- หน้าแรก
- ในโลกฝึกยุทธ์ ข้ามุ่งฝึกเซียน
- บทที่ 249 ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา
บทที่ 249 ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา
บทที่ 249 ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา
บทที่ 249 ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา
แสงสีขาวเจิดจ้ากลายเป็นลูกไฟขนาดมหึมาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ความร้อนอันน่าสะพรึงกลัวถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกับเปลวเพลิง เสียงระเบิดดังกึกก้องสะท้านฟ้าสะเทือนดินแผ่กระจายออกไปพร้อมกับอากาศที่ถูกบีบอัด
คลื่นกระแทกจากการระเบิดกวาดเอาฝุ่นควันและเศษหินให้ปลิวว่อน พุ่งทะยานแผ่ขยายไปทุกทิศทางตามหลังคลื่นเสียง
ลูกไฟอุณหภูมิสูงที่พวยพุ่งขึ้นไปสร้างแรงดันมหาศาล ดูดเอาฝุ่นควันและเศษซากต่างๆ จากพื้นดินขึ้นไปจนกลายเป็นเสาควันสีขุ่นขนาดมหึมา
ลูกไฟที่ปลดปล่อยพลังงานอันบ้าคลั่งออกมาค่อยๆ แผ่ขยายออกจนกลายเป็นรูปดอกเห็ดยักษ์ และรวมตัวกับควันสีดำด้านล่าง กลายเป็นเมฆรูปดอกเห็ดยักษ์ที่มีแสงไฟกะพริบแปลบปลาบกำลังลอยตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ
"เร็วเข้า" เกาอู่เรียกซ่งหมิงเยว่ให้เร่งความเร็ว เขาวิ่งนำหน้าถือของหนีออกจากทางเข้ามิติ
ทางเข้ามิติอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานกว่าสิบกิโลเมตร คลื่นกระแทกที่รุนแรงที่สุดได้กวาดผ่านไปแล้ว ทำลายล้างทั้งกล้องวงจรปิดและสิ่งของอื่นๆ จนหมดสิ้น ต้นไม้รอบๆ หักโค่นไปกว่าครึ่ง ส่วนพวกหญ้าและพุ่มไม้ก็ลู่ล้มไปทางเดียวกันทั้งหมด
ในอากาศยังคงมีกลิ่นเหม็นไหม้ของอุณหภูมิสูงลอยคละคลุ้ง อนุภาคของสสารต่างๆ ที่เปลี่ยนสภาพจากการแตกตัวของนิวเคลียสปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า กลายเป็นอนุภาคกัมมันตภาพรังสีที่อันตรายถึงชีวิต
แต่เกาอู่ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย เพราะด้วยค่าพลังกาย 15 จุด เขาสามารถทนต่อรังสีระดับนี้ได้อย่างสบายๆ
ต้องรู้ว่ายาปรับแต่งยีนที่เขาฉีดเข้าไปนั้น มีพลังทำลายล้างร่างกายที่น่ากลัวกว่ารังสีพวกนี้ตั้งเยอะ
ซ่งหมิงเยว่เดินตามหลังเกาอู่ออกมาอย่างไม่รีบร้อนนัก เธอมองเกาอู่แล้วถามว่า "ทำแบบนี้มันจะไม่ดูเวอร์ไปหน่อยเหรอ?"
"ก็ต้องการให้มันดูเวอร์แบบนี้แหละ" เกาอู่หันไปบอกเซี่ยเป่ยที่เดินตามหลังมาพร้อมกับถือโทรศัพท์ถ่ายคลิปอยู่ "พี่เซี่ย ถ่ายให้มันออกมาดูดีหน่อยนะ!"
