เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 261 มนตราปราณเทพเต่าดำ

บทที่ 261 มนตราปราณเทพเต่าดำ

บทที่ 261 มนตราปราณเทพเต่าดำ


บทที่ 261 มนตราปราณเทพเต่าดำ

การหายใจเป็นสัญชาตญาณตอบสนองของอวัยวะในร่างกายมนุษย์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้จิตสำนึกในการควบคุม

แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การควบคุมลมหายใจถือเป็นก้าวแรกในการฝึกฝน และเป็นรากฐานของการฝึกวิถียุทธ์

เริ่มจากการหายใจแล้วค่อยๆ ลึกลงไปเรื่อยๆ จนถึงระดับพลังต้นกำเนิด

เกาอู่เชี่ยวชาญด้านการควบคุมลมหายใจมาก ต่อให้นอนหลับ เขาก็ยังสามารถควบคุมลมหายใจผ่านวิชาลับได้โดยสัญชาตญาณ

โดยไม่รู้ตัว ลมหายใจของเขาก็เชื่อมต่อกับจิตสำนึกจนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว

ภายในวิหารหมื่นเทพ จู่ๆ เกาอู่ก็พบว่าสัญชาตญาณนี้กลับส่งแรงกดดันกลับมาหาเขาผ่านระดับจิตวิญญาณ ทำให้เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากการขาดอากาศหายใจ

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงตอนที่ไปฝึกฝนใต้น้ำลึกสามร้อยเมตรที่หลงหยวนเป็นครั้งแรก หานอวี้จวินจู่โจมเขากะทันหัน ทำลายการโคจรพลังต้นกำเนิดและลมหายใจของเขา จนเกือบทำให้เขาต้องขาดใจตาย

และในการต่อสู้ครั้งนั้นเอง เขาก็ได้บรรลุวิชาการหายใจภายในของวิชามังกรซ่อนกาย

หลังจากได้เรียนรู้เคล็ดวิชากระบี่มังกรสวรรค์จากไห่อู๋จี๋ วิชามังกรซ่อนกายของเขาก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น และเมื่อได้รับสืบทอดเพลงหมัดสัณฐานมังกรมาจากฉินจิ่วเย่ว์ เขาก็ยิ่งมีความเข้าใจในวิชามังกรซ่อนกายมากขึ้นไปอีก

เมื่อมนตรากิเลนก้าวเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แบบ เขากับซ่งหมิงเยว่ได้ฝึกฝนจิตวิญญาณร่วมกัน และได้บรรลุถึงแก่นแท้แห่งหยินหยางและความว่างเปล่าของกระบวนท่ามังกรเทียน เคล็ดวิชากระบี่ลับเก้ากระบวนท่าของเคล็ดวิชากระบี่มังกรสวรรค์ก็ได้รับการยกระดับขึ้นเช่นกัน

เมื่อมาถึงขั้นนี้ วิชามังกรซ่อนกายก็ถูกฝึกฝนจนบรรลุถึงขั้นความสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว ขอเพียงแค่มีพลังต้นกำเนิดในร่างกายมากพอ ก็สามารถเปลี่ยนพลังต้นกำเนิดให้กลายเป็นการหายใจภายใน เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานของอวัยวะในร่างกายได้ ทำให้เขาสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจรับออกซิเจนเป็นเวลานาน

กายทิพย์ฝ่ายอินของเกาอู่อยู่ภายนอก ในช่วงเวลาวิกฤต เขายังสามารถคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการหายใจไม่ออกได้อย่างใจเย็น

เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกหายใจไม่ออกที่เขาได้รับ ไม่ใช่เพราะขาดอากาศหายใจ เพราะในโลกแห่งจิตวิญญาณไม่มีอากาศจริงๆ อยู่แล้ว

ต้นเหตุของการหายใจไม่ออกมาจากแรงกดดันมหาศาลของน้ำทะเลอันไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งส่งผ่านมาตั้งแต่ระดับจิตวิญญาณจนถึงร่างกาย

เกาอู่สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำและกว้างใหญ่ของน้ำทะเล เมื่อเทียบกันแล้ว พลังเทวะของวีนัสกลับดูตื้นเขินไปเลย

