพูดอยู่นั้น เธอก้มคำนับเขาจนหน้าผากโขกพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า

“ขอร้องจริง ๆ นะ ฉันรู้ว่าตัวเองไม่คู่ควร แต่ถ้าคุณทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นได้ สัญญาเลยว่าจะรับใช้คุณตลอดไป ให้เป็นทาสก็ยอม”

เฉินเทียนเซิงคาดไม่ถึงว่า สิ่งที่เขาทุ่มเทไปจะได้รับคืนมามากขนาดนี้

ขณะที่พวกเขาคุยกันอยู่ในห้องนั่งเล่น เสียงของเธอดังไปถึงในห้องนอน ทำให้สองพี่น้องตระกูลลัวพากันมาแอบฟังอย่างเงียบ ๆ

เฉินเทียนเซิงอยากช่วยเหลือเธออยู่แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา เนื่องจากเขาไม่มียาที่จะใช้เพิ่มความสามารถให้กับเทพีแห่งสงคราม เราควรทำยังไงดี?

“อาจารย์ หนูคิดว่าเราควรช่วยพี่สาวคนนี้ ดูสิพี่สาวน่าสงสารจะตาย”

หลังจากลัวเฟิงพูดจบ เฉินเทียนเซิงก็พลันนึกอะไรขึ้นมาได้

“ไม่ใช่เรื่องยากที่ผมจะทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นได้ แต่คุณยังอ่อนแอเกินไป ถ้าคุณสามารถผ่านบททดสอบของผมไปได้ เมื่อนั้นแหละผมถึงจะยอมรับ”

หยางเซวี่ยเลิกก้มหน้า ก่อนมองไปที่เฉินเทียนเซิงด้วยแววตามุ่งมั่น

“จะทดสอบอะไรล่ะ?”

ไม่ว่าจะเป็นบททดสอบแบบไหน เมื่อได้จังหวะดี ๆ และเวลาที่เหมาะสม เขาจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้ตามหาสัตว์กลายพันธุ์ประเภทความเร็ว แล้วฆ่ามันทิ้งพร้อมขุดเอาผลึกกลายพันธุ์กลับมา และนำมาแลกแพ็กของขวัญ เพื่อหายาที่เหมาะสมกับ หยางเซวี่ย

หลังจากนั้นเขาตอบกลับว่า

“ยังไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องนี้ เตรียมตัวให้พร้อม แล้วย้ายเสบียงในห้องขึ้นรถให้หมด ระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ อีกไม่นานทีมกู้ภัยคงเข้ามาถึงชุมชนในเร็ว ๆ นี้”

ทั้งสามเชื่อฟังเฉินเทียนเซิงอย่างไม่มีข้อกังขา เมื่อเขาออกคำสั่ง ทุกคนก็พร้อมทำตามทันที

สองพี่น้องลัวหลงและลัวเฟิง กระโดดลงมาจากหน้าต่าง คนหนึ่งยืนอยู่บนหลังคารถเพื่อรับเสบียง ส่วนอีกคนนำเสบียงมาเก็บไว้ในตู้ขนสินค้า ส่วนหยางเซวี่ยทำหน้าที่ส่งเสบียงทางหน้าต่าง ในขณะที่เฉินเทียนเซิงคอยทำหน้าที่รักษาความปลอดภัย และจัดการซอมบี้บางตัวที่เข้ามาใกล้

การขนเสบียงของทั้งสี่คนดึงดูดความสนใจของคนทั้งชุมชนไม่น้อย หลาย ๆ คนต่างนอนหมอบอยู่บนระเบียง แล้วคอยสังเกตพวกเขาอย่างเงียบ ๆ

แต่เฉินเทียนเซิงก็รับรู้ได้ว่า ตอนนี้พวกเขาถูกคนทั้งชุมชนแอบมองอยู่ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงเงียบกริบไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้เลย

ความจริงแล้วเฉินเทียนเซิงไม่รู้ว่าหลังจากที่ตัวเองขับรถออกไป มีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นในชุมชน และเหตุการณ์นี้เริ่มต้นเมื่อตอนบ่ายของเมื่อวาน

...

