- หน้าแรก
- เนตรเซียนสวรรค์ พลิกฝัน ฟื้นชะตา
- บทที่ 6 ผลลัพธ์ของวิชาเนตรวิญญาณ
บทที่ 6 ผลลัพธ์ของวิชาเนตรวิญญาณ
บทที่ 6 ผลลัพธ์ของวิชาเนตรวิญญาณ
บทที่ 6 ผลลัพธ์ของวิชาเนตรวิญญาณ
"แล้วการบำเพ็ญเพียรวิถีเต๋าล่ะ?
มีขอบเขตอันใดบ้าง?"
นานทีปีหนที่สวีหงเทาจะมีอารมณ์สุนทรีย์ กลุ่มบ่าวไพร่ย่อมอดมิได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นให้มากขึ้น
"การบำเพ็ญเพียรวิถีเต๋า นับเป็นอีกหนึ่งระบบการบำเพ็ญเพียร เท่าที่ข้ารู้ ก็ใช่ว่าจะมากกว่าพวกเจ้าสักเท่าไหร่
ข้ารู้เพียงว่า ผู้บำเพ็ญวิถีเต๋านั้นมีน้อยนัก การฝึกฝนยิ่งยากลำบากกว่านักยุทธ์มาก
แม้ในราชวงศ์ต้าโจวจะมีสำนักศึกษาเต๋า แต่ที่สอนก็เป็นเพียงพื้นฐาน การบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าสู่ระดับชั้นที่แท้จริง ยังคงต้องอาศัยสำนักเต๋าใหญ่ต่างๆ
ส่วนขอบเขตหรือ?
ต่างคนต่างมีคำเรียกขาน หากไม่ใช่ผู้บำเพ็ญวิถีเต๋า ย่อมยากที่จะเข้าใจได้แจ่มแจ้งจริงๆ"
สวีหงเทาส่ายหน้า
เขารู้เพียงงูๆ ปลาๆ ไม่อยากปล่อยไก่ให้คนหัวเราะเยาะ จึงไม่อยากพูดมากความ
"เช่นนั้นท่านลุงสวี วรยุทธ์ของท่าน อยู่ในขอบเขตใดหรือ?"
บ่าวไพร่คนหนึ่งอดสงสัยไม่ได้ จึงเอ่ยปากถาม
"ข้า?"
สวีหงเทาชะงัก แววตาฉายแววซับซ้อน อารมณ์สุนทรีย์เมื่อครู่มลายหายไป สีหน้าฉายแววรำคาญใจ กล่าวว่า "ไปๆๆ เรื่องไม่ควรพูดย่อมไม่ต้องถาม"
จากนั้น ก็ปิดปากเงียบไม่พูดจาอีก
เฉินเส้าจวินได้ยินดังนั้น อดไม่ได้ที่จะมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่า อีกฝ่ายคล้ายมีเรื่องราวที่มิอาจเอ่ยปาก
แต่พอลองคิดดูก็เข้าใจได้
สวีหงเทาในอดีตเคยคลุกคลีในพรรค ท่องเที่ยวไปในยุทธภพ ย่อมมีวรยุทธ์ติดตัว และน่าจะไม่ต่ำต้อยนัก
บัดนี้ต้องระหกระเหินมาเป็นคนแกะห่อสินค้าในโรงรับจำนำตระกูลหลิน สถานะและตำแหน่งเรียกได้ว่าแตกต่างราวฟ้ากับเหว ย่อมเป็นเพราะประสบเหตุพลิกผัน มีความนัยแอบแฝง
...
"ทำอย่างไรถึงจะเรียนวรยุทธ์ได้นะ?"
เมื่อกลับถึงที่พัก เฉินเส้าจวินครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ส่วนการเรียนวิถีเต๋า
ธรณีประตูสำหรับเขานั้นสูงเกินไปจริงๆ
ต่อให้เป็นครอบครัวร่ำรวย ยังยากที่จะแบกรับไหว
อีกทั้งอย่างที่สวีหงเทากล่าวไว้ แม้จะเข้าสำนักศึกษาเต๋า ก็ยังเรียนได้เพียงผิวเผิน
ยอดฝีมือวิถีเต๋าที่แท้จริง ล้วนมาจากสำนักเต๋าทั้งสิ้น
มีเพียงวรยุทธ์ ที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ง่ายสำหรับชาวบ้าน
แม้แต่ชาวนาบางคน ยังพอมีกระบวนท่าพื้นบ้านติดตัวอยู่บ้าง
ดังนั้น เขาจึงทำได้เพียงเบนความสนใจมาที่วรยุทธ์เป็นการชั่วคราว
แต่ต่อให้เป็นการเรียนวรยุทธ์ สำหรับเขาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก
"ตอนนี้ข้าสืบรู้มาแล้ว สำนักหมัดสายเหล็กในละแวกนี้ ค่าเล่าเรียนเดือนละสามตำลึงเงิน ด้วยเงินเก็บที่ข้าสะสมมาหลายปี อย่างมากก็จ่ายได้แค่สองเดือน
ถ้าเช่นนั้น ข้าจะไปขอคำชี้แนะจากลุงสวี ให้เขาสอนวรยุทธ์ให้ข้าได้หรือไม่?"
