- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 100 กระอักกระอ่วน
บทที่ 100 กระอักกระอ่วน
บทที่ 100 กระอักกระอ่วน
บทที่ 100 กระอักกระอ่วน
"มีอะไรน่าขำฮะ! แล้วมันไม่มีเหตุผลตรงไหน ฉันมีเหตุผลมาอ้างอิงเยอะแยะเลยนะเว้ย จะบอกให้ว่าจากประสบการณ์การสังเกตของฉันตลอดหลายปีที่ผ่านมาเนี่ย มันพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนเลยว่าผู้หญิงเข้าห้องน้ำนานกว่าผู้ชายจริงๆ!"
"นายนี่มันโรคจิตหรือเปล่าเนี่ย ถึงได้ไปคอยสังเกตเรื่องพรรค์นี้น่ะฮะ! ไหนลองบอกมาซิว่านายมีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าผู้หญิงเข้าห้องน้ำนานกว่าผู้ชายฮะ"
ขงเมิ่งหานยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าจางเล่อเริ่มจะพูดจาไร้สาระออกทะเลไปกันใหญ่แล้ว
"โอเคๆ งั้นฉันจะอธิบายให้ฟังแบบเจาะลึกถึงแก่นแท้เลยก็แล้วกัน"
จางเล่อกับขงเมิ่งหานเดินกลับมานั่งที่หน้ากองไฟ จางเล่อหอบฟืนมากำใหญ่ แล้วค่อยๆ เติมใส่กองไฟทีละท่อนๆ
ความจริงเมื่อกี้เขาง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว แต่พอถูกขงเมิ่งหานทำให้ตกใจ อาการง่วงนอนก็ปลิวหายไปเป็นปลิดทิ้ง
อีกอย่าง เขาก็อยากจะอยู่เป็นเพื่อนขงเมิ่งหานด้วย เพราะเขารู้ดีว่าเธอต้องกลัวการอยู่คนเดียวแน่ๆ ขืนปล่อยให้เธอต้องมานั่งเฝ้ายามคนเดียวท่ามกลางความมืดแบบนี้ เธอคงจะทนไม่ได้หรอก
ไม่อย่างนั้น คนหลับลึกอย่างจางเล่อ ต่อให้เจอเรื่องตกใจแค่ไหน เขาก็สามารถกลับไปนอนหลับต่อได้อย่างสบายๆ อยู่แล้ว
"ว่ามาสิ ฉันก็อยากจะฟังเหมือนกันว่านายจะงัดทฤษฎีอะไรมาอ้างอิง ถ้านายพูดจาไร้สาระไม่มีเหตุผลล่ะก็ ระวังฉันจะตีกะโหลกนายให้แตกเลยคอยดู!"
ทั้งสองคนนั่งเผชิญหน้ากันข้างกองไฟ แล้วเริ่มเปิดฉากถกเถียงกันอย่างจริงจัง
ป่านนี้คนอื่นๆ คงจะหลับฝันหวานกันไปหมดแล้ว ถ้าพวกเขาสองคนคุยกันจนเบื่อแล้ว ก็คงต้องไปปลุกคนอื่นๆ ให้มาสลับเวรเฝ้ายามต่อ จะให้พวกเขาสองคนนั่งถ่างตาเฝ้ายามกันทั้งคืนมันก็ไม่ใช่เรื่อง
"จะบอกให้นะ ตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยตึกเรียนของฉันน่ะ มีจำนวนผู้ชายกับผู้หญิงพอๆ กันแหละ แต่ห้องน้ำหญิงนี่สิ คนต่อคิวกันยาวเหยียดตลอดเลย ในขณะที่ห้องน้ำชายโล่งโจ้ง ไม่เคยเห็นมีใครต้องมายืนรอคิวเข้าห้องน้ำสักคน"
