เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว

บทที่ 3 ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว

บทที่ 3 ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว


บทที่ 3

ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว

เจ้าของตึกหลิวเหล่ยโอบไหล่หม่าเชี่ยนเชี่ยนด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง

“อย่ากลัวไปเลย คนขี้ขลาดอย่างเขาไม่กล้าทำอะไรคุณหรอก!”

“พี่เหล่ย”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนมองหลิวเหล่ยด้วยสายตาเสน่หา

“คุณเคยบอกว่าจะรักฉันตลอดไปใช่ไหมคะ?”

หลิวเหล่ยเชยคางหม่าเชี่ยนเชี่ยนขึ้นมา โปรยอาหารสุนัขตัวต่อตัวแล้วพูดว่า

“ไม่ต้องห่วง ผมไม่เหมือนใครบางคน ผมเป็นชายชาตรี ส่วนเขาเป็นคนขี้ขลาด คุณคิดผิดจริง ๆ เลยที่หนีตามเขามา”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ พูดจาประชดประชัน

“งั้นเหรอคะ? ฉันเองก็เสียใจที่ตอนนั้นหน้ามืดตามัวไปได้ ทำไมฉันถึงยอมหนีตามคนไม่เอาไหนอย่างเขากันนะ”

“เหมือนมีความสามารถแต่ก็ไม่มี ถึงหาเงินได้แต่ก็น้อยนิด ได้แต่กล้ำกลืนความล้มเหลวของตัวเองทุกวัน คนแบบนี้ไม่น่ามีชีวิตรอดมาได้เลยนะ”

ขณะที่คนสองคนพูดคุยกัน ความอดทนของเฉินเทียนเซิงก็หมดลง

ถ้าไม่ใช่เพราะภัยพิบัติที่ใกล้เข้ามา เขาคงฆ่าสุนัขชายหญิงคู่นี้ไปแล้ว

แต่เมื่อคิดทบทวนดูดี ๆ คงไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ที่จะฆ่าพวกเขาสองคนในตอนนี้ นอกจากพวกเขาจะไม่ได้ประสบกับความน่าสะพรึงกลัวของวันสิ้นโลกแล้ว ยังกลายเป็นการช่วยพวกเขาล่วงหน้าซะอีก

“เชี่ยนเชี่ยน”

เฉินเทียนเซิงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา

“ระหว่างที่ผมกำลังเดินกลับบ้าน ผมคิดหัวแทบแตกว่าในอนาคตจะดูแลคุณยังไงดี เพื่อให้คุณได้สัมผัสกับความสุขในโลกที่สิ้นหวังใบนี้

“แต่พอเห็นพวกคุณสองคนทำเรื่องอย่างว่าแล้ว สิ่งที่ผมคิดไว้ช่างไร้สาระจริง ๆ ช่างเถอะ”

เขามองดูนาฬิกาแล้วพูดต่อ

“อีกสามชั่วโมงข้างหน้าคุณคงเข้าใจ แต่ตอนนี้ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณอีกต่อไปแล้ว ออกไปซะ!”

หลิวเหล่ยก้าวเท้าไปข้างหน้าด้วยท่าทางอวดดี

“นายรู้สถานภาพของตัวเองหรือเปล่า ที่นี่คือที่ของฉัน ถ้านายไม่อยากเห็นหน้าพวกฉัน นายนั่นแหละที่ต้องออกไป”

น้ำเสียงและคำพูดว่าเหี้ยมแล้ว เขายังใช้นิ้วจิ้มหน้าอกของเฉินเทียนเซิงอีก

“วันนี้พี่เหล่ยคนนี้จะสั่งสอนนายเอง ว่าการร่ำรวยและมีอำนาจมันดียังไง ฉันไม่ได้ทำให้แฟนนายนอกใจแค่อย่างเดียว  แต่ยังทำให้นายหนีหัวซุกหัวซุนออกไปได้ด้วย นี่ถึงจะเรียกว่าเหนือกว่า เฮ้ยๆๆ โอ๊ย...”

เฉินเทียนเซิงเริ่มหัวร้อนขึ้นมา เขาหักมืออีกฝ่ายแล้วบิดอย่างรุนแรง

“ฉันทำเป็นนิ่งเฉย แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่โมโห นายผิดเองนะที่ก้าวเท้าเข้ามา”

คนหนึ่งรุกคืบทีละก้าว อีกคนถอยกรูดทีละก้าว ออร่าของคนทั้งสองกลับกลายเป็นคนละขั้วกันโดยสิ้นเชิง

“ปล่อยฉันนะ ถ้าแกกล้าแตะต้องฉัน เชื่อไหม ฉันจะพาคนมาฆ่าแกซะ!”

เฉินเทียนเซิงมองด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะตอบกลับ

“งั้นนายก็ลองดูสิ!”

สิ้นคำพูด เสียงกร๊อบก็ดังลั่น

แขนของหลิวเหล่ยหลุดออกจากสะบักเรียบร้อย ด้วยน้ำมือของเขา

“อ๊าก...”

เสียงกรีดร้องเพราะความเจ็บปวดของหลิวเหล่ยดังไปทั่วห้อง

หม่าเชี่ยนเชี่ยนเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน เธอรู้จักบุคลิกของเฉินเทียนเซิงดี เขาเป็นคนซื่อบื้อ ถึงแม้คนอื่นจะชี้หน้าด่าทอเขายังไงก็ตาม เฉินเทียนเซิงก็ไม่กล้าตอบโต้

วันนี้เขาเอาความกล้ามาจากไหนถึงได้ทำร้ายคนอื่น

“เทียนเซิง ปล่อยมือเดี๋ยวนี้ คุณจะทำอะไรน่ะ?”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนรีบโผเข้าไปกอดคนรวยรุ่นสอง*อย่าง  หลิวเหล่ยไว้ เฉินเทียนเซิงกล้าดียังไงถึงทำร้ายบ่อเงินบ่อทองของเธอ

*คนรวยรุ่นสอง = เป็นคำเสียดสีพวกลูกคนรวยทั้งหลาย

เธอวิ่งไปข้างหน้าเพราะต้องการจะแยกพวกเขาออกจากกัน ก่อนที่เหตุการณ์วันสิ้นโลกจะเกิดขึ้น หม่าเชี่ยนเชี่ยนเอาแต่ใช้ให้เฉินเทียนเซิงรินชาและยกน้ำมาเสิร์ฟ แต่ทำไมวันนี้ทุกอย่างถึงกลับหัวกลับหางไปซะได้?

ทันใดนั้น มือข้างหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาคว้าคอเสื้อของ    หม่าเชี่ยนเชี่ยนไว้แน่น

สายตาของเฉินเทียนเซิงเย็นชา เสียงของเขาฟังดูเหมือนเสียงของปีศาจนรก

“อย่าบีบบังคับให้ผมต้องฆ่าพวกคุณทั้งสองคน กลัวว่าถึงตอนนั้นผมอาจควบคุมตัวเองไม่ได้!”

“ออกไป เดี๋ยวนี้!”

พอเขาออกแรงขว้างจนสุดแขน ร่างทั้งสองก็ถูกโยนออกจากประตูเป็นรายคน

“ปัง!”

ประตูห้องปิดลงอย่างแรง

“ไอ้คนไร้ประโยชน์ แกกล้าทำแบบนี้กับฉัน สักวันแกต้องไม่ตายดี!”

หม่าเชี่ยนเชี่ยนทั้งโกรธและอับอายมาก เอาแต่ทุบประตูห้องไม่หยุด

หลิวเหล่ยกุมแขนข้างที่หักของตัวเองพลางทำสีหน้าบิดเบี้ยว ปากก็พ่นคำสาปแช่งอย่างโหดเหี้ยม

“ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันจะฆ่าแกซะ ฉันต้องฆ่าแกให้ได้!”

