- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 71 - งานเข้าแล้ว
บทที่ 71 - งานเข้าแล้ว
บทที่ 71 - งานเข้าแล้ว
บทที่ 71 - งานเข้าแล้ว
"ดื่มเหล้าสักจอกสิ"
"ทำไมเหรอ?"
"ดื่มก่อนเถอะ"
เฉินย่าจวินยกแก้วขึ้นดื่มจนหมด จากนั้นก็มองไปยังอีกฝ่ายด้วยความไม่เข้าใจ
หลี่เจี้ยนคุนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามว่า "ผมถามคุณหน่อย ถ้าสมมติให้คุณไปตั้งแผงลอย คุณกลัวไหม จะกล้าสู้หน้าคนอื่นหรือเปล่า?"
"ตั้งแผงลอยเหรอ? ขายของงั้นเหรอ?"
เรื่องนี้เฉินย่าจวินใช่ว่าไม่เคยคิด เพราะมีเยาวชนที่กลับมาจากชนบทบางกลุ่มก็กำลังทำอยู่เหมือนกัน
ต่อให้ต้องถูกพวกปลอกแขนแดงไล่กวด แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีเงินติดตัวเลยสักเฟินเดียว แถมไม่ว่าจะอยู่ในบ้านหรือนอกบ้าน ก็ต้องอยู่อย่างอดสูไปเสียหมด!
แต่การจะทำธุรกิจมันต้องใช้ต้นทุนนะ แล้วเขาจะไปเอามาจากไหน? อีกอย่างเขาก็ยังไม่รู้แหล่งรับสินค้าเลยด้วยซ้ำ
คนอื่นเขาจะยอมบอกลู่ทางให้ง่ายๆ อย่างนั้นเหรอ?
แววตาของหมอนี่เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบถามว่า "เจี้ยนคุน หรือว่าคุณมีลู่ทางดีๆ?"
"คุณตอบคำถามผมมาก่อน"
"จะไปกลัวอะไรล่ะ! ตอนนี้ผมยังเหลือหน้าตาให้เสียอีกเหรอ?"
เฉินย่าจวินที่ยังไม่ถึงกับเมามายจนขาดสติ จู่ๆ ก็ลดเสียงต่ำลงแต่ใบหน้ากลับดูดุดัน "บอกตามตรงนะ บางครั้งพอถูกบีบจนถึงที่สุด ผมถึงขนาดเคยคิดจะไปดักปล้นด้วยซ้ำ!"
"..."
ดูท่าว่าในบรรดากลุ่มคนที่ถูกกวาดล้างในปี 83 คงจะมีคุณรวมอยู่ด้วยคนหนึ่งสินะ
หลี่เจี้ยนคุนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ "อีกสิบวันแล้วกัน คุณไปหาผมที่เป่ยต้า ตึก 37 ห้อง 307"
"ตกลงจะให้ทำอะไรกันแน่?"
"มาถึงแล้วคุณก็จะรู้เอง"
——
รถเมล์สาย 32 หรือที่บางคนเรียกว่าสาย 332 ในช่วงปี 70 นั้น จำนวนรถประจำทางและรถรางในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนหมายเลขเดิมที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มเลข 300 เข้าไปข้างหน้า
ในช่วงบ่ายแก่ๆ สภาพบนรถยังคงแน่นขนัดไปด้วยผู้คน
หากคิดจะเปิดธุรกิจแขนงที่สอง ก็ต้องเป็นงานที่เฉินย่าจวินสามารถทำได้ แต่ว่าเขาทำอะไรเป็นบ้างล่ะ?
ดูเหมือนว่าจะทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง
หลี่เจี้ยนคุนยืนโหนรถเมล์พลางใช้ความคิดอยู่ร่วม 10 นาที ในที่สุดแผนการทางอุตสาหกรรมในหัวก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
มีทรัพยากรอะไรก็ต้องใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์นั่นแหละ
การสะสมทุนในระยะเริ่มต้นน่ะ อะไรที่พอจะทำได้ก็ต้องทำไปก่อนไม่ใช่หรือ?