แม้จะสามารถดึงพลังของแดนศักดิ์สิทธิ์ออกมาผ่านวิหารหมื่นเทพได้เหมือนกัน และอยู่ในระดับพลังเดียวกัน แต่พลังที่โพไซดอนแสดงออกมากลับรุนแรงกว่าวีนัสถึงสิบเท่า

เดิมทีเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับความแข็งแกร่งและอ่อนแอของนักบุญยุทธ์ระดับแปดเลย ต่อให้อาจารย์จะบอกว่าวีนัสรับการโจมตีสิบกระบี่ไม่ไหว เขาก็ยังมองภาพไม่ออก

แต่จากการลงมือของโพไซดอนและวีนัส เขาก็สามารถรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างนักบุญยุทธ์ได้อย่างชัดเจน

ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์บอกว่าโพไซดอนแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจริงๆ ด้วย!

เกาอู่ที่กำลังขาดอากาศหายใจจนแทบจะตายอยู่รอมร่อ กลับยังสามารถพร่ำเพ้อผ่านกายทิพย์ฝ่ายอินได้ ในตอนนี้จิตสำนึกของเขาดูเหมือนจะถูกวิหารหมื่นเทพแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมาน ส่วนอีกส่วนกลับรอดูเรื่องสนุก

ในสถานการณ์ปกติ เกาอู่ควรจะใช้กายทิพย์ฝ่ายอินดึงจิตสำนึกออกมา และตัดขาดการเชื่อมต่อกับวิหารหมื่นเทพไปตั้งนานแล้ว

แต่เนื่องจากผลของแอปเปิลทองคำ ตอนนี้เกาอู่กำลังอยู่ในสภาวะตื่นตัวที่พิเศษมาก ทำให้จู่ๆ เขาก็มีความเข้าใจเกี่ยวกับพลังต้นกำเนิด จิตวิญญาณ และโลกที่แตกต่างออกไป

ประกอบกับการที่นักบุญยุทธ์ทั้งสองอย่างวีนัสและโพไซดอนผลัดกันลงมือ ก็ทำให้เขาได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของพลังแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ในอีกมุมมองหนึ่งด้วย

ด้วยความสามารถของเขา เดิมทีเขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้เห็นแดนศักดิ์สิทธิ์หรอก แต่เป็นเพราะมีวิหารหมื่นเทพเป็นสื่อกลาง พลังแดนศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญยุทธ์ระดับแปดทั้งสองจึงถูกปลดปล่อยออกมาได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งอยู่ในระดับที่เขาสามารถทนรับได้พอดี

โดยเฉพาะแดนศักดิ์สิทธิ์ของโพไซดอน ที่กว้างใหญ่ดั่งท้องทะเล และลึกล้ำดั่งก้นเหว การเปลี่ยนแปลงของพลังต้นกำเนิดนั้นทั้งยิ่งใหญ่และหนักแน่น ทำให้เกาอู่รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก

ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ของโพไซดอนจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนหรือเข้าใจยากอะไรหรอก เพียงแต่พลังในแดนศักดิ์สิทธิ์ของเขานั้นมีอยู่อย่างมหาศาลและไร้ขีดจำกัด ต่อให้แสดงออกมาให้เห็นตรงๆ ก็ยังมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดอยู่ดี

แดนศักดิ์สิทธิ์ในระดับนี้ เริ่มมีพลังอำนาจดั่งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอยู่บ้างแล้ว

เคล็ดวิชากระบี่มังกรสวรรค์มีการเปลี่ยนแปลงที่ล้ำลึกมากมาย แต่เมื่อเทียบกันแล้ว กลับขาดความยิ่งใหญ่ไป หากจะพูดถึงความยิ่งใหญ่อลังการ ก็คงมีเพียงกระบวนท่ามังกรเทียนในเพลงหมัดสัณฐานมังกรเท่านั้นที่พอจะเทียบเคียงได้

พอเกาอู่นึกถึงกระบวนท่ามังกรเทียน จู่ๆ เขาก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา คัมภีร์บุญกุศลไร้ขีดจำกัดก็ปรากฏขึ้นมาโดยอัตโนมัติ หน้ากระดาษค่อยๆ พลิกไปที่หน้าของมนตราปราณเทพเต่าดำ

