- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 280 - ขู่จนอยู่หมัด บุกแดนลับ
บทที่ 280 - ขู่จนอยู่หมัด บุกแดนลับ
บทที่ 280 - ขู่จนอยู่หมัด บุกแดนลับ
บทที่ 280 - ขู่จนอยู่หมัด บุกแดนลับ
เมื่อมองดูฉางอิ้นที่รูปงามหล่อเหลาอยู่ตรงหน้า ฉินเซียวก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ดูรูปลักษณ์และบุคลิกนี่สิ
มิน่าล่ะถึงถูกเรียกว่าเป็นฝ่ายธรรมะที่ดูร้ายกาจ
ต่อไปถ้าบอกว่าเผ่าฉินเป็นเผ่าพันธุ์ที่ผดุงความยุติธรรมที่สุด ย่อมไม่มีใครกล้าตั้งข้อสงสัยอย่างแน่นอน
"ฉางอิ้น ลุกขึ้นเถอะ!"
"พอดีเลย ข้ากำลังจะไปแย่งชิงมรดกสืบทอดของเผ่ามารคราม ระดับพลังของเจ้าก็เหมาะสมพอดี"
"พวกเราไปกันเถอะ!"
ฉินเซียวเดินก้าวเข้าไปพยุงฉางอิ้นให้ลุกขึ้น
หนานกงชิงหว่านเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เจ้าไม่ใช่คนของทวีปเซิ่งหลิงหรอกหรือ"
"ทำไมพอมาถึงเขตแดนวิญญาณเป็นครั้งแรก จู่ๆ ถึงมีลูกน้องโผล่มาอยู่ข้างกายได้ล่ะ"
"วิธีการแบบนี้... ดูคุ้นๆ อยู่นะ!"
นางยังจำได้เลือนราง
ตอนที่ได้พบกับฉินเซียวเป็นครั้งแรก ลูกผู้ดีเสเพลที่เลื่องชื่อไปทั่วทั้งทวีปเซิ่งหลิงคนนี้
จู่ๆ ข้างกายก็มีขุนพลผู้ดุดันอย่างลิโป้โผล่พรวดออกมา
แผลงฤทธิ์อำนาจอย่างยิ่งใหญ่ในแคว้นปิงโจว
และนั่นก็ถือเป็นการเปิดฉากเส้นทางการรวบรวมทวีปเซิ่งหลิงให้เป็นหนึ่งเดียว
ให้ตายเถอะ
นี่พอมาถึงเขตแดนวิญญาณ เขาก็จะใช้วิธีนี้อีกแล้วงั้นหรือ
ฉินเซียวหัวเราะหึๆ พลางเอ่ย "เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า ตอนนี้ข้าคือองค์หญิงน้อยแห่งเผ่าปิงหลิงซึ่งเป็นหนึ่งในสิบมหาเผ่าพันธุ์แห่งเขตแดนวิญญาณเชียวนะ การจะส่งลูกน้องยอดฝีมือมาคุ้มกันข้าล่วงหน้าสักสองสามคน มันก็ดูสมเหตุสมผลดีไม่ใช่หรือ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานกงชิงหว่านก็ตวัดค้อนใส่เขาไปวงหนึ่ง
ข้าเชื่อเจ้าก็บ้าแล้ว
ทว่าเมื่อฉินเซียวไม่อธิบายเพิ่มเติม นางก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ
เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญเลยสักนิด
ทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังแดนลับของเผ่ามารครามด้วยกัน
……
ลึกลงไปในป่ามรณะ บริเวณหน้าผาผีคร่ำครวญ
พื้นที่ที่ปกติแทบจะไร้ร่องรอยของผู้คนแห่งนี้ ช่วงหลายวันที่ผ่านมากลับคึกคักเป็นพิเศษ
สามเผ่าพันธุ์ใหญ่ที่ปกครองป่ามรณะและพื้นที่โดยรอบรัศมีนับหมื่นลี้
ได้แก่ เผ่าพ่อมด เผ่าขุนเขา และเผ่าเงาวายุ
ช่วงนี้ได้ส่งยอดฝีมือจำนวนมากมายังสถานที่แห่งนี้
ในบรรดานั้นแต่ละเผ่าพันธุ์ยังได้ส่งยอดฝีมือระดับแบ่งวิญญาณมาเผ่าละหนึ่งคนด้วย
นอกเหนือจากสามเผ่าพันธุ์นี้แล้ว ก็ยังมีเผ่าพันธุ์น้อยใหญ่อีกสิบกว่าเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในป่ามรณะ
เป้าหมายของพวกเขาล้วนเป็นมรดกสืบทอดของเผ่ามารครามทั้งสิ้น
"อวี้หลัวช่า ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้เจ้าจะนำคนมาด้วยตัวเอง!"