ในโรงรับจำนำ ขอเพียงทำงานประเมินสมบัติประจำวันเสร็จสิ้น ย่อมไม่มีใครว่ากล่าวอันใด
นอกจากตัวอาชีพจะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง กฎระเบียบอื่นๆ นับว่าค่อนข้างผ่อนปรน
หากคิดจะฝึกยุทธ์ ยิ่งไม่มีใครมาขัดขวาง
สิ่งเดียวที่จำกัดเขาอยู่ คือเงินทอง
ร่างเดิมของเขา เข้าตระกูลหลินตอนแปดขวบ เพราะหน้าตาหมดจด ช่วงแรกจึงโชคดีได้ติดตามลูกหลานตระกูลหลินคนหนึ่งในฐานะเด็กรับใช้ข้างกาย นับว่าได้เรียนรู้หนังสือหนังหา และบางครั้งก็ได้รับเงินรางวัล
แต่ร่างเดิมเป็นห่วงทางบ้าน ทุกช่วงเวลาหนึ่งมักจะส่งเงินกลับไป
เมื่อสามปีก่อน ลูกหลานตระกูลหลินผู้นั้นตกกระป๋อง ครั้งหนึ่งถูกลงโทษไล่กลับไปอยู่บ้านเก่าตระกูลหลิน เขาก็พลอยเสียสถานะเด็กรับใช้ข้างกายไปด้วย ชีวิตความเป็นอยู่จึงลำบากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ตัดขาดการช่วยเหลือทางบ้าน
ตอนอายุสิบห้า พี่ชายคนโตแต่งงาน มาขอความช่วยเหลือ เขาจึงอาศัยเงินรางวัลสิบตำลึงที่ได้ก้อนเดียว สมัครใจเข้าโรงรับจำนำตระกูลหลิน กลายเป็นศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง
จากนั้น เขาถึงได้เริ่มคิดเผื่อตนเอง ค่อยๆ สะสมเงินทอง
จนถึงบัดนี้ เพิ่งจะเก็บได้หกตำลึง
เงินหกตำลึง หากไปเรียนที่สำนักยุทธ์ ย่อมไม่เพียงพอ
แค่สองเดือน ยากที่จะเรียนรู้อันใดได้
เขาถึงได้คิดจะไปหาสวีหงเทา ดูว่าจะสามารถเรียนรู้วิชาฝีมือจากอีกฝ่ายได้หรือไม่
"แต่ดูจากท่าทีเรื่องที่เขาปิดปากเงียบยามเอ่ยถึงวรยุทธ์ของตนเอง คาดว่าคงไม่ง่ายนัก"
เฉินเส้าจวินรู้สึกกลัดกลุ้ม
ไตร่ตรองอยู่นาน เขาตัดสินใจว่าจะรออีกสักหน่อย
ความคาดหวังสูงสุดในใจของเขา แท้จริงแล้วยังคงเป็นคันฉ่องสื่อจิต
ประเมินสมบัติสองครั้ง ได้รับรางวัลสองครา
แม้การประเมินสมบัติจะมีความเสี่ยง แต่ผลตอบแทนนี้ มันก็นับว่าหาศาลจริงๆ
ในอนาคต ไม่แน่ว่าอาจจะได้รับรางวัลเป็นวิชาวรยุทธ์ หรือเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรวิถีเต๋าก็เป็นได้
เมื่อนึกถึงวิชาเนตรวิญญาณที่ได้รับมาในวันนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะลองใช้ออกมา
อันดับแรกมองไปที่จ้าวหู่ซึ่งนอนอยู่ข้างกาย
ปราณวิญญาณสีขาวหม่น เลือดลมเบาบาง อายุยังน้อยทำไมถึงอ่อนแอเพียงนี้?
มองไปข้างๆ เป็นบุรุษหนุ่มรูปร่างผอมสูง ได้ยินว่าอยู่ที่นี่มาเกือบปีแล้ว
ปราณวิญญาณสีเทาดำ ตายซากไร้ชีวิตชีวา ยิ่งกว่าจ้าวหู่เสียอีก
ความจริงแล้ว แค่มองสีหน้า ย่อมรู้ว่าอาการของเขาไม่สู้ดี หน้าซีดเผือด หว่างคิ้วดำคล้ำ... หากว่ากันตามปากหมอ น่าจะใกล้ตายแล้วกระมัง?
ถัดมาคือหลี่เถี่ยชุย ปราณวิญญาณสีเทาดำ ตายซากไร้ชีวิตชีวา… ใกล้ตายแล้วเหมือนกันสินะ?
ตู้ฮ่าว ปราณวิญญาณสีขาวหม่น เลือดลมเบาบาง อ่อนแอมากเช่นกัน
จางเคอ ปราณวิญญาณสีขาวหม่น เลือดลมเบาบาง
ไม่มีใครเหมือนคนปกติสักคน
"แล้วข้าจะเป็นเหมือนกันไหมนะ?"
เฉินเส้าจวินกังวลใจ วันรุ่งขึ้นจึงใช้น้ำแทนกระจกส่องดู ถึงได้โล่งอก
ใบหน้าแดงปลั่ง ดวงตามีประกาย แข็งแรงกว่าคนปกติมากนัก
คาดว่าน่าจะเป็นเพราะฤทธิ์ของโอสถหยางหยวนที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้ ช่วยซ่อมแซมร่างกายของเขาขนานใหญ่
มิเช่นนั้น เขาคงไม่ต่างจากคนอื่นสักเท่าไหร่เป็นแน่
แต่เขาก็ค้นพบแล้วว่า การใช้วิชาเพ่งจิต นับเป็นเรื่องที่บั่นทอนแก่นแท้ของชีวิตอย่างยิ่ง
ทุกครั้งที่ใช้ จำต้องผลาญเลือดลม กระตุ้นจิตวิญญาณ
ใช้หนึ่งครั้ง อ่อนเพลียไปทั้งวัน
นานวันเข้า หากไม่มีการบำรุง ต่อให้เป็นชายฉกรรจ์ก็ทนไม่ไหว เลือดลมพร่อง อายุขัยสั้นลง
"น่าเสียดาย
ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่ง หากอยากเป็นเฉาเฟิ่งทางการ วิชาเพ่งจิตนี้คือหัวใจสำคัญ
จำเป็นต้องฝึกฝนวิชาทำมาหากินนี้ ให้ถึงขั้นความสำเร็จระดับต้นให้ได้
มีเพียงวิชาเพ่งจิตขั้นความสำเร็จระดับต้นเท่านั้น จึงจะได้รับการยอมรับจากโรงรับจำนำ เลื่อนขั้นเป็นเฉาเฟิ่งทางการ
ดังนั้นศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งจึงไม่มีทางเลือก ต่อให้ฝึกจนร่างกายอ่อนแอ หน้ามืดตาลาย พวกเราก็ยังคงต้องทำต่อไป..."
ขณะที่เฉินเส้าจวินกำลังทอดถอนใจ เขาก็มายืนอยู่ที่ห้องคลังแล้ว
ภายในห้องคลัง ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งที่เหลืออีกหกคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน รอคอยเสิ่นลั่งผู้เป็นเสมียนแจกจ่ายของจำนำที่จะต้องประเมินในวันนี้
ไม่นาน เสิ่นลั่งได้มาถึง ด้านหลังมีบ่าวรับใช้ยืนอยู่หลายคน ในมือแต่ละคนถือถาดใส่สมบัติที่ต้องประเมิน รวมๆ แล้วมีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
"ครึ่งปีก่อน เกิดคดีฆาตกรรมที่ถนนสายตะวันออก ครอบครัวเจ็ดชีวิตตายเรียบ
หลังจากทางการปิดล้อมสถานที่ จึงได้ยึดทรัพย์สินของครอบครัวนั้นไว้
ประกาศหาญาติครบครึ่งปี ไม่มีใครมาแสดงตัว
ดังนั้นเมื่อเช้านี้ หลงจู๊จึงไปที่ว่าการแล้วเหมาของเหล่านี้มา
ของมีค่อนข้างเยอะ ดังนั้นถ้าพวกเจ้ามีแรงเหลือ พวกเจ้าจะประเมินเพิ่มอีกสักกี่ชิ้นก็ได้"
เสิ่นลั่งกล่าวพลางส่งสัญญาณให้ศิษย์ฝึกหัดเฉาเฟิ่งเข้ามาลงชื่อรับของทีละคน
"จางเคอ หยกพกชิ้นนี้มอบให้เจ้า"
"หลี่เถี่ยชุย เจ้าเอาจี้ห้อยคออันนี้ไป"
"ตู้ฮ่าว..."
แจกจ่ายไปทีละคน
ทุกคนรับไปคนละหนึ่งชิ้นก่อน
เฉินเส้าจวินมองดู 'ของดิบ' บนถาด รู้ว่าเป็นเวลาที่จะพิสูจน์สมมติฐานก่อนหน้านี้ของตนแล้ว จึงรีบใช้วิชาเนตรวิญญาณออกมา
ชั่วพริบตา สมบัติแต่ละชิ้นบนถาดเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงในสายตาของเขา