- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ความรักน่ะเหรอ ผมไม่สนหรอก
- บทที่ 42 - หลุยส์ ชงชาหน่อย
บทที่ 42 - หลุยส์ ชงชาหน่อย
บทที่ 42 - หลุยส์ ชงชาหน่อย
ย่านซีบีดี ตึกว่านจิน
การที่จะสามารถเช่าห้องทำงานห้องใดห้องหนึ่งในตึกนี้ได้ ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของคุณแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สวีกูหย่งยังเหมาเช่าทั้งชั้นไปเลย
ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาเช่ามากกว่านี้ แต่เป็นเพราะจำนวนพนักงานในตอนนี้ การเช่าแค่ชั้นเดียวก็ดูโล่งกว้างขวางมากแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว อาคารสำนักงานหรูหราแบบนี้ เวลาจะเข้าไปต้องรูดบัตร มีบริษัทนิติบุคคลคอยดูแลความเรียบร้อยของตึกอย่างเป็นระบบ ตอนผ่านประตูทางเข้าก็มีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยดูอยู่ ใครคิดจะแอบเข้าไปง่ายๆ ไม่มีทางหรอก
วันนี้เหลียงเฟยตั้งใจแต่งตัวมาเป็นพิเศษ ชุดสูทกึ่งทางการแต่ก็ยังดูเป็นวัยรุ่น แถมยังใช้เจลแต่งผมของเซียวหมิงมาจัดทรง สะพายกระเป๋าเป้หนังแฟชั่น ดูยังไงก็เหมือนเด็กจบใหม่จากมหาลัยดังที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานในบริษัทใหญ่ เขายืนอยู่ในห้องโถงชั้นหนึ่งได้สักพัก ก็ได้รับสายตาที่ส่งสัญญาณมาจากสาวออฟฟิศหน้าตาดีหลายคน
"วันหลังต้องมาโชว์เสน่ห์ที่นี่บ่อยๆ ซะแล้ว" เหลียงเฟยแอบดีใจจนเนื้อเต้น ตอนอายุยี่สิบเขาปล่อยให้รูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลานี้สูญเปล่าไปเฉยๆ ช่างเสียของจริงๆ
วันนี้ขอแค่ได้ลองวิชาดูสักหน่อยก็แล้วกัน
หลังจากเล็งอยู่นาน เหลียงเฟยก็ล็อกเป้าหมาย เป็นหญิงสาวในชุดสูทตัวเล็กสีดำ ท่อนล่างเป็นกระโปรงทรงเอ ผมมัดหางม้า แต่งหน้าอ่อนๆ ดูสะอาดสะอ้านสดใส อายุประมาณยี่สิบสามปี
คนนี้แหละ
เหลียงเฟยรีบเดินตามหญิงสาวคนนั้นไป ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาเร่งด่วน ประตูทางเข้าทุกช่องมีคนต่อแถวรออยู่ เขาตั้งใจฉีดน้ำหอมโคโลญจน์มาด้วย ยืนห่างจากหญิงสาวเพียงแค่ครึ่งกำปั้น จนถึงขนาดได้ยินเสียงเธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง
ขอแค่เธอหันหน้ามา...
หญิงสาวหันกลับมามองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะรีบเอามือกุมสายกระเป๋าสะพายแน่น ห่อไหล่เล็กน้อยแล้วหันหน้ากลับไป
เหลียงเฟยถึงกับจินตนาการออกเลยว่าหญิงสาวคงแอบอ้าปากค้างเล็กๆ ร้องอุทานในใจว่า 'ว้าว มีหนุ่มหล่อด้วย' เขาตัดสินใจยกมือขึ้น แตะไปที่ไหล่ของเธอเบาๆ
"สวัสดีครับ"
หญิงสาวไม่คิดไม่ฝันว่าหนุ่มหล่อร่างสูงที่อยู่ข้างหลังจะเข้ามาทักทายเธอก่อน เธอเบี่ยงตัวเล็กน้อย พยักหน้ารับอย่างไม่ถึงกับเป็นกันเองแต่ก็ไม่ได้ห่างเหิน "สวัสดีค่ะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"
เหลียงเฟยล้วงมือทั้งสองข้างไว้ในกระเป๋ากางเกง ส่งยิ้มให้เธอ "ผมอยากจะขอถามอะไรคุณสักอย่างน่ะครับ"
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ "เรื่องอะไรคะ"
"เบอร์คิวคิวของคุณคืออะไรครับ" น้ำเสียงของเขาไม่ดังไม่เบา แต่ก็เพียงพอให้คนรอบข้างได้ยิน ความสูงของเหลียงเฟยนั้นโดดเด่นสะดุดตามาก ทำให้เขายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางแถวที่ต่อคิวกันอยู่
หญิงสาวไม่คิดว่าหนุ่มหล่อหน้าตาเหมือนพระเอกซีรีส์เกาหลีที่ยืนอยู่ข้างหลัง จะจู่โจมเธออย่างตรงไปตรงมาและร้อนแรงขนาดนี้ ท่ามกลางที่สาธารณะแบบนี้ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอพลันแดงระเรื่อ ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที
และก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ถึงคิวของเธอพอดี เธอรีบล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหาบัตรพนักงาน เดินไปหาไป พอเจอบัตรก็รีบเอาไปแตะที่เครื่องสแกน
พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นเพื่อสอดส่องหาสาวออฟฟิศที่แต่งตัวทันสมัยกว่าต่อไป
"เดี๋ยวผมรูดให้ครับ" เหลียงเฟยล้วงเอาบัตรนักศึกษาที่ถูกเคลือบมาเป็นอย่างดีออกมา แสร้งทำเป็นแตะไปที่เครื่องสแกนพร้อมๆ กับเธอ แล้วทั้งสองคนก็เดินผ่านประตูเข้าไปด้วยกันในระยะประชิด
พอเดินมาถึงหน้าลิฟต์ เหลียงเฟยก็ยังคงหยอดมุกจีบเธอต่อไป "นี่ คุณทำงานอยู่บริษัทอะไร ชั้นไหนครับ"
หญิงสาวไม่กล้าสบตาเหลียงเฟย เม้มริมฝีปากแน่น เอาแต่จ้องมองตัวเลขบอกชั้นของลิฟต์ที่กำลังกะพริบอยู่ แล้วตอบเสียงเบา "ชั้นสิบแปดค่ะ สำนักงานทนายความหมินอัน"
"โอ้โห เป็นถึงทนายความสาวสวยเชียว"
เผ่นดีกว่าเรา
เหลียงเฟยแกล้งทำเป็นร้องว้าวด้วยความประหลาดใจ แล้วยิ้มร่าแนะนำตัว "ผมอยู่ชั้นยี่สิบเจ็ดครับ เดี๋ยวตอนพักเที่ยงผมลงไปหาคุณเพื่อกินกาแฟด้วยกันนะ รอผมด้วยล่ะ"
พูดจบ เขาก็รีบก้าวเข้าไปในลิฟต์อีกตัวหนึ่งที่เปิดอยู่ก่อน แล้วโบกมือลากับทนายความสาวที่ยังยืนอึ้งอยู่หน้าประตูลิฟต์
จนกระทั่งประตูลิฟต์ปิดลง หญิงสาวถึงได้สติกลับมาจากความตื่นเต้น เธอมองประตูลิฟต์ที่ปิดสนิทแล้วก็รู้สึกหวิวๆ ในใจ เหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไป เขา... เขายังไม่ได้ถามชื่อฉันเลยนะ
เมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบเจ็ด เหลียงเฟยก็เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับ เคาะโต๊ะด้วยนิ้วชี้เบาๆ
