เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159 - 160

บทที่ 159 - 160

บทที่ 159 - 160


บทที่ 159 บรรพชนหมิงฟื้นตื่น, หลี่จั๋วเข้าสกัด

“หึ!” หมิงจี้เอ่ยด้วยสีหน้ามืดมนและน้ำเสียงเย็นชา

ในวินาทีนั่นเอง กลิ่นอายแห่งการเข่นฆ่าพลันแผ่ซ่านออกมา เงาร่างเลือนลางสีแดงฉานประดุจโลหิตปรากฏกายขึ้น

เมื่อหมิงจี้เห็นเงาร่างนั้น แววตาก็วูบผ่านความเหลือเชื่อออกมา

“ท่าน... ท่านบรรพชนหมิง ท่านฟื้นตื่นแล้วรึครับ?” หมิงจี้เอ่ยถามด้วยร่างกายที่สั่นเทา

บรรพชนหมิงแค่นเสียงเย็น: “เจ้าพวกสวะ! หากข้ายังมิออกจากกักตนอีก เกรงว่าคงถูกขังตายอยู่ในห้วงมิตินี้แล้ว!”

เมื่อได้ยินบรรพชนหมิงพิโรธ ชายชุดดำรีบคุกเข่าลงทันที: “หมิงจี้สมควรตาย โปรดลงอาญาด้วยครับ!”

“ข้าค้นพบที่ตั้งของขุมกำลังนั้นแล้ว มันสถิตอยู่ในโลกใบเล็กที่ชายขอบของดินแดนอันยิ่งใหญ่ ภายในพิภพขนาดกลางธรรมดาใบหนึ่ง”

“อืม เจ้ารู้ความผิดของตนหรือไม่?” บรรพชนหมิงจ้องมองหมิงจี้

“ตลอดสามร้อยปี เจ้าหาสำนักตัดดาราเต๋ามิพบ พลันทำลายแผนการของข้า หากมิใช่เพราะยามนี้ขาดแคลนกำลังคน ข้าคงหลอมสกัดเจ้าเพื่อยกระดับพลังไปเนิ่นนานแล้ว”

“ครานี้ข้าฟื้นตื่นขึ้นมาจะลงมือด้วยตนเอง บดขยี้สำนักตัดดาราเต๋า พลันประกาศแสนยานุภาพแห่งเผ่าเรา!” บรรพชนหมิงดวงตาทอประกายสีแดงฉาน กล่าวออกมาอย่างเย็นยะเยือก

............

สำนักตัดดาราเต๋า

ฮ่าวเทียน (เจตจำนงแห่งสวรรค์) กำลังรายงานต่อหลี่จั๋วเหนือบัลลังก์หยก

“ท่านประมุข บรรพชนหมิงแห่งเผ่าชูร่าฟื้นตื่นแล้ว ยามนี้กำลังเข่นฆ่ากลืนกินเลือดเนื้อสิ่งมีชีวิตอย่างบ้าคลั่ง... คาดว่ามเกินสามวันจะบรรลุถึงพิภพโบราณจ้านเยว่ครับ”

หลี่จั๋อฟังรายงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยดุจสายน้ำ ดูราวกับมิได้ยินสิ่งใด เขายังคงนั่งประทับอย่างมั่นคง มิแม้แต่จะปรายมองฮ่าวเทียน

จนกระทั่งเด็กหนุ่มกล่าวจบ

เขาจึงยกมือขึ้นแผ่วเบา

“น่าสนใจดีนี่ ขังมิได้ไปหา แต่มันกลับเป็นฝ่ายมุ่งหน้ามาหาข้าก่อน”

“เรื่องของบรรพชนหมิงแห่งชูร่า เจ้ามิต้องเข้าไปก้าวก่าย!”

“น้อมรับบัญชาครับท่านประมุข!”

กล่าวจบ ฮ่าวเทียนเตรียมจะถอยออกไป

“เดี๋ยวก่อน”

ในวินาทีนั่นเอง หลี่จั๋วพลันเรียกฮ่าวเทียนไว้

“ท่านประมุข มีสิ่งใดจะสั่งการเพิ่มเติมหรือครับ?” ฮ่าวเทียนหันกลับมา

“บรรพชนหมิง ข้าจะจัดการเอง ส่วนเจ้าจงสั่งการให้เฉินหมานและผู่เอ่อร์ฉามุ่งหน้าสู่พิภพโลหิตชูร่า สังหารล้างเผ่าชูร่าให้สิ้นซาก จำไว้ว่าต้องถอนรากถอนโคน!”