วันต่อมา ช่วงเช้าเขาแวะไปเข้าเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักศึกษาปริญญาตรี ส่วนช่วงบ่ายก็หมกตัวอยู่ในหอพัก อาศัยช่วงเวลาว่างจากการวาดรูปสเก็ตช์ภาพขึ้นมา 2-3 แผ่น
เช้าวันที่ 3 พฤษภาคม หลี่เจี้ยนคุนเดินทางไปที่ตลาดนัดนกพิราบไช่เหมินหยิงก่อนเพื่อส่งของและรับออเดอร์ใหม่ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังอู่เต้าโข่วเพื่อขึ้นรถประจำทางไปทางชานเมือง
ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้มุ่งหน้าเข้าตัวเมือง แต่กลับตรงไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปยิ่งกว่าเดิม
ทางทิศตะวันตกของปักกิ่ง ย่านเถียนชุน ปั้นปี้เตี้ยน
สถานที่แห่งนี้มีโรงงานของรัฐแห่งหนึ่งที่ชาวปักกิ่งรุ่นเก่ารู้จักกันดี ซึ่งก่อตั้งขึ้นพร้อมๆ กับการสถาปนาประเทศ
โรงงานยางแห่งที่หนึ่งปักกิ่ง
โดยส่วนใหญ่ผลิตรองเท้ายาง รวมถึงยางนอกและยางในของจักรยาน
หลังจากลงจากรถ หลี่เจี้ยนคุนทอดสายตามองไปตามถนนดินที่ขรุขระเพียงครู่เดียว เมื่อมองตรงไปข้างหน้า เขาก็คล้ายจะเห็นประตูฟูเฉิงเหมินอยู่รำไร
หนึ่งในเก้าประตูของพระนครชั้นในในอดีต
จุดหมายปลายทางไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหาเลย เพียงแค่เงยหน้าขึ้นก็มองเห็นแล้ว
เมื่อมาถึงหน้าประตูโรงงาน มีประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ถูกรอยสนิมเกาะกินขวางทางอยู่
ชายชราคนหนึ่งเดินออกมาจากป้อมยาม เขามองหลี่เจี้ยนคุนตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วเอ่ยถามว่า "มาทำอะไร?"
"คุณตาครับ ผมมีธุระอยากจะรบกวนหน่วยงานของคุณหน่อยครับ"
หลี่เจี้ยนคุนยิ้มพลางยื่นสิ่งหนึ่งส่งให้ ครั้งนี้ไม่ใช่บุหรี่ แต่เป็นบัตรนักศึกษาของเขา
ชายชรามองผ่านซี่ประตู เมื่อเห็นชัดเจนว่าคืออะไร ความระแวงก็มลายหายไปในทันที ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
ช่างดูน่าเกรงขามจริงๆ!
นี่แหละคือบารมีของนักศึกษามหาวิทยาลัยในปี 1978
ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า นักศึกษาในย่านอู่เต้าโข่วถึงขนาดสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนประจำเขตไห่เตี้ยนได้เลยนะ
นั่นมันหมายความว่าอย่างไร?
เขตหนึ่งของเมืองหลวงเลยนะนั่น!
บัตรนักศึกษาเป่ยต้าของหลี่เจี้ยนคุนใบนี้ หากเป็นที่อื่นอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนนัก แต่สำหรับในเมืองหลวงแห่งนี้ มันกลับใช้งานได้ดีกว่าหนังสือรับรองทั่วไปเสียอีก
เขาจึงเดินเข้าไปในโรงงานได้อย่างง่ายดาย โดยมีคุณตายามเป็นผู้นำทางตรงไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงงาน
เรื่องของนักศึกษามหาวิทยาลัย ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก!
พ่อหนุ่มคนนี้บอกว่าอยากจะมาขอซื้อวัสดุบางอย่างจากโรงงานเพื่อไปทำงานวิจัย! งานวิจัยเชียวนะ!
โอ้โฮ!
