- หน้าแรก
- ฝ่าวิกฤตวันสิ้นโลกด้วยบั๊กคัดลอกการ์ดไม่จำกัด
- บทที่ 21 เมืองอันหรง (14)
บทที่ 21 เมืองอันหรง (14)
บทที่ 21 เมืองอันหรง (14)
บทที่ 21 เมืองอันหรง (14)
ดวงตาของ เฉิงรุ่ย เป็นประกายเมื่อเห็นว่า ฉือจินเวย เปรียบเสมือนหีบสมบัติที่มีทุกอย่างเท่าที่จะจินตนาการได้ "พี่ฉือ คุณไปได้ของพวกนี้มาจากไหนครับ?" เขารับรอกที่มีอุปกรณ์ยึดติดมาดู และพบว่าขอเพียงแค่ตอกตะปูยึดไว้ พวกเขาก็สามารถใช้เชือกดึงตู้ในน้ำให้เคลื่อนที่ออกไปได้
ฉือจินเวยย่อมไม่สามารถบอกความลับเรื่องมิติเก็บของได้ เธอจึงกุเรื่องขึ้นมาอ้าง ในเมื่อเธอเคยหยิบกระทั่งเครื่องยนต์เรือออกมาได้ การเอาของชิ้นเล็กๆ แบบนี้ออกมา เฉิงรุ่ยจึงไม่นึกสงสัยอะไร เขารีบวางแผนจะไปหาค้อน ตะปู และเชือก ซึ่งของพวกนี้หาได้ไม่ยากในตึกนี้ แต่อุปกรณ์รอกต่างหากที่หายาก
ทันใดนั้น ฉือจินเวยก็หยิบค้อนขนาดเล็ก ตะปู และเชือกออกมาจาก "กระเป๋า" ของเธอเงียบๆ เฉิงรุ่ย: “(⊙o⊙)…” ตอนนี้เขาถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาเยินยอเธอได้อีก จึงได้แต่พูดเสียงอ่อยว่า "พี่ฉือ... พี่นี่สุดยอดจริงๆ ครับ"
ทั้งสองเริ่มลงมือทันที เริ่มจากการตอกรอกยึดเข้ากับผนังบันไดหนีไฟชั้นสี่ จากนั้นเฉิงรุ่ยก็ดำน้ำลงไปเพียงลำพังเพื่อมัดเชือกเข้ากับตู้ เมื่อเขากลับมา ทั้งสองก็ช่วยกันดึงเชือกสุดแรง ในตอนแรกตู้ไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว พวกเขาต้องใช้พละกำลังมหาศาลกว่ามันจะเริ่มเคลื่อนที่ ทว่าตู้มันใหญ่เกินไปจนเกือบจะขวางบันไดไว้ทั้งหมด พวกเขาจึงต้องค่อยๆ ดึงมันขึ้นมา
มุมบันไดมักจะทำให้ตู้เข้าไปติดขัด เฉิงรุ่ยจึงต้องดำน้ำลงไปปรับทิศทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในระหว่างนั้นฉือจินเวยจะผูกเชือกไว้กับประตูนิรภัยด้านหลังและคอยดึงไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้ตู้ไหลตกลงไปอีกหากพลาดพลั้ง หลังจากทุ่มเทกันมาทั้งวัน ในที่สุดพวกเขาก็ลากตู้ขึ้นพ้นน้ำได้สำเร็จ แต่ทั้งคู่ก็หมดแรงเกินกว่าจะดำน้ำต่อในตอนกลางคืนเพราะมันอันตรายเกินไป จึงตัดสินใจรอจนถึงวันรุ่งขึ้น
พวกเขาไม่ได้พักค้างคืนที่นั่น แต่มุ่งหน้ากลับไปยังตึกที่เคยสู้กับ พี่ไหว และพบว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเข้ามาอยู่ข้างในแล้ว กลุ่มนี้ประกอบด้วยผู้หญิง คนแก่ และเด็ก แต่ไม่มีผู้ชายเลย เมื่อคนเหล่านั้นเห็นทั้งสองกลับมา ต่างก็มีท่าทีหวาดระแวงและระวังตัว
แม้พวกเขายังไม่อยากยุ่งกับใคร แต่ที่นี่ก็ไม่ใช่ของพวกเขาแต่เดิม และเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง จึงไม่คิดจะไล่ที่และตั้งใจจะย้ายไปหาที่พักอื่นแทน ทันใดนั้น ชายชราคนหนึ่งก็ถามด้วยเสียงสั่นเครือจากด้านหลังว่า "เดี๋ยวก่อน... พวกคุณคือคนที่ฆ่าพี่ไหวใช่ไหม?" ฉือจินเวยหันกลับไปตอบว่า "ใช่"
แทนที่จะถูกซักไซ้ไล่เลียง เมื่อได้ยินคำตอบ คนกลุ่มนั้นกลับคุกเข่าลงต่อหน้าพวกเขาทันที ตั้งแต่พายุเริ่มตกมา ทั้งคู่เจอแต่คนชั่วร้าย เมื่อเห็นคนมาคุกเข่าให้แบบนี้จึงทำอะไรไม่ถูกไปครู่หนึ่ง "ทำอะไรกันน่ะ? ลุกขึ้นเถอะ!" เฉิงรุ่ยพยายามจะเข้าไปช่วยพยุง แต่ฉือจินเวยรั้งเขาไว้
คนกลุ่มนั้นก้มกราบอย่างสุดซึ้งก่อนจะลุกขึ้น แล้วชายชราก็เริ่มเล่าเรื่องราว พวกเขาคือคนที่ผู้หญิงคนนั้นเคยพูดถึง—คนที่ถูกพี่ไหวขดขี่ทารุณ ผู้ชายในกลุ่มนี้ถูกพี่ไหวฆ่าตายหมด ส่วนผู้หญิงก็ถูกลดขั้นเป็นเพียงของเล่น ส่วนเหตุผลที่คนแก่และเด็กยังรอดชีวิตอยู่นั้น...
นั่นเป็นเพราะพวกเขาคือ "เสบียงสำรอง" นอกจากจะถูกใช้แรงงานแล้ว คนเหล่านี้จะกลายเป็น "แกะสองขา" ที่ถูกฆ่ากินหากอาหารขาดแคลน ชายชราเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่เฉิงรุ่ยและฉือจินเวยกลับรู้สึกอยากจะอาเจียน พวกเขารู้ว่าตนฆ่าคนชั่ว แต่ไม่คิดว่าคนคนนั้นจะเลวทรามได้ถึงขนาดนี้
"บัดซบ คนกินคนงั้นเหรอ? พวกมันยังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย!" เฉิงรุ่ยสบถออกมาอย่างเหลืออด ชายชราอธิบายอย่างตายด้านว่า "เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนอยู่ที่อาคารรัฐบาลแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกมันคงไม่ล้มป่วยกันแบบนั้นหรอก" ฉือจินเวยชะงักไป "ไหนบอกว่ายังมีอาหารเหลืออยู่ไง?" ชายชราหัวเราะเยาะให้โชคชะตา "ก็บางคนมันอยากกินเนื้อนี่ครับ อาหารขยะพวกนั้นจะไปอร่อยเท่าเนื้อคนได้ยังไง?"
ทั้งสองนิ่งเงียบไปทันที ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อ หลังจากบอกลาและปฏิเสธคำชวนให้อยู่ต่อของคนกลุ่มนั้น พวกเขาก็ไปหาที่พักใหม่ในบริเวณใกล้เคียง แม้จะเหนื่อยจนแทบหลับได้ทันทีที่หัวถึงหมอน แต่คำพูดของชายชรากลับทำให้พวกเขานั่งเงียบอยู่หน้ากองไฟจนหมดความอยากอาหาร พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนานก่อนจะเข้านอน โดยไม่มีใครเอ่ยถึงการเฝ้ายามในคืนนี้ เพราะหากใครมารบกวน ก็แค่จัดการทิ้งเสียให้จบๆ ไป
เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเขาตื่นขึ้นทันทีที่ฟ้าสาง แม้จะไม่มีความอยากอาหาร แต่ต้องใช้พลังงานมากในวันนี้ ทั้งคู่จึงบังคับตัวเองให้กิน เมื่อถึงอาคารรัฐบาล พวกเขาก็เปลี่ยนชุดและลงน้ำทันที แต่หลังจากค้นหาอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมงก็ยังไม่พบอะไร