“ครับ” ฮ่าวเทียนน้อมกายรับคำสั่ง

“ไปได้แล้ว”

............

ห้วงมิติอันไร้ขอบเขต

บรรพชนหมิงแห่งเผ่าชูร่า มีรูปลักษณ์เป็นสิ่งมีชีวิตร่างซูบผอม เบื้องหลังมีปีกมารสีแดงฉานสองคู่กระพืออยู่ แผ่อานุภาพอันยากจะหยั่งถึง

มันมีชีวิตมานานเกือบห้าพันปี พลังอำนาจกว้างไกล พละกำลังน่าหวาดหวั่น นับเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ขอบเขตท่านผู้เฒ่าแห่งดินแดนอันยิ่งใหญ่

ด้วยเหตุนี้ ขุมกำลังโลกโดยรอบจึงต้องยอมโอนอ่อนให้เผ่าชูร่า และยอมปล่อยให้พวกมันอาละวาดไปทั่วฟ้าดิน

ยามนี้ เมื่อมันก้าวออกจากพิภพโลหิตชูร่า มิล่วงรู้ว่าได้ดึงดูดสายตาของมหาอำนาจกี่ฝ่าย

แต่ละฝ่ายต่างหวาดผวา ลอบสังเกตว่าบรรพชนหมิงจะมุ่งหน้าไปที่ใด

ทว่าบรรพชนหมิงหาได้ใส่ใจไม่ เป้าหมายของมันมิใช่คนเหล่านี้ และมิได้กังวลว่าจะมีผู้ใดขวางทาง

“โลกขนาดกลางใบหนึ่ง แม้จะอ่อนแอ ทว่าพลังแห่งต้นกำเนิดและสิ่งมีชีวิตนับมิถ้วน หากหลอมสกัดเสีย บางทีอาจช่วยยืดอายุขัย หรือกระทั่งทะลวงขอบเขตท่านผู้เฒ่าได้” บรรพชนหมิงพึมพำ

การจะบรรลุเป็นท่านผู้เฒ่า จำต้องหยั่งรู้ในเจตจำนงหนึ่งสาย

ยามนี้ มรรคาแห่งการกลืนกินโลหิตของมัน อยู่ห่างจากการหยั่งรู้เจตจำนงเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

โลกขนาดใหญ่หรือโลกบริวารเจ็ดดาราบางแห่ง พลังแห่งต้นกำเนิดเหล่านั้นมันมิกล้าแตะต้อง เพราะเบื้องหลังมีเรื่องราวพัวพันมากเกินไป

ดังนั้น บรรพชนหมิงจึงเลือกกลืนกินสิ่งมีชีวิตเผ่ามนุษย์หรือโลกที่ไร้ชื่อเสียงแทน

นี่จึงจำต้องใช้พลังแห่งต้นกำเนิดของโลก เพื่อสั่งสมรากฐานให้เพียงพอ

ทว่า พลังแห่งต้นกำเนิดเกี่ยวข้องกับการหมุนเวียนของโลกใบหนึ่ง เป็นรากฐานของขุมกำลัง ขุมกำลังอื่นอาจยอมให้เผ่าชูร่าช่วงชิงทรัพยากรทั่วไปได้ ทว่าหากคิดจะชิงพลังแห่งต้นกำเนิด ย่อมต้องเกิดการสู้ตายถวายหัวแน่นอน

ดังนั้น เผ่าชูร่าจึงเลือกโลกใบเล็กๆ ที่ห่างไกล ขุมกำลังอ่อนแอ เพื่อให้ยึดครองได้ด้วยราคาที่ต่ำที่สุด

