- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 99 - เศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอในยุค 70
บทที่ 99 - เศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอในยุค 70
บทที่ 99 - เศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอในยุค 70
บทที่ 99 - เศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอในยุค 70
หัวสะพานเก่า โรงพิมพ์ประจำอำเภอ
หลี่เจี้ยนคุนปั่นจักรยานรุ่น 28 ของเสี่ยวหวัง โยกเยกกระเตงๆ จนมาถึงที่หมาย
แม้จะเรียกว่า "โรงพิมพ์" แต่ในความเป็นจริงประตูทางเข้านั้นเล็กจิดริด ปกติคงทำหน้าที่เพียงพิมพ์วารสารหรือหนังสือพิมพ์ประจำอำเภอทำนองนั้น ส่วนเรื่องจะเคยพิมพ์หนังสือเป็นเล่มออกมาบ้างหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ยากจะบอกได้
ยังดีที่หนังสือในหัวของเขานั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง มีเพียงไม่กี่สิบหน้าก็ถือว่าเหลือเฟือแล้ว อืม... แต่คงต้องเลือกใช้กระดาษที่คุณภาพดีเสียหน่อย เพื่อให้มันดูหนา มีราคา และน่าสะสมขึ้นมาบ้าง
เพียงแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว
หากฝีมือการพิมพ์ไม่ได้มาตรฐานจริงๆ หรือขั้นตอนมันยุ่งยากจนเกินไป ก็ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นจัดหน้าเรียงพิมพ์ตัวอักษรหรอก เขาจะใช้ปากกาเข็มเหล็กกับกระดาษไขลงมือสลักมันด้วยตัวเองเสียเลย!
ขอเพียงแค่ทางโรงพิมพ์ช่วยเย็บเล่มเข้าปกให้เขาก็เพียงพอ
ในยุคสมัยนี้ เวลาที่โรงเรียนจะพิมพ์ข้อสอบ ก็จะใช้เพียงชุดอุปกรณ์สามชิ้นนี้แหละ คือปากกาเข็มเหล็ก กระดาษไข และลูกกลิ้งหมึก
คุณครูจะเป็นคนจัดการทุกอย่างเองจนเสร็จสรรพ
เมื่อเข็นจักรยานมาถึงหน้าประตู เขาก็ถูกคุณลุงยามขวางทางเอาไว้
จดหมายแนะนำตัวน่ะหรือ... เขาไม่มีหรอก
แต่หลี่เจี้ยนคุนมีของเล่นชิ้นหนึ่งที่เคยได้ผล 100% ในเมืองหลวง ไม่รู้ว่าเมื่อนำมาใช้ในอำเภอแห่งนี้ มันจะยังคงใช้การได้อยู่หรือไม่
จึงล้วงบัตรนักศึกษาออกมา แล้วยื่นให้ด้วยสองมือ
"อะไรเนี่ย?"
คุณลุงยามทำหน้าหงุดหงิด รับไปแล้วก้มลงมอง "บัตรนักศึกษาเหรอ... โอ้โห! นักศึกษามหาวิทยาลัยนี่นา!"
จู่ๆ เขาก็สะดุ้งโหยง ท่าทีเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
แกจ้องมองด้วยความประหลาดใจ เพราะเกิดมาเพิ่งจะเคยเห็นบัตรนักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรกในชีวิต พลางอ่านออกเสียงว่า "มหาวิทยาลัยปักกิ่ง รุ่นปี 1977 คณะเศรษฐศาสตร์ นักศึกษาระดับปริญญาโท!"
โอ้โห!
นักศึกษาระดับปริญญาโทมหาวิทยาลัยปักกิ่ง!!
คุณลุงยามตาวาววับ โค้งตัวลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะคืนบัตรนักศึกษาให้อย่างนอบน้อม บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แล้วถามว่า "สหายหนุ่ม มีธุระอะไรเหรอ?"
"อ้อ อยากจะขอพบผู้บริหารของหน่วยงานนี้น่ะครับ"
"ได้ๆๆ เชิญเข้ามาเลย เชิญๆ เดี๋ยวฉันพาไปเอง"
ก็ยังใช้ได้ผลดีแฮะ
ดูสิ นี่แหละคือบารมีของนักศึกษามหาวิทยาลัยในยุค 70
ภายในอาคารหลักสองชั้นของโรงพิมพ์ ณ ห้อง 102 หลี่เจี้ยนคุนก็ได้พบกับผู้บริหารคนหนึ่ง
คุณลุงยามแนะนำว่าเขาชื่อหัวหน้าฉาง
เมื่อเขายื่นบัตรนักศึกษาให้ดูอีกครั้ง หัวหน้าฉางเพียงเหลือบมอง แต่ปฏิกิริยานั้นแตกต่างจากคุณลุงยามไปอีกแบบ
"เอ๊ะ ชื่อนี้! เธอ... คือจอหงวนสายศิลป์ของมณฑลเมื่อปีที่แล้วใช่ไหม?"