พี่ชายคนที่สองของเฉิงรุ่ยเคยบอกตำแหน่งทางเข้าและวิธีเข้าไปไว้ แต่ที่จอดรถใต้ดินนั้นกว้างใหญ่เกินไป ต่อให้รู้ทิศทางคร่าวๆ ก็ยังต้องอาศัยการค้นหาทีละจุด ในตอนนี้พวกเขาเหลือออกซิเจนเพียงสองถัง ซึ่งใช้ได้แค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น หากหาไม่เจอ ทุกอย่างที่ทำมาก็จะสูญเปล่า
ฉือจินเวยพากลับขึ้นมาที่เรือโดยไม่พูดอะไร เธอสตาร์ทเครื่องยนต์และมุ่งหน้าตรงไปยังร้านอุปกรณ์ดำน้ำที่ใกล้ที่สุดทันที น้ำมันที่เติมจากปั๊มหมดเกลี้ยงแล้ว ตอนนี้เธอต้องใช้น้ำมันจากมิติเก็บของของเธอ เฉิงรุ่ยไม่ได้สังเกตเห็นเรื่องนี้เลย เพราะใจเขาจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องทางเข้าออก และเพิ่งได้สติเมื่อถึงที่หมาย
เป็นไปตามคาด ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ถูกยึดครองไปแล้ว ครั้งนี้ทั้งสองไม่อยากเสียเวลาเจรจาจึงเอ่ยขอถังออกซิเจนตรงๆ แต่อีกฝ่ายปฏิเสธทันควันเพราะพวกเขาเองก็เริ่มโครงการ "ช้อปปิ้งศูนย์บาท" (ปล้น) กันอยู่แล้ว ฉือจินเวยยังไม่อยากใช้กำลังจึงเสนอว่า "งั้นเรามาแลกกับอาหารไหม?" แต่ปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับมีแววตาระโมบขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน
สุดท้ายจึงเลี่ยงการปะทะไม่ได้ สองคนต้องสู้กับคนกว่าสิบคน แม้ฝ่ายตรงข้ามจะได้เปรียบเรื่องจำนวน แต่ฝีมือกลับเทียบไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วของพี่ไหว เฉิงรุ่ยจัดการชายสิบสองคนได้ด้วยตัวคนเดียว
ส่วนผู้หญิงที่เหลืออีกสี่คนพยายามจะเข้ามาสู้กับฉือจินเวย พวกเธอคิดง่ายๆ ว่าเรื่องของผู้ชายให้ผู้ชายจัดการกันเอง ส่วนผู้หญิงก็น่าจะสู้กับผู้หญิงได้ แต่ฉือจินเวยก็ใช้พายฟาดพวกเธอจนหมอบราบคาบแก้วในเวลาไม่ถึงสองนาที
"จะเลือกเอาของหรือเอาชีวิต?" ฉือจินเวยถามเสียงเย็นพลางเหยียบหลังผู้หญิงคนหนึ่งไว้ ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้โฮพลางมองไปทางชายที่เป็นหัวหน้า ชายคนนั้นถูกเฉิงรุ่ยซัดจนหน้าเขียวหน้าบวมนอนร่อแร่บนพื้น เมื่อเห็น "มือสังหาร" ทั้งสองจ้องมา เขาจึงรีบละล่ำละลักว่า "พี่ชาย... พี่สาว... ผมจะให้ทุกอย่างที่ต้องการเลยครับ อย่าฆ่าผมเลย"
เฉิงรุ่ยพยักหน้า ชายคนนั้นจึงพยายามพยุงตัวขึ้นและพาทั้งสองไปที่คลังเสบียง ทุกคนนึกว่าพวกเขาจะกวาดของไปจนหมด แต่ผิดคาด ทั้งสองกลับต้องการเพียงแค่ถังออกซิเจนเท่านั้น ฉือจินเวยมีอาหารในกระเป๋าพออยู่ได้หลายวัน และเธอไม่มีความคิดที่จะแตะต้องอาหารที่ไม่รู้ที่มาที่ไปเหล่านี้
อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เกรงใจเรื่องถังออกซิเจนและกวาดไปกว่าสามสิบถัง ทั้งหมดเป็นถังขนาดใหญ่ที่ใช้ใต้น้ำได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงต่อถัง ก่อนจะเดินจากไปอย่างไม่ยี่หระ ท่ามกลางสายตาไม่อยากจะเชื่อของคนเหล่านั้น