- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 370 - ปะทะเผ่าตะวัน
บทที่ 370 - ปะทะเผ่าตะวัน
บทที่ 370 - ปะทะเผ่าตะวัน
บทที่ 370 - ปะทะเผ่าตะวัน
บรรยากาศของเผ่าตะวันในวันนี้ดูเคร่งเครียดผิดปกติ
สำหรับเผ่าพันธุ์โบราณอันยิ่งใหญ่ที่เป็นตัวตนระดับสุดยอดแห่งเขตแดนวิญญาณแล้ว เว้นเสียแต่จะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาตที่หมายเอาชีวิต
มิเช่นนั้นพวกเขาก็แทบจะไม่มีทางจัดเตรียมกองกำลังตั้งรับเต็มอัตราศึกเช่นนี้เลย
ทว่าตอนนี้เผ่าตะวันกลับไม่ได้กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ใดๆ
แต่ภายในเผ่ากลับยังคงมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา
นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเผ่าตะวัน ฉินเซียวก็ตระหนักถึงความผิดปกตินี้ได้ในทันที
"ดูเหมือนว่าเผ่าตะวันของพวกเจ้าจะมองข้าเป็นศัตรูเสียแล้วล่ะมั้ง"
"พวกข้าแค่ไม่กี่คนล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของเผ่าตะวัน แต่พวกเจ้ากลับส่งยอดฝีมือมาดักซุ่มอยู่ตั้งมากมาย"
"หรือว่าสิบมหาเผ่าพันธุ์จะหวาดกลัวพวกข้าแค่ไม่กี่คนนี้กันล่ะ?"
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปยังสถานที่ปิดด่านกักตนของหยางติ่งเทียน ฉินเซียวก็เอ่ยหยอกล้อขึ้นมา
อย่างที่เขาพูดไปนั่นแหละ การมาเยือนในครั้งนี้เขาพามาแค่เฟิงเสียน เสี่ยวไป๋ เฟิ่งเหมียน เต้าเสวียน และไห่ปัวตง รวมเป็นห้าคนเท่านั้น
ส่วนเมดูซ่ากับลู่เสวี่ยฉีคอยเตรียมพร้อมรับมืออยู่รอบนอก
กลุ่มคนเพียงห้าคนกลับทำให้เผ่าตะวันที่มีกองกำลังนับล้านคนต้องหวาดระแวงถึงเพียงนี้
ฉินเซียวเองก็แอบขำอยู่ลึกๆ
หยางข่ายชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะปั้นหน้ายิ้มเสแสร้งแล้วเอ่ยตอบ "คุณชายท่านนี้ก็พูดล้อเล่นเกินไปแล้ว"
"เผ่าตะวันของพวกเราในฐานะหนึ่งในสิบมหาเผ่าพันธุ์ ย่อมต้องมีการคุ้มกันอย่างเข้มงวดเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว"
"ไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดเลยสักนิด"
ฉินเซียวเผยรอยยิ้มบางๆ โดยไม่คิดจะฉีกหน้าอีกฝ่าย
วันนี้ตั้งใจจะมาแบบใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง ในเมื่อยังไม่ได้เจอหยางติ่งเทียน ก็ไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับพวกลูกกระจ๊อกพวกนี้หรอก
ต่อให้หยางข่ายจะเป็นถึงขั้นเซียนปฐพีช่วงต้น แต่ในสายตาของฉินเซียวก็ไม่ต่างอะไรกับพวกลูกกระจ๊อกอยู่ดี
ราวครึ่งเค่อต่อมา ภายใต้การนำทางของหยางข่าย กลุ่มของฉินเซียวก็เดินทางมาถึงหน้าผาที่หยางติ่งเทียนใช้ปิดด่านกักตน
ห่างออกไปไม่ไกลนักมียอดฝีมือแห่งเผ่าตะวันสี่คนกำลังรอคอยการมาเยือนของฉินเซียวอยู่
ผู้ที่ยืนนำหน้าสุดก็คือหยางซั่วผู้นำเผ่าตะวันนั่นเอง
เบื้องหลังของเขาคือหยางหมิงผู้อาวุโสใหญ่แห่งเผ่าตะวันและผู้อาวุโสระดับสูงขั้นเซียนปฐพีช่วงปลายอีกสองคน
หากไม่นับรวมหยางติ่งเทียนแล้ว ยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีสิบสองคนของเผ่าตะวัน สี่คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมดแล้ว
ส่วนอีกแปดคนที่เหลือก็กำลังซุ่มซ่อนตัวอยู่บนหน้าผาที่ไม่สะดุดตาแห่งนี้เช่นกัน
"ท่านผู้นำ ผู้อาวุโสเฟิงเสียนเดินทางมาถึงแล้วขอรับ!"
หยางข่ายก้าวเดินเข้าไปหาหยางซั่วพร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม
หยางซั่วโบกมือไล่ให้หยางข่ายถอยออกไปก่อน
จากนั้นสายตาของเขาก็มองตรงไปยังเฟิงเสียนพร้อมกับฝืนยิ้มออกมา "สหายเฟิงเสียน ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว"
ในฐานะยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์เหมือนกัน เฟิงเสียนจึงมีสถานะทัดเทียมกับเขา
มารยาทที่พึงมีก็ไม่อาจละเลยได้
เฟิงเสียนพยักหน้าตอบรับโดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
แต่เขากลับหันสายตาไปมองฉินเซียวที่อยู่ด้านข้างแทน
ในเมื่อผู้นำอยู่ที่นี่ เขาที่เป็นเพียงลูกน้องก็ไม่มีสิทธิ์จะเสนอหน้าพูดอะไร
การกระทำนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ยอดฝีมือทั้งสี่แห่งเผ่าตะวันเป็นอย่างยิ่ง
พวกเขาย่อมมองออกว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ติดตามเฟิงเสียนมาในวันนี้ล้วนมีระดับการบ่มเพาะพลังที่ไม่ธรรมดากันทั้งสิ้น
แต่คิดไม่ถึงเลยว่ายอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์ผู้สง่างามจะยอมก้มหัวให้ชายหนุ่มที่มีการบ่มเพาะพลังอ่อนด้อยที่สุดในกลุ่ม
"ท่านนี้คือ..."
หยางซั่วพิจารณาฉินเซียวอย่างละเอียด
ท้ายที่สุดเขาก็ทนเก็บความสงสัยเอาไว้ไม่ไหวจนต้องเอ่ยถามออกมา
ครั้งนี้เฟิงเสียนไม่ได้เป็นคนตอบ แต่เป็นฉินเซียวที่ก้าวเดินออกไปข้างหน้าด้วยตัวเอง
"สวัสดีท่านผู้นำหยางซั่ว ข้าน้อยคือผู้นำเผ่าฉิน นามว่าฉินเซียว"
"และเป็นผู้ที่นัดหมายขอเข้าพบท่านบรรพชนแห่งเผ่าตะวันในวันนี้!"
อะไรกัน?
เหล่าผู้อาวุโสแห่งเผ่าตะวันต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
แม้จะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำกล่าวของฉินเซียว พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึงอยู่ดี
ยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีถึงห้าคน กลับมาจากเผ่าฉินที่พวกเขาไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาก่อนเลยงั้นหรือ
การมีรากฐานความแข็งแกร่งระดับนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็นถึงขุมกำลังระดับสิบมหาเผ่าพันธุ์แล้ว
เขตแดนวิญญาณมีเผ่าพันธุ์เช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนตกตะลึงมากที่สุดก็คือ ผู้นำของเผ่าฉินกลับยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุน้อยเท่านั้น
หยางซั่วยืนอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะได้สติกลับคืนมา
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "นึกไม่ถึงเลยว่าผู้อยู่เบื้องหลังสหายเฟิงเสียนก็คือท่านนี่เอง"
"ช่างเป็นวีรบุรุษวัยเยาว์เสียจริง!"
"หยางซั่วขอคารวะ!"
ฉินเซียวพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจนักก่อนจะหันไปมองกระท่อมหลังเล็กที่อยู่เบื้องหลังคนเหล่านั้น
"ท่านผู้นำหยางซั่ว พวกเราเลิกพูดจาไร้สาระกันเถอะ!"
"ในเมื่อพวกข้าเดินทางมาถึงแล้ว ก็ช่วยพาพวกข้าไปพบท่านบรรพชนของพวกเจ้าทีสิ!"
"เรื่องราวในวันนี้ มีเพียงเขาเท่านั้นที่จะเจรจากับข้าได้"
หยางซั่วหรี่ตาลงเล็กน้อย
แม้ระดับการบ่มเพาะพลังของเขาจะสู้ท่านบรรพชนหยางติ่งเทียนไม่ได้ แต่ในฐานะผู้นำเผ่าตะวัน เขาก็ถือเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งเช่นกัน
แม้เขาจะไม่สามารถตัดสินใจเรื่องราวทั้งหมดของเผ่าตะวันได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเขาก็เป็นคนชี้ขาด
คำพูดของฉินเซียวทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกหยามเกียรติ
อีกทั้งการที่เขามาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ก็เพื่อต้องการหยั่งเชิงกลุ่มของเฟิงเสียนด้วย
หยางซั่วปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้นก่อนจะเอ่ย "ท่านผู้นำฉินเซียว ตอนนี้ท่านบรรพชนกำลังปิดด่านกักตนอยู่และไม่สะดวกรับแขก"
"อีกอย่างท่านบรรพชนก็มีสถานะสูงส่ง ไม่ใช่ว่าใครหน้าไหนอยากจะพบก็พบได้หรอกนะ"
"เพราะฉะนั้น..."
ทว่ายังไม่ทันที่หยางซั่วจะกล่าวจบ ฉินเซียวก็พูดแทรกขึ้นมาทันที "ท่านผู้นำหยางซั่ว ไม่ต้องพูดให้มากความหรอก!"
"ความหมายของท่านก็คือ หากอยากจะพบท่านบรรพชนของพวกเจ้าก็ต้องแสดงความแข็งแกร่งให้ประจักษ์ก่อนใช่ไหมล่ะ!"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็เลือกยอดฝีมือเผ่าฉินที่อยู่ด้านหลังข้ามาสักคนสิ!"
ฉินเซียวรู้ดีว่าสำหรับเผ่าพันธุ์ใหญ่อย่างเผ่าตะวัน หากไม่ใช้ความแข็งแกร่งเข้าข่ม พวกเขาก็จะไม่มีวันยอมศิโรราบอย่างแน่นอน
ในเมื่ออีกฝ่ายอยากจะเห็นความแข็งแกร่งของเขา
เขาก็จะจัดให้ดูเป็นขวัญตา!
ถึงอย่างไรวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นการต่อสู้อยู่แล้ว
สู้เอาชนะยอดฝีมือระดับแนวหน้าของเผ่าตะวันพวกนี้ให้ได้ก่อน
แล้วค่อยไปสู้กับหยางติ่งเทียนอีกรอบ
บางทีพวกเขาอาจจะตระหนักถึงช่องว่างของความแข็งแกร่งระหว่างทั้งสองฝ่ายได้
ผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
ความจริงข้อนี้เผ่าตะวันย่อมต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้
"หึ ดูเหมือนว่าคุณชายฉินจะมั่นใจในตัวเองมากเลยนะ!"
หยางซั่วเผยสีหน้าไม่พอใจออกมา "ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกข้าก็ขอเปิดหูเปิดตาหน่อยก็แล้วกัน!"
"ท่านผู้อาวุโสทั้งสาม ใครจะอาสาเป็นคู่มือให้แก่สหายจากเผ่าฉินบ้าง!"