ที่แท้พี่ก็ดังขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?
หลี่เจี้ยนคุนอมยิ้มพลางพยักหน้า ยอมรับว่าเป็นเขาเอง
ตัวเขาเองไม่ได้ใส่ใจนัก จึงไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้เมื่อปีที่แล้วสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยเลย
โดยเฉพาะในหมู่ปัญญาชนของอำเภอ ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยได้ยินชื่อของหลี่เจี้ยนคุน?
"โอ้! สหายเสี่ยวหลี่ มาๆ นั่งลงก่อนสิ"
หัวหน้าฉางรีบลุกขึ้นต้อนรับ ใจหนึ่งเป็นเพราะความเคารพในฐานะที่เป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งอำเภอ ส่วนอีกใจก็คือความจริงอันแสนเรียบง่ายที่ว่า หากเด็กคนนี้เรียนจบออกมาแล้ว เส้นทางของเขาจะมีจุดเริ่มต้นที่สูงส่งเพียงใดกัน?
เขาอาจจะต้องเรียกเด็กคนนี้ว่าท่านผู้นำเข้าสักวันแน่ๆ!
การผูกมิตรเอาไว้ล่วงหน้าย่อมมีแต่ข้อดี ไม่มีข้อเสีย
ไม่เพียงแต่จะเชิญให้นั่งด้วยตัวเอง แต่เขายังรินน้ำชาให้อีกต่างหาก
หลี่เจี้ยนคุนกล่าวขอบคุณ พร้อมทั้งแจ้งจุดประสงค์ที่มาอย่างตรงไปตรงมา ทว่าเขากลับไม่ได้เล่ารายละเอียดทั้งหมดออกมา
เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เนื่องจากตอนนี้ทางอำเภอกำลังส่งเสริมผู้มีความสามารถในการสร้างรายได้อย่างเต็มที่และต้องการพัฒนาธุรกิจให้หลากหลาย หากพวกเขามองว่าไอเดียนี้เข้าท่าแล้วแย่งไปทำเสียเอง แล้วเขาจะยังเหลืออะไรให้ทำอีกล่ะ?
"พิมพ์หนังสือเหรอ? เกี่ยวกับเรื่องอะไรล่ะ?"
หัวหน้าฉางครุ่นคิด ปกติแล้วการจัดพิมพ์หนังสือนั้นย่อมมีขั้นตอนของมันอยู่
หลี่เจี้ยนคุนตอบว่า "หัวหน้าครับ หัวหน้าไม่จำเป็นต้องมองเรื่องนี้ด้วยมุมมองแบบเดิมๆ หรอกครับ ตอนนี้เรากำลังจะพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการปฏิรูปไม่ใช่เหรอครับ ผมคิดว่าในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐระดับอำเภอ ก็ควรจะเป็นผู้นำในการริเริ่มนะครับ
"หัวหน้าจะมองว่ามันเป็นพฤติกรรมทางธุรกิจอย่างหนึ่งก็ได้นะครับ
"ผมเป็นคนออกทุน หาเนื้อหามาให้ ส่วนหน่วยงานของหัวหน้าแค่ช่วยพิมพ์ออกมาให้ก็พอครับ"
หัวหน้าฉางพยักหน้าเล็กน้อย รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะมีการจัดพิมพ์รวมเล่มบทกวีไปเล่มหนึ่ง
ผู้เขียนเองก็เป็นคนออกทุนพิมพ์เองเช่นกัน
หลี่เจี้ยนคุนพูดต่อว่า "หนังสือเล่มนี้นะครับ ทางอำเภอจะต้องยินดีที่ได้เห็นมันแน่นอน ผมเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ พอกลับมาเห็นสภาพความเป็นไปในตอนนี้ ก็เลยเกิดความรู้สึกอยากจะทำหนังสือเกี่ยวกับการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ร่ำรวยขึ้นมาสักเล่มครับ
"ซึ่งเรื่องนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายหลักของทางอำเภอพอดีเลยครับ"
หัวหน้าฉางลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หนังสือประเภทนี้ไม่มีปัญหาจริงๆ นั่นแหละ แนวคิดทางการเมืองถือว่าถูกต้องแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมองดูคนตรงหน้า เขาก็อดชื่นชมไม่ได้ว่า นักศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยชื่อดังคนนี้ มีความคิดความอ่านที่โดดเด่นแตกต่างจากคนทั่วไปจริงๆ
อุตส่าห์กลับมาในช่วงปิดเทอมแท้ๆ แต่กลับไม่ยอมพักผ่อน เอาแต่คิดอยากจะทำประโยชน์เพื่อสังคม
"อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่สหายเสี่ยวหลี่ หวังว่าเธอคงจะเข้าใจนะ ตามกฎระเบียบแล้ว พอถึงตอนนั้นเราก็ยังต้องขอตรวจทานต้นฉบับก่อน ถ้าผ่านถึงจะพิมพ์ได้"
"เข้าใจครับ เข้าใจ"
"เธออยากจะพิมพ์สักกี่เล่มล่ะ?"
"ไม่เยอะหรอกครับ เอาสักไม่กี่ร้อยเล่มก่อนก็แล้วกัน"
"อย่างนั้นเหรอ ถ้างั้นพิมพ์รอบเดียวก็เสร็จแล้วล่ะ"
การจัดพิมพ์จำนวนน้อยเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากในยุคนี้ พวกนักกวีมักจะทำกันจนเป็นเรื่องชินตาไปแล้ว
หลี่เจี้ยนคุนรู้ซึ้งถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตัวเองดีว่ามีอยู่เพียงเท่านั้น หากพิมพ์ออกมามากเกินไปก็มีแต่จะเสียเปล่า
ใครน่ะเหรอ?
ก็พวกนายทุนไงล่ะ
ถูกต้องแล้ว แผนการของเขาก็คือแบบนี้:
คุณพ่อนายทุนออกเงินสนับสนุนให้เขาพิมพ์หนังสือ พอหนังสือตีพิมพ์ออกมาแล้ว คุณพ่อนายทุนก็จะควักเงินซื้อหนังสือไปเก็บสะสมไว้เอง แถมยังจะเอาไปยัดเยียดให้คนอื่นดูอีกต่างหาก
ไม่เชื่อก็คอยดูสิ
ส่วนหนังสือเล่มนี้ หลังจากนั้นทางอำเภอจะนำไปพิมพ์เพิ่มเพื่อวางขายตามท้องตลาด เพื่อขยายการโปรโมตหรือไม่นั้น มันก็ไม่เกี่ยวกับเขาแล้ว
ถือเสียว่าเป็นการทำประโยชน์เพื่อสังคมก็แล้วกัน
สิ่งที่เขาต้องการก็เพียงแค่กอบโกยเงินก้อนโตอย่างรวดเร็วทันใจเท่านั้นเอง
หลี่เจี้ยนคุนประเมินสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ต่ำไปหน่อย ว่ากันว่าเมื่อปีก่อน เบื้องบนมีคำสั่งลงมาว่า "วิทยานิพนธ์หรือวารสารทางวิชาการที่มีคุณค่า จะต้องได้รับการตีพิมพ์อย่างแน่นอน" ปีที่แล้ว ทางอำเภอจึงอุตส่าห์สั่งซื้อเครื่องพิมพ์โรตารี่รุ่นใหม่มาจากเซี่ยงไฮ้โดยเฉพาะ
อย่าว่าแต่ตัวหนังสือเลย แม้แต่รูปภาพก็ยังพิมพ์ได้
หลังจากนั้น หัวหน้าฉางก็เรียกผู้บริหารมาอีกคนหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายหารือกันเรื่องรายละเอียดอยู่นานพอสมควร
หลี่เจี้ยนคุนเข้าใจดีว่า ที่เรื่องราวมันราบรื่นขนาดนี้ ก็เป็นเพราะสถานะของเขา รวมไปถึงแนวคิดทางการเมืองที่ถูกต้องนี่แหละ ที่มีส่วนสำคัญอย่างมาก
ตอนนี้ทางอำเภอก็กำลังร้อนใจอยู่พอดี ว่าจะทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนทัศนคติของชาวบ้าน และปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องการทำมาหากินกันให้มากขึ้น
การที่เขาลงมือทำเช่นนี้ ก็เท่ากับเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของทางอำเภอไม่ใช่หรือ?
นี่แหละคือ "ประโยชน์ข้อที่สาม"
——
ดวงอาทิตย์ลอยเด่น แสงแดดสาดส่องสดใส
แต่กลับส่องไปไม่ถึงหัวใจอันหนาวเหน็บของกัวต้าหมิง
ตำบลสุยฮุ่ยโถว คอมมูนชื่อเดียวกัน ณ โรงงานผลิตตลับลูกปืนจิงกง
ภายนอกรั้วโรงงานอันกว้างใหญ่ คนงานกว่าสิบคนกำลังหิ้วถังน้ำและถือไม้กวาด ขะมักเขม้นขัดถูทำความสะอาดกำแพงโรงงานกันอย่างเร่งด่วน
กัวต้าหมิงยืนยกมือขึ้นบีบจมูกอยู่หน้าประตู ในใจเต็มไปด้วยความขมขื่นที่ยากจะอธิบาย
คุณว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
เรื่องที่เขาไปร่วมงานประกาศเกียรติคุณที่อำเภอ ก็ใช่ว่าเขาอยากจะไปเองเสียเมื่อไหร่ ในเมื่อมีหนังสือสั่งการลงมา หากไม่ไปก็ไม่ได้
หากพวกแกเห็นแล้วรู้สึกหมั่นไส้ จะด่าทอเขาสักสองสามประโยคก็ยังพอทน แต่นี่มันต้องแค้นฝังหุ่นกันขนาดไหน ถึงได้เอาน้ำอุจจาระมาสาดจนเต็มกำแพงโรงงานแบบนี้?
เรื่องนี้คงแอบมาทำกันเมื่อคืนนี้เอง
เขาไม่อยากจะเอาเรื่อง และก็ไม่กล้าเอาเรื่องด้วย เพราะขืนทำเช่นนั้น มีแต่จะยิ่งทำให้ชาวบ้านโกรธแค้นหนักกว่าเดิม
"ขอโทษนะครับ สหายกัวต้าหมิงอยู่ไหมครับ?"
ไม่รู้ว่ามีรถจักรยานโผล่มาอยู่ทางด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ และข้าง ๆ รถคันนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าตาภูมิฐานคนหนึ่งยืนอยู่
กัวต้าหมิงหันไปมอง พลางเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า "คุณคือ?"
หลี่เจี้ยนคุนพินิจดูแล้วคิดว่าน่าจะใช่คนนี้แน่ จึงรีบจอดรถจักรยานแล้วเดินเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น เขาหยิบบัตรนักศึกษาออกมาแสดงตัว ก่อนจะส่งเอกสารที่ขอมาจากโรงพิมพ์ประจำอำเภอให้ดู
เมื่อกัวต้าหมิงได้อ่านข้อความในเอกสาร เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยง
นักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ถือเอกสารขออนุญาตพิมพ์หนังสือจากโรงพิมพ์ประจำอำเภอมาหาเขาทำไมกัน?
หากพูดไปก็น่าอายนัก เพราะเดิมทีเขาแทบจะอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ เพิ่งจะเริ่มมาหัดเรียนเอาตอนที่ธุรกิจขยายตัวใหญ่โตขึ้นนี่แหละ
"สหายกัว ตอนนี้พอมีเวลาว่างไหมครับ? ผมอยากจะคุยด้วยหน่อย"
"อ้อ ว่างครับๆ เชิญข้างในเลยครับ"
ขณะที่หลี่เจี้ยนคุนเดินไปที่ประตูโรงงาน เขาก็เหลือบมองไปยังกำแพงทั้งสองด้าน เมื่อกัวต้าหมิงสังเกตเห็นเข้า ก็ได้แต่ยิ้มขื่นแล้วส่ายหน้าไปมา
สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้คนอื่นมาเห็นเรื่องน่าอายเข้าจนได้
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็เข้ามาถึงด้านในห้องทำงานที่ตกแต่งไว้อย่างเรียบง่าย
แต่นี่มันก็เป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ภายนอกเท่านั้นแหละ!
หลี่เจี้ยนคุนรู้ดีแก่ใจ เหล่าหวังเคยเล่าให้ฟังว่า ในตอนนี้ทั่วทั้งอำเภอว่างไห่ คนผู้นี้นี่แหละที่รวยที่สุด!
ตลับลูกปืนที่โรงงานของเขาผลิตถูกส่งไปขายไกลถึงหลายมณฑล สินค้าคุณภาพดีราคาถูกเช่นนี้จึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างยิ่ง
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่เขาจะตกเป็นเป้าหมายแรกในการมาเยือนของหลี่เจี้ยนคุน
(จบแล้ว)