และสาเหตุที่มิโจมตีอย่างเต็มพิกัด ก็เพื่อมิให้เกิดความเคลื่อนไหวที่ใหญ่โตเกินไป

นึกมิถึงเลยว่า สามร้อยปีก่อนจะถูกขุมกำลังนอกพิภพนามว่าสำนักตัดดาราเต๋าเข้าแทรกแซงและสังหารคนในเผ่า สำหรับเผ่าชูร่าแล้ว นี่คือความอัปยศ

สำหรับมัน นี่คือการทำให้การทะลวงขอบเขตท่านผู้เฒ่าต้องล่าช้าไปหลายร้อยปี

มันสงสัยว่าอาจมีขุมกำลังบางแห่งลอบลงมืออยู่เบื้องหลัง

ประจวบเหมาะกับที่อายุขัยของมันจวนเจียนจะสิ้นสุด มันจึงตัดสินใจลงมือด้วยตนเอง เพื่อกวาดล้างขุมกำลังนี้ พลันหลอมสกัดพลังแห่งต้นกำเนิดโลกใบนั้น เพื่อหาหนทางบรรลุขอบเขตท่านผู้เฒ่า

ส่วนสำนักตัดดาราเต๋านั้น บรรพชนหมิงหาได้เคยเก็บมาใส่ใจไม่

อีกฝ่ายเป็นเพียงเผ่ามนุษย์ และท่ามกลางทำเนียบดินแดนอันยิ่งใหญ่ เผ่ามนุษย์มิมีตัวตนระดับท่านผู้เฒ่าเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงระดับตัดวิถีขั้นปลายไม่กี่คนเท่านั้น

บรรพชนหมิงก้าวผ่านห้วงมิตินับหมื่นหลี่ในก้าวเดียว

ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว มันกลับหยุดชะงักลง

สายตาของมันจับจ้องไปยังส่วนลึกของห้วงมิติอันมืดมิดเบื้องหน้า ณ มหาเขตดาราแห่งนั้น มีประกายแสงสีทองเล็ดลอดออกมา

ในสายตาของบรรพชนหมิง กลิ่นอายสูงสุดที่แผ่ซ่านออกมานั้น ทำให้มันบังเกิดความหวาดผวาเลือนลางภายในใจ

ในขณะที่บรรพชนหมิงกำลังลังเล

แสงสว่างนั้นก็ขยายกว้างขึ้น แปรสภาพกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเผ่ามนุษย์ในชุดคลุมสีเขียวมรกต

“สิ่งมีชีวิตเผ่ามนุษย์งั้นรึ?” บรรพชนหมิงกล่าวเสียงต่ำ

ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ท่านนี้ ขวางเส้นทางของมันไว้

“เจ้าหาได้กำลังตามหาข้าอยู่มิใช่รึ?”

“รอเจ้าอยู่นี่เนิ่นนานแล้ว” หลี่จั่วยืนตระหง่านอยู่กลางเวหา สะบัดมือแผ่วเบา พละกำลังสูงสุดแผ่ซ่าน ห้วงมิติรัศมีร้อยล้านหลี่พลันสั่นสะเทือนขึ้นในทันที

............

ระลอกคลื่นอันน่าหวาดหวั่นสั่นสะเทือนไปทั่วห้วงมิติอันไกลโพ้น

“นั่นเผ่าชูร่า! บรรพชนหมิงมหาอำนาจตัดวิถีสมบูรณ์... มียอดฝีมือมาขวางมันไว้!”

“อานุภาพช่างน่าสะพรึงกลัวนัก ต่อให้ห่างไกลล้านหลี่ ข้ายังรู้สึกว่าพลังปราณเดินมิสะดวก ผู้ฝึกตนที่ขวางบรรพชนหมิงไว้นั้น ย่อมเป็นมหาอำนาจตัดวิถีสมบูรณ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ใต้ขอบเขตท่านผู้เฒ่าเช่นกัน!”

“มหาสงครามสะเทือนโลกกำลังจะอุบัติขึ้น พวกเราเร่งหนีไปจากที่นี่เร็วเข้า!”