พนักงานต้อนรับสาวที่กำลังก้มหน้าเล่นโทรศัพท์อยู่เงยหน้าขึ้นมา คราวนี้เป็นฝ่ายเหลียงเฟยที่ต้องประหลาดใจบ้าง สวีกูหย่งนี่มันเปิดบริษัทลงทุนจริงๆ หรือว่าเปิดซ่องบังหน้ากันแน่เนี่ย พนักงานต้อนรับคนนี้หน้าตาสะสวยเป็นบ้าเลย
แต่ข้อเสียอย่างเดียวคือ ดูเป็นสาวที่ผ่านโลกมาเยอะไปหน่อย
"สวัสดีครับ ผมมาขอพบคุณสวี" เหลียงเฟยแจ้งความประสงค์ "ต้องลงทะเบียนไหมครับ"
พนักงานต้อนรับสาวคนนี้ใจกล้ากว่าทนายความสาวคนเมื่อกี้ตั้งเยอะ เธอยิ้มหวานแล้วลุกขึ้นยืน กวาดสายตามองเหลียงเฟยตั้งแต่หัวจรดเท้า "คุณผู้ชายคะ ไม่ทราบว่าได้นัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าคะ"
"ไม่ได้นัดครับ" เหลียงเฟยส่ายหัว "รบกวนคุณช่วยไปแจ้งให้ผมหน่อยได้ไหมครับ บอกว่าผมเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับคุณสวี มีโปรเจกต์อยากจะมาร่วมลงทุนด้วยน่ะครับ"
พนักงานต้อนรับสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้ารับเบาๆ "คุณโชคดีนะคะเนี่ย ช่วงนี้คุณสวีว่างพอดี รอสักครู่นะคะ"
"ผมคงตัดใจเดินจากไปไม่ได้หรอกครับ" เหลียงเฟยสบตากับพนักงานต้อนรับสาวอยู่หลายวินาที หญิงสาวยิ้มมุมปาก เม้มริมฝีปาก เอามือไพล่หลัง แล้ววิ่งเหยาะๆ หายตัวไปอย่างร่าเริง
จากรายละเอียดเหล่านี้ พอจะสรุปได้ว่า ตอนนี้สวีกูหย่งยังไม่มีระบบการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ พนักงานต้อนรับถึงได้ทำตัวไร้ระเบียบวินัยแบบนี้ ซึ่งมันก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนเลยล่ะ
เยี่ยมไปเลย
ณ ห้องทำงานของประธานบริษัท
สวีกูหย่งวัยสามสิบเพิ่งจะกินมื้อเช้าเสร็จ เลขาส่วนตัวของเขากำลังเก็บจานชามอยู่ เลขาสาวคนนี้สวมชุดแบรนด์ชาแนลทั้งตัว สวมกระโปรงทรงเอรัดรูปสีขาว โค้งตัวจัดระเบียบโต๊ะกระจก เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าอันน่ามอง
ผมลอนใหญ่ ถุงน่องดำ แต่งหน้าเข้ม ส่งสายตายั่วยวน ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม~~
นี่แหละคือสุดยอดเลขาในฝัน สวีกูหย่งนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหาร ชื่นชมเรือนร่างอันเย้ายวนของเลขา รู้สึกว่าเงินเดือนหมื่นห้าที่จ่ายไปนี่มันช่างคุ้มค่าซะเหลือเกิน เมืองใหญ่นี่มันดีจริงๆ บ้านเกิดของเขาเทียบไม่ติดเลยสักนิด
ผู้หญิงสวยๆ หุ่นดีๆ การศึกษาสูงๆ แบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ ในบ้านเกิดของเขาหรอก แต่ที่เมืองหมิงไห่ จ่ายแค่หมื่นห้า บวกรวมกับของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน และเงินค่าขนมอีกนิดหน่อย เธอก็พร้อมให้บริการระดับพรีเมียมตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว
สวีกูหย่งรู้สึกว่าการตัดสินใจมาปักหลักที่มหาลัยหมิงไห่นั้นช่างเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดจริงๆ
ก๊อกๆ~
ในขณะที่สวีกูหย่งกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องที่เขาอยากจะลองมีอะไรกันในออฟฟิศมาตลอดนั้น พนักงานต้อนรับสาวก็ชะโงกหน้าเข้ามา ยิ้มแป้นรายงาน "คุณสวีคะ ข้างนอกมีผู้ชายคนนึงบอกว่าเป็นคนบ้านเกิดเดียวกับคุณ ฟังจากสำเนียงก็น่าจะใช่คนบ้านเราจริงๆ แหละค่ะ เขาบอกว่า..."
