- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเบื้องหลัง ย้อนวัยมาเป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่ง
- บทที่ 780 - หลิวซือซือถล่มเทียนเซียนยับเยิน และประธานเว่ยที่ถูกตราหน้าว่า "ปกป้อง" แปดร้อย
บทที่ 780 - หลิวซือซือถล่มเทียนเซียนยับเยิน และประธานเว่ยที่ถูกตราหน้าว่า "ปกป้อง" แปดร้อย
บทที่ 780 - หลิวซือซือถล่มเทียนเซียนยับเยิน และประธานเว่ยที่ถูกตราหน้าว่า "ปกป้อง" แปดร้อย
บทที่ 780 - หลิวซือซือถล่มเทียนเซียนยับเยิน และประธานเว่ยที่ถูกตราหน้าว่า "ปกป้อง" แปดร้อย
【ช่วงครึ่งแรกดูเหมือนจะน่าเบื่อไปหน่อย ผมเกือบจะคิดไปแล้วว่าชื่อ 'โหมวนวี่' มันเป็นแค่ชื่อเรียกแขก แต่พอเข้าครึ่งหลังนี่คือไล่ฆ่ากันแบบสะใจสุดๆ ไปเลย】
【ฉากที่เตะจนหัวระเบิดนั่นมันเท่มาก ไม่ได้เห็นฉากที่ตื่นเต้นขนาดนี้ในหนังแอ็กชันในประเทศมานานแล้ว】
【อย่าเอาสมองไปดูเลยครับ ดูเพื่อความสะใจล้วนๆ ถือว่ายอดเยี่ยมมาก】
【ไอ้ตัวร้าย ดร.ไป๋นั่นช่วงแรกวางท่าดูเท่มาก เหมือนจะเป็นบอสใหญ่ระดับพระเจ้า สุดท้ายตายเพราะมัวแต่พล่ามจนโดนลูกน้องเก็บซะงั้น การพลิกโผนี้แอบทำให้ประหลาดใจนิดๆ】
【คิวบู๊สไตล์โกงๆ แบบนี้ ใช้เทคนิคพิเศษมากกว่าศิลปะการต่อสู้ หลายคนบอกว่าเป็นหนังแอ็กชันที่ดีที่สุดในช่วงปีหลังๆ ผมว่าเป็นการดูถูกหนังแอ็กชันไปหน่อยนะ เรียกเป็นหนังแนวซูเปอร์ฮีโร่จะดูเข้าท่ากว่า】
【เวอร์ชันกึ่งรีเมกของคุณภาพสูงของเรื่อง 'Lucy' ถ้าไม่ได้คาดหวังอะไรมากก็ไปดูเอาความสนุกในโรงหนังได้เลยครับ】
【การแสดงของหลิวซือซือไม่ได้พัฒนาขึ้นเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ล้าสมัยเพราะห่างหายไปนาน ถือว่าอยู่ในระดับมาตรฐานโดยเฉพาะตอนที่แสดงเป็นสาวน้อยผู้อ่อนแอในช่วงแรกเธอก็ทำได้ดีตามแนวทางที่เธอถนัด ส่วนตอนที่เปลี่ยนเป็นแม่มดในช่วงหลังแอบรู้สึกว่ามันดูแข็งๆ ไปนิด】
【ขอค้านความเห็นข้างบนครับ ผมกลับรู้สึกว่าหลิวซือซือในโหมดแม่มดน่ะแสดงได้ดีมาก ดูสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความบ้าคลั่ง ความเย็นชาที่เหมือนมองเห็นคนอื่นเป็นแค่มดปลวกแบบนั้นมันทำเอาผมขนลุกไปหมดเลย】
【หาได้ยากจริงๆ ที่หนังในประเทศจะไม่มีการสอดแทรกหลักคิดหรืออุดมการณ์ใดๆ เลย แต่กลับเป็นหนังที่เน้นสัญชาตญาณการฆ่าโดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลางล้วนๆ】
【ตอนจบมีการเปรยว่านางเอกเพื่อที่จะควบคุมอาการ เธอน่าจะฆ่าสัตว์ไปไม่น้อย นอกจากพ่อแม่บุญธรรมแล้ว เธอน่าจะไม่มีความรู้สึกหลงเหลืออยู่อีกเลย เป็นแม่มดของจริง ถ้าไม่ได้ประธานเว่ยหนุนหลัง หนังเรื่องนี้คงผ่านเซนเซอร์ไม่ได้แน่ๆ】
【การวางพล็อตเรื่องดูเชยไปนิด การพลิกเรื่องแอบช่วยเพิ่มคะแนนให้บ้างแต่ก็ยังพอจะเดาออกได้ สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือสไตล์ของคิวบู๊ สรุปโดยรวมแล้วเป็นเรื่องราวระดับปานกลางที่ทำขึ้นเพื่อรองรับฉากบู๊ 30 นาทีสุดท้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุด】
【เนื้อเรื่องธรรมดา แต่ฉากต่อสู้สะใจมาก ใครที่ชอบเรื่องราวที่ตื่นเต้นและรวดเร็วต้องไปจัดครับ】
【ผมเป็นผู้ชมทั่วไป (ของจริง) ยอมทุ่มเงินซื้อตั๋วทั้ง 'มู่หลาน' และ 'โหมวนวี่' หลังจากดูจบแล้วบอกได้คำเดียวว่า หลิวเทียนเซียนแพ้ก็เพราะเธอไม่ได้โดนประธานเว่ยปราบพยศนั่นแหละ】
【 ... 】
เมื่องานปฐมทัศน์ของ "โหมวนวี่" สิ้นสุดลง กระแสตอบรับจากผู้ชมกลุ่มแรกก็ได้ปรากฏขึ้นในโลกออนไลน์ หลิวซือซือในที่สุดก็รวบรวมความกล้าเข้ามาเปิดดู