"ดูท่าเผ่าเงาวายุของพวกเจ้าจะให้ความสำคัญกับมรดกสืบทอดครั้งนี้มากเลยสินะ!"
ภายในป่าลึกหน้าผาผีคร่ำครวญ อู๋นู่ยอดฝีมือระดับแบ่งวิญญาณของเผ่าพ่อมดแค่นเสียงหัวเราะเย็นเยียบ
ฝั่งตรงข้ามของเขาคือสตรีวัยกลางคนผู้มีรูปร่างหน้าตางดงามไม่เบา
อวี้หลัวช่าแห่งเผ่าเงาวายุ นางเองก็เป็นยอดฝีมือระดับแบ่งวิญญาณเช่นกัน
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือประตูทางเข้าสุสานโบราณใต้ดินขนาดมหึมา
เมื่อไม่กี่วันก่อน จู่ๆ ประตูบานนี้ก็ผุดขึ้นมาจากใต้ดิน
และตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่
ซ้ำยังแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
ดึงดูดให้ยอดฝีมือมากมายพากันมารวมตัว
ประตูบานนี้ก็คือทางเข้าพระราชวังใต้ดินของเผ่ามารครามนั่นเอง
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋นู่ อวี้หลัวช่าก็ส่งยิ้มบางๆ "ศิษย์พี่อู๋นู่ล้อเล่นแล้ว เผ่าเงาวายุของพวกเรามีกำลังคนน้อยนิด จะกล้าไปแข่งขันกับเผ่าพ่อมดและเผ่าขุนเขาได้อย่างไรกัน"
"ข้าก็แค่พารุ่นเยาว์มาเปิดหูเปิดตาก็เท่านั้นเอง"
ระหว่างที่พูด สายตาของนางก็ปรายมองไปยังขุยหลงที่เอาแต่เงียบขรึมอยู่ด้านข้าง
สามเผ่าพันธุ์ใหญ่แห่งป่ามรณะ เผ่าขุนเขามีความแข็งแกร่งที่สุด รองลงมาคือเผ่าพ่อมด ส่วนเผ่าเงาวายุนั้นอ่อนแอที่สุด
แต่นี่เป็นเพียงแค่พลังอำนาจในเบื้องหน้าเท่านั้น
หากต้องต่อสู้กันจริงๆ ใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่
ทั้งสามเผ่าพันธุ์ต่างก็มีความถนัดเป็นของตัวเอง
เผ่าพ่อมดนั้นเจ้าเล่ห์และชั่วร้าย เผ่าเงาวายุชอบเก็บตัวเงียบ
ส่วนเผ่าขุนเขามักจะเงียบขรึม ทว่าส่วนใหญ่ล้วนมีนิสัยดุดันหยาบกระด้างและบ้าบิ่น
ขุยหลงไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงกับทั้งสองคน เขาเพียงแค่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พวกท่านทั้งสอง เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว ในเมื่อแดนลับของเผ่ามารครามเปิดออกแล้ว อัจฉริยะของแต่ละเผ่าก็มากันครบแล้ว ก็ปล่อยให้พวกเขาก้าวเข้าไปเถอะ!"