นับแต่หลี่จั๋อปรากฏกายขวางทางบรรพชนหมิง ท่ามกลางห้วงมิตินี้ ผู้ฝึกตนระดับตัดวิถีมหาศาลต่างพากันรูม่านตาหดตัว ภายในใจสั่นสะเทือน ยอดฝีมือบางท่านลอบฉีกกระชากห้วงมิติหนีไปจากบริเวณสมรภูมิอย่างเงียบเชียบ

การปะทะกันของสองผู้แข็งแกร่งที่สุดภายใต้ท่านผู้เฒ่านั้นหาใช่เรื่องล้อเล่น หากพลาดพลั้งเพียงนิดย่อมดับสูญ ณ ที่แห่งนี้

“เจ้าคือคนของสำนักตัดดาราเต๋างั้นรึ!”

เมื่อเทียบกับความตื่นตระหนกของผู้อื่น บรรพชนหมิงกลับรู้สึกสั่นสะท้านใจ

“ตัดวิถีระดับสมบูรณ์” พละกำลังปานนี้มิได้ด้อยไปกว่ามันเลยแม้แต่น้อย

ถ้อยคำสั้นๆ ของหลี่จั๋วทำให้มันเดาที่มาได้ทันที

สำนักตัดดาราเต๋านี้ ถึงกับสามารถสั่งการมหาอำนาจตัดวิถีสมบูรณ์ให้มาขวางทางมัน ณ อีกฟากหนึ่งของโลกอันไกลโพ้นได้ นี่มันคือขุมกำลังปานใดกันแน่!

เบื้องหลังของพวกมัน เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจักมี "ท่านผู้เฒ่า" หนุนหลังอยู่!

หรือว่าจะเป็นขุมกำลังเร้นลับ

แต่มันแปลกนัก เมื่อสามร้อยปีก่อนมันเคยทำนายไว้ ภายในสำนักตัดดาราเต๋ามิมิทางมีผู้ฝึกตนระดับตัดวิถีสถิตอยู่ได้เลยนี่นา

บรรพชนหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าท่าทางเริ่มทวีความเคร่งขรึมขึ้นมา


บทที่ 160 เฉินหมานจุติ, ดับสูญชูร่า

ระดับตัดวิถีสมบูรณ์ ก่อนที่ยุคสมัยอันยิ่งใหญ่จะเปิดฉาก ย่อมยืนตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของดินแดนอันยิ่งใหญ่ ทว่าระดับท่านผู้เฒ่ากับระดับต่ำกว่าท่านผู้เฒ่านั้น มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การเป็นศัตรูกับตัวตนที่น่าจะเป็นท่านผู้เฒ่า บรรพชนหมิงหาได้ขวัญกล้ามหาศาลปานนั้นไม่

หากเป็นเพียงการประลองกับผู้ฝึกตนเบื้องหน้า บรรพชนหมิงอาจยังพอมีใจจะสู้ ทว่ายามนี้ ความฮึกเหิมของมันกลับมลายหายไปสิ้น

“ในเมื่อสหายธรรมเป็นคนของสำนักตัดดาราเต๋า เช่นนั้นเรื่องใหญ่ก็ทำให้เป็นเรื่องเล็ก เรื่องเล็กก็ทำให้มิมีเรื่องเสียเถิด” บรรพชนหมิงประสานมือ ในยามนี้มันละทิ้งความคิดที่จะลงมือ และปรารถนาจะจากไปจากที่นี่

พลังแห่งต้นกำเนิดของโลกขนาดกลางใบหนึ่ง หาใช่สิ่งที่จะหามาทดแทนมิได้ มิจำเป็นต้องไปล่วงเกินขุมกำลังที่แข็งแกร่งในระดับเดียวกันหรือสูงกว่า

อีกทั้ง อายุขัยของมันร่อยหรอเต็มที หากเปิดศึกย่อมส่งผลต่ออายุขัยแน่นอน

ต่อให้ชนะไปก็ไร้ความหมาย สู้ยอมอ่อนข้อให้ก่อนย่อมดีกว่า

“มิได้ ชีวิตของเจ้าและเผ่าชูร่า ข้าต้องการทั้งหมด”

“สำหรับศัตรู พวกข้ามักจะสังหารล้างบางเสมอ!”