หากตัดความเห็นประเภทที่จ้องจับผิดแบบใช้แว่นขยายส่องหรือคำด่าทอแบบไร้เหตุผลออกไป โดยรวมแล้วคำวิจารณ์ของ "โหมวนวี่" ถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว
อาจจะคุยไม่ได้ว่ามันยอดเยี่ยมระดับขึ้นหิ้ง แต่ก็ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับคำว่าหนังขยะแน่นอน ถือว่าเป็นภาพยนตร์เชิงพาณิชย์คุณภาพระดับกลางถึงบนที่มีจุดเด่นที่ชัดเจนและมีความเป็นมืออาชีพสูง
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การได้รับคำวิจารณ์ในระดับนี้ก็เพียงพอจะบอกได้ว่า "โหมวนวี่" ได้รับการยอมรับในระดับพื้นฐานจากผู้ชมส่วนใหญ่แล้ว
ถ้าหากในช่วงหลังจากนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่ผิดพลาดไปมากนัก เรื่องขาดทุนคงไม่ต้องห่วงแล้ว ตอนนี้ก็แค่รอดูว่ารายได้จะไปได้ถึงระดับไหน
ทว่า สิ่งที่ทำให้หลิวซือซือมีความสุขที่สุดก็คือ คำวิจารณ์ของ "มู่หลาน" นั้นด้อยกว่า "โหมวนวี่" อย่างเห็นได้ชัด
อืม คำว่าด้อยกว่าน่ะเป็นการพูดแบบรักษาน้ำใจแล้ว ถ้าพูดตามความจริงคือมันแย่กว่ามาก
อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ "มู่หลาน" ได้เข้าฉายในอเมริกาไปแล้วและลงสตรีมมิ่งไปเรียบร้อยแล้ว ความจริงคือมีคนในเมืองจีนจำนวนมากได้ดูผ่านช่องทางธรรมชาติไปแล้ว และคำวิจารณ์ก็ไม่สู้ดีนัก
เพียงแต่เพราะสาเหตุหลายประการ กระแสจึงถูกกดเอาไว้จนกระทั่งเมื่อผู้ชมกลุ่มแรกที่เสียเงินเดินเข้าโรงหนังพากันออกมาบ่นระบายอารมณ์ ผ้าคลุมหน้าที่เคยบังความล้มเหลวไว้จึงถูกเปิดออกจนหมดสิ้น
อันดับแรกคือ ช่องโหว่เรื่องประวัติศาสตร์จีน เครื่องแต่งกาย และภาพจำแบบเหมารวมที่มีต่อคนจีน
นี่คือโรคเรื้อรังของฮอลลีวูด ที่ชอบทำตัวอวดเก่งและไม่เคารพวัฒนธรรมของชาติอื่น ผู้เคราะห์ร้ายไม่ได้มีแค่จีนเท่านั้น ทั้งญี่ปุ่น อินเดีย รวมถึงประเทศในยุโรปและแอฟริกาอีกหลายประเทศต่างก็เคยมีข้อพิพาทเรื่องนี้มานักต่อนักแล้ว
ดังนั้นขอเพียงแค่เป็นภาพยนตร์ที่อ้างชื่อวัฒนธรรม x ของพวกเขาที่ถ่ายทำออกมา ก็อย่าได้ไปคาดหวังอะไรกับเรื่องนี้เลย
ความแตกต่างมีเพียงแค่พอดูหนังจบแล้วจะมีข้อมูลมาด่าอย่างมีหลักการ หรือจะด่าแบบไร้สมองตรงๆ เลยเท่านั้นเอง
ความจริงแค่ข้อเสียที่ร้ายแรงเพียงข้อเดียวนี้ "มู่หลาน" ก็ถือว่าบอกลาตลาดเมืองจีนไปได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
ไม่มีผู้ชมชาวจีนคนไหนอยากจะเห็นภาพนางเอกที่แต่งหน้าหน้าขาวเหมือนกำแพงบ้าน อาศัยอยู่ในบ้านดินแบบกวางตุ้ง พูดจาไม่เข้ากับบริบทของภาษาจีน แถมแม่งยังมีพลังพิเศษเหมือนซูเปอร์ฮีโร่อีกต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เครื่องแต่งกายและภูมิลำเนาที่ทำให้คนรับไม่ได้
แม้แต่พล็อตเรื่องทั้งหมดของ "มู่หลาน" ก็ยังแตกต่างจากสิ่งที่คนในประเทศเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของมู่หลานไปคนละทิศละทางเลย
ภาพลักษณ์ของมู่หลานในใจคนจีนส่วนใหญ่คือหญิงสาวที่กตัญญูและกล้าหาญ
แต่ "มู่หลาน" เวอร์ชันนี้ เรียกได้ว่าเป็นการใช้มุมมองแบบวีรบุรุษนิยมส่วนบุคคลของตะวันตกแบบเต็มสูบ
มุมมองนี้เองที่ไม่เข้ากับความรู้สึกของผู้ชมส่วนใหญ่ที่มีต่อมู่หลาน แต่นั่นก็ยังพอว่า เพราะเวอร์ชันแอนิเมชันก็ยังได้รับความนิยมอยู่บ้าง แต่จุดสำคัญคือสูตรสำเร็จของฮอลลีวูดแบบนี้มันถูกใช้จนเกร่อในช่วงปีหลังๆ มานี้แล้ว
เด็กหนุ่ม/เด็กสาวธรรมดาๆ ผ่านเหตุการณ์บางอย่าง แล้วสุดท้ายก็ก้าวออกมากอบกู้โลก
สูตรเดียววนไปวนมา ทุกคนต่างก็เบื่อกันหมดแล้ว
แน่นอนว่าก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีพวกที่เอาเหล้าเก่ามาใส่ขวดใหม่แล้วทำออกมาได้ดี แต่ "มู่หลาน" ทั้งเรื่องนั้นไม่ใช่ภาพยนตร์แบบนั้นแน่นอน มันถูกถ่ายทำออกมาได้น่าเบื่อและราบเรียบ ต่อให้ไม่ใช่หนังขยะ มันก็เป็นเพียงผลงานที่ธรรมดาสามัญจนหาจุดเด่นไม่ได้เลย
บวกกับบรรยากาศในปัจจุบันที่กระแสการต่อต้านฮอลลีวูดในประเทศเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การที่ "มู่หลาน" จะไม่พังพินาศจึงถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์แล้ว
เว่ยหยางบางครั้งก็แอบสงสัยว่า หลิวเทียนเซียนน่ะโดนใครทำของใส่หรือเปล่า
ย้ายไปอยู่หัวอี้หวังจะไปร่วมวงกลุ่มฮ่องกง จังหวะเดียวกับที่แผ่นดินใหญ่เริ่มผงาดและกลุ่มฮ่องกงเริ่มตกต่ำ
พอกลับมาร่วมงานหนังร่วมทุนจีน-เกาหลี ก็ดันมาเจอช่วงท้ายของโมเดลนี้และเกือบจะโดนคำสั่งแบนเกาหลีเข้าให้
พอได้ร่วมงานสร้างยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูดอย่าง "มู่หลาน" ทีมผู้สร้างก็ดันมาพัง บรรยากาศส่วนรวมก็แย่ แถมยังมีวิกฤตโรคระบาดอีก บัฟความซวยนี่มากันครบทุกทิศทางจริงๆ
ดังนั้น พี่สาวคนนี้เธออาจจะไม่เหมาะกับการเล่นหนังจริงๆ ก็ได้ ตอนเข้าวงการแล้วดังระเบิดเธอก็ดังจากละคร พอกลับมาดังอีกครั้งในชาติก่อนเธอก็ดังจากละคร
ถ้าตอนนั้นเธอไม่เลือกไปสายหนัง แต่ก้มหน้าก้มตาเล่นละครต่อสู้ไปเรื่อยๆ บางทีเธออาจจะได้กลายเป็น 【ราชินีจอแก้วของจีน】 ไปนานแล้วก็ได้
แต่จะว่าไปแล้ว "มู่หลาน" แม้จะมีข้อเสียมากมายก่ายกอง แต่มันก็ยังมีข้อดีและสิ่งที่หลิวเทียนเซียนอุทิศให้ได้อย่างโดดเด่นอยู่บ้าง
ข้อดีคือคิวบู๊ที่สวยงาม เรื่องการแสดงของหลิวเทียนเซียนน่ะช่างเถอะ แต่เรื่องทักษะทางร่างกายและกระบวนท่าการต่อสู้นั้น เธอถือได้ว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของเหล่านักแสดงสาวรุ่นใหม่เลยทีเดียว
ถึงขนาดที่เว่ยหยางแอบคิดเป็นการส่วนตัวว่า คิวบู๊ของหลิวเทียนเซียนน่ะทำได้ดีกว่าหลิวซือซือที่ถัดบทบู๊เหมือนกันอยู่หน่อยหนึ่งด้วยซ้ำ
หลิวซือซือน่ะเน้นไปทางความรวดเร็วและทะมัดทะแมง ดูมีมาดของจอมยุทธ์หญิง ส่วนหลิวเทียนเซียนน่ะดูสง่างามและพริ้วไหว มีสุนทรียภาพที่สวยงามมากกว่า
เว่ยหยางส่วนตัวชื่นชมสไตล์หลังมากกว่า และรู้สึกว่าหลิวเทียนเซียนน่ะแสดงออกมาได้สวยงามกว่าจริงๆ
แน่นอนว่าประโยคนี้ประธานเว่ยทำได้แค่เก็บไว้ในใจคนเดียวเท่านั้น เขาไม่กล้าพูดออกมาหรอก
ไม่อย่างนั้นหลิวซือซือคงจะให้เขาได้สัมผัสกับทักษะการต่อสู้ของเธอด้วยตัวเองจริงๆ แน่ แม้ว่าเว่ยหยางจะไม่เกรงกลัวพลังการต่อสู้ของเธอเท่าไหร่ แต่กับเมียรักเขาก็คงลงมือหนักไม่ได้ ดังนั้นอย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า
และสิ่งที่หลิวเทียนเซียนอุทิศให้ได้อย่างโดดเด่นที่สุดก็คือ อย่างน้อยเธอก็ทำให้ภาพลักษณ์ของมู่หลานนั้นเข้ากับความงามตามแบบฉบับคนจีน
ถ้าหากเธอไม่ได้บทนี้ไป ทีมงาน "มู่หลาน" อาจจะไปเอาพวกนักแสดงลูกครึ่งตาตี่หน้าแบน หรือพวกนักแสดงเกาหลีหน้าบานมาแสดงเป็นมู่หลาน นั่นแหละที่จะเป็นการทำลายความรู้สึกของคนจีนอย่างรุนแรงของจริง
จากมุมมองนี้ หลิวเทียนเซียนถือได้ว่ามีผลงานที่น่าจดจำอยู่บ้าง
คำจิกกัดและความเห็นของเว่ยหยางก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่จึงมุ่งเป้าไปที่ฮอลลีวูดและทีมผู้สร้างของ "มู่หลาน" ส่วนกับหลิวเทียนเซียนเองเขาก็ยังถือว่ารักษาน้ำใจไว้ให้อยู่
แต่หลิวซือซือเห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลขนาดนั้น !