หลังจากเฉินเทียนเซิงออกจากชุมชนไป ผู้รอดชีวิตที่เหลือต่างกระวนกระวายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในตอนแรกพวกเขาแค่ตำหนิสวี่หว่านชิงเพื่อระบายความไม่พอใจ

หลังจากนั้นพวกเขาก็เริ่มพูดคุยกันโดยไม่ระวังเรื่องเสียงเลย พวกเขาคุยกันเสียงดัง บ้างก็ตะโกนข้ามตึก เพื่อพูดคุยหารือเกี่ยวกับวิธีการฆ่าซอมบี้ นอกจากจะไม่สนใจเรื่องระดับเสียงแล้ว พวกเขายังทำเหมือนกับซอมบี้เป็นเรื่องไม่จริงจัง

บางคนตั้งทีมลงไปชั้นล่างเพื่อเอาเสบียง ส่วนอาวุธที่มีก็หาตามห้องครัวของตัวเอง

ไม้นวดแป้ง มีดทำครัว ไม้ถูพื้น บางคนก็เอาเฉินเทียนเซิงเป็นแบบอย่าง โดยเตรียมฝาหม้อมาใช้ป้องกัน

แต่พวกเขาดันพลาดเรื่องการใช้เสียงอีกตามเคย ทุกครั้งที่เกิดเรื่องตรงทางเดินก็จะมีเสียงตะโกนตลอด

คงไม่ต้องพูดถึงคนส่วนน้อยที่กลับมาอย่างปลอดภัยพร้อมกับเสบียงจำนวนไม่มาก เพราะกว่า 20 ชีวิตที่รวมตัวกันลงไปชั้นล่าง มีเพียงไม่กี่ชีวิตที่รอดกลับมาได้

ไม่ว่าที่ไหนเมื่อมีคนกล้าก็ต้องมีคนขลาด

เว่ยเฉียงและคนอื่น ๆ ไม่กล้าออกไปเหมือนเคย ดังนั้นพวกเขาจึงอาศัยดักปล้นเอาตามทางเดิน เพราะพวกเขาไม่กล้าสู้กับซอมบี้ แต่กล้าฆ่าคนเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ

เสียงปืนนั้นดึงดูดซอมบี้ได้มากทีเดียว และมันคือสาเหตุหลักว่าทำไมชุมชนถึงถูกซอมบี้ยึดครองเมื่อวาน ตอนนี้ในชุมชนเหลือผู้รอดชีวิตไม่มาก และผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ยังเป็นคนแก่ ผู้หญิง เด็กเล็ก และพวกอันธพาลอีกไม่กี่คน

...

ในขณะที่เฉินเทียนเซิงและคนอื่นกำลังขนย้ายเสบียง

มีขบวนรถหุ้มเกราะ ติดลำโพงที่ส่งเสียงดัง จนได้ยินจากระยะไกล

“เราคือทีมกู้ภัย ใครก็ตามที่ได้ยินเสียงนี้ โปรดเตรียมตัวให้พร้อม อีกไม่นานทีมกู้ภัยจะเริ่มค้นหาและช่วยเหลือพวกคุณทุกคน ขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือและทำตามที่ทีมกู้ภัยบอก...”

หลังจากได้ฟังเสียงประกาศ ผู้รอดชีวิตทุกคนต่างมีความหวังผุดขึ้นมาในหัวใจ ก่อนย่อตัวลง เฝ้าดูขบวนรถหุ้มเกราะที่กำลังเคลื่อนเข้ามาในชุมชนจากระยะไกล

ซอมบี้หลายตัวถูกเสียงประกาศจากรถหุ้มเกราะดึงดูดเข้ามา แต่ก่อนที่ขบวนจะเข้ามาใกล้มากกว่านี้ เสียงปืนกลของรถหุ้มเกราะดังขึ้น พร้อมกับทีมกู้ภัยที่ติดอาวุธครบมือ ช่วยกันยิงซอมบี้ที่วิ่งกรูกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

เสียงปืนที่ดังกึกก้อง ทำให้เหล่าผู้รอดชีวิตต่างโห่ร้องด้วยความยินดี เพราะเสียงปืนในวันนี้ไม่ใช่เสียงปืนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดอย่างเมื่อวาน แต่เป็นเสียงปืนจากคนที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเขา

“รั้วของชาติอยู่นี่แล้ว พวกคุณคือความหวังของเรา!”