นึกมิถึงเลยว่า ในขณะที่บรรพชนหมิงเตรียมจะถอยทัพ หลี่จั๋วกลับส่ายหน้าแผ่วเบา ดวงตาส่องประกายแสงอันร้อนแรงสองสายออกมา ทำให้บรรพชนหมิงสัมผัสได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาในจิตใจ

“สหายธรรม ท่านทำเกินไปแล้ว ก็แค่สาขาย่อยเล็กๆ ของเผ่าชูร่าเท่านั้น ตัวข้าบรรพชนหมิงหาได้มีความคิดจะล้างแค้นไม่”

“ตัวข้าในฐานะบรรพชน ยินดีจะร่วมมือกับสำนักของสหายธรรม ยามที่ยุคสมัยเปิดฉาก พวกเราจักได้รับผลประโยชน์มหาศาลร่วมกัน!”

แม้จะถูกช่วงชิงพิภพไคหยางที่กำลังยึดครอง และสังหารคนในเผ่าไปนับมิถ้วน

ทว่านับแต่ต้นจนจบ เผ่าชูร่าหาได้เคยไปล่วงเกินสำนักตัดดาราเต๋าก่อนไม่

แต่นัยน์ตาของผู้ฝึกตนสำนักตัดดาราเต๋าผู้นี้ เผ่าชูร่ากลับกลายเป็นศัตรูไปเสียแล้ว

เรื่องนี้ทำให้บรรพชนหมิงแววตาวูบผ่านโทสะ ทว่ามันก็รีบซ่อนเร้นไว้ทันที

แต่ถึงมันจะพยายามอธิบาย แรงกดดันของหลี่จั๋วกลับบีบคั้นเข้ามาประดุจกระแสน้ำหลาก ปิดตายเส้นทางถอยของมันไว้ในพริบตา

“สหายธรรม เจ้าคิดจะจองเวรกันมิจบสิ้นจริงๆ งั้นรึ การต่อสู้ของพวกเรา มิว่าใครแพ้หรือชนะ ผู้ที่ได้ประโยชน์ย่อมเป็นมือที่สาม”

บรรพชนหมิงสายตาเย็นยะเยือก ปีกมารสีแดงเบื้องหลังกางออกกว้าง ปลดปล่อยแสงสีแดงอันไร้ที่เปรียบออกมา

ในวินาทีนี้ มิว่าจะเป็นแรงกดดันของหลี่จั๋ว หรือโลกอันไกลโพ้น ต่างก็ถูกอาบไปด้วยแสงสีแดง แสงสีแดงอันน่าหวาดหวั่นส่องสว่างไปทั่ว ทำเอาโลกใบเล็กๆ ที่ลอยคว้างอยู่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลันระเบิดออก

“มิใช่เผ่าพันธุ์เดียวกัน ย่อมมิมีวันร่วมใจ?”

“ดังนั้น เจ้าจงตายไปอย่างว่างง่ายเถิด”

หลี่จั๋วค่อยๆ เรียกกระบี่ยาวสีแดงออกมาในมือ มันคือศาสตราตัดวิถีธาตุไฟ

หลี่จั๋วถือครองศาสตราตัดวิถี เปิดฉากจู่โจมก่อน แสงกระบี่วูบวาบ ทั่วทั้งห้วงมิติอบอวลไปด้วยกลิ่นอายที่ชวนให้กระวนกระวายถึงขีดสุด!

“ครืน ครืน ครืน!”

เปลวเพลิงไร้ที่สิ้นสุดลุกโชน ลูกไฟพุ่งทะยานสู่สรวงสวรรค์ ท่ามกลางเปลวเพลิงนับมิถ้วนนั้นได้หลอมรวมเป็นพยัคฆ์ขาวเพลิงตนหนึ่ง พยัคฆ์ขาวอ้าปากกว้างหมายจะกลืนกินและหลอมสกัดบรรพชนหมิง

“บัดซบ!”

“ทะเลโลหิตนพเคราะห์, ฉีกกระชากสวรรค์!”

บรรพชนหมิงกระพือปีกมารสีแดงอย่างบ้าคลั่ง ปลดปล่อยแสงสีโลหิตอันเจิดจ้าออกมา แสงแต่ละสายแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายทำลายล้าง พุ่งเข้าปะทะกับพยัคฆ์ขาวเพลิงของหลี่จั๋ว

พละกำลังของสองตัดวิถีสมบูรณ์ประดุจดั่งมหาสมุทรคลั่ง ซัดสาดไปทั่วห้วงมิติ โลกนับมิถ้วนได้รับผลกระทบ แสงสีโลหิตและพยัคฆ์ขาวเข้าห้ำหั่นกัน พลังที่กระจัดกระจายทำให้ห้วงมิติสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

............