สิ้นเสียงของหยางซั่ว ชายชราที่มีสีหน้าดุดันคนหนึ่งก็ก้าวเดินออกมาข้างหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังกังวาน "ท่านผู้นำ ข้าจัดการเอง!"
หยางอู่ ผู้อาวุโสคุมกฎแห่งเผ่าตะวัน
มีระดับการบ่มเพาะพลังขั้นเซียนปฐพีช่วงปลาย
เขามีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความน่าเกรงขามภายในเผ่าตะวันมาโดยตลอด
บารมีของเขาในหมู่คนรุ่นเยาว์นั้นอาจจะยิ่งใหญ่กว่าท่านผู้นำหยางซั่วเสียด้วยซ้ำ
หยางซั่วพยักหน้ารับ "เช่นนั้นก็รบกวนผู้อาวุโสหยางอู่ด้วย!"
เขาเชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของหยางอู่เป็นอย่างมาก
หากไม่นับรวมตัวเขาและผู้อาวุโสใหญ่แล้ว หยางอู่ก็ถือเป็นยอดฝีมืออันดับสามของเผ่าตะวันเลยทีเดียว
ตูม!
สิ้นเสียงของหยางซั่ว กลิ่นอายพลังเวทอันร้อนระอุก็ปะทุขึ้นมาจากร่างของหยางอู่
เส้นผมของเขาปลิวไสวไปตามแรงลม
"หยางอู่แห่งเผ่าตะวัน ไม่ทราบว่าผู้ใดจะมาเป็นคู่มือให้ข้า!"
เมื่อทอดมองไปยังหยางอู่ที่แผ่รังสีอำมหิตออกมา รอยยิ้มเย้ยหยันก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของฉินเซียว
"นักพรตเต้าเสวียน รบกวนท่านช่วยชี้แนะผู้อาวุโสแห่งเผ่าตะวันหน่อยก็แล้วกัน!"
ในบรรดาห้าคนที่ฉินเซียวพามาในวันนี้ เต้าเสวียนถือเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งอ่อนด้อยที่สุด
แต่เขาก็ยังเป็นถึงยอดฝีมือขั้นเซียนปฐพีขั้นสมบูรณ์อยู่ดี
การจะบดขยี้หยางอู่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
"รับทราบ!"
เต้าเสวียนพยักหน้ารับคำ
กระบี่โบราณจูเซียนที่สะพายอยู่ด้านหลังถูกชักออกจากฝัก
ปราณแห่งความถูกต้องอันยิ่งใหญ่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาเพื่อปะทะกับกลิ่นอายของหยางอู่อย่างสูสี
ผู้บำเพ็ญเพียรของทั้งสองฝ่ายต่างก็ถอยร่นออกไป
เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองได้ต่อสู้กันกลางอากาศ
ทุกคนต่างจ้องมองการต่อสู้ที่กำลังจะปะทุขึ้นเบื้องล่าง
ไม่ว่าจะเป็นฉินเซียวหรือหยางซั่วต่างก็มีความมั่นใจในตัวผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองเป็นอย่างมาก
ทว่าท้ายที่สุดหยางซั่วก็ประเมินความสามารถของหยางอู่สูงเกินไปและประเมินเต้าเสวียนต่ำเกินไป
"สหายนักพรต ระวังตัวด้วย!"
หยางอู่ตวาดกร้าว ร่างของเขาแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีแดงฉานพุ่งทะยานเข้าหาเต้าเสวียน
เต้าเสวียนยังคงสงบนิ่ง เขาตวัดกระบี่โบราณจูเซียนในมือเบาๆ ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งทะยานเข้าฟาดฟันหยางอู่ประดุจสายฟ้าแลบ
เมื่อลำแสงสีแดงฉานและปราณกระบี่พุ่งเข้าปะทะกัน แสงสว่างเจิดจ้าก็ปะทุขึ้นมาในชั่วพริบตา
[จบแล้ว]