เซี่ยเป่ยพยักหน้าอย่างแรง แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจว่าทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร แต่หน้าที่ของเขาคือแค่ช่วยถ่ายคลิป จึงไม่จำเป็นต้องถามอะไรให้มากความ
ซ่งชุนชิวเดินตามมาเป็นคนสุดท้ายด้วยสีหน้าซับซ้อน กล้องที่ติดอยู่ตรงหน้าอกของเขากำลังบันทึกภาพทุกอย่างตามความเป็นจริง
เกาอู่เปิดกระป๋องเครื่องดื่มมังกรคลั่ง ซ่งหมิงเยว่ก็รู้หน้าที่รีบส่งแก้วไวน์ทรงสูงที่ใส่น้ำแข็งจนเต็มมาให้สองใบ เกาอู่เทเครื่องดื่มชูกำลังสีทองลงในแก้วไวน์ใสอย่างสง่างาม...
"ชนแก้ว!" เกาอู่ยกแก้วไวน์ขึ้นชนกับซ่งหมิงเยว่ แล้วแหงนหน้าดื่มเข้าไปอึกหนึ่ง
ซ่งหมิงเยว่ที่สวมแว่นกันแดดอันใหญ่ก็ดื่มตามอย่างรู้จังหวะ
การชนแก้วของทั้งสองคนไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก แต่ด้วยความที่ฝ่ายชายดูหล่อเหลา สง่างาม และร่าเริง ส่วนฝ่ายหญิงก็ดูสวย สง่า และเย็นชา ทำให้ภาพที่ออกมาดูเจริญตาเป็นอย่างมาก
ที่พิเศษคือ ฉากหลังของการดื่มฉลองในครั้งนี้ มีเมฆรูปดอกเห็ดยักษ์กำลังลอยตัวสูงขึ้นอย่างช้าๆ รอบๆ เมฆรูปดอกเห็ดมีสายฟ้านับพันสายแลบแปลบปลาบ และมีฝุ่นควันพวยพุ่งอยู่มากมาย
อาวุธขั้นสุดยอดที่อารยธรรมมนุษย์สร้างขึ้น กำลังประกาศการมาถึงและแสดงอานุภาพของมันด้วยวิธีนี้...
ที่เกาอู่แกล้งทำเท่ไปนิดหน่อย ก็เพราะหนึ่ง เพื่อสร้างกระแสและเรียกแต้มบุญกุศล สอง คือทำแบบนี้มันน่าสนุกดี และสาม เพื่อทำหน้าที่พรีเซนเตอร์ให้สมบูรณ์
นี่คือภาพที่ระลึกจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์สังหารอสูรต่างถิ่นระดับเจ็ด เอาไว้ใช้เป็นหลักฐานเวลาเอาไปโม้ตอนแก่ได้ด้วย!
ซ่งหมิงเยว่ไม่ได้มีร่างกายที่ผิดมนุษย์มนาแบบเกาอู่ เธอแค่ให้ความร่วมมือถ่ายรูปนิดหน่อย แล้วก็รีบปิดหมวกกันน็อกแบบมิดชิดเหมือนเดิม
ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายและพลังต้นกำเนิดที่ทรงพลังของเธอในตอนนี้ ต่อให้ไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันใดๆ เธอก็ไม่เป็นไรหรอก แต่มันไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงนี่นา
กัมมันตภาพรังสีก็คือฝุ่นอนุภาคชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเกลียดที่สุด
เกาอู่ก็สวมดวงตาโลหิตกลับเข้าไปเช่นกัน ขอแค่ได้โพสท่าเท่ๆ ก็พอแล้ว
ส่วนซ่งชุนชิวและเซี่ยเป่ยนั้น สวมชุดเกราะดำมิดชิดมาตั้งแต่ต้นจนจบ
ความจริงแล้ว ยังมีทีมย่อยอีกสองทีมตามหลังมา และในอุโมงค์ก็มีการวางระเบิดนิวเคลียร์ไว้อีกสามลูกเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุฉุกเฉิน
ถึงอย่างไรก็เป็นอสูรต่างถิ่นระดับเจ็ด หากไม่สามารถฆ่าได้ในครั้งเดียว เรื่องมันก็จะยุ่งยากมาก
โชคดีที่กระบวนการผ่านไปด้วยดีมาก
ไม่ว่าอสูรต่างถิ่นตัวนี้จะอยู่ระดับเจ็ดหรือระดับแปด แต่เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดในปาก อุณหภูมิหลายล้านองศาที่ปะทุขึ้นในชั่วพริบตาก็มากพอที่จะหลอมละลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยไม่มีโอกาสให้รอดชีวิตเลย
สนามพลังต้นกำเนิดท้ายที่สุดก็เป็นเพียงพลังงานชนิดพิเศษอย่างหนึ่ง สามารถเปลี่ยนพลังงานจลน์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ยากที่จะต้านทานรูปแบบการระเบิดของพลังงานบริสุทธิ์อย่างอุณหภูมิสูงได้
เหตุผลที่มนตราแสงเทพหงส์เพลิงของเกาอู่สามารถใช้สังหารผู้แข็งแกร่งที่ระดับสูงกว่าได้บ่อยครั้ง ก็เพราะอุณหภูมิที่สูงนั้นสามารถทำลายสนามพลังต้นกำเนิดได้ง่ายกว่านั่นเอง
ทั้งสี่คนค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้สถานที่เกิดเหตุ เมื่อเมฆรูปดอกเห็ดค่อยๆ จางหายไป ก็เผยให้เห็นหลุมลึกที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายสิบเมตรตรงจุดศูนย์กลางการระเบิด
หินทรายถูกทำให้กลายเป็นไอและหลอมละลาย พื้นผิวของหลุมลึกกลายเป็นแก้ว น้ำในทะเลสาบที่ถูกคลื่นกระแทกผลักออกไปได้ไหลย้อนกลับมาเติมเต็มหลุมลึกนั้น...
ในบริเวณนั้นไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย มีเพียงร่องรอยการทำลายล้างที่หลงเหลือจากการระเบิดของพลังงานเท่านั้น ไม่พบแม้แต่เศษซากชิ้นเล็กๆ
ทั้งสี่คนจึงขยายขอบเขตการค้นหาให้กว้างขึ้น เกาอู่ขี่ม้าพาซ่งหมิงเยว่ไปด้วย ไม่นานก็ค้นพบส่วนหางของงูยักษ์
หางงูที่มีความยาวกว่าสามเมตร ส่วนหนึ่งกลายเป็นถ่านไปแล้ว แต่เส้นประสาทของหางงูส่วนที่เหลือกลับยังไม่ตายสนิท และยังคงกระตุกเบาๆ
ซ่งหมิงเยว่ตรวจสอบดูครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "น่าจะเป็นเพราะคลื่นกระแทกที่รุนแรงเกินไป ทำให้ร่างของงูยักษ์ขาดสะบั้นและปลิวหายไป เหลือไว้แค่ส่วนหางนี่ล่ะมั้ง"
"ไม่รู้ว่ากินแล้วรสชาติจะเป็นยังไงนะ" เกาอู่ตบหางงูเบาๆ หางงูส่วนน้อยนี้มีความสูงกว่าหนึ่งเมตร และเกล็ดขนาดเท่ากำปั้นส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
เกาอู่ไปยืนอยู่ข้างหางงู แล้วชูนิ้วโป้งให้ซ่งหมิงเยว่ช่วยถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
แค่หางงูท่อนนี้ก็มีน้ำหนักมากกว่าสามพันชั่งแล้ว โชคดีที่ม้าศึกจักรกลสามารถแบกไหว แถมยังบินได้อีกด้วย
หลักๆ เป็นเพราะพลังต้นกำเนิดในโลกต่างมิตินั้นหนาแน่นมาก แกนกลางจิตวิญญาณของม้าศึกจักรกลจึงสามารถควบคุมพลังต้นกำเนิดมาขับเคลื่อนร่างเหล็กของมันได้อย่างง่ายดาย
ต้องรู้ว่าม้าศึกจักรกลในโลกแห่งความเป็นจริงมีน้ำหนักถึงห้าตัน น้ำหนักแค่สามพันกว่าชั่งจึงถือว่าจิ๊บจ๊อยมากสำหรับมัน
หางงูถูกส่งกลับไปและบรรจุในหีบห่อที่ปิดผนึกอย่างดี ทั้งเนื้อและเลือดของมันอาจจะมีพิษร้ายแรง แถมยังมีกัมมันตภาพรังสีอีก จึงต้องจัดการอย่างระมัดระวัง
โชคดีที่กองทัพมีประสบการณ์ในการจัดการกับอสูรต่างถิ่นมาเป็นเวลานาน จึงมีขั้นตอนการจัดการที่ครอบคลุมอยู่แล้ว
เกาอู่ขี่ม้าศึกจักรกลนำทางพาทุกคนไปที่รังของงูยักษ์
ในรัศมีหนึ่งพันลี้รอบๆ อสูรต่างถิ่นระดับเจ็ดที่แข็งแกร่ง ย่อมไม่มีอสูรต่างถิ่นที่แข็งแกร่งตัวอื่นอยู่เลย
อาณาเขตหมายถึงความปลอดภัย หมายถึงทรัพยากรในการดำรงชีวิต สัญชาตญาณหวงถิ่นของอสูรต่างถิ่นนั้นรุนแรงกว่ามนุษย์มาก
เมื่องูยักษ์ตายไปแล้ว บริเวณรอบๆ ก็ไม่มีภัยคุกคามใดๆ อีก
ทั้งสี่คนเดินทางมาถึงรังของงูยักษ์ได้อย่างราบรื่น ที่นี่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางการระเบิดหลายสิบกิโลเมตร จึงแทบไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
เมื่อเห็นก้อนกลมๆ สีทองขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลหลายสิบก้อนอยู่ในถ้ำ ดวงตาของซ่งชุนชิวก็เป็นประกาย เขาเดินเข้าไปหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วลองเคาะดูแรงๆ แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ ดังขึ้นมาเลย เพราะก้อนสีทองนั้นไม่มีการเสียรูปหรือสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย
ซ่งชุนชิวรู้สึกประหลาดใจและดีใจมาก เพชรคริสตัลที่ผ่านการสกัดจากงูยักษ์ กลับมีคุณสมบัติทางกายภาพในระดับที่สูงขึ้น
เขาหันไปถามเกาอู่ "นายคิดว่าจะแบ่งกันยังไงดี?"
เกาอู่หัวเราะ เขานึกถึงคำพูดของซ่งชุนชิวที่บอกว่า 'พี่น้องท้องเดียวกันยังต้องคิดบัญชีให้ชัดเจนเลย' ซึ่งเขาเห็นด้วยอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การคิดบัญชีให้ชัดเจนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเย็นชาไร้น้ำใจและคิดเล็กคิดน้อยเสมอไป
"ผมเป็นผู้น้อย ขอให้ท่านอาจารย์ซ่งเป็นคนตัดสินใจเถอะครับ" เขาพูดอย่างจริงใจ
ซ่งชุนชิวพยักหน้า "นายเป็นคนเจออสูรต่างถิ่นตัวนี้ และเป็นคนวางแผนจัดการมัน แถมนายยังเจอช่องว่างมิตินี้อีก ซึ่งมีค่ามหาศาลสำหรับพวกเรา
"งั้นเพชรคริสตัลที่นี่ พวกเราขอรับไว้สามส่วน ส่วนนายเอาไปเจ็ดส่วน นายว่าดีไหม?"