บางคนตื้นตันจนน้ำตาคลอ บางคนก็หลั่งน้ำตาด้วยความปีติ

มีเพียงเฉินเทียนเซิงเท่านั้นที่พึมพำอย่างเฉยเมย

“เปลืองกระสุนซะเปล่า ไม่ช้าก็เร็วพวกคุณจะต้องเสียใจ”

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วท้องถนน

ซอมบี้นับร้อยวิ่งกรูกันเข้ามาอย่างเบียดเสียดและถาโถมกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน

เฉินเทียนเซิงออกคำสั่งอย่างเร่งรีบ

“ขึ้นรถเร็ว รีบขึ้นรถเดี๋ยวนี้!”

นอกจากเฉินเทียนเซิง อีกสามคนต่างรู้สึกหมดแรง โดยเฉพาะหยางเซวี่ยที่เหนื่อยมากจนเหงื่อเปียกโชกไปทั้งตัว แต่เธอไม่กล้าขอพักเบรก เพราะคิดว่านี่คือบททดสอบของ              เฉินเทียนเซิง

ตอนนี้เสียงประกาศยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ขบวนรถหุ้มเกราะเองก็รุดหน้าอย่างทรงพลัง บดขยี้ฝูงซอมบี้และเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดรถเลยแม้แต่นาทีเดียว

ไม่นานขบวนรถหุ้มเกราะก็เคลื่อนไปทางอื่น เสียงปืนดังไกลออกไป ทำให้เฉินเทียนเซิงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย

“ทำไมรู้สึกแปลก ๆ แฮะ?”

ความจริงแล้วเขาไม่รู้ว่าขบวนรถหุ้มเกราะและเสียงประกาศนี้เป็นเพียงตัวล่อ และแผนการนี้เป็นแผนการช่วยเหลือที่ลัวหมิงเสนอกับทางกองกำลังเจียงเฉิงเมื่อคืนนี้

โดยแผนการนี้ ลัวหมิงได้รับแรงบันดาลใจมาจาก         เฉินเทียนเซิง

แต่เฉินเทียนเซิงไม่ได้ฉุกคิด อย่างน้อยแผนของลัวหมิงก็ช่วยเขาได้มาก ในขณะที่ขบวนรถหุ้มเกราะและเสียงประกาศยังคงดำเนินอยู่ ซอมบี้ที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอยและทางเดินก็ถูกล่อออกไปจนหมด ทำให้เฉินเทียนเซิงประหยัดทั้งแรงและเวลาในการขนย้ายเสบียง

หลังจากนั้น 20 นาที รถบรรทุกคันนี้อัดแน่นไปด้วยเสบียงมากมาย ก่อนที่เขาจะปิดตู้ขนส่งสินค้า

ทีมกู้ภัยของกองกำลังเจียงเฉิงก็เริ่มปฏิบัติการ

ทหารติดอาวุธหนัก 10 นายประจำการอยู่ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ แล่นเข้ามาในชุมชนอย่างรวดเร็ว ก่อนแยกย้ายไปตามอาคารต่าง ๆ ในเขตพัฒนาเพื่อทำการช่วยเหลือ

“เร็วๆๆ เร่งมือเร็วเข้า ถึงเวลาของเราแล้วที่จะต้องช่วยเหลือประชาชน วันนี้กองกำลังเจียงเฉิงจะไม่ทิ้งใครไว้เด็ดขาด อย่าพลาดแม้แต่คนเดียว จงพยายามอย่างเต็มที่ แล้วช่วยเหลือผู้รอดชีวิตทุกคน!”

ทันทีที่รถบรรทุกขนาดใหญ่จอด ทหารติดอาวุธหนักรีบกระโดดลงจากรถทีละคน ก่อนบุกเข้าไปในอาคารอย่างรวดเร็ว เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิต

“ช่างเป็นฉากที่คุ้นเคยอะไรอย่างนี้!”

เฉินเทียนเซิงเห็นฉากนี้ ก็อดบ่นพึมพำขึ้นมาไม่ได้

จบบทที่ บทที่ 22 เริ่มปฏิบัติการช่วยเหลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว