- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 80 - ในที่สุดพี่ก็ยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
บทที่ 80 - ในที่สุดพี่ก็ยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
บทที่ 80 - ในที่สุดพี่ก็ยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
บทที่ 80 - ในที่สุดพี่ก็ยืดอกได้อย่างเต็มภาคภูมิเสียที
"นักคณิตศาสตร์ชาวจีน เฉินจิ่งรวิ่น ได้ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดและคำนวณทางวิทยาศาสตร์ในงานวิจัยทฤษฎีจำนวน เพื่อไขปัญหา 'การคาดการณ์ของโกลด์บาค' และได้พิสูจน์แล้วว่า..."
ผ่านวิทยุ เสียงรายงานข่าวจากสำนักข่าวซินหัวกำลังกระจายเสียงอย่างต่อเนื่อง
เหล่าสามทหารเสือต่างรวมตัวกันอยู่ที่โต๊ะยาว แต่ละคนโน้มตัวเข้าไปหาต้นเสียงจนแทบจะมุดหัวเข้าไปในลำโพงอยู่แล้ว
บนใบหน้าของทุกคนปรากฏร่องรอยความตื่นเต้นถึงขีดสุด ราวกับคนรุ่นหลังที่กำลังอ่านนิยายสุดมันส์จนถึงจุดไคลแมกซ์
ในปี 1978 ดาวเด่นที่เจิดจรัสที่สุดในประเทศนี้ ไม่ใช่ จางเหลียนเหวิน ที่เพิ่งโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองจากการแสดงในเรื่อง 'บุกเบิก'
และไม่ใช่เสียงเพลงอันไพเราะของ เติ้งลี่จวิน ที่ทำให้เหล่าหนุ่มสาวหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น
แต่คือบุรุษผู้เป็นนักคณิตศาสตร์ นามว่า เฉินจิ่งรวิ่น
สังคมเกิดกระแสความนิยมในตัวเฉินจิ่งรวิ่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนี่ทำให้บรรดานักวิชาการที่ถูกลดบทบาทมาหลายปี กลับมาได้รับความสนใจและความเคารพจากผู้คนอีกครั้ง
ในขณะเดียวกัน เขาก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับเหล่านักเรียนนักศึกษานับหมื่นนับพันคน
ณ สวนเยียนหยวน บรรยากาศการเรียนในช่วงนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ทุกคนต่างมีความฝันที่อยากจะเป็นเฉินจิ่งรวิ่นคนต่อไป
ส่วนน้อยอาจทำไปเพื่อชื่อเสียง แต่ส่วนใหญ่ต่างมีความตั้งใจที่จะสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ
ดูสิ ยุคสมัยนี้ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่องเสียจริงๆ
ป้าบ!
"ลูกสวย!"
"บล็อกไว้! บล็อกไว้!"
หลี่เจี้ยนคุนยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูการแข่งขันวอลเลย์บอลที่กำลังดำเนินอยู่บนลานกิจกรรมชั้นล่าง
ลูกวอลเลย์บอลสีน้ำเงินสลับขาวลูกใหม่เอี่ยม ความยืดหยุ่นเต็มเปี่ยม ตาข่ายตรงกลางสีขาวสะอาดและขึงตึง ไม่หย่อนยานอีกต่อไป และยิ่งไม่มีรูโหว่ด้วย
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
"เจี้ยนคุนเอ๊ย นายมาทำตัวเป็นฮีโร่ปิดทองหลังพระแบบนี้ พวกหอพักอื่นจู่ๆ ก็ได้วิทยุไปเครื่องนึง แม่งเอ๊ย งงกันเป็นไก่ตาแตก นึกว่าทางคณะเกิดใจบุญขึ้นมาซะอีก"
หูจื้อเฉียงเบ้ปากพูด
เขาไม่เข้าใจการกระทำแบบนี้เลยจริงๆ
หลี่เจี้ยนคุนก็ไม่ได้อธิบายอะไร เขาจัดซื้อของมาเรียบร้อยและส่งมอบให้กับสภานักศึกษาของคณะแล้ว ถือว่าทำตามสัญญาที่ให้ไว้เรียบร้อย ส่วนเรื่องชื่อเสียงนั้น เขาไม่ต้องการเลยสักนิด
ลูกพี่ใหญ่เคยให้คำแนะนำไว้ดีแล้วว่า ในยุคสมัยนี้ เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ ยิ่งทำตัวให้เงียบเชียบได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
เงินในกระเป๋าของเขาก็แทบจะเกลี้ยงแล้วเหมือนกัน
แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายเลย ถือว่าได้ทำเรื่องที่มีประโยชน์ชิ้นใหญ่
"ฉันถามหน่อย พวกนายยังจะเรียนกันอยู่ไหม? ถ้าไม่เรียนฉันไปละนะ"
"เรียนสิ! มาๆ!"
สามทหารเสือบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่า ในแต่ละวันจะเจียดเวลา 1 ชั่วโมงมาวาดรูป 1 ใบ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
อืม แค่ใบเดียวเท่านั้น ห้ามมากกว่านี้
จะหมกมุ่นกับเงินทองไม่ได้เด็ดขาด นั่นไม่ใช่ของดีเลย!
ช่วงบ่าย
เขตซีเฉิง
ทางตอนใต้ของประตูตงจื๋อเหมิน มีทะเลสาบขุดที่สร้างขึ้นในยุค 60 รูปทรงของทะเลสาบนั้นคดเคี้ยว ไม่ได้เป็นแอ่งกลมเสียทีเดียว มีจุดหนึ่งที่ภูมิประเทศค่อนข้างแคบ โดยมีสะพานหินโค้งทอดข้ามอยู่เหนือผิวน้ำ
บรรดาหนุ่มสาวที่มาเที่ยวเล่น ณ ทะเลสาบขุดแห่งนี้ มักจะชอบเดินข้ามสะพานนี้กัน
จึงมีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยจำนวนไม่น้อยที่เล็งเห็นทำเลทองแห่งนี้
การจัดการในยุคนี้ค่อนข้างพูดยาก บางแห่งก็อนุโลมให้ขายของได้ บางแห่งก็ไม่อนุญาต พวกปลอกแขนแดงเดินตรวจตรากันให้ว่อน บางวันขายได้ แต่พอรุ่งขึ้นกลับขายไม่ได้เสียอย่างนั้น
คุณไม่เห็นเหรอ ขนาดจัตุรัสเทียนอันเหมินยังมีคนขายหัวไชเท้าเลย
ในย่านใจกลางเมืองหลวง พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยพวกนี้มีความคล่องตัวสูงมาก
เฉินย่าจวินก็เล็งเห็นสะพานเล็กๆ แห่งนี้เช่นกัน เขาอุ้มกล่องกระดาษลูกฟูกพลางมองซ้ายมองขวา แต่เวลานี้กลับไม่เห็นเพื่อนร่วมอาชีพเลยแม้แต่คนเดียว ในใจเต้นระรัว ไม่กล้าแม้แต่จะวางกล่องลงบนพื้น
เขากัดฟันแน่น
ต้องใช้เวลาทำใจอยู่อย่างน้อย 15 นาที ถึงจะกล้าตัดสินใจเด็ดขาด!
ตายเป็นตายวะ!
เขาเปิดปากกล่องออกแล้วนั่งยองๆ ลงกับพื้น ใบหน้าแดงก่ำ
"เอ๊ะ นี่มันของเล่นอะไรเนี่ย?"
ลูกค้ามาไวปานสายฟ้าแลบ
เฉินย่าจวินรู้สึกชาไปทั้งหนังศีรษะ เขาใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีข่มความรู้สึกอับอายในใจเอาไว้ พลางฝืนยิ้มที่ดูไม่ได้ยิ่งกว่าตอนร้องไห้เสียอีก แล้วแนะนำตะกุกตะกักว่า:
"นี่ นี่เรียกว่ารูปปั้นปูนปลาสเตอร์ ซื้อกลับไปตั้งโชว์ที่บ้านได้ สวยแถมยังไม่แพงด้วย"
ฟู่!
เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยรู้เลยว่าการพูดมันจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้
"อ๊ะ! นี่มัน..."
ถูกต้อง รูปปั้นครึ่งท่อนของท่านผู้นำ
สีขาวสะอาดตา ดูเคร่งขรึม มีมิติ ใครเห็นแล้วจะไม่รู้สึกเคารพเลื่อมใสได้ยังไง?
มันไม่ดูล้ำค่ากว่าภาพวาดที่ติดไว้ตรงห้องโถงกลางบ้านเป็นร้อยเท่าเลยเหรอ?
เป็นคู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่ง
ฝ่ายชายตระหนักได้ทันทีว่า ถ้าซื้อกลับไปสักองค์ล่ะก็ ชายชราที่บ้านจะต้องดีใจแน่ๆ จึงถามขึ้นว่า "สหาย ขายยังไงเนี่ย?"
"สองเหมา"
นี่คือราคาที่หลี่เจี้ยนคุนตั้งไว้ คนเขาเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัย ว่าไงก็ว่าตามนั้นแหละ
ยังไงซะก็ใช้แค่น้ำปูนปลาสเตอร์นิดหน่อย แทบจะไม่มีต้นทุนอะไรเลย
"เอ๊ะ? ไม่แพงจริงๆ ด้วย แต่ว่า มันเปราะบางมากเลยใช่มั้ย ตกทีเดียวก็แตกแล้วล่ะสิ?"
ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาดูอันหนึ่ง พอลองจับดูน้ำหนักก็พอจะกะความแข็งแรงได้
"พี่ชายครับ พี่จะไปโยนมันเล่นทำไมล่ะครับ? เอาเจ้านี่กลับไปบ้าน หาที่สูงๆ ตั้งโชว์ไว้ก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่เหรอครับ?"
คำพูดคำจาลื่นไหลขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
"ก็จริงนะ ตกลง งั้นขอซื้ออันนึง"
การซื้อขายครั้งแรกจบลงเพียงเท่านี้ มันราบรื่นจนเฉินย่าจวินแทบไม่อยากเชื่อ โดยเฉพาะตอนที่ได้รับธนบัตรมูลค่า 2 เหมามา มือของเขาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
นี่คือเงินก้อนแรกในชีวิตที่เขาหามาได้ด้วยตัวเอง
หลังจากที่เขากลับมายังปักกิ่งและใช้ชีวิตอย่างไร้ค่ามานานถึงครึ่งปีเต็ม
เขาเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความดีใจอยู่แล้วเชียว
คิดไม่ถึงเลยว่าลูกค้าคู่เดิมคู่นี้จะทำให้เขายังมีโอกาสค้าขายต่อไปได้อีก
หญิงสาวถูกใจรูปปั้นปูนปลาสเตอร์อีกชิ้นเข้าแล้ว หล่อนจ้องมองมันตาไม่กะพริบ ก่อนจะรีบก้มลงหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นแล้วพูดด้วยความดีใจว่า "ลูกหมูตัวนี้น่ารักจังเลย!"
ตอนนี้เฉินย่าจวินมีแม่พิมพ์อยู่เพียง 2 แบบเท่านั้น และเจ้าลูกหมูพุงป่องตัวนี้ก็คือแบบที่สอง
เมื่อเห็นหญิงสาวชอบ ชายหนุ่มจะอยู่เฉยได้อย่างไร? ในเมื่อพวกเขากำลังจีบกันอยู่ เขาจึงทำทีเป็นเอาใจใส่แล้วรับของมาดู แต่แล้วเขาก็พบความผิดปกติบางอย่าง
"เอ๊ะ? ทำไมอันนี้มันหนักกว่าเยอะเลยล่ะ?"
แน่นอนสิ อย่าเห็นว่าขนาดตัวมันใหญ่กว่ากันไม่เท่าไหร่เชียว เพราะตอนทำของเล่นชิ้นนี้เปลืองแรงมากทีเดียว สำหรับรูปปั้นท่านผู้นำนั้น หลี่เจี้ยนคุนสั่งให้เทน้ำปูนปลาสเตอร์ลงไปเพียง 3 รอบเท่านั้น
แต่เจ้าตัวนี้กลับต้องเทน้ำปูนปลาสเตอร์ลงไปถึง 5 รอบเต็มๆ
มันจึงหนากว่ากันมากเลยทีเดียว
เฉินย่าจวินอธิบายด้วยรอยยิ้มว่า "ลูกหมูตัวนี้ไม่ได้แค่ดูดีอย่างเดียวนะ นี่ไง เห็นช่องบนหลังนี่ไหม? เอาไว้หยอดเหรียญ ปกติต้องหยิบจับบ่อยๆ ก็เลยต้องทำให้ออกมาหนาหน่อย จะได้ใช้เป็นกระปุกออมสินได้ด้วย"
โอ้โห!
เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น หญิงสาวก็รีบพิจารณาดูอย่างละเอียด และพบว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ เธอรู้สึกชอบจนแทบวางไม่ลง
ชายหนุ่มจะทำอย่างไรได้ล่ะ? เขารีบล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมาพลางถามว่า "อันนี้เท่าไหร่?"
"ห้าเหมา"
"จิ๊!"
หากเป็นอย่างนั้นก็ถือว่าแพงไปหน่อย
"งั้นเดี๋ยวฉันซื้อเองดีกว่า" หญิงสาวพูด
ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง จะยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
"นี่ไง รับไป!"
เขาพูดอย่างฉะฉานพร้อมกับจ่ายเงินให้อย่างรวดเร็ว
ได้เงินเพิ่มมาอีกห้าเหมา ในหัวของเฉินย่าจวินอื้ออึงไปหมด เงินนี่มันหาได้ง่ายและรวดเร็วเกินไปแล้ว!
ราวกับไปปล้นใครเขามาเลย!
เด็กน้อยผู้ขัดสนคนนี้เพิ่งจะก้าวพ้นจากจุดต่ำสุดของชีวิต และได้ลิ้มรสความสุขจากการหาเงิน รวมถึงสัมผัสถึงเสน่ห์ของการทำธุรกิจเป็นครั้งแรกในชีวิต
ยามพลบค่ำ
ตรอกตาแมว
เฉินย่าจวินอุ้มกล่องกระดาษลูกฟูกที่หนักอึ้งพลางฮัมเพลงเบาๆ เดินตัวปลิวพุ่งเข้าไปในลานบ้านรวม
"อ้าว ย่าจวินกลับมาแล้วเหรอ อุ้มอะไรมาน่ะ เมื่อเช้าก็เห็นอุ้มออกไป ทำไมถึงได้อุ้มกลับมาอีกล่ะ?"
ลุงจางที่อยู่ข้างบ้านถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ฮิฮิ ของดีครับ"
เฉินย่าจวินตอบกลับไปประโยคหนึ่ง ก่อนจะมุดหายเข้าประตูบ้านตัวเอง
เขาเก็บแผงขายของตั้งแต่ช่วงบ่ายคล้อย แต่เหตุใดจึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้?
คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในกล่องกระดาษลูกฟูก
"แม่! พ่อ! คนไปไหนกันหมดเนี่ย!"
"แหกปากทำไมเนี่ย"
"มีอะไร!"
เฉินย่าจวินเหลือบมองชายชราที่ทำหน้าทำตาราวกับว่าเห็นหน้าเขาแล้วจะดวงตกหนักหนา ในใจลอบคิดว่าคอยดูเถอะ อีกประเดี๋ยวพ่ออย่ามาเดินตามกอดประจบประแจงผมก็แล้วกัน
เขาวางกล่องกระดาษลูกฟูกลงบนโต๊ะอาหารทรงสี่เหลี่ยม
เฉินย่าจวินไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียงด้วย เขาเปิดฝากล่องกระดาษออกแล้วเริ่มหยิบข้าวของข้างในออกมา
พรึ่บ!
เนื้อหมูสามชั้นก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง น้ำหนักประมาณ 2 ชั่งเห็นจะได้
ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ!
บุหรี่ตราโบตั๋น 5 ซอง
มันถูกวางกระแทกลงบนโต๊ะทีละซอง
เสียงกระทบโต๊ะแต่ละครั้งทำเอาสองสามีภรรยาตระกูลเฉินถึงกับรูม่านตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ
พรึ่บๆๆ!
ตามมาด้วยห่อกระดาษอีก 3 ห่อติดๆ กัน แม้จะยังไม่เห็นของข้างใน แต่คราบน้ำมันที่ซึมออกมาจนเปียกชุ่มประกอบกับกลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยมาจางๆ ก็พอจะบอกใบ้ได้
"เนื้อพะโล้ แล้วก็เป็ดย่างอีกครึ่งตัว"
เฉินย่าจวินอธิบายโดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง
เขายังคงหยิบของในกล่องออกมาต่อ!
ขนมปังน้ำผึ้ง 1 ถุง
แอปเปิล 1 ถุง
ส้มกระป๋อง 2 ขวด
เหล้าหนิวหลานซาน 1 ขวด
ตึง!
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน คืนนี้จัดโต๊ะกินข้าวกันสักมื้อ ที่เหลือก็เป็นของที่พวกพ่อกับแม่อยากกินทั้งนั้นแหละ"
งงเป็นไก่ตาแตก!
ดวงตาทั้งสี่ดวงของสองสามีภรรยาตระกูลเฉินแทบจะถลนออกจากเบ้า
พวกเขามองลูกชายราวกับเห็นผี
ที่เฉินย่าจวินทำแบบนี้ แน่นอนว่าเพื่อเป็นการยืดอกกู้หน้าตัวเองกลับมา แต่ก็มีจุดประสงค์อื่นด้วย
เขายืดหลังตรง แล้วล้วงธนบัตรปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง ตบลงบนมือของผู้เป็นแม่
"แม่ครับ คืนให้แม่ครับ ลูกชายแม่คนนี้ พูดคำไหนคำนั้นใช่ไหมล่ะครับ? ไอ้ของเล่นที่ผมทำเมื่อคืนน่ะ ตกลงว่าเป็นการทำเรื่องไร้สาระหรือเปล่าล่ะครับ?"
รู้ไหมว่าเมื่อคืนเขาไปทำรูปปั้นปูนปลาสเตอร์ที่ไหน?
หลังบ้านมีส้วมหลุมอยู่ ข้างๆ มีพื้นที่ว่างแคบๆ ริมกำแพงเต็มไปด้วยไหผักกาดดอง ยุงและแมลงวันบินกันให้ว่อน อย่างน้อยๆ ก็ดูดเลือดเขาไปสักสองตำลึงได้
พ่อเฉินถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า "นี่คือของที่แกทำขึ้นมาเมื่อคืน แล้วเอาไปเสกเป็นเงินมางั้นรึ?"
"ก็ใช่น่ะสิครับ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลย! แค่ไปนั่งยองๆ อยู่แถวทะเลสาบขุด ช่วงบ่ายคล้อยก็โดนเหมาเกลี้ยงแล้ว ถ้าผมไม่แวะไปซื้อของพวกนี้ จะกลับมาดึกป่านนี้ได้ยังไงกันล่ะครับ?"
"โอ๊ย! เสี่ยวจวินของบ้านเรา ทำมาหากินเป็นชิ้นเป็นอันแล้วจริงๆ! แม่มัน รีบไปรินน้ำมาให้ลูกดื่มเร็วเข้า ดูสิเหงื่อท่วมหัวเลย"
ไม่นานนัก ครอบครัวของพี่ชายคนโตรวมสามคน และพี่ชายคนรอง ก็ทยอยเดินตามกันเข้าบ้านมา
ตะลึงกันไปเลยสิครับงานนี้!
สถานะในครอบครัวของเฉินย่าจวินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงมื้อค่ำเขาได้นั่งติดกับพ่อและพี่ชายคนโต
ส่วนพี่ชายคนรองผู้ไม่เอาไหนและแทบไม่เคยหาเงินเข้าบ้านเลย ถูกไล่ไปนั่งในที่เดิมของเขา ซึ่งก็คือนั่งติดกับหลานสาวตัวน้อย
เมื่อถึงเวลากลางคืน ห้องทำงานของเฉินย่าจวินก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นโถงกลางบ้านแทน
เทียนไขถูกเปลี่ยนเป็นหลอดไฟ
(จบแล้ว)