เกาอู่คิดว่าอัตราส่วนนี้สมเหตุสมผลดี ความจริงแล้วหกต่อสี่หรือห้าต่อห้าเขาก็รับได้ เพราะยังไงก็ต้องใช้ระเบิดนิวเคลียร์ ถ้าไม่มีของสิ่งนี้ ต่อให้เขาวางแผนมาดีแค่ไหน ก็ฆ่าอสูรต่างถิ่นไม่ได้หรอก
เขาพยักหน้า "ตกลงตามที่ท่านอาจารย์ซ่งว่าเลยครับ"
"คุยง่ายดี" ซ่งชุนชิวก็พอใจกับท่าทีของเกาอู่เช่นกัน ไม่โลภมากเกินไปและไม่เสแสร้งแกล้งปฏิเสธ นี่แหละคือลูกผู้ชายตัวจริง
เรื่องหลังจากนี้ก็ง่ายแล้ว เกาอู่ใช้ม้าศึกจักรกลขนก้อนสีทองกลับไปที่ค่าย
กว่าจะจัดการงานเก็บกวาดเสร็จก็สว่างแล้ว
แต่เกาอู่กลับรู้สึกคึกคักเป็นพิเศษ เขาได้รับส่วนแบ่งเป็นก้อนสีทองถึงสามสิบก้อน รวมน้ำหนักถึงสิบเจ็ดตัน
เพชรคริสตัลมากมายขนาดนี้ เพียงพอที่จะนำไปใช้หลอมม้าศึกจักรกลใหม่ทั้งตัวตั้งแต่ในจรดนอกเลยทีเดียว
ความจริงก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอก มันเปลืองเกินไป เพชรคริสตัลคุณภาพระดับนี้น่าจะอยู่ในระดับเจ็ด สามารถนำไปใช้สร้างอาวุธเทพระดับเจ็ดได้เลยด้วยซ้ำ
พูดง่ายๆ ก็คือ ของพวกนี้ควรจะคิดราคาเป็นกรัม ซึ่งแพงกว่าทองคำหลายเท่า
ต่อให้คิดราคาแบบต่ำสุด ก็ยังมีมูลค่าเป็นแสนล้านเลยทีเดียว!
แน่นอนว่ามูลค่าก็ส่วนมูลค่า การจะเอาไปขายจริงๆ นั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะปริมาณที่มากถึงหลายสิบตัน จะส่งผลกระทบต่อตลาดวัสดุระดับสูงอย่างมหาศาล
เกาอู่กลับไปที่ห้องพัก แล้วส่งข้อความไปหาไห่อู๋จี๋ เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ เขาก็ล้มตัวลงนอน
พอตื่นมาตอนเที่ยง เขาก็เห็นว่าอาจารย์ตอบข้อความกลับมาแล้ว
เกาอู่จึงวิดีโอคอลไปคุยกับไห่อู๋จี๋อยู่นานสองนาน
เขาเล่าเหตุการณ์การต่อสู้ให้ฟังคร่าวๆ ถามวิธีจัดการกับเพชรคริสตัลจำนวนมหาศาลนี้ และยังถามเรื่องที่จะเอาคลิประเบิดนิวเคลียร์ไปเผยแพร่ด้วย
ไห่อู๋จี๋สนใจเพชรคริสตัลชนิดพิเศษนี้มาก จึงบอกให้เกาอู่ขนไปที่เรือนชิงหลินที่เขาซีซานก่อน
ที่นั่นมีห้องปฏิบัติการและนักวิจัยที่สามารถนำวัสดุพวกนี้ไปวิเคราะห์เพิ่มเติมได้
"พอนายจัดการธุระเสร็จแล้ว ก็มาที่เกาะตงเว่ยนะ ช่วงนี้มีพวกโจรสลัดเหิมเกริมหนัก นายไปจัดการพวกมันหน่อยละกัน"
ไห่อู๋จี๋หยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ "อีกไม่กี่วัน วีนัสจากสมาพันธ์ทวยเทพจะมาเยือน เธอมีอัศวินพิฆาตมังกรคอยติดตามมาด้วย พวกนี้มันหยิ่งยโสโอหังและไร้มารยาทมาก นายต้องไปกู้หน้าให้อาจารย์ด้วยนะ"