เขารู้ว่ามนตราปราณเทพเต่าดำถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว เขาจึงใช้กายทิพย์ฝ่ายอินดึงจิตสำนึกกลับคืนสู่ร่างต้นทันที และตัดขาดการเชื่อมต่อกับวิหารหมื่นเทพทั้งหมด

ภายในวิหารหมื่นเทพ วีนัสอุทานออกมาเบาๆ เกาอู่หนีไปแบบนี้เลยเหรอ? รอยประทับที่เธอทิ้งไว้ในจิตวิญญาณของเกาอู่ก็พังทลายลงไปพร้อมกัน

ปัญหาคือเกาอู่หนีไปได้ยังไง?

แดนศักดิ์สิทธิ์จ้าวสมุทรของโพไซดอนกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน อย่าว่าแต่เกาอู่ตัวเล็กๆ เลย ต่อให้เป็นไห่อู๋จี๋หลงเข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์จ้าวสมุทร ก็อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้ง่ายๆ

วีนัสหันไปมองโพไซดอน "เกิดอะไรขึ้นคะ?"

ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของโพไซดอนที่อยู่ในเงามืดของบัลลังก์เทพทอประกายประหลาด เขากล่าวอย่างเรียบเฉย "บนโลกใบนี้มักจะมีเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมได้เสมอแหละ แค่อุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ไม่เห็นต้องเก็บมาใส่ใจเลย

"เธอมีหน้าที่ไปหาฉินจิ่วเย่ว์กับเว่ยเฉียนคุนก็พอ ส่วนทางนี้เราจะเร่งมือให้เร็วขึ้น วันที่เราหาตรีศูลจ้าวสมุทรพบ ก็จะเป็นวันสิ้นสุดของสหพันธ์..." โพไซดอนสั่งความเสร็จ ร่างของเขาก็เลือนหายไป

วีนัสมองไปที่ใจกลางวิหารด้วยความเจ็บใจ เมื่อกี้เธอเกือบจะจับเกาอู่ได้อยู่แล้ว เธอมีลางสังหรณ์ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่แน่ๆ...

เกาอู่กำลังดื่มด่ำกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกแห่งจิตวิญญาณ อักขระแปดแฉกสีดำนับไม่ถ้วนกำลังร่ายรำและรวมตัวกันในโลกแห่งจิตวิญญาณของเขา ไม่นานนักมันก็กลายร่างเป็นเต่ายักษ์ตัวใหญ่และงูดำที่ปราดเปรียว

เต่าและงูพันเกี่ยวกัน เต่ายักษ์ดูลึกล้ำดั่งท้องทะเล ส่วนงูยาวก็เลื้อยไปมาราวกับเกลียวคลื่น

รูปลักษณ์เทพเต่าและงูที่พันเกี่ยวกันพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ทั้งดูมั่นคง น่าเกรงขาม และพลิ้วไหวอย่างน่าอัศจรรย์...

"ชลธีอุดรทิศ ราชันย์แท้เต่าดำ หลอมปราณก่อกังสดาล พลังเทวะไร้ผู้ต่อกร..."

แก่นแท้ต่างๆ ของมนตราปราณเทพเต่าดำได้ประทับลงในโลกแห่งจิตวิญญาณของเกาอู่อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เขาเข้าใจถึงอานุภาพของมนตราปราณเทพเต่าดำได้โดยปริยาย

มนตราเทพบทนี้ใช้สำหรับเพิ่มพละกำลังของร่างกายเป็นหลัก และยังสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายทั้งภายในและภายนอกได้อีกด้วย

เพียงแต่ตอนนี้พื้นฐานร่างกายของเขาแข็งแกร่งเกินไปแล้ว มนตราปราณเทพเต่าดำในขั้นเริ่มต้น จึงแทบไม่มีผลอะไรกับเขาเลย

เกาอู่จึงใช้แต้มบุญกุศลหนึ่งร้อยสิบสองล้านแต้ม ดันมนตราปราณเทพเต่าดำให้เลื่อนขึ้นไปถึงขั้นสมบูรณ์แบบในทันที

แต้มบุญกุศลจำนวนมหาศาลเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณอันไร้ที่สิ้นสุดในทันที รูปลักษณ์เทพเต่าและงูที่พันเกี่ยวกันแตกตัวออกเป็นอักขระแปดแฉกสีดำนับพันนับหมื่น แทรกซึมเข้าไปในร่างกายของเกาอู่

ในร่างกายของเขามีอักขระมนตราเทพทั้งสี่สายคอยเสริมพลังให้อยู่แล้ว เพียงแต่อักขระทั้งสี่สายต่างก็แยกย้ายกันไป และไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน

เมื่ออักขระแปดแฉกสีดำแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย มันก็สร้างการเชื่อมต่อกับอักขระอีกสี่สายทันที และรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว

ในมุมมองของเกาอู่ มนตราปราณเทพเต่าดำก็เหมือนกับจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่นำไปต่อกับมนตราเทพอีกสี่สาย จนกลายเป็นวงแหวนที่สมบูรณ์แบบ

มนตราปราณเทพเต่าดำนับร้อยนับพัน รวมกับมนตราเทพอีกสี่สายนับร้อยนับพัน กลายเป็นวงแหวนนับร้อยนับพัน ตั้งแต่กระดูก หลอดเลือด อวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ฯลฯ ทุกส่วนล้วนถูกวงแหวนมนตราเทพเบญจธาตุนับไม่ถ้วนรัดเอาไว้อย่างแน่นหนา

เมื่อมาถึงขั้นนี้ เกาอู่ถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า ที่แท้มนตราเทพทั้งห้าสายก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อมนตราเทพทั้งห้าสายรวมตัวกันครบ ก็สามารถหลอมรวมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แน่นอนว่า เป็นเพราะมนตราเทพทั้งห้าสายของเขา ล้วนแต่บรรลุถึงขั้นสมบูรณ์แบบแล้วอย่างน้อย

มนตราปราณเทพเต่าดำหมุนเวียนโดยอัตโนมัติ และขับเคลื่อนให้มนตราเทพเบญจธาตุจำนวนนับไม่ถ้วนหมุนตามไปด้วย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของเขาตั้งแต่ระดับที่เล็กละเอียดที่สุด

ในกระบวนการเสริมสร้างความแข็งแกร่งนี้ มนตราเทพทั้งห้าสายยังประสานพลังซึ่งกันและกันอย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อสร้างความสมดุล...

ซ่งหมิงเยว่ที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียง สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเกาอู่ผ่านทางจิตวิญญาณ

รูปลักษณ์เทพงูคู่ขาวดำของเธอถูกกระตุ้นออกมาโดยอัตโนมัติ เธอมีประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงรู้ว่าเกาอู่ได้ปลุกพลังพิเศษขึ้นมาแล้ว

ผ่านการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณของทั้งสองฝ่าย ซ่งหมิงเยว่ถึงกับมองเห็นรูปลักษณ์เทพเต่าและงูที่พันเกี่ยวกันได้

เต่ายักษ์ที่ลึกล้ำ และงูยาวที่ปราดเปรียว เจตจำนงของรูปลักษณ์เทพนี้ช่างเข้ากับวิชาเสวียนหมิงของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ

งูคู่ขาวดำถูกดึงดูดด้วยรูปลักษณ์เทพเต่าและงูที่พันเกี่ยวกัน และค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปในนั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ในความเลือนราง ซ่งหมิงเยว่รู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นงูวิเศษตัวนั้นที่กำลังพันรอบตัวเต่ายักษ์ พลังต้นกำเนิดอันไร้ที่สิ้นสุดถูกเปลี่ยนเป็นทะเลเสวียนหมิงที่กว้างใหญ่ไพศาลและลึกล้ำ ปล่อยให้เธอกับเกาอู่ได้โลดแล่นไปตามใจชอบ...

เมื่อก่อนตอนที่พวกเขาสองคนประสานจิตวิญญาณกัน ส่วนใหญ่ก็แค่เพื่อขัดเกลาพลังจิตและเจตจำนงวิถียุทธ์ของกันและกันเท่านั้น

จนกระทั่งตอนนี้ เมื่อเกาอู่ยกระดับมนตราปราณเทพเต่าดำขึ้นสู่ขั้นสมบูรณ์แบบ รูปลักษณ์เทพเต่าดำและงูฟ้าเสวียนหมิงของซ่งหมิงเยว่ก็สร้างความเข้ากันได้ในระดับพลังต้นกำเนิดอย่างแท้จริง

ซ่งหมิงเยว่เพิ่งจะกินแอปเปิลทองคำเข้าไป ทำให้งูฟ้าเสวียนหมิงตื่นขึ้นสู่การเปลี่ยนแปลงของงูคู่หยินหยางในระดับที่สูงขึ้นไปอีก จุดชีพจรทั้งหกจุดที่เกี่ยวข้องก็เกิดปฏิกิริยาของพลังต้นกำเนิดขึ้นมาแล้ว

เพียงแต่การฝึกฝนพลังต้นกำเนิดในระดับนี้ จำเป็นต้องฝึกฝนไปทีละก้าว ระหว่างการสัมผัสจุดชีพจรและการควบแน่นจุดชีพจร ยังต้องอาศัยการขัดเกลาพลังต้นกำเนิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้รากฐานมั่นคง

ผ่านการสั่นพ้องของรูปลักษณ์เทพ ฤทธิ์ยาของแอปเปิลทองคำที่สะสมอยู่ในร่างกายของซ่งหมิงเยว่ก็ถูกกระตุ้นออกมาทั้งหมด จุดชีพจรทั้งหกจุดก็ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้การชักนำของรูปลักษณ์เทพเต่าดำ

ไห่อู๋จี๋คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของเกาอู่อยู่ตลอด เขาไม่ได้สนใจเรื่องความเป็นส่วนตงส่วนตัวอะไรหรอก เรื่องความเป็นความตายของเกาอู่ จะมัวมาห่วงเรื่องพวกนี้ทำไมกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เกาอู่กับซ่งหมิงเยว่ก็คงไม่ไร้เดียงสาถึงขนาดมาทำเรื่องลับๆ ล่อๆ ในเวลาแบบนี้หรอก

การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเกาอู่นั้นซ่อนเร้นมาก ไห่อู๋จี๋สัมผัสได้ลางๆ แต่ก็ไม่แน่ใจนัก

จนกระทั่งซ่งหมิงเยว่สามารถควบแน่นจุดชีพจรในร่างกายได้สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงของพลังต้นกำเนิดที่ชัดเจนขนาดนี้ ยังไงก็ปิดบังไห่อู๋จี๋ไม่มิดหรอก

ไห่อู๋จี๋ตระหนักได้ทันทีว่าเกาอู่สร้างเรื่องอีกแล้ว! ไอ้เด็กนี่มีพรสวรรค์ด้านพลังพิเศษโผล่มาทีละอย่าง แถมยังสามารถยกระดับได้ตามใจชอบอีก ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!

เขาสังเกตเห็นว่าสภาพจิตใจของเกาอู่และซ่งหมิงเยว่ต่างก็มั่นคงดีมาก ร่างกายก็แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เขาก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนไม่เป็นอะไร เขาจึงวางใจ

ส่วนเรื่องที่ว่าตื่นขึ้นมาเป็นพลังพิเศษอะไร และจะนำความเปลี่ยนแปลงอะไรมาสู่เกาอู่บ้าง เรื่องนั้นเขาดูไม่ออกจริงๆ

วิถียุทธ์เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ฝึกฝนได้ ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา ด้วยความพยายามของคนนับไม่ถ้วน วิถียุทธ์ก็ได้กลายเป็นระบบที่สมบูรณ์และเป็นวิทยาศาสตร์ไปแล้ว

แต่ผู้ที่มีพลังพิเศษกลับมีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น แถมพลังพิเศษของแต่ละคนก็ยังไม่เหมือนกันอีก การวิจัยเกี่ยวกับพลังพิเศษจึงหยุดอยู่แค่ในระดับตื้นๆ เท่านั้น

เขาเองก็มีพลังพิเศษด้านมิติ ต่อให้เขาฝึกฝนจนถึงขั้นแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของพลังพิเศษด้านมิติเลย และยิ่งไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าพลังพิเศษด้านมิติมันตื่นขึ้นมาได้อย่างไร

ไห่อู๋จี๋ก็ล้มเลิกการวิจัยเกี่ยวกับพลังพิเศษไปแล้ว เพราะพลังความสามารถนี้ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้ ไม่สามารถสืบทอดได้ ต้องอาศัยการตื่นรู้ของแต่ละคนเท่านั้น ซึ่งมีความไม่แน่นอนมากเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงแล้วขีดจำกัดสูงสุดของพลังพิเศษก็ยังห่างไกลจากวิถียุทธ์มากนัก ไม่มีความเสถียรเท่าวีถียุทธ์ และยังขาดการพลิกแพลงของวิถียุทธ์อีกด้วย

พลังของพลังพิเศษนั้นตายตัวเกินไป ต้องนำมาผสานกับวิถียุทธ์เท่านั้น ถึงจะสามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงออกมาได้

ตอนที่เห็นพลังพิเศษในการควบคุมไฟของเกาอู่ในตอนแรก ไห่อู๋จี๋ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาแค่คิดว่าร่างกายของเกาอู่นั้นทนทาน น่าจะลองให้ใช้ยาวิเศษดู

ถ้าสามารถหาเส้นทางการใช้ยาที่เสถียรได้ ก็จะสามารถนำไปเผยแพร่ได้ทันที ในอนาคตเกาอู่ก็จะได้เป็นปรมาจารย์แห่งสำนักฉีดยา และสร้างประโยชน์ให้กับผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วน!

แต่หลายเดือนผ่านไป ไห่อู๋จี๋กลับพบว่าเกาอู่มีพลังพิเศษเพิ่มขึ้นมาทีละอย่าง แถมยังสามารถปรับเปลี่ยนร่างกายของตัวเองได้ตามใจชอบอีก ถ้าไม่เห็นกับตาตัวเอง เขาคงไม่กล้าเชื่อเลยว่าบนโลกนี้จะมีพลังพิเศษที่โรคจิตขนาดนี้อยู่ด้วย...

เมื่อเห็นไอ้เด็กนี่อัปเกรดพลังพิเศษได้อีกแล้ว ไห่อู๋จี๋ก็ทั้งวางใจและอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก ว่าตกลงแล้วมันทำได้ยังไงกันแน่

ถ้าเกาอู่ไม่ใช่ศิษย์สายตรงของเขาล่ะก็ เขาคงอยากจะหั่นไอ้เด็กนี่เป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปตรวจดูส่วนประกอบจริงๆ นะ...

หกโมงเช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เกาอู่ลืมตาขึ้น เขาก็เห็นเพียงความว่างเปล่าอยู่ข้างเตียง เสี่ยวซ่งหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ในความทรงจำอันเลือนลาง เขาจำได้ว่ารูปลักษณ์เทพงูคู่ขาวดำของเสี่ยวซ่งเลื้อยเข้ามาพันรอบตัวเขา... การสื่อสารทางจิตวิญญาณแบบนี้ พอคิดย้อนกลับไปก็แอบรู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน... ความจริงมันก็เป็นเรื่องจริงจังนะ!

เกาอู่ใช้สัมผัสทางจิตวิญญาณ ก็ยืนยันได้ทันทีว่าเสี่ยวซ่งกำลังขัดเกลาพลังต้นกำเนิดอยู่ห้องข้างๆ ทำไมจู่ๆ พลังต้นกำเนิดของเธอถึงได้แข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้ล่ะ?

เสี่ยวซ่งนี่เป็นสหายที่ดีจริงๆ คอยเรียนรู้ ใช้ชีวิต และก้าวหน้าไปพร้อมกับเขา! พวกเขาสองคนนี่มันคู่สร้างคู่สมชัดๆ!

เกาอู่อารมณ์ดีมาก การตื่นขึ้นของมนตราปราณเทพเต่าดำซึ่งเป็นมนตราสายสุดท้าย ได้เติมเต็มชิ้นส่วนสุดท้ายให้สมบูรณ์แล้ว

มนตราเทพทั้งห้าสายยังรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไรชัดเจน แต่เขาก็รู้สึกได้ถึงความกลมกลืนและสบายตัวอย่างประหลาด ซึ่งนี่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีอย่างแน่นอน

เมื่อเปิดคัมภีร์บุญกุศลไร้ขีดจำกัดดู ก็เห็นว่าพละกำลังเพิ่มขึ้นเจ็ดจุด ทำให้มีคะแนนรวมถึง 25 จุด

หากดูจากตัวเลข ก็เท่ากับว่าพละกำลังเพิ่มขึ้น 17 เท่า แต่ทว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าพลังหมัดจะเพิ่มขึ้น 17 เท่าโดยตรงหรอกนะ

เพราะพลังของคนเราไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังหมัดได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งหมด ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งแค่ไหนก็ทำไม่ได้ มีเพียงพลังต้นกำเนิดซึ่งเป็นพลังที่มองไม่เห็นเท่านั้น ที่จะสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังหมัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เกาอู่ไม่ได้ลองชกออกไปเพื่อทดสอบพลัง เพราะด้วยพละกำลังของเขาในตอนนี้ ห้องนี้ก็บอบบางราวกับฟองสบู่เลยล่ะ

นั่นก็เป็นเพราะความว่องไว พละกำลัง รากฐานสติปัญญา และจิตวิญญาณ ล้วนอยู่ในสภาวะสมดุล ถึงไม่ทำให้พละกำลังที่พุ่งพรวดขึ้นมาถึง 17 เท่าสูญเสียการควบคุมไป

เขากำหมัดแน่น ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็รู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่สามารถต่อยดาวเคราะห์ให้ทะลุได้เลยทีเดียว แน่นอนว่ามันก็เป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้นแหละ

เมื่อการฝึกปรือมาถึงขั้นนี้ ความจริงเขาก็สามารถประเมินพลังของตัวเองได้อย่างแม่นยำแล้ว

ตอนนี้พลังหมัดที่เกิดจากการระเบิดพลังของร่างกายเพียงอย่างเดียวก็สามารถสูงถึงหนึ่งแสนกิโลกรัมแล้ว ซึ่งมันแข็งแกร่งกว่าตอนที่เขาระเบิดพลังต้นกำเนิดเพิ่มขึ้นสามเท่าเสียอีก ถ้าเขาใช้มนตราปราณเทพเต่าดำระเบิดพลังออกมาสิบชั้น เพื่อเพิ่มพละกำลังให้ถึง 30 จุด และได้รับการเสริมพลังจากมนตราเทพศาสตราพยัคฆ์ขาวเข้าไปอีก หมัดเดียวก็น่าจะเป่าพวกระดับเจ็ดจนแหลกได้เลยมั้ง?

เขาก็ไม่แน่ใจนัก ร่างกายของมนุษย์นั้นเปราะบางเกินไป พลังของร่างกายย่อมมีขีดจำกัด จึงมีน้อยคนนักที่จะเลือกเดินบนเส้นทางแห่งการขัดเกลาร่างกายเพียงอย่างเดียว

พลังของร่างกายอาศัยการหดตัวของกล้ามเนื้อและกระดูก เพื่อเปลี่ยนพลังงานกลให้กลายเป็นพลังงานจลน์ ก็ลองคิดดูสิว่า ร่างกายมนุษย์จะมีกล้ามเนื้อได้สักเท่าไหร่กัน พลังงานจลน์ที่ปล่อยออกมาจึงมีจำกัดมาก

มีเพียงอสูรต่างถิ่นที่มีร่างกายใหญ่โตสูงหลายสิบเมตรเท่านั้น ที่จะสามารถอาศัยร่างกายปล่อยพลังงานจลน์หลายร้อยหลายพันตันออกมาได้อย่างอิสระ

พละกำลัง 25 จุด น่าจะถึงขีดจำกัดของมนุษย์แล้ว ต่อให้อาจารย์ไห่อู๋จี๋เอง ก็ยังมีร่างกายที่ไม่แข็งแกร่งถึงระดับนี้เลย!

ความจริงแล้วกิโลกรัมคือหน่วยวัดมวล จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้อธิบายพลังหมัด คำอธิบายที่แม่นยำกว่าสำหรับพลังหมัดของเขาคือ พลังระดับหนึ่งแสนกิโลกรัมฟอร์ซ (kgf)

เมื่อชกออกไปหนึ่งหมัด พลังงานที่ปล่อยออกมานั้นน่ากลัวมาก ซึ่งมันแตกต่างจากการทำงานของรถเครนหลายพันตันอย่างสิ้นเชิง... ทั้งสองสิ่งนี้ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย

การที่พละกำลังเพิ่มขึ้น เกาอู่รู้สึกว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นมากที่สุดก็คือความแข็งแกร่งของร่างกาย สำหรับเขาในตอนนี้ คำว่า 'แข็งแกร่งดุจเพชร' ถือเป็นคำอธิบายที่เป็นกลางที่สุดแล้ว

และมีเพียงร่างกายที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดเท่านั้น ถึงจะสามารถปลดปล่อยพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมาได้ ทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์ที่แปรผันตามกันอย่างใกล้ชิด

เมื่อมาถึงขั้นนี้ ข้อได้เปรียบของพลังกาย 30 จุดถึงได้ถูกดึงออกมาใช้อย่างแท้จริง ความเร็วก็เพิ่มขึ้นตามพละกำลัง รวมถึงจิตวิญญาณและรากฐานสติปัญญา ความจริงแล้วมันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยทั้งหมด

เกาอู่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเขาแข็งแกร่งขึ้น พลังโดยรวมของเขาเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสามเท่า

ถ้าต้องเจอกับคู่ต่อสู้อย่างอาร์สหรือเยียหลัวอีกครั้ง เขาก็ไม่จำเป็นต้องระเบิดพลังก็สามารถฆ่าพวกมันได้แล้ว

ถ้าเขาสามารถหลอมรวมพละกำลังเข้ากับเพลงหมัดและเพลงกระบี่ได้อย่างแท้จริง พลังการต่อสู้ของเขาก็จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น

การที่มนตราเทพทั้งห้าสายรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน น่าจะยังมีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สูงกว่านี้อีก อาจจะเป็นเพราะมนตราปราณเทพมังกรครามแข็งแกร่งเกินไป จึงทำลายความสมดุลของมนตราเทพทั้งห้าสาย

พอคิดมาถึงตรงนี้ เกาอู่ก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา นั่นแปลว่าเขาต้องสะสมแต้มบุญกุศลให้ได้สี่พันล้านแต้ม ต่อให้เขาจะฆ่าวีนัสได้ เกรงว่าแต้มก็คงยังไม่พออยู่ดี!

เมื่อนึกถึงวีนัสและโพไซดอน เกาอู่ก็ใจเย็นลง เมื่อเทียบกับนักบุญยุทธ์ระดับแปดแล้ว ความก้าวหน้าเพียงแค่นี้ของเขาถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก

ไม่ต้องพูดถึงวิหารหมื่นเทพหรอก เอาแค่แดนศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญยุทธ์ระดับแปดทั้งสองคน ก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว

เขาไม่ได้มีความคิดที่จะขอให้อาจารย์ช่วยระบายอารมณ์หรือแก้แค้นให้เลย ในสถานการณ์แบบนี้ ไห่อู๋จี๋ไม่สามารถลงมือได้ง่ายๆ หรอก

ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เป็นอะไร จึงไม่ควรทำให้สหพันธ์และสมาพันธ์ต้องมาผิดใจและทำสงครามกันเพราะเรื่องนี้ ความแค้นนี้เขาจะเก็บไว้ชำระด้วยตัวเอง และเชื่อว่าคงจะใช้เวลาอีกไม่นานหรอก

เกาอู่มีความมั่นใจในเรื่องนี้มาก สิ่งที่เขาต้องทำก็คือพยายามฆ่ายอดฝีมือของลัทธิเทพปีศาจให้มากที่สุด และฆ่าเผ่าพันธุ์ตลอดจนอสูรต่างถิ่นให้ได้มากที่สุด

เขาครุ่นคิดอยู่ในใจ "อีกไม่กี่วันก็ต้องไปตำหนักหมื่นวิญญาณแล้ว ไม่รู้ว่าข้างในจะมีของดีๆ อะไรบ้างไหม? ถ้าไม่มีของดี ได้แต้มบุญกุศลก็ยังดีล่ะนะ..."

จบบทที่ บทที่ 261 มนตราปราณเทพเต่าดำ

คัดลอกลิงก์แล้ว