เรื่องสำเนียงนี่พนักงานต้อนรับแต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งนั้นแหละ ไม่มีอะไรมาก เธอแค่อยากจะช่วยพ่อหนุ่มรูปหล่อก็เท่านั้นเอง ยังไงซะเจ้านายก็มีเงินเหลือเฟืออยู่แล้ว เช่าตึกทั้งชั้นมาทำออฟฟิศให้คนแค่สิบกว่าคนอยู่ ทำตัวเอาแต่ใจชะมัด
"มีพวกมาขอทานอีกแล้วเรอะ" สวีกูหย่งร่างใหญ่โตบ่นด้วยความหงุดหงิด โบกมือปัด "หลุยส์ ไปหยิบเงินในตู้เซฟมาห้าพันหยวน แล้วไล่เขาไปซะ"
วิธีจัดการแบบนี้ สวีกูหย่งบังเอิญไปได้ยินคนอื่นเล่ามา ว่าเถ้าแก่หวังแห่งว่านต๋า ก็ใช้วิธีนี้จัดการกับพวกคนนอกที่เข้ามาวุ่นวายเหมือนกัน
ยังไงซะคนที่มาหาถึงที่ ก็คงอยากจะได้เงินนั่นแหละ ก็ให้ๆ ไปซะ จะได้จบๆ เรื่อง
บางครั้งสวีกูหย่งสร่างเมาตื่นขึ้นมา มองดูผู้หญิงที่นอนอยู่ข้างๆ ซึ่งจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ เขาก็แอบคิดว่า ทำไมตอนนั้นเขาถึงไม่พยายามเกลี้ยกล่อมให้พ่อหันไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บ้างนะ
ถ้าวันนั้นหันมาทำอสังหาฯ ตอนนี้ก็คงไม่ต้องมานั่งลำบากยากเข็ญอยู่บนชั้นยี่สิบเจ็ดของตึกว่านจิน นอนกอดเลขาไซส์ 36D มองดูเมืองอันแสนเย็นชาแห่งนี้หรอก
ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน จากเพื่อนฝูง มาต่อสู้ดิ้นรนอยู่ที่นี่เพียงลำพัง มันยากลำบากจริงๆ แต่ถ้าไม่มาล่ะก็ สาวๆ ที่หมิงไห่ก็... ไม่เลวเหมือนกันแหละน่า
สรุปคือตอนนี้สวีกูหย่งกำลังสับสนและว่างจัด
ดูเถ้าแก่หวังนั่นสิ ลงทุนทีไรก็ได้ศูนย์การค้า ลงทุนทีไรก็ได้ที่ดินผืนงาม ไม่เหมือนตัวเขาที่ต้องมาคอยซื้อตึกซื้อห้องจากโครงการคนอื่นเสียเงินไปฟรีๆ
พนักงานต้อนรับสาวยืนอยู่หน้าประตู แล้วพูดต่อ "เจ้านายคะ เขาไม่ได้มาขอทานนะคะ เขาบอกว่ามีโปรเจกต์อยากจะมาร่วมลงทุนด้วยน่ะค่ะ"
"มีโปรเจกต์งั้นเรอะ" สวีกูหย่งเบิกตาตากว้าง "นั่นมันก็มาขอทานนั่นแหละ"
"เจ้านายคะ พ่อหนุ่มรูปหล่อคนนั้นบอกว่าเขาเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหมิงไห่นะคะ"
"แล้วเกี่ยวบ้าอะไรกันด้วยวะ"
"มหาลัยหมิงไห่นะคะ"
สวีกูหย่งนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมา พิมพ์ค้นหาแบบจิ้มดีดทีละนิ้ว แล้วหันไปถามเลขาที่จบปริญญาตรีจากมหาลัยชั้นนำของเขา "หลุยส์ มหาลัยชั้นนำที่ว่าเนี่ย มันนับเป็นโปรเจกต์ 985 หรือ 211 กันแน่" (Salty: 985 และ 211 คือโครงการจัดอันดับและสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลจีนเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยชั้นนำ :D)
เลขาสาวกะพริบตาปริบๆ ตอบด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ "เป็นทั้งสองอย่างเลยค่ะ"
"มหาลัยหมิงไห่นี่เก่งมากเลยเหรอ ฉันเองก็เคยได้ยินชื่ออยู่นะ"
"ก็ดีอยู่นะคะ เป็นรองแค่ชิงหัวกับเป่ยต้าเท่านั้นแหละค่ะ แต่ในประเทศเราก็ไม่มีการจัดอันดับมหาลัยอย่างเป็นทางการหรอกนะคะ ถ้าจะบอกว่าเป็นมหาลัยอันดับสามของประเทศ ก็คงมีสักเจ็ดแปดแห่งที่อ้างแบบนี้ได้เหมือนกันแหละค่ะ"
สวีกูหย่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้น "งั้นก็ให้เขาเข้ามา หลุยส์ ชงชาหน่อย"
"ได้เลยค่า~~"
(จบแล้ว)