"ครับผม ศิษย์จะรีบไปช่วยแบ่งเบาภาระของอาจารย์เดี๋ยวนี้เลยครับ!" เกาอู่รู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่จะได้มีโอกาสรับใช้อาจารย์
ไห่อู๋จี๋พูดอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก "พวกโจรสลัดมันเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมมาก ส่วนอัศวินพิฆาตมังกรก็แข็งแกร่งสุดๆ นายเองก็ต้องตั้งใจฝึกฝนด้วยล่ะ ระวังจะไปทำขายหน้าซะเอง! แค่นี้แหละ"
"ลาก่อนครับท่านอาจารย์..." เกาอู่โบกมือให้โทรศัพท์ แต่ก็พบว่าไห่อู๋จี๋ยวางสายไปแล้ว เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร
เกาอู่ติดต่อหาเสิ่นเยว่ผ่านแอปพลิเคชันเฟยซิ่น ส่งคลิปที่ถ่ายเมื่อวานไปให้ และสั่งให้เขาตัดต่อพร้อมกับใส่เพลงประกอบให้เรียบร้อย
พอเสิ่นเยว่ได้รับคลิปและดูไปได้ไม่กี่วินาที เขาก็ตาค้างและถามตะกุกตะกักว่า "พี่... ไอ้ของพรรค์นี้มันเอาไปลงเน็ตได้จริงๆ เหรอ?"
"ไม่เป็นไร ฉันถามมาแล้ว นายรอคำสั่งจากฉันก็แล้วกัน"
เกาอู่สั่งงานเสิ่นเยว่เสร็จ ก็ติดต่อไปหาซ่งอวิ๋นคุนและฉู่เซี่ยงตง ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทหลงเถิงประจำมณฑลเป่ยโจวและมณฑลจงโจว เพื่อให้พวกเขาเตรียมตัวช่วยโปรโมต
ในฐานะพรีเซนเตอร์ของเครื่องดื่มมังกรคลั่ง เขาก็ทุ่มเทให้กับการทำงานอย่างเต็มที่
ซ่งอวิ๋นคุนและเกาอู่ค่อนข้างจะสนิทกัน และเขาก็ยอมรับในสถานะของเกาอู่ในตอนนี้ แม้เขาจะรู้สึกว่าเกาอู่ทำตัวโอ้อวดเกินไปหน่อยที่เอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้มาให้เขาทำ แต่ภายนอกเขาก็ยังคงสุภาพและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
แต่ฉู่เซี่ยงตง ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทหลงเถิงสาขาใหญ่ในมณฑลจงโจวกลับไม่ค่อยพอใจนัก เขาเป็นถึงผู้จัดการทั่วไป แต่เกาอู่กลับให้เขามาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้
แต่ถึงยังไงเกาอู่ก็มีสถานะที่ไม่ธรรมดา เขาจึงต้องอดทนและตอบรับไปส่งๆ
พอวางสาย ฉู่เซี่ยงตงก็กดเข้าไปดูคลิปแบบผ่านๆ แล้วเขาก็ต้องอึ้งไป...
ส่วนซ่งอวิ๋นคุนที่ค่อนข้างให้ความร่วมมือ ก็ได้ดูคลิปแล้ว และก็อึ้งไปเหมือนกัน...
เกาอู่ตัดสินใจสร้างกระแสก่อน โดยการโพสต์ลงในโมเมนต์ของเขา
ข้อความที่เขาโพสต์คือ: ถามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา? พวกเรา พวกเรา และพวกเราเท่านั้น! แก้วนี้ขอดื่มให้ทุกคน! ขอให้โลกสงบสุข และมนุษยชาติจงเจริญ!
ด้านล่างมีภาพคมชัดที่เขาและซ่งหมิงเยว่กำลังชนแก้วกัน เมฆรูปดอกเห็ดที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่ด้านหลังพวกเขานั้นดูเบลอๆ เล็กน้อย แต่กลับเป็นจุดเด่นที่สุดของภาพ
เกาอู่มีเพื่อนในเฟยซิ่นเยอะมาก ตั้งแต่เพื่อนสมัยเรียนที่ตงเจียง ไปจนถึงเยี่ยนชิวสุ่ยที่มณฑลจงโจว อัจฉริยะอย่างฉู่เสินซิ่ว เผยจี้เต้า และคนอื่นๆ รวมถึงจอมปรมาจารย์ระดับหกอย่างลู่หยวน หวังเทียนอิ้น เหอชิงหมิง หรือแม้กระทั่งนักบุญยุทธ์ฉินจิ่วเย่ว์ก็ยังมี...
โจวหงอิงชอบดูโมเมนต์เป็นชีวิตจิตใจ เธอเป็นคนแรกที่เห็นโพสต์ของเกาอู่ เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แค่กดไลก์ไปก่อน
พอมาดูรูปที่เกาอู่และซ่งหมิงเยว่ชนแก้วกัน เธอก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาตะหงิดๆ สองคนนี้ไม่รู้แอบไปเที่ยวไหนกันมา ถึงยังมีอารมณ์มาชนแก้วดื่มฉลองกันอีก
แต่เอ๊ะ ไอ้นั่นมันอะไรอยู่ข้างหลังพวกเขาน่ะ? พลุเหรอ?
โจวหงอิงกดขยายภาพดู ถึงเพิ่งเห็นชัดๆ ว่ากลุ่มควันและเปลวไฟที่สวยงามซึ่งกำลังพวยพุ่งอยู่ด้านหลังพวกเขานั้น คือเมฆรูปดอกเห็ด!
เธอถึงกับอ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซูมเข้าซูมออกภาพอีกหลายครั้ง ยังไงมันก็คือเมฆรูปดอกเห็ดชัดๆ!
เธอรีบตะโกนเสียงดังลั่น "ชิงจวิน ชิงจวิน!"
ซางชิงจวินที่กำลังอ่านหนังสืออยู่สะดุ้งตกใจ เธอค้อนโจวหงอิงแล้วพูดว่า "ทำเสียงดังทำไมเนี่ย เธอเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?"
"เธอดูสิ!" โจวหงอิงยื่นโทรศัพท์ให้ซางชิงจวินดู
ซางชิงจวินเห็นว่าเป็นรูปคู่ของเกาอู่กับซ่งหมิงเยว่ ก็ไม่ได้สนใจอะไร เธอกำลังจะบ่น แต่ก็สังเกตเห็นความผิดปกติเสียก่อน เธอชี้ไปที่ภาพแล้วถามว่า "นั่นมันเมฆรูปดอกเห็ดเหรอ?"
ด้วยความตื่นเต้นและประหม่า เสียงของซางชิงจวินก็สั่นเครือ โจวหงอิงทำได้แค่พยักหน้าและส่ายหน้าสลับกันไปมา...
เพื่อนๆ สมัยเรียนของเกาอู่ที่ตงเจียงส่วนใหญ่ พอเห็นรูปนี้ก็คิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ บางคนคิดว่าเกาอู่ใช้เทคนิคพิเศษทางคอมพิวเตอร์ตัดต่อรูปขึ้นมา
แต่ก็มีบางคนไม่เห็นด้วย และคิดว่าเกาอู่กำลังจะบอกว่าพวกเขาได้ใช้ระเบิดนิวเคลียร์จริงๆ
ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ทุกคนก็รีบแชร์ภาพนี้ส่งต่อกันไปในกลุ่มส่วนตัวอย่างรวดเร็ว
นั่นมันระเบิดนิวเคลียร์ อาวุธขั้นสุดยอดเลยนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก แค่ได้ยินก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เกาอู่และซ่งหมิงเยว่ยังคงชนแก้วฉลองกันอย่างสบายใจ ท่าทางที่ผ่อนคลายและสง่างามของทั้งสองคนเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังทำลายล้างอันมหาศาล ยิ่งทำให้ภาพนี้สื่อความหมายที่ยากจะอธิบายออกมาได้
ภาพถ่ายในโมเมนต์ของเกาอู่ได้สร้างกระแสอย่างรุนแรงในกลุ่มส่วนตัวต่างๆ และถูกแชร์ต่อกันไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
ถังเจิ้งอี้จากมหาวิทยาลัยจงจิงที่ได้เห็นภาพนี้ ก็ตกใจจนอ้าปากค้างเช่นกัน
เขารีบวิ่งไปหาเยี่ยนชิวสุ่ย "เธอลองดูโมเมนต์ของเกาอู่สิ"
เยี่ยนชิวสุ่ยไม่ค่อยเข้าใจว่าถังเจิ้งอี้ต้องการจะทำอะไร ปกติเธอแทบจะไม่เล่นโทรศัพท์เลย ยกเว้นตอนที่มีคนติดต่อมา
เธอเปิดแอปพลิเคชันเฟยซิ่นขึ้นมา และก็เห็นโพสต์ในโมเมนต์ของเกาอู่จริงๆ เธอสังเกตเห็นความผิดปกติของภาพในทันที
เมื่อคลิกเข้าไปดูภาพ ดวงตาของเยี่ยนชิวสุ่ยก็ฉายแววประหลาดใจ
ถังเจิ้งอี้ชะโงกหน้าเข้ามาดูภาพแล้วพึมพำว่า "นี่มันเมฆรูปดอกเห็ดใช่ไหมเนี่ย?"
"ใช่แน่ๆ" เยี่ยนชิวสุ่ยเคยใช้เวลาร่วมกับเกาอู่มาช่วงหนึ่ง เธอจึงรู้ว่าเกาอู่เป็นคนยังไง เขาอาจจะเป็นคนชอบโอ้อวด แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะกุเรื่องขึ้นมาหลอกใคร
ในเมื่อเขาโพสต์ลงโมเมนต์ ภาพนี้ก็ต้องเป็นของจริง และเมฆรูปดอกเห็ดก็ต้องเป็นของจริงด้วย
เยี่ยนชิวสุ่ยถอนหายใจออกมา "ถามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา พวกเรา พวกเรา และพวกเราเท่านั้น! ช่างเป็นความกล้าหาญที่ไม่มีใครเทียบได้จริงๆ!"
ณ เมืองตงตู ราชันย์มังกรเถียนอู๋จี้กำลังวิดีโอคอลกับฉินจิ่วเย่ว์
เถียนอู๋จี้พูดว่า "ท่านฉิน เกาอู่เอาระเบิดนิวเคลียร์มาเล่นเป็นพลุแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอครับ?"
ฉินจิ่วเย่ว์ยิ้มรับ "ถามแผ่นดินอันกว้างใหญ่ ใครจะเป็นผู้กำหนดชะตา ช่างเป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! ความห้าวหาญของเกาอู่ที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถเอาชนะฟ้าลิขิตได้ ทำให้แม้แต่ฉันยังรู้สึกอิจฉาเลย"
เถียนอู๋จี้เข้าใจความหมายของฉินจิ่วเย่ว์ในทันที จึงไม่พูดอะไรอีก
เกาอู่ฝึกเพลงหมัดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เปิดดูโมเมนต์อีกครั้ง ก็พบว่ามีคนมากดไลก์เป็นจำนวนมาก ซึ่งในนั้นชื่อของ ท่านลุงฉิน (ฉินจิ่วเย่ว์) และ ท่านอาจารย์ (ไห่อู๋จี๋) นั้นสะดุดตาเป็นพิเศษ...