พิภพโลหิตชูร่า

เงาร่างสีโลหิตสายหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางเวหา สำแดงม่านแสงออกมา เป็นภาพเหตุการณ์ที่บรรพชนหมิงกำลังเผชิญหน้ากับหลี่จั๋ว

“สหายธรรม ท่านทำเกินไปแล้ว ก็แค่สาขาย่อยเล็กๆ ของเผ่าชูร่าเท่านั้น ตัวข้าหาได้มีความคิดจะล้างแค้นไม่” เสียงของบรรพชนหมิงดังกังวานไปทั่วพิภพโลหิตชูร่า

ชาวเผ่าชูร่าทุกคนที่ได้ยินประโยคนี้ บนใบหน้าปรากฏโทสะอันมิอาจอธิบายได้

“เป็นไปมิได้ เผ่าชูร่าของข้าทุ่มเทให้ท่านบรรพชนมหาศาล ท่านมิใช่คนปานนั้น...”

“นี่ต้องเป็นแผนชั่วของศัตรู หมายจะทำลายปณิธานของนักรบชูร่าแน่!”

“ฆ่ามัน!”

“เผ่าเราจักมิมีวันสยบยอม!”

ภายในพิภพโลหิตชูร่า ชาวชูร่านับมิถ้วนพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า หมายจะฉีกกระชากม่านแสงนั้นทิ้ง

“โง่เขลา ช่างดิ้นรนอย่างไร้ความหมายนัก” ร่างกำยำท่านหนึ่งนั่งตระหง่านอยู่เหนือชั้นฟ้าแห่งพิภพโลหิตชูร่า พลันส่ายหน้าแผ่วเบา

ท่ามกลางดินแดนอันยิ่งใหญ่ หากไปล่วงเกินศัตรูเข้าแล้วมิลงมือชิงสังหารให้สิ้นซาก ย่อมเป็นการทิ้งภัยเงียบไว้ในอนาคต

ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านประมุข เขาย่อมต้องปฏิบัติตาม ทำลายโลกใบนี้ทิ้งเสียให้สิ้นเรื่อง

เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ โคจรพลังระดับตัดวิถี

เจตจำนงแห่งทองคำพุ่งปะทุออกมาในพิภพโลหิตชูร่า แปรสภาพเป็นใบมีดอันแหลมคมนับมิถ้วน

พวกมันพุ่งทะลุผ่านร่างกายชาวเผ่าชูร่า ตัดผ่านกระดูก ฉีกกระชากกายหยาบ หยาดโลหิตของชาวชูร่าร่วงหล่นสู่พื้นดิน หล่อเลี้ยงผืนแผ่นดินอันอุดม

เพียงชั่วอึดใจ ทั่วทั้งพิภพโลหิตชูร่าประดุจดั่งฝนโลหิตตกลงมา เพียงไม่กี่ลมหายใจ สถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นซากปรักหักพัง

“อานุภาพช่างน่าหวาดหวั่นนัก!”

“ถึงกับส่งมหาอำนาจตัดวิถีขั้นที่เก้ามาสังหารล้างพิภพโลหิตชูร่า สำนักตัดดาราเต๋าช่างลึกล้ำสุดหยั่งถึงจริงๆ!”

“มิใช่เพียงแค่นั้น อย่าลืมว่ายังมีมหาอำนาจตัดวิถีสมบูรณ์อีกท่านหนึ่ง กำลังดักสังหารบรรพชนหมิงอยู่!”