เธอชอบดูความเห็นถากถางภาพยนตร์เรื่องนี้ในเน็ต และยิ่งชอบดูความเห็นแย่ๆ ที่จิกกัดหลิวเทียนเซียนเป็นพิเศษ
【พล็อตเรื่องสะเปะสะปะ การแสดงของหลิวเทียนเซียนแข็งกระด้าง การสร้างตัวละครดูตื้นเขิน ผิดหวังจริงๆ】
【คนสวย เพลงเพราะ แต่การแสดงและพล็อตเรื่องเหมือนก้อนขี้สองก้อน】
【เทพธิดา กลับไปเล่นละครเถอะ หนังแต่ละเรื่องยิ่งดูยิ่งน่าอึดอัด】
【เสียดายความสวยจริงๆ วะ พวกดาราสาวขยะกลุ่ม 85 ฮวาอย่างจ้าวลี่อิ่ง หยางมี่ ที่ถูกอวยกันซะสูงส่งแบบนั้น เป็นเพราะความไร้ความสามารถของคุณนี่แหละที่ต้องรับผิดชอบส่วนใหญ่】
【ผมขอประกาศเลยว่า 'The Great Wall' ของต้าเถียนเถียนยังดูดีกว่าเยอะ】
【ความเห็นข้างบนนี่ด่าแรงไปนะ แต่ก็นับว่าเป็นมู่หลานที่ห่วยที่สุดในประวัติศาสตร์จริงๆ】
【 ... 】
หลิวซือซือแสร้งทำเป็นบอกว่าความเห็นบางอันพูดแรงเกินไปแล้วนะ แต่เธอกลับไม่ยอมวางมือถือเลย ดูไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนาน
เว่ยหยางเองก็คร้านจะไปสนใจเธอ ดีไม่ดีหลิวเทียนเซียนก็อาจจะกำลังไล่ดูความเห็นแย่ๆ ของเรื่อง "โหมวนวี่" อยู่เหมือนกันก็ได้
คำวิจารณ์ของ "โหมวนวี่" น่ะดีกว่า "มู่หลาน" เยอะก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีคำวิจารณ์แย่ๆ เลย ขอเพียงแค่ขยันหาหน่อยมันก็เพียงพอจะทำให้หลิวเทียนเซียนได้ระบายความหงุดหงิดออกไปได้เหมือนกัน
แต่ไม่ว่าพวกเธอจะหาความสุขจากการดูความล้มเหลวของอีกฝ่ายอย่างไร ศึกสองหลิวที่ถูกจุดกระแสจนร้อนแรงในครั้งนี้ ก็ได้ตัดสินผู้แพ้ผู้ชนะตั้งแต่ในวันแรกที่เข้าฉายแล้ว
"โหมวนวี่" วันแรกบวกยอดจองล่วงหน้าและรอบพิเศษ มียอดรวมอยู่ที่ 150 ล้านหยวน+ ในขณะที่ "มู่หลาน" อยู่ที่ประมาณ 54 ล้านหยวน
รายได้ต่างกันถึงเกือบสามเท่า และคำวิจารณ์ก็แตกต่างกันคนละเรื่องเลย
เนื่องจากข้างหน้ายังมี "แปดร้อย" และ "เดอะ แกรนด์สแลม" ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด รอบฉายและความนิยมของ "โหมวนวี่" ในอีกไม่กี่วันถัดไปอาจจะไม่ได้พุ่งกระฉูดนัก แต่รับรองว่าเป็นไปในทิศทางขาขึ้นแน่นอน
ส่วน "มู่หลาน" น่ะเหรอ บอกได้ยาก กระแสในเชิงลบที่กระจายตัวอย่างรวดเร็วขนาดนี้ อย่างมากก็พยุงตัวได้ไม่เกินสามวัน รายได้ก็คงจะร่วงดิ่งพสุธาแน่นอน
หลิวซือซืออาจจะยังรักษามาดได้อยู่บ้าง แต่เหล่าสิงโตน้อยต่างก็พากันดีใจจนเนื้อเต้นและเริ่มทำการบุกถล่มแฟนคลับเทียนเซียนอย่างหนัก
แฟนคลับเทียนเซียนเองก็ได้เตรียมมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่นในเวยป๋อ เถี่ยปา และซูเปอร์ท็อปปิค ซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักของพวกเขา มีการตั้งมาตรการมากมาย เช่นถ้ามีสิงโตน้อยมาป่วนให้รีบลบและควบคุมความเห็นทันที
ในภายหลังแม้แต่ตัวหลิวเทียนเซียนเองก็ยังต้องลงมาจัดการ เธอตั้งค่าเวยป๋อส่วนตัวให้เฉพาะผู้ที่ติดตามเกินเวลาที่กำหนดเท่านั้นถึงจะคอมเมนต์ได้ เป็นต้น
หลังจากนั้นไม่นาน หลิวซือซือก็ตั้งค่าตามแบบเดียวกันเป๊ะ ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะแฟนคลับเทียนเซียนบางส่วนเริ่มใช้วิธีที่เรียกว่า "ล้อมหลิวช่วยหลิว" คือเมื่อสิงโตน้อยถล่มหลิวเทียนเซียน พวกเขาก็จะมาถล่มหลิวซือซือแทน มุ่งเป้าไปที่การทำลายล้างแบบตัวแลกตัวเพื่อให้ตายไปพร้อมๆ กัน
ถึงขั้นที่มีบางคนพยายามจะมาถล่มประธานเว่ยด้วย แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เงียบหายไปเอง
สาเหตุน่ะเรียบง่ายมาก นอกจากแฟนคลับประธานเว่ยจะรับมือยากและอาจจะกลายเป็นโดนสองค่ายรุมถล่มแล้ว
ด่าหลิวซือซืออย่างมากก็แค่โดนบล็อกหรือปิดบัญชีชั่วคราว แต่ถ้ามาด่าประธานเว่ยละก็ เวยป๋อเขาแบนจริงปิดบัญชีถาวรจริงๆ นะ ...
วันที่สองหลังการเปิดตัว เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ รายได้ของ "มู่หลาน" จึงสูงขึ้นมาหน่อย ประมาณ 60 ล้านหยวน
ในขณะที่รายได้ของ "โหมวนวี่" ลดลงไปนิดหน่อย แต่ก็คว้าไปได้อย่างง่ายดายถึง 120 ล้านหยวน
เรื่องหนึ่งรายได้เพิ่มขึ้น อีกเรื่องหนึ่งรายได้ลดลง จากช่องว่างรายได้สามเท่าในวันแรก กลายเป็นเหลือสองเท่า บางคนเริ่มมีอาการคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง
พวกบัญชีการตลาดบางส่วนที่ไม่ยอมดูรายละเอียดแต่จ้องจะปั่นทราฟฟิกก็พากันปั่นกระแส แฟนคลับเทียนเซียนจำนวนมากจึงถูกหลอกและเริ่มประกาศกร้าวว่าจะเป่านกหวีดเพื่อเริ่มการตอบโต้กลับ
แต่ทว่าพอถึงวันที่สาม เสียงนกหวีดที่เพิ่งจะเป่าออกมาก็ต้องเงียบกริบลงทันที
"โหมวนวี่" ยังคงรักษาความแข็งแกร่งไว้ที่รายได้เกือบ 110 ล้านหยวน
ส่วน "มู่หลาน" จาก 60 ล้านหยวน ร่วงลงมาเหลือไม่ถึง 40 ล้านหยวน
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน รายได้ของ "โหมวนวี่" อยู่ที่ประมาณ 100 ล้านหยวน ส่วน "มู่หลาน" มียอดรายได้ถูกหั่นครึ่งอย่างน่าอนาถ เหลือไม่ถึง 150 ล้านหยวนต่อวัน
อย่าว่าแต่เป่านกหวีดตอบโต้เลย แม้แต่เสียงตดก็ไม่มีใครได้ยินแล้ว
ฐานที่มั่นในเวยป๋อและเถี่ยปาที่ยังรักษาไว้ไม่ให้พังทลายลงไปได้ ก็นับว่าแฟนคลับกลุ่มนี้กตัญญูต่อหลิวเทียนเซียนมากพอแล้ว
ตามการคาดการณ์รายได้ของแอปฮวาหลอ รายได้รวมของ "มู่หลาน" คาดว่าน่าจะผ่านหลัก 300 ล้านหยวนได้ยากมาก ถ้าดวงไม่ดีอาจจะอยู่แค่ 200 ล้านหยวนนิดๆ เท่านั้นเอง
ส่วน "โหมวนวี่" คาดการณ์รายได้น่าจะทะลุหลัก 1,000 ล้านหยวนไปได้ โดยมีโอกาสสูงที่จะจบที่ประมาณ 1,100 ถึง 1,300 ล้านหยวน
จะว่าอย่างไรดี รายได้ระดับนี้ทั้งบนและล่างของบลูเวลต่างก็พอใจกันมาก หลิวซือซือเองก็พอใจแต่ก็แอบมีอาการเสียดายอยู่นิดๆ
สิ่งที่เธอพอใจคือรายได้ระดับนี้ถือว่าโชว์ใครได้แล้วจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเป็นหนังแนวนางเอกเป็นแกนหลักบวกกับคิวบู๊ ก็นับว่าเป็นปาฏิหาริย์เล็กๆ ได้เลยเหมือนกัน
ถ้าหากไม่ได้ความตื่นเต้นจากการคัมแบ็กของหลิวซือซือบวกกับกระแสศึกสองหลิวบวกกับการประชาสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งของบลูเวลบวกกับช่วงเวลาพิเศษตอนโรงหนังเปิดบวกกับสไตล์ความสะใจที่เข้ากับความต้องการของผู้ชมและองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมาย จะทำรายได้สักเจ็ดแปดร้อยล้านก็ถือว่าเก่งแล้ว
ไม่เชื่อคุณก็ลองไปดูรายได้ของพวกดาราสาวรุ่นใหญ่ที่เป็นนักแสดงนำหลักหรือหนังที่เน้นผู้หญิงเป็นหลักสิ มีกี่เรื่องที่ทำรายได้เกิน 500 ล้านหยวน ?
พวกดารารุ่นใหญ่และรุ่น 85 ฮวาต่างก็ตะโกนโห่ร้องกันมาตั้งกี่ปี มีโน่นมีนี่ ถ่ายหนังกันมาตั้งกี่เรื่อง แต่ผลงานในเชิงพาณิชย์ที่โชว์ใครได้จริงๆ นั้นมีน้อยนิดจนน่าอนาถ
จนในที่สุด คนที่ทำให้หนังที่นางเอกเป็นศูนย์กลางทำรายได้ระเบิดตัวขึ้นมาได้ กลับกลายเป็นเจี่ยหลิงที่ข้ามสายมาเป็นผู้กำกับ
ต่อให้หนังของเจี่ยหลิงจะเป็นเหมือนแค่การเอาตลกสั้นมาต่อกันหรือเป็นแค่สารคดีลดน้ำหนัก แต่ในแง่ของตัวเลขรายได้ในเชิงพาณิชย์ เธอคนเดียวก็ตบหน้าพวกดาราสาวทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กจนหน้าบวมไปหมดแล้ว
ตอนนี้เจี่ยหลิงยังไม่ได้กลายเป็นผู้กำกับเจี่ย ผลงานของหลิวซือซือในเรื่อง "โหมวนวี่" จึงถือเป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การเอาไปป่าวประกาศโอ้อวดได้เต็มที่แล้ว
และสิ่งที่หลิวซือซือเสียดายคือ ก่อนหน้านี้เธอเคยฝันหวานว่า "โหมวนวี่" จะสามารถกวาดรายได้ถล่มทุกอย่างในซีซันนี้จนทำรายได้หลักหลายพันล้านหยวนไปเลย แต่ตอนนี้ความฝันนั้นมันสลายไปแล้ว
เมื่อเห็นดังนั้น ประธานเว่ยก็หมดคำจะพูดจริงๆ ก่อนที่หนังจะฉายก็มีอาการหวั่นใจ สับสน กลัวโน่นนี่
พอผลงานออกมาดีปุ๊บ ก็เริ่มมีอาการโลภอยากได้โน่นอยากได้นี่ไม่จบสิ้น หวังจะให้ "โหมวนวี่" กลายเป็น "Wolf Warrior 2" อีกเรื่องหนึ่ง แล้วจะได้เหยียบพวก 85 ฮวาและพวกดารารุ่นใหญ่ระดับสี่ดรุณีคู่ขวัญและสองทหารเสือหญิงให้จมดินอยู่ใต้ฝ่าเท้าให้หมด
เว่ยหยางบางครั้งถึงกับแอบนึกเสียดายที่ "มู่หลาน" มันไม่เก่งจริง ไม่อย่างนั้นถ้าให้ยัยแม่นี่โดนถล่มดูสักที ดูซิว่าเธอยังจะกล้าวางมาดแบบนี้อยู่อีกไหม ...