จางเล่อเริ่มอธิบายเหตุผลให้ขงเมิ่งหานฟัง
"นี่ก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้หญิงใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่า แถมยังต้องต่อคิวกันอีก ส่วนผู้ชายทำธุระปรู๊ดปร๊าดแป๊บเดียวก็เสร็จ เห็นไหมล่ะว่าผู้หญิงทำอะไรชักช้ากว่าผู้ชายจริงๆ"
"ที่นายพูดมามันก็มีส่วนถูกอยู่บ้างนะ แต่ถึงผู้หญิงจะทำอะไรชักช้ากว่าผู้ชาย แต่นั่นก็เป็นเพราะผู้หญิงมีความประณีตและใส่ใจในรายละเอียดมากกว่า ไม่เหมือนพวกผู้ชายที่ทำตัวซกมก ไม่รู้จักดูแลตัวเองหรอก ถึงได้ทำอะไรลวกๆ ให้มันเสร็จๆ ไป เพราะอย่างนั้น การที่พวกนายทำอะไรเร็ว มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจอะไรหรอก ไม่เห็นจะมีอะไรให้น่าอวดเลยสักนิด"
ขงเมิ่งหานเถียงกลับด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ถึงแม้เธอจะยอมรับว่าสิ่งที่จางเล่อพูดมามันเป็นเรื่องจริง เพราะตอนสมัยเรียนเธอก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนั้นเหมือนกัน แต่เธอก็คิดว่าการใช้เวลาเข้าห้องน้ำนานกว่านิดหน่อยมันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนา ไม่เห็นจะถึงขั้นคอขาดบาดตายเลยนี่นา
แต่จางเล่อกลับไม่พอใจที่ขงเมิ่งหานพูดแบบนั้น ในเมื่อประเด็นมันอยู่ที่ว่าผู้หญิงทำอะไรชักช้า ทำไมเธอถึงต้องเบี่ยงประเด็นมาด่าว่าผู้ชายซกมกและไม่ดูแลตัวเองด้วยล่ะเนี่ย ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจริงๆ
"ใช่ๆๆ พวกผู้หญิงน่ะรักสวยรักงามกันทั้งนั้นแหละ ส่วนพวกผู้ชายอย่างเราก็ซกมกซอมซ่อไปวันๆ เพราะอย่างนั้นนะ ในอนาคตเธอก็ต้องแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกันเองนะ จะได้ช่วยกันแต่งตัวสวยๆ อย่าไปหลงรักผู้ชายซกมกเด็ดขาดล่ะ เข้าใจไหม"
พอขงเมิ่งหานได้ยินแบบนั้น ก็รู้ทันทีว่าจางเล่อกำลังประชดและหาเรื่องกวนประสาทเธออีกแล้ว
"ได้สิ! ถ้าผู้หญิงหันมาแต่งงานกันเองหมด พวกผู้ชายอย่างนายก็เตรียมตัวขึ้นคานกันไปตลอดชีวิตได้เลย!"
"เหอะ! ขึ้นคานก็ขึ้นคานสิ ใครแคร์ล่ะ! อย่างมากเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็สูญพันธุ์ไปเลยก็แค่นั้น! พวกเราคงอยู่ไม่ถึงวันนั้นหรอกน่า ตอนนี้ก็แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขไปวันๆ ก็พอ ส่วนอนาคตจะเป็นยังไงก็ช่างมันเถอะ เรื่องพวกนั้นมันเหนือการควบคุมของเราอยู่แล้ว"
จางเล่อกับขงเมิ่งหานผลัดกันต่อปากต่อคำอย่างไม่มีใครยอมใคร เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่อพวกเขาได้เถียงกัน
ในที่สุดทั้งสองคนก็เถียงกันจนคอแห้งผาก บวกกับความจริงที่ว่าพวกเขาก็ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น บทสนทนาก็เลยเริ่มตัน ไม่รู้จะสรรหาเรื่องอะไรมาเถียงกันต่อได้อีก
ทั้งคู่เลยได้แต่นั่งเงียบๆ มองหน้ากันไปมา ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน จางซานกับชุนซีก็เดินออกมาจากเต็นท์
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะหลับไปงีบใหญ่แล้ว พอตื่นมาได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ข้างนอก ก็เลยเดินออกมาดู
แถมตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเขาต้องมาสลับเวรเฝ้ายามแล้วด้วย จะปล่อยให้จางเล่อกับขงเมิ่งหานนั่งเฝ้ายามกันทั้งคืนมันก็เอาเปรียบกันเกินไปหน่อย
"เมิ่งหาน จางเล่อ พวกเธอไปนอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันกับซานเอ๋อร์จะเฝ้ายามต่อเอง"
"โอเคๆ งั้นฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ ปล่อยให้คู่รักข้าวใหม่ปลามันเขานั่งสวีตกันไปเถอะ"
พูดจบ จางเล่อก็โยนฟืนท่อนสุดท้ายลงในกองไฟ แล้วลุกขึ้นเดินกลับไปที่เต็นท์ทันที
"โอเคๆ งั้นฉันก็ไปนอนบ้างดีกว่า นั่งเถียงกับหมอนั่นมาตั้งนาน เริ่มจะง่วงแล้วเหมือนกัน งั้นพวกเธอเฝ้ายามไปก่อนนะ เดี๋ยวถ้าถึงเวลาสลับเวรก็ปลุกฉันด้วยล่ะ"
ขงเมิ่งหานพูดกับชุนซีแล้วลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับไปที่เต็นท์ แต่พอเธอมองไปรอบๆ ก็เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าที่นี่มีเต็นท์กางอยู่แค่สามหลังเท่านั้น
จางเล่อเดินเข้าเต็นท์ของตัวเองไปแล้ว ส่วนจางกั๋วหรงก็นอนกรนเสียงดังลั่นอยู่ในเต็นท์ของเขา
ในเมื่อตอนนี้จางซานกับชุนซีออกมาเฝ้ายาม เต็นท์ของพวกเขาก็เลยว่างอยู่
โชคดีนะที่มีคนสลับเวรเฝ้ายาม ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รู้จะไปซุกหัวนอนที่ไหนแน่ๆ
เมื่อเห็นว่าจางซานกับชุนซีลุกออกมาแล้ว ขงเมิ่งหานจึงเดินเข้าไปล้มตัวลงนอนในเต็นท์ของพวกเขาอย่างไม่เกรงใจ
"แปลกจัง ทำไมเมิ่งหานถึงไม่ไปนอนเต็นท์เดียวกับจางเล่อล่ะ ทำไมต้องมาแย่งเต็นท์พวกเรานอนด้วยเนี่ย"
ชุนซีถามจางซานด้วยความสงสัย
ก็ในสายตาของเธอ จางเล่อกับขงเมิ่งหานเป็นแฟนกัน ก็ควรจะนอนเต็นท์เดียวกันสิ ทำไมถึงต้องแยกเต็นท์กันนอนด้วยล่ะ
"หรือว่าพวกเขาทะเลาะกันเหรอ"
พอเห็นจางซานไม่ตอบ ชุนซีก็ถามเซ้าซี้ต่อ
"โอ๊ยยย เธอจะไปคิดมากทำไมเล่า พวกเขาก็คงไม่ได้ทะเลาะอะไรกันร้ายแรงหรอก ฉันว่านะ เมิ่งหานคงจะทนเสียงกรนของไอ้เล่อไม่ไหว ก็เลยหนีมานอนเต็นท์พวกเรามากกว่า"
จางซานตอบไปส่งเดช เพราะความจริงเขาก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน อีกอย่าง เขาจะไปสนใจทำไมว่าสองคนนั้นจะแยกเต็นท์กันนอนหรือเปล่า ในเมื่อตอนนี้เขาได้อยู่กับชุนซีตามลำพัง แค่นี้ก็มีความสุขที่สุดแล้ว
เรื่องของคนอื่นน่ะ ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรมเถอะ!
"เห็นไหมล่ะ เพราะอย่างนั้นเวลาจะเลือกผู้ชายมาเป็นสามี ก็ต้องเลือกคนที่ไม่นอนกรนอย่างฉันนี่แหละ ถึงจะดีที่สุด จริงไหมจ๊ะที่รัก"
จางซานพูดพร้อมกับส่งสายตาหวานเชื่อมให้ชุนซี
ดูเหมือนว่าพอลับหลังคนอื่น ทั้งสองคนก็จะเริ่มสวีตหวานแหววใส่กันทันที ขืนมีใครมานั่งเป็นก้างขวางคออยู่ตรงนี้ คงจะเลี่ยนจนทนไม่ไหวแน่ๆ
โชคดีที่พวกเขาจัดเวรเฝ้ายามกันเป็นกะ ไม่อย่างนั้นคนอื่นๆ คงจะอึดอัดตายเลย การได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสองแบบนี้ มันเปิดโอกาสให้จางซานและชุนซีได้สวีตกันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะพูดจาหวานเลี่ยนแค่ไหน ก็ไม่ต้องกลัวใครจะได้ยิน
ดูจากท่าทางแล้ว พวกเขาคงจะนั่งสวีตกันหน้ากองไฟไปอีกนานเลยล่ะ
ส่วนขงเมิ่งหาน ทันทีที่หัวถึงหมอนในเต็นท์ของจางซานกับชุนซี เธอก็หลับเป็นตายทันที ความจริงเธอก็ง่วงมาตั้งแต่ตอนที่ผล็อยหลับไปเมื่อหัวค่ำแล้ว แต่ตอนนั้นเธอยังหลับไม่สนิท พอได้มาล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ แบบนี้ มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนได้กลับมานอนที่บ้านเลย ยิ่งได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่ข้างนอกเบาๆ มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจจนเผลอหลับไปอย่างง่ายดาย
สำหรับจางเล่อแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเขาเลย เขาเป็นมนุษย์ที่สามารถหลับได้ทุกที่ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว เพราะเขามีทักษะการนอนหลับขั้นเทพเลยล่ะ
ดังนั้น ก่อนที่ขงเมิ่งหานจะมุดเข้าเต็นท์มา จางเล่อก็ชิงหลับไปก่อนแล้ว แถมยังส่งเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวออกมาเป็นจังหวะจะโคนอีกด้วย
และเนื่องจากเต็นท์ของจางกั๋วหรงอยู่ข้างๆ ซึ่งเขาก็เป็นคนนอนกรนเหมือนกัน เต็นท์ที่ขงเมิ่งหานนอนอยู่ก็เลยขนาบข้างไปด้วยเสียงกรนของทั้งสองคน เสียงกรนจากเต็นท์ซ้ายที ขวาที สลับกันไปมา ดังก้องราวกับเป็นการร้องเพลงประสานเสียงเลยล่ะ
ถึงแม้คืนนี้ขงเมิ่งหานจะต้องทนฟังเสียงกรนที่ดังมาจากเต็นท์ข้างๆ แถมยังมีเสียงพูดคุยของจางซานกับชุนซีดังแว่วมาเป็นระยะๆ แต่เธอกลับรู้สึกว่าคืนนี้เป็นคืนที่เธอนอนหลับสบายที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ จิตใจของเธอสงบและผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การได้มานอนค้างอ้างแรมในป่าเขาลำเนาไพรแบบนี้ มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิดไว้เลยสักนิด
พอเธอลืมตาตื่นขึ้นมา ท้องฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว นกบนภูเขาพากันออกหากินและส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของใบไม้ลงมากระทบเต็นท์ ถึงแม้มันจะไม่ได้สว่างจ้าจนแสบตา แต่มันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
มันเป็นความรู้สึกที่วิเศษสุดๆ เป็นประสบการณ์ที่ขงเมิ่งหานไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย
พอได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากนอกเต็นท์ ขงเมิ่งหานก็เดาได้ทันทีว่าจางกั๋วหรงกับจางเล่อคงจะตื่นขึ้นมาเก็บของกันแล้ว
ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นคนที่ตื่นสายที่สุดในทริปนี้สินะ ไม่สิ ต้องบอกว่าเป็นคนที่นอนตื่นสายที่สุดต่างหาก
ขงเมิ่งหานมุดออกจากเต็นท์ ก็เห็นว่าทุกคนเก็บของกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว กองไฟก็ถูกดับจนสนิท เต็นท์ทุกหลังก็ถูกพับเก็บเรียบร้อย ยกเว้นเต็นท์ที่เธอนอนอยู่หลังเดียว
"เมิ่งหาน เมื่อคืนหลับสบายไหมจ๊ะ"
ชุนซีที่กำลังจัดของอยู่ หันมาถามขงเมิ่งหานด้วยรอยยิ้ม
"โห ถ้ายัยนี่หลับไม่สบาย แล้วใครจะหลับสบายล่ะ เล่นแย่งเต็นท์พวกเราไปนอนเสียสบายใจเฉิบเลย"
จางซานพูดแซวชุนซี แต่สายตากลับจ้องมองไปที่ขงเมิ่งหาน
คำพูดของจางซานมันจงใจจะแขวะขงเมิ่งหานชัดๆ
ก็เมื่อคืนเต็นท์ที่ขงเมิ่งหานเข้าไปนอน มันคือเต็นท์ของชุนซีกับจางซานนี่นา แล้วเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนขงเมิ่งหาน พวกเขาสองคนก็เลยไปปลุกจางกั๋วหรงให้ลุกขึ้นมาเฝ้ายามแทน แล้วก็เข้าไปยึดเต็นท์ของจางกั๋วหรงนอนสบายใจเฉิบ
"อ้าว เหรอคะ เมื่อคืนฉันหลับลึกขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วทำไมตื่นมาฉันถึงยังรู้สึกง่วงอยู่อีกเนี่ย"
ขงเมิ่งหานตอบกลับอย่างหน้าตาย พลางจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
"ยัยนี่หน้าด้านหน้าทนจริงๆ เลยแฮะ"
ปกติจางเล่อจะไม่ค่อยชอบใจขงเมิ่งหานเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่เคยแขวะเธอต่อหน้าคนอื่นแรงๆ แบบนี้มาก่อน แต่ครั้งนี้เขาอดไม่ได้จริงๆ ก็แหม... เมื่อคืนเสียงกรนของขงเมิ่งหานมันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งป่าเลยนี่นา!
ขนาดจางเล่อที่เป็นคนนอนกรนเหมือนกัน ยังต้องขอยอมแพ้ให้กับพลังเสียงกรนของขงเมิ่งหานเลย สุดยอดจริงๆ!
"นี่เมิ่งหาน เธอรู้ตัวไหมว่าเมื่อคืนเธอนอนกรนเสียงดังมากเลยนะ ดังกว่าไอ้หรงกับไอ้เล่อรวมกันเสียอีก!"
ชุนซีพูดแซวขงเมิ่งหานด้วยความขบขัน
"ห๊ะ อะไรนะ! ฉันนอนกรนเหรอ ชุนซี เธอเลิกแกล้งฉันได้แล้วน่า คนอย่างฉันจะไปนอนกรนได้ยังไงกัน!"
คราวนี้ขงเมิ่งหานถึงกับทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เธอไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเลยว่าเธอจะนอนกรน เพราะที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีประวัตินอนกรนมาก่อนเลย
"ฉันจะไปโกหกเธอทำไมล่ะ เธอทำเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหวจริงๆ นะ ตอนที่ฉันกับจางซานนั่งเฝ้ายามอยู่หน้ากองไฟ เราได้ยินเสียงกรนดังประสานกันมาจากเต็นท์ทั้งสามหลังเลย เรื่องจริงนะเนี่ย!"