ผู้ฝึกตนขอบเขตเรียกขานชะตาและตัดวิถีนับมิถ้วน ต่างพากันเฝ้าดูสมรภูมิทั้งสองแห่งท่ามกลางมหาเขตดารานี้

ในขณะที่หลี่จั๋วดักสังหารบรรพชนหมิง

เฉินหมาน (ราชันศาสตรา) ก็สยบพิภพโลหิตชูร่า สร้างความตระหนกขวัญให้แก่ดวงวิญญาณมหาศาลในดินแดนอันยิ่งใหญ่

ต่อให้จะเป็นผู้ฝึกตนตัดวิถีที่มีชีวิตมานานหลายพันปี ในยามนี้ก็ยังรู้สึกหวาดผวาภายในใจ

“สำนักตัดดาราเต๋าคราวนี้ก่อเรื่องใหญ่แล้ว เผ่าชูร่ามิได้เรียบง่ายปานนั้น เบื้องหลังของพวกมัน ยังมี... ท่านผู้เฒ่าสถิตอยู่อีกท่านหนึ่ง”

ทว่า ก็มีผู้ฝึกตนตัดวิถีบางท่านที่กักตนอยู่ในแดนลับฟื้นตื่นขึ้น จ้องมองการต่อสู้ของทั้งสองคนด้วยสายตาเย็นชาและมุมปากที่เหยียดหยาม

เผ่าชูร่าตั้งตระหง่านในดินแดนอันยิ่งใหญ่มาเกือบหมื่นปี รุกรานภายนอกมิหยุดหย่อน กลืนกินสิ่งมีชีวิตไปเท่าใดมิล่วงรู้

ทว่าขุมกำลังระดับแนวหน้าที่แข็งแกร่งจริงๆ ในดินแดนอันยิ่งใหญ่ กลับทำเพียงเฝ้ามองอย่างเย็นชา มิเคยเข้าแทรกแซง สาเหตุมิใช่เพียงเพราะพละกำลังของบรรพชนหมิงแข็งแกร่งเท่านั้น

“เฮ้อ ผู้ฝึกตนตัดวิถีขั้นที่เก้าท่านนี้ เกรงว่าจักต้องเผชิญกับอันตรายใหญ่หลวงเสียแล้ว!”

บนยอดเขาของโลกขนาดกลางใบหนึ่ง ชายชราเผ่ามนุษย์ไขว้มือไว้เบื้องหลัง แววตาส่องประกาย พลันส่ายหน้าพึมพำ

“เหตุใดกันคะ พละกำลังของเขาแข็งแกร่งกว่าท่านปู่ถึงสองขั้นย่อยเชียวนะ”

“ยามที่ยุคสมัยเปิดฉาก ชายชราร่างกำยำท่านนี้ก็มีโอกาสก้าวสู่ขอบเขตท่านผู้เฒ่าด้วยนะคะ” ข้างกายชายชรา เด็กสาวนางหนึ่งกล่าวด้วยความฉงน

นางเกิดมาพร้อมกับดวงใจหลิงหลงสามารถมองทะลุความลวงตาได้ ดังนั้นต่อให้จะเป็นยอดฝีมือที่สูงกว่านางสองขอบเขตใหญ่นางก็มองออก

แม้จะมิมิระดับการบำเพ็ญที่แข็งแกร่งนัก ทว่านางก็สามารถรับชมภาพเหตุการณ์ของสมรภูมิทั้งสองแห่งได้ ในประสาทสัมผัสของนาง ชายชราร่างกำยำระดับตัดวิถีขั้นที่เก้าท่านนี้ แข็งแกร่งกว่าท่านปู่ของนางเสียอีก

เพราะท่านปู่ของนางในฐานะผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของเผ่ามนุษย์ (ในย่านนั้น) ก็เป็นเพียงตัดวิถีขั้นที่เจ็ดเท่านั้น

พละกำลังปานนี้ มิต้องเอ่ยถึงเผ่าชูร่า ต่อให้เป็นท่านปู่ของนางก็คงยากจะรอดพ้นหากถูกจู่โจมด้วยกระบวนท่าเดียว

“เผ่าชูร่า มีข่าวลือว่าเป็นทายาทที่มหาท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งทิ้งไว้ การดำรงอยู่ของพวกมันเกี่ยวข้องกับการที่ท่านผู้เฒ่าท่านนั้นจะสามารถก้าวข้ามกรงขังแห่งท่านผู้เฒ่าไปได้หรือไม่นั่นเอง

จบบทที่ บทที่ 159 - 160

คัดลอกลิงก์แล้ว