...
ฝั่งนี้ "โหมวนวี่" และ "มู่หลาน" ก็รู้ผลแพ้ชนะกันอย่างรวดเร็ว ส่วนอีกฝั่งของ "เดอะ แกรนด์สแลม" และ "แปดร้อย" กลับตกอยู่ในสภาวะสงครามยืดเยื้อ
ความอึดของเรื่องหลังนั้นเหนือกว่าที่ประธานเว่ยคาดไว้มาก
และภาพยนตร์คอมเมดี้แม้จะเข้ากับจังหวะของช่วงเวลานี้ แต่เป็นเพราะเรื่องของโรคระบาดที่ต่างประเทศกำลังรุนแรงแต่ในประเทศเริ่มสงบลง การเปรียบเทียบเช่นนี้ส่งผลให้อารมณ์รักชาตินั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
"แปดร้อย" ที่เป็นหนังแนวต่อต้านญี่ปุ่นเมื่อมาเจอจังหวะแบบนี้ จึงได้รับการหนุนเสริมเข้าไปไม่น้อย
ดังนั้น ถึงแม้ "เดอะ แกรนด์สแลม" จะอยู่ในตำแหน่งผู้นำมาตลอด แต่ช่องว่างรายได้ก็ยังไม่เคยทิ้งห่างเกิน 200 ล้านหยวนเลยสักครั้ง
มีอยู่สองวัน "แปดร้อย" ยังอุตส่าห์ไปชิงตำแหน่งแชมป์รายได้รายวันมาได้ด้วยซ้ำ และเคยไล่จี้ช่องว่างรายได้มาจนเหลือเพียง 60 ล้านหยวน
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เมื่อเหล่านักประวัติศาสตร์และชาวเน็ตสายแข็งพากันออกมาขุดคุ้ย "แปดร้อย" อย่างต่อเนื่อง คำวิจารณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเริ่มร่วงดิ่งลง "เดอะ แกรนด์สแลม" จึงอาศัยจังหวะนี้ทะยานขึ้นจนนำไปสู่ชัยชนะในที่สุด
ปัจจุบัน คาดการณ์ว่ารายได้ของ "เดอะ แกรนด์สแลม" จะอยู่ที่ประมาณ 2,800 ถึง 3,200 ล้านหยวน ส่วน "แปดร้อย" จะอยู่ที่ระหว่าง 2,200 ถึง 2,600 ล้านหยวน
ที่สำคัญคือรายได้ของเรื่องหลัง เมื่อกระแสสังคมเปลี่ยนไป ก็ยังไม่แน่ว่าจะไปถึงยอดที่คาดการณ์ไว้ได้หรือไม่ รายได้อาจจะออกมาแย่กว่านั้นก็ได้
ซึ่งนี่คือข้อแตกต่างที่สำคัญจากในชาติก่อน
ในชาติก่อนกระแสวิจารณ์ส่งผลกระทบต่อ "แปดร้อย" ค่อนข้างมากก็จริง แต่มันเป็นเหมือนลูกรักคนเดียวในช่วงโรงหนังเปิดใหม่ ทั้งผู้ชม ตลาด ทุน และหน่วยงานต่างๆ ต่างก็พยายามโอบอุ้มมันไว้ จนสุดท้ายถูกดันไปได้ถึง 3,000 ล้านหยวน+
แต่ในมิตินี้เมื่อมี "เดอะ แกรนด์สแลม" มาดวลกัน และยังเป็นฝ่ายที่ครองความได้เปรียบมากกว่า แถมยังมี "โหมวนวี่" และภาพยนตร์อีกหลายเรื่องที่เข้าสนามมา
ความสำคัญของ "แปดร้อย" จึงลดลงไปอย่างมหาศาล
หน่วยงานจะเริ่มทบทวนถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องใหม่ ผู้ชมมีทางเลือกใหม่ ตลาดที่ไหลไปตามลมย่อมต้องคำนึงถึงความเสี่ยงและผลประโยชน์ที่เปลี่ยนไป
แม้แต่ขุมกำลังทุนที่สำคัญที่สุด เพราะมีประธานเว่ยอยู่เบื้องหลัง คนที่อยู่เบื้องหลังของ "แปดร้อย" จึงไม่สามารถควบคุมสถานการณ์นี้เอาไว้ได้
เมื่อเผชิญกับวิกฤตของ "แปดร้อย" สองพี่น้องตระกูลหวังที่เต็มไปด้วยความกังวลและกวานกานจิ้งต่างก็พากันร้อนใจ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพวกเขารีบร้อนจนหน้ามืดตามัว หรือเพราะแอบไปจินตนาการเรื่องอะไรมา หรือตั้งใจจะก่อเรื่องอะไรกันแน่ พวกเขาจึงพุ่งเป้าไปที่ประธานเว่ย
สองพี่น้องตระกูลหวังให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์ด้านลบของ "แปดร้อย" มีมือมืดเบื้องหลังจงใจโจมตีภาพยนตร์ของหัวอี้ ซึ่งนี่เป็นการแข่งขันที่มุ่งร้ายอย่างโจ่งแจ้ง
ส่วนกวานกานจิ้งนั้นไม่กล้าจะพุ่งเป้าไปที่ประธานเว่ยตรงๆ แต่เขากลับไประบายอารมณ์ใส่ตลาดและผู้ชมแทน
เขาเห็นว่าภาพยนตร์ที่มีการสร้างอย่างประณีตและมีเนื้อหาลึกซึ้งอย่าง "แปดร้อย" กลับพ่ายแพ้รายได้ให้กับหนังตลกอย่าง "เดอะ แกรนด์สแลม" ช่างเป็นความน่าเศร้าของภาพยนตร์จีนและผู้ชมชาวจีนจริงๆ ...