ฟังดูช่างสูงส่งเสียจริง
แต่ถึงอย่างนั้น คุณตายามก็ยังนึกไม่ออกว่า โรงงานที่ผลิตเพียงรองเท้าแตะคีบอย่างพวกเขา จะมีวัสดุอะไรที่คู่ควรให้คนระดับนั้นเอาไปทำงานวิจัยได้?
เมื่อได้พบผู้อำนวยการโรงงาน หลี่เจี้ยนคุนก็แสดงบัตรนักศึกษาอีกครั้ง พร้อมกับแจ้งจุดประสงค์ของเขา
นั่นคือต้องการน้ำยางพาราเข้มข้นจำนวน 5 จิน
ผู้อำนวยการโรงงานรุ่นเก๋าที่ดูฉลาดหลักแหลมถึงกับตื่นเต้น โรงงานของพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในงานวิจัยของเป่ยต้าได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?
เขารู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ชึบ!
เขาตวัดปากกาเซ็นอนุมัติให้ทันที
พร้อมสั่งให้ไปรับของที่แผนกวัสดุได้เลย แถมยังบอกว่าให้ฟรีอีกด้วย!
แค่ 5 จินเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
และเขายังถามย้ำแล้วย้ำอีกว่า ตกลงแล้วมันคืองานวิจัยเรื่องอะไรกันแน่
"รายงานเรื่องการวิเคราะห์ความเหมาะสมและการวิจัยร่วมในหลากหลายสาขาวิชาเกี่ยวกับแนวทางการใช้วัสดุทางเลือกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติครับ"
โอ้โฮ!
ผู้อำนวยการโรงงานถึงกับอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง
ฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่รู้สึกว่ามันช่างดูหรูหราอลังการสุดๆ!
แต่หลี่เจี้ยนคุนก็ยังยืนกรานจะจ่ายเงิน
ด้วยสไตล์การทำงานที่ยอดเยี่ยมและไม่ยอมเบียดบังผลประโยชน์ของรัฐแม้เพียงนิดเดียว ทำให้ผู้อำนวยการโรงงานรู้สึกเลื่อมใสในตัวเขาอย่างมาก
เขาหิ้วถังเหล็กใบหนึ่งขึ้นรถประจำทางกลับมาที่อู่เต้าโข่ว
ตรอกไม้แกะสลักเก่า
ได้ยินมาว่าในอดีต ทุกครัวเรือนในที่แห่งนี้ล้วนทำอาชีพช่างไม้
แต่ปัจจุบันงานฝีมือเหล่านี้กลับซบเซาลงอย่างหนัก คนรุ่นเก่าจากไป ส่วนคนรุ่นหนุ่มสาวต่างก็มุ่งหวังเพียงแค่การได้ทำงานที่มีรายได้มั่นคงในหน่วยงานรัฐเท่านั้น
กำแพงดินเตี้ยๆ ในลานบ้าน ไม่สามารถบดบังศีรษะของหลี่เจี้ยนคุนได้
เป็นบ้านมุงกระเบื้องสองห้อง
ในลานบ้านมีเด็กสาวอายุประมาณ 15-16 ปีคนหนึ่ง กำลังฮัมเพลงเบาๆ พลางนั่งอยู่บนเก้าอี้พับตัวเล็กเพื่อเด็ดยอดผักชีน้ำ
"เสี่ยวเถา"
เด็กสาวรีบหันขวับมาทันที พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส "พี่เจี้ยนคุน คุณมาแล้วเหรอคะ!"
นี่เป็นครั้งที่สองที่หลี่เจี้ยนคุนแวะมา พอได้ยินความเคลื่อนไหว ลุงสวีก็รีบวิ่งออกมาจากในบ้านพลางยิ้มกว้าง "มาเร็วจังเลยนะ ผมเพิ่งจะกลับมาถึงเอง ข้าวปลาซะยังทำไม่เสร็จเลย"
"หนูทำเร็วค่ะ!" สวีเถาเอ่ยขึ้น
(พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ!)
มือเล็กๆ ที่กำลังเด็ดผัก จู่ๆ ก็เหมือนติดมอเตอร์ขึ้นมาทันที
เด็กสาวคนนี้ลาออกจากโรงเรียนตอนมัธยม 2 สาเหตุแรกคือฐานะทางบ้านลำบาก พ่อของเธอจู่ๆ ก็เสียสติและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้เป็นแม่จึงออกไปตามหาแล้วไม่กลับมาอีกเลย
เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงยุค 60
สาเหตุที่สองคือเธอหน้าตาค่อนข้างสะสวย ตอนที่ยังเรียนอยู่ มักจะถูกพวกอันธพาลแถวบ้านเป่านกหวีดแซวอยู่เสมอ
ลุงสวีเฝ้ากังวลใจอยู่ทุกวัน สุดท้ายจึงตัดสินใจให้เธอลาออกมาช่วยทำงานบ้านแทน
หลี่เจี้ยนคุนหิ้วถังเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะได้วางของลง ลุงสวีก็หยิบบุหรี่ตรายอดประตูออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่มือเขาพร้อมรอยยิ้ม
"ลุงครับ ลุงทำแบบนี้..."
ลุงก็ไม่ได้เป็นคนซื่อๆ ขนาดนั้นนี่นา!
ลุงสวีซาบซึ้งใจจากก้นบึ้งแต่ไม่รู้จะแสดงออกอย่างไร พอเห็นพ่อหนุ่มคนนี้สูบบุหรี่ตรานี้ จึงกัดฟันซื้อมาให้ 1 ซอง
ตั้งแต่เปลี่ยนมาแกะสลักรูปพวกนั้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก
เฉลี่ยแล้ว 2 วันขายได้ 1 ชิ้น ซึ่งมันก็พอดีกับเวลาที่เขาต้องใช้ในการแกะสลัก เพราะสายตาเริ่มฝ้าฟางแล้วจึงทำไม่ได้รวดเร็วเหมือนตอนหนุ่มๆ
นี่ยังไม่รวมถึงการที่พ่อหนุ่มคนนี้ยังมาช่วยอุดหนุนธุรกิจของเขาเองด้วย โดยเมื่อวานซืนได้สั่งงานเขาไว้ถึง 5 ชิ้น
เอาเถอะ หลี่เจี้ยนคุนลูบซองบุหรี่เบาๆ แล้วเก็บเข้ากระเป๋า
ถ้าไม่รับไว้ คนแก่ก็คงจะไม่สบายใจ
"ลุงสวีครับ ต่อไปอย่าทำแบบนี้อีกนะครับ!"
"ฮ่าฮ่า รู้แล้วๆ ไม่ทำแล้วๆ"
ในเมื่อมาถึงแล้ว หลี่เจี้ยนคุนก็ตรวจสอบงานชิ้นแรกที่เพิ่งแกะสลักเสร็จสมบูรณ์ ไม่ต้องพูดถึงเลย งานฝีมือนี้นับว่าประณีตสุดๆ!
"ช่างน้อยหลี่ ผมมีเรื่องสงสัยอยู่อย่างหนึ่งครับ"
ลุงสวีหยิบกระดาษขาวเนื้อดีออกมาสองสามแผ่น พลิกไปหน้าหนึ่งแล้วชี้ถามว่า "ทำไมเจ้าหมูน้อยตัวนี้ ถึงต้องแกะให้พุงมันใหญ่ขนาดนี้ด้วยล่ะครับ? ดูแล้วมันไม่ค่อยสมส่วนเลยนะ"
"เรื่องนี้ ลุงไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ"
มันอธิบายยาก
จะให้บอกลุงสวีได้อย่างไรล่ะว่า สิ่งนี้เขาเรียกว่า "คาวาอี้" น่ะ?
แม้สวีเถาจะเป็นเพียงเด็กสาว แต่ฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นยอดเยี่ยมจริงๆ วันนี้เธอยังเพิ่มกับข้าวพิเศษอย่างมันฝรั่งผัดหมูด้วย
ร้านขายผักที่ตลาดไช่เหมินหยิงวันนี้เปิดขายพอดี
แต่ว่า เนื้อหมูนั้นมันเลี่ยนเกินไปหน่อย
หลังจากที่หลี่เจี้ยนคุนกินเข้าไปเพียงชิ้นเดียว เขาก็รู้สึกเลี่ยนจนใจคอไม่ดี
"ลุงสวีครับ ผมขอวางถังไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ"
หลังจากกินข้าวเสร็จ หลี่เจี้ยนคุนก็กล่าวลา เมื่อส่งเขาพ้นลานบ้านแล้ว สวีเถาก็มองตามหลังเขาไปพร้อมกับเอียงคอถามว่า
"ปู่คะ พี่เจี้ยนคุนเขาเป็นคนที่ไหนเหรอคะ?"
"ไม่รู้สิ ฟังสำเนียงไม่ออกเลย เอ๊ะ แล้วแกจะถามไปทำไม?"
"อ๋อ เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร"
ใจของเด็กสาวนั้น อย่าไปเดาให้ยากเลย
——
วันที่ 10 พฤษภาคม
อีกหนึ่งวันแห่งการส่งมอบงาน
เวลาแปดโมงครึ่ง หลี่เจี้ยนคุนเดินทอดน่องมาถึงตลาดนัดนกพิราบไช่เหมินหยิงตรงเวลาเป๊ะ
เขาใช้เวลาอยู่ที่นั่นหนึ่งชั่วโมงจนเริ่มจะเข้าสู่จังหวะที่คุ้นเคย
ในกระเป๋ามีเงินเป็นฟ่อน ในกระเป๋าสะพายมีปึกรูปถ่ายวางซ้อนกันอยู่ เขารีบเดินทางกลับสวนเหยียนหยวนด้วยความเบิกบานใจ
พอมาถึงตึก 37
เขาก็พบว่าที่หน้าทางเข้ามีคนรุมล้อมกันเต็มไปหมด
เบียดเข้าไปไม่ได้เลยสักนิด
เขาเกาหัวด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น จึงไปถามผู้ที่กำลังเขย่งเท้าดูเหตุการณ์อยู่รอบนอก
"สหายครับ เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมถึงคึกคักกันขนาดนี้?"
"เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!"
"โอ้?"
"พวกฝ่ายตรวจสอบวินัย กับท่านอาจารย์เฉินจากคณะเศรษฐศาสตร์ เพิ่งจะเข้าไปข้างในเมื่อกี้เอง..."
ฝ่ายตรวจสอบวินัยของสโมสรนักศึกษาน่ะช่างมันเถอะ
แต่ระดับอาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลแวะมาที่หอพักนักศึกษาด้วยตัวเองเลยอย่างนั้นหรือ?
หลี่เจี้ยนคุนรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะต้องรู้ก่อนว่าอาจารย์ท่านนี้ปัจจุบันอายุ 78 ปีแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสมบัติของชาติเลยก็ว่าได้
ชื่อเสียงของท่านในหมู่นักศึกษานั้น หากมองไปทั่วเป่ยต้า คงมีเพียงศาสตราจารย์เฝิงโหย่วหลันจากคณะปรัชญาเท่านั้นที่พอจะเทียบเคียงได้
ท่านได้รับฉายาว่า
ปรมาจารย์แห่งยุค!
ในอนาคต เมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดปีที่ 95 ของท่าน แม้แต่บุคคลระดับสูงสุดของประเทศยังถึงกับส่งจดหมายอวยพรที่เขียนด้วยลายมือตัวเองมาให้เลยนะ
คุณคิดว่าท่านยิ่งใหญ่ขนาดไหนล่ะ?
ชายคนนี้ร่ายยาวมาตั้งนานแต่ยังไม่เข้าประเด็นเสียที หลี่เจี้ยนคุนจึงพูดขัดขึ้นว่า "ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ครับ?"
"นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มีคนแอบทำการเก็งกำไรที่ผิดกฎหมายครับ!"
หลี่เจี้ยนคุนคิ้วกระตุกทันที
ทำไมเขาสัมผัสได้ลางๆ ว่า นักศึกษาที่ถูกพูดถึงอยู่นั้น กำลังหมายถึงตัวเขากันนะ?
(จบแล้ว)