"เมื่อก่อนฉันก็ไม่เคยคิดหรอกนะว่าจะมีใครกรนได้เสียงดังกว่าไอ้เล่อกับไอ้หรง แต่พอมาเจอเธอวันนี้ ฉันขอยอมแพ้เลย เธอคือเจ้าแม่แห่งการนอนกรนตัวจริงเสียงจริง!"
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขงเมิ่งหานถูกคนอื่นชมว่าเป็น 'เจ้าแม่' แต่เธอคงไม่คิดหรอกว่าเหตุผลที่ทำให้เธอได้รับฉายานี้ มันจะเป็นเพราะว่าเสียงกรนของเธอดังกว่าผู้ชายอกสามศอกถึงสองคน
พูดตามตรง วินาทีนี้ขงเมิ่งหานอยากจะมุดแผ่นดินหนีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ถ้าเป็นคนอื่นพูด เธอคงไม่เชื่อหรอก แต่ชุนซีไม่น่าจะเอาเรื่องแบบนี้มาโกหกเธอหรอกนะ
แต่เดี๋ยวก่อน... หรือว่าจะเป็นไปได้ที่ชุนซีจะรวมหัวกับจางเล่อ จางซาน และจางกั๋วหรงเพื่อมาแกล้งเธออีก
ก็ก่อนหน้านี้เธอก็เพิ่งจะรู้ธาตุแท้ของชุนซีมาหมาดๆ ว่ายัยนี่ก็ไม่ใช่คนซื่อๆ ใสๆ อะไรหรอก
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร แต่เรื่องความเจ้าเล่ห์แสนกลเนี่ย มีเต็มเปี่ยมเลยล่ะ
ก็ชุนซีเป็นแก๊งเดียวกับจางเล่อ จางซาน และจางกั๋วหรงนี่นา การที่พวกเขาจะรวมหัวกันแกล้งเธอมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แถมพวกเขาก็เพิ่งจะหลอกให้เธอแบกเบียร์ตั้งสิบกว่ากระป๋องขึ้นเขามาหมาดๆ ในเมื่อหลอกได้ครั้งหนึ่ง แล้วทำไมจะหลอกครั้งที่สองไม่ได้ล่ะ ความเป็นไปได้มันสูงมากเลยนะ
พอคิดได้แบบนี้ ขงเมิ่งหานก็เริ่มใจชื้นขึ้นมานิดหน่อย เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่า เธอไม่มีทางนอนกรนเสียงดังกว่าผู้ชายพวกนี้ได้หรอก
ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องจริง เธอก็จะไม่ยอมรับเด็ดขาด! แต่ในเมื่อคนอื่นๆ ต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าเมื่อคืนเธอนอนกรนเสียงดังลั่นป่า เธอจะไปแก้ตัวยังไงเขาก็คงไม่เชื่อหรอก
คราวหลังเวลาจางเล่อจะหาเรื่องทะเลาะกับเธอ เขาก็คงจะงัดเอาเรื่องนี้มาล้อเลียนเธอไม่หยุดหย่อนแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะถูกล้อไปจนลูกบวชเลยก็ได้
น่าหงุดหงิดชะมัด! อุตส่าห์ตั้งใจจะไปหลอกถามเรื่องน่าอายสมัยเด็กของจางเล่อจากจางซานแท้ๆ แต่ดันกลายเป็นว่าตัวเองมาถูกจับได้เรื่องนอนกรนเสียเอง คราวนี้แหละ พวกเขาได้เอาเรื่องนี้ไปล้อเลียนเธอจนสนุกปากแน่ๆ
โอ๊ยยย... เป็นผู้หญิงแท้ๆ แต่ดันนอนกรนเสียงดังกว่าผู้ชาย นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!
คำคนนี่มันน่ากลัวจริงๆ เลยเชียว! แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