ยากจะบอกได้ว่าคำพูดของทั้งสองฝ่ายนี่ใครมัน "โง่" กว่ากัน !
คำพูดของพี่น้องตระกูลหวังนั้นเป็นการยัดเยียดทฤษฎีสมคบคิดแบบดื้อๆ "แปดร้อย" โดนด่าก็เพราะทัศนคติมันเบี้ยว นั่นแม่งก็ไม่ใช่ว่าประธานเว่ยสั่งให้พวกคุณทำนิ มันไปเกี่ยวอะไรกับเขา
อะไรๆ ก็จะลากไปหาเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจ โดยที่ไม่เคยถามตัวเองเลยสักนิดว่าตัวเองน่ะสมควรโดนด่าหรือเปล่า
ประธานเว่ยตั้งใจจะจัดการ "แปดร้อย" จริงๆ นั่นแหละ แต่เขายังไม่ได้เริ่มลงมือเลยสักนิด แถมเขาก็ยังลังเลอยู่ตลอดเวลาด้วยซ้ำ
อย่างที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ประธานเว่ยคัดค้านเรื่องการใช้ตัวอักษรมาเป็นเครื่องมือประหัตประหารคนอื่นมาตลอด เขาเกลียดการกระทำที่ชอบอ้างชื่อโน่นนี่นั่นเพื่อจะสั่งแบนหรือถอดถอนผลงานออกจากตลาดอย่างรุนแรง
ดังนั้นประธานเว่ยจึงไม่ค่อยเอาเรื่องนี้มาพูดถึง
เพราะเขากลัวว่าจะไปปลุกกระแสที่ไม่ดีขึ้นมา ซึ่งนั่นจะเป็นการทำลายระบบนิเวศของวงการบันเทิงทั้งหมดอย่างย่อยยับ
รวมถึงเรื่อง "แปดร้อย" ครั้งนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะพื้นฐานมันเบี้ยวเกินไปและมีผลกระทบที่แย่มาก หรืออาจจะทำให้คนไปสงสัยในจุดยืนของคนทั้งวงการได้ เขาก็อาจจะไม่ได้อยากจะลงมือจัดการหรอก
ถึงจะเป็นเช่นนั้น เว่ยหยางก็ยังลังเล และไม่เคยคิดจะลงดาบประหารเลย เขาตั้งใจจะเพียงแค่ตักเตือนและแสดงจุดยืนให้ชัดเจนเท่านั้น
แต่ในเมื่อสองพี่น้องตระกูลหวังเต้นแร้งเต้นกาขนาดนี้ มันก็ทำให้ประธานเว่ยสลัดความลังเลทิ้งไป
ไปตายซะเถอะไอ้กระแสการทำลายวงการอะไรนั่น จัดการไอ้พวกเวรนี่ให้รู้สำนึกไปเลยดีกว่า ...
ส่วนคำพูดของกวานกานจิ้ง ในสายตาของประธานเว่ยคือไอ้โง่ของจริง
ทฤษฎีสมคบคิดของพี่น้องตระกูลหวังอย่างน้อยยังพอจะมีคนเชื่อบ้าง เพราะความจริงที่ว่าประธานเว่ยกับหัวอี้นั้นไม่ถูกกันมันเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ในแง่ของตรรกะมันยังพอฟังขึ้น
แต่กวานกานจิ้งนี่ถ้าไม่พูดเรื่องที่ว่าสิ่งที่พูดน่ะมันถูกไหม การพุ่งเป้าไปที่ผู้ชม นั่นคือคนสมองป่วยของจริง
ผู้ชมเขาอยากดูหนังเรื่องไหนก็เรื่องของเขา ถ้าแพ้รายได้น่ะเป็นเพราะคุณห่วย ห่วยก็ต้องไปฝึกมาใหม่ อย่าแม่งมาโทษผู้ชม
ไม่แปลกใจเลยที่หลายคนชอบถากถางว่าคนในวงการบันเทิงน่ะมันเย่อหยิ่ง เฝิงเสี่ยวกังตอนนั้นพังไปเพราะอะไร ไม่รู้จักจำบทเรียนกันบ้างเลย ในกระดูกมันก็ยังคงมองไม่เห็นหัวผู้ชมอยู่ดี
นับว่าโชคดีที่กวานกานจิ้งไม่ใช่คนของบลูเวล ไม่อย่างนั้นประธานเว่ยคงจะสั่งไล่ออกไปแล้ว
ไอ้คนโง่แบบนี้มันติดต่อกันได้ แถมยังจะลากเพื่อนร่วมทีมไปซวยด้วย ต่อให้เก่งแค่ไหนก็เลี้ยงไว้ไม่ได้จริงๆ
ไม่ได้เกินความคาดหมายของเว่ยหยางเลย สองพี่น้องตระกูลหวังกับกวานกานจิ้งนึกว่าจะได้รับคะแนนสงสารบ้าง ผลปรากฏว่าพวกเขากับเรื่อง "แปดร้อย" กลับถูกรุมด่าหนักกว่าเดิมอีก
โดยเฉพาะกวานกานจิ้ง ถูกชาวเน็ตพากันรุมถล่มอย่างหนัก
ผู้ชมจำนวนมากที่เคยดู "แปดร้อย" ต่างพากันเอาตั๋วมาโพสต์โชว์ที่ใต้เวยป๋อของเขาเพื่อขอเงินคืน ส่วนพวกที่ยังไม่ได้ดูก็เริ่มแคมเปญต่อต้าน "แปดร้อย" และยังมีคนอีกมากมายที่จงใจไปสนับสนุน "เดอะ แกรนด์สแลม" เพื่อประชดประชันกวานกานจิ้ง
ส่วนฝั่งบลูเวลเองก็ไม่ใช่พวกที่ชอบนั่งดูเรื่องสนุกเฉยๆ อยู่แล้ว บัญชีทางการของบริษัทและเวยป๋อของ "เดอะ แกรนด์สแลม" พากันเข้าไปแจมและเหน็บแนมแบบเนียนๆ
【มาดู "เดอะ แกรนด์สแลม" กันเถอะครับ ฮากระจายแน่นอน ให้ภาพยนตร์จีนไม่ต้อง "น่าเศร้า" อีกต่อไป】
ยังคงเป็นคำเดิมที่ว่า สงครามธุรกิจที่แท้จริงไม่ใช่การห้ำหั่นชิงไหวชิงพริบกันหรอก แต่คือการรอให้คู่ต่อสู้ฆ่าตัวตายเอง แล้วเราค่อยเข้าไปซ้ำเติม
ทว่าครั้งนี้ นอกจาก "สงครามธุรกิจ" แล้ว ประธานเว่ยก็ยังใช้เครื่องมือบางอย่างด้วย
แค่โทรศัพท์ไปไม่กี่สาย ไม่นานนัก เหล่าผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมภาพยนตร์หลายคนก็ได้จัดงานสัมมนาขึ้นที่ปักกิ่ง โดยหัวข้อหลักคือเรื่องของจุดยืนในภาพยนตร์แนวหลักและปัญหาเรื่องความว่างเปล่าทางประวัติศาสตร์
ในงานสัมมนาครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญสองคนระบุชื่อ "แปดร้อย" ตรงๆ พร้อมทั้งวิจารณ์อย่างหนักว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นการเรียกกระแสแบบไร้จริยธรรม มีการดัดแปลงประวัติศาสตร์จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายในสังคม ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์และจุดเริ่มต้นของภาพยนตร์แนวหลักที่ควรจะเป็น
ถ้าจะพูดกันตามจริง ประธานเว่ยก็ยังถือว่าใจอ่อนอยู่ แม้ในตอนนี้นับว่าเขาก็ยังพยายามพูดตามเนื้อผ้า ไม่ได้ยัดเยียดข้อหาที่รุนแรงจนเกินไปนัก
แต่ประธานเว่ยรู้จักยับยั้งชั่งใจ คนอื่นน่ะไม่ใช่แบบนั้น
อย่าว่าแต่มีคนมากมายที่จ้องจะเอาใจประธานเว่ยเลย ยิ่งพวกที่เคยโดนกลุ่มปักกิ่งกดขี่และถูกล่วงเกินไว้ก่อนหน้านี้ก็มีไม่น้อย แถมกวานกานจิ้งเองก็ใช่ว่าจะไม่มีศัตรู
ปกติพวกเขามีอิทธิพล หลายคนจึงไม่กล้าไปล่วงเกิน ตอนนี้เมื่อมีประธานเว่ยเป็นที่พึ่งพาแล้ว ยังจะไม่รีบใช้จังหวะนี้ล้างแค้นล้างความโกรธเคืองอีกเหรอ ?
คนพวกนี้เวลาด่าน่ะไม่ได้ด่าตามเนื้อผ้าอย่างมีเหตุมีผลแบบนั้นหรอก
ความรุนแรงและความดุเดือดในการโจมตีนั้น คำว่าขายชาติหรือไอ้สุนัขรับใช้นี่ถือว่าเป็นคำที่สุภาพมากแล้ว พวกเขาจ้องจะถล่มให้ชื่อเสียไปถึงหมื่นปีเลยทีเดียว
ขนาดนายวัง (คนขายชาติชื่อดัง) ถ้าเอามาเทียบกับพวกเขาในตอนนี้ ยังดูเหมือนจะเป็นคนที่พอจะให้อภัยได้ไปเลย ส่วนท่านสุ่ยไท่เหลียง (ขุนนางขี้ขลาด) นี่แม่งคงกลายเป็นคนที่มีกระดูกเหล็กแห่งราชวงศ์หมิงไปเลย ...
การที่คนกลุ่มนี้ด่ากันอย่างรุนแรงขนาดนี้ ก็ยังช่วยฉุดรั้งคนที่มักจะใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลให้พากันมารุมด่า "แปดร้อย" ไปด้วย จนกลายเป็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มันดูชั่วร้ายยิ่งกว่าการเซ็นสนธิสัญญาขายชาติเสียอีก กวานกานจิ้งกับสองพี่น้องตระกูลหวังนี่สมควรจะถูกแขวนคอกับเสาไฟแล้วเอาปืนกลยิงให้พรุนไปเลย
ในตอนท้าย แม้แต่ประธานเว่ยเองก็ยังรู้สึกทนดูไม่ได้ เขาจึงหลุดพูดประโยคที่ดูยุติธรรมออกมาประโยคหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง
ความหมายโดยประมาณคือ ความผิดน่ะไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นต้องตายหรอก ทุกอย่างควรพิจารณาตามความเป็นจริง การระบายอารมณ์เพียงอย่างเดียวมันไม่มีความหมายอะไร
ผลปรากฏว่าเขากลับโดนด่ากลับมาซะงั้น โดยถูกมองว่าประธานเว่ยกำลัง "ปกป้อง" กวานกานจิ้งและหัวอี้ คนในวงการบันเทิงช่วยคนในวงการบันเทิงด้วยกันเอง ไอ้พวกทุนสุนัขนี่มันก็พวกเดียวกันหมดนั่นแหละ
เว่ยหยางถึงกับอึ้งไปเลย นี่เขากลายเป็นคนปกป้องหัวอี้กับกวานกานจิ้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