ครั้งนี้สามเผ่าพันธุ์ใหญ่ต่างก็ส่งอัจฉริยะของตนเองเข้าไปในแดนลับเผ่าละสิบกว่าคน
ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้ขัดขวางเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในป่าที่ต้องการส่งอัจฉริยะเข้าไป
แดนลับของเผ่าพันธุ์ใหญ่ในยุคโบราณเช่นนี้ มักจะเต็มไปด้วยอันตรายอยู่เสมอ
ยิ่งมีคนเข้าไปมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงได้มากเท่านั้น
หากให้แค่อัจฉริยะของสามเผ่าพันธุ์ใหญ่เข้าไป จะมีชีวิตรอดกลับมาได้สักกี่คนก็ยังไม่รู้เลย
ดังนั้นพวกเขาจึงยินยอมให้อัจฉริยะจากเผ่าพันธุ์เล็กๆ เข้าไปด้วย
ให้พวกนั้นรับบทเป็นตัวตายตัวแทนไปเลย
อีกอย่าง เผ่าพันธุ์เล็กๆ เหล่านี้ก็ล้วนแต่พึ่งพาใบบุญของสามเผ่าพันธุ์ใหญ่ทั้งสิ้น
สามเผ่าพันธุ์ใหญ่กินเนื้อ จะไม่ยอมให้ลูกน้องซดน้ำแกงบ้างเลยก็คงไม่ได้
ไม่อย่างนั้นต่อไปจะสั่งให้พวกเขาส่งเครื่องบรรณาการมาให้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ความแข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์พึ่งพาเหล่านี้ก็มีจำกัด
ต่อให้อัจฉริยะของพวกเขาได้เข้าไปในแดนลับ ก็ยากที่จะแข่งขันกับอัจฉริยะของสามเผ่าพันธุ์ใหญ่ได้
ดังนั้นหลังจากสามเผ่าพันธุ์ตกลงกันเป็นเอกฉันท์
เผ่าพันธุ์เล็กๆ ที่พึ่งพาสามเผ่าพันธุ์ใหญ่ จึงสามารถส่งอัจฉริยะเข้าไปในแดนลับได้เผ่าละสามถึงห้าคน
อู๋นู่และอวี้หลัวช่าสบตากัน
จากนั้นทั้งสองคนก็พยักหน้ารับ
"ทุกท่าน พวกเจ้าจง..."
อู๋นู่เพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะออกคำสั่ง ให้อัจฉริยะจากทุกเผ่าพันธุ์ที่กำลังฮึกเหิมก้าวเข้าไปในแดนลับ
จู่ๆ ก็มีเงาร่างสามสายร่อนลงมาจากฟากฟ้า
วินาทีต่อมา กลุ่มของฉินเซียวทั้งสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นในสายตาของทุกคน
"เดี๋ยวก่อน ไม่ทราบว่าพวกเราจะมีโชคได้เข้าไปในแดนลับแห่งนี้ด้วยหรือไม่"
ท่ามกลางสายตาอันตื่นตะลึงของฝูงชน ฉินเซียวที่เพิ่งร่อนลงพื้นก็เอ่ยปากขึ้นช้าๆ
"พวกนี้เป็นใครกัน"
"ไม่รู้สิ กลิ่นอายดูแปลกหน้ามากเลย"
"หรือว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์จากนอกเขตแดน"
"ยังไงซะข้าก็ไม่เคยเห็นหน้าพวกเขามาก่อนเลย"
เมื่อเห็นกลุ่มของฉินเซียวทั้งสามคนร่อนลงมาอยู่กลางวงล้อม
ผู้บำเพ็ญเพียรจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ ในที่นั้นก็เริ่มซุบซิบนินทากัน
อู๋นู่หรี่ตาลงพลางเอ่ยเสียงเย็น "พวกเจ้าเป็นใครกัน"
วูบ!
ระหว่างที่พูด เขาก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่งพุ่งเป้าไปที่ฉินเซียว
ในเมื่อไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังของอีกฝ่าย
ก็ต้องลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
"หึ!"
ทว่าในจังหวะที่กลิ่นอายของเขากำลังจะปะทะเข้ากับร่างของฉินเซียวนั้นเอง หนานกงชิงหว่านก็แค่นเสียงเย็น
ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อเบาๆ
ตูม!
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวระดับแบ่งวิญญาณถูกปัดเป่าจนสลายหายไปในพริบตา
ฟุ่บ!
วินาทีต่อมา สีหน้าของอู๋นู่ อวี้หลัวช่า และขุยหลงก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
ยอดฝีมือระดับแบ่งวิญญาณ!!
ในอาณาเขตของป่ามรณะ มีเพียงสามเผ่าพันธุ์ใหญ่เท่านั้นที่มีผู้แข็งแกร่งระดับแบ่งวิญญาณ
แต่ตอนนี้จู่ๆ ก็มีโผล่มาอีกคน
เช่นนั้นก็แสดงว่าต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่มาจากนอกป่ามรณะอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้น ทั้งสามคนก็เริ่มอยู่ไม่สุขแล้ว
นอกป่ามรณะนั้นมีขุมกำลังระดับเพชรที่แข็งแกร่งแฝงตัวอยู่
แถมยังมีสิบราชวงศ์แห่งเผ่าพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถไปตอแยได้เลย
ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้มาใหม่ทั้งสามคนนี้ แท้จริงแล้วมาจากขุมกำลังไหนกันแน่
อวี้หลัวช่ากลอกตาไปมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินก้าวออกมาประสานมือคารวะ "สหายผู้นี้ ข้าน้อยคืออวี้หลัวช่า ผู้อาวุโสแห่งเผ่าเงาวายุ ไม่ทราบว่าพวกท่านมาจากที่ใดหรือ"
ระหว่างที่พูด สายตาของขุยหลงและอู๋นู่ก็จ้องเขม็งไปที่หนานกงชิงหว่าน
หนานกงชิงหว่านมีสีหน้าเรียบเฉย นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ข้ามีนามว่าหนานกงชิงหว่าน มาจากเผ่าฉิน"
"วันนี้ข้าติดตามคุณชายฉินเซียวบังเอิญเดินทางมาถึงป่ามรณะ แล้วพบว่ามีแดนลับปรากฏขึ้น!"
"ดังนั้นจึงแวะมาดูสักหน่อย"
"ตอนนี้คุณชายของพวกเราอยากจะเข้าไปสำรวจแดนลับแห่งนี้"
"พวกท่านคงไม่ขัดข้องใช่หรือไม่"
เผ่าฉินงั้นหรือ
ชื่อนี้ทำเอาอวี้หลัวช่าและพรรคพวกถึงกับมึนงง
ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย
ทว่าในเขตแดนวิญญาณนั้นมีเผ่าพันธุ์อยู่นับหมื่นเผ่าพันธุ์
แถมยังมีเผ่าพันธุ์เร้นกายที่แข็งแกร่งซุกซ่อนอยู่อีกไม่น้อย
แม้อาจจะไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่ากับสิบราชวงศ์แห่งเผ่าพันธุ์
แต่หลายเผ่าพันธุ์ก็มีระดับความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเผ่าพันธุ์ระดับเพชรเลยทีเดียว
ชายหนุ่มที่ชื่อฉินเซียวคนนี้ ถึงกับมียอดฝีมือระดับแบ่งวิญญาณคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย
อวี้หลัวช่าและพรรคพวกจึงเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาตามสัญชาตญาณ
เผลอๆ อาจจะเป็นนายน้อยจากเผ่าพันธุ์เร้นกายที่ไหนสักแห่งออกมาหาประสบการณ์ก็เป็นได้
อย่าไปหาเรื่องจะดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวี้หลัวช่าก็แสร้งทำเป็นใจดีแล้วยิ้มตอบ "ในเมื่อคุณชายอยากจะเข้าไปในแดนลับ พวกเราในฐานะเจ้าบ้านของป่ามรณะ ย่อมไม่อาจละเลยแขกผู้มาเยือนได้ เช่นนั้นก็ขอเชิญคุณชายเข้าไปในแดนลับเถิด!"
[จบแล้ว]