หลังจากนั้นหม่าเชี่ยนเชี่ยนถึงได้รู้สึกตัว รีบเข้าไปช่วยประคองหลิวเหล่ย

“พี่เหล่ย ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ”

หลังเฉินเทียนเซิงปิดประตู เขาก็พยายามปรับจูนความคิด เหลือเวลาอีกแค่สามชั่วโมงก่อนที่เชื้อไวรัสจะระบาด แสดงว่าตอนนี้ยังมีเวลาเตรียมตัว

เขาเอาสก๊อตเทปในบ้านมาปิดช่องว่างระหว่างประตูและหน้าต่าง โดยเฉพาะหน้าต่างตรงระเบียง

จากนั้นก็ยกโต๊ะกับเก้าอี้ออก แล้วผนึกประตูห้องอีกชั้นหนึ่งโดยใช้ค้อนตอกตะปูลงไป

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น ภายในห้องก็มืดสนิท

18 นาฬิกา 50 นาที

ยังเหลือเวลาอีกสิบนาทีก่อนที่วันสิ้นโลกจะปะทุขึ้น

แสงสว่างหลากสีสันในยามค่ำคืนสว่างขึ้น การจราจรบนถนนคลาคล่ำไร้ที่สิ้นสุด

เมื่อรถแล่นเข้ามาในเขตชุมชน หลิวเหล่ยซึ่งสวมเฝือกปลาสเตอร์ที่แขนก็ก้าวลงจากรถอย่างโกรธเกรี้ยว โดยมี               หม่าเชี่ยนเชี่ยนคอยประกบไม่ห่าง

หลิวเหล่ยยืนอยู่ต่อหน้าชายหัวโล้นคนหนึ่งด้วยท่าทีนอบน้อม พยักหน้าแล้วโค้งคำนับ จากนั้นก็ชี้ไปที่หน้าต่างบานหนึ่งบนชั้นสาม

“เขาอยู่บนนั้น พี่เฉียง พี่ต้องช่วยผมล้างแค้นเขานะครับ!”

“ฮึ่ม กล้าดียังไงมารังแกน้องชายฉัน ฉันจะฆ่ามันซะ!”

ชายหัวล้านถ่มน้ำลายอย่างแรง ทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้น ก่อนจะโบกมือด้วยท่าทีชั่วร้าย

“ขึ้นไปลากตัวมันออกมาซะ ฉันจะหักขามันให้ดู!”

“ครับ!”

พวกนักเลงพุ่งตัวเข้าไปตามทางเดินของตัวอาคารทันที โดยถือไม้เบสบอลและท่อเหล็กชุบสังกะสีไว้ในมือ

เก้านาทีสุดท้าย

เฉินเทียนเซิงยืนอยู่ตรงหน้าต่างอย่างเงียบ ๆ รอคอยให้ถึงช่วงเวลาสุดท้ายของวันสิ้นโลก ทันทีที่เห็นว่าหลิวเหล่ยพาพรรคพวกมาแก้แค้น แววตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา

“ก่อนหน้านี้ฉันอุตส่าห์ไว้ชีวิตนาย คราวนี้รอดูซิว่าอีกเดี๋ยวนายจะตายยังไง!”

ภายในอาคารหลังใหม่มีโถงทางเดินแค่ทางเดียว คนมากกว่าสิบกรูกันขึ้นไปชั้นบนด้วยแรงฮึกเหิม พอพวกเขามาถึงหน้าประตูห้อง 301 ก็พากันกระแทกประตูจนเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งอาคาร

“เปิดประตู เรารู้ว่านายหลบอยู่ในนั้น รีบมาเปิดประตูซะ ไม่งั้นเราจะถีบประตูเข้าไป!”

“ปัง ปัง ปัง”

เฉินเทียนเซิงยังคงยืนอยู่ตรงหน้าต่างด้วยสีหน้าเฉยเมย มองลงไปข้างล่าง ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา ยังเหลืออีกแปดนาทีก่อนจะถึงวันสิ้นโลก

ถ้าเขามัวสนใจปลาสวะพวกนี้ แล้วเกิดติดเชื้อขึ้นมาจะทำยังไง คุ้มค่ากับการสูญเสียหรือเปล่า?

ขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงไซเรนที่ดังขึ้นจากระยะไกลก็เคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะเคลื่อนมาหยุดอยู่ตรงชั้นล่างหน้าเขตชุมชน

หลิวเหล่ยกับชายหัวล้านเฉียงที่เคยหยิ่งผยอง เมื่อรถตำรวจขับมาจอดใกล้ ๆ พวกเขากลับทำท่าทางเหมือนหนูเห็นแมว ร่างกายลีบเล็กลงทันที

“เว่ยเฉียง นายมาทำอะไรที่นี่?”

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดประตู ก้าวลงจากรถ ถามคำถามนี้เป็นอันดับแรก

เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ในทีมต่างก็ก้าวลงจากรถทีละคน มีมากกว่าสิบคนที่สวมชุดเกราะพร้อมอาวุธครบมือ

ชายหัวล้านเฉียงทำท่าทางพินอบพิเทาทันที พยักหน้าพร้อมตอบกลับ

“ผู้กองหวังนั่นเอง ลมอะไรหอบพวกคุณมาที่เขตพัฒนาเหรอครับ?”

“ผมคุ้นเคยกับพื้นที่นี้ดี คงไม่ต้องรอให้นายเชิญหรอกมั้งถึงจะมาได้”

ผู้กองหวังไม่สนใจ จากนั้นก็พูดต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ

“ผมมาที่นี่เพื่อตามหาคน อาคารนี้มีคนชื่อเฉินเทียนเซิง อาศัยอยู่ในห้อง 301 ไหม?”

ทันทีที่ได้ยินชื่อเฉินเทียนเซิง หลิวเหล่ยที่กำลังยิ้มแหะ ๆ ก็เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว รีบหาทางพลิกสถานการณ์จากถูกเป็นผิด

“คุณอาตำรวจ ผมรู้ครับ ผมเป็นเจ้าของห้องเช่า 301 ผู้เช่าของผมคือเฉินเทียนเซิง วันนี้ผมขึ้นไปชั้นบนเพื่อเรียกเก็บค่าเช่า นอกจากเขาจะไม่ยอมจ่ายให้แล้วยังหักแขนผมด้วย ดูหลักฐานการบาดเจ็บของผมสิ...”

หลิวเหล่ยคิดกลอุบายคนร้ายเป็นฝ่ายฟ้องผิดก่อน เพราะกลัวว่าในภายหลังเขาอาจไม่สามารถอธิบายต้นสายปลายเหตุได้อย่างชัดเจน

สีหน้าผู้กองหวังเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อ พูดเสียงขรึม

“ตอนนี้เขายังอยู่ในห้อง 301 ใช่ไหม?”

“ใช่ๆๆ เขาถูกพรรคพวกของเราปิดกั้นทางเข้าออกอยู่ เดี๋ยวผมจะบอกทางให้คุณเอง”

หลิวเหล่ยมีทักษะเป็นเลิศด้านการสังเกตคำพูดและ     การแสดงออก พอเห็นว่าปฏิกิริยาผู้กองหวังดูเหมือนจะไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา หลิวเหล่ยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที

ผู้กองหวังซะอีกที่ทำท่าเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม รีบหันกลับมาและตะโกน

“รีบโทรแจ้งสำนักงานใหญ่ ให้ส่งกองกำลังมาสนับสนุนทันที คนร้ายคนนี้มีนิสัยดุร้ายมาก ทุกคนควรระวังตัวให้ดี!”

ในขณะนั้นเอง ท้องฟ้ายามค่ำคืนกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน

เฉินเทียนเซิงที่อยู่ภายในห้องมองดูกลุ่มเมฆดำทะมึนมืดครึ้ม หัวใจของเขาจมดิ่งลง

“มาแล้ว!”

“นับถอยหลังสู่วันสิ้นโลก 3… 2… 1!”

“ขอต้อนรับสู่วันสิ้นโลก ระบบเปิดแล้ว!”

ขณะที่เฉินเทียนเซิงกำลังจะสวมหน้ากากป้องกันแก๊สพิษ จู่ ๆ เขาก็สะดุ้งสุดตัว ประหลาดใจระคนตื่นเต้น

“ที่แท้เสียงนับถอยหลังก็มาจากระบบเองเหรอ!”

จบบทที่ บทที่ 3 ระบบวันสิ้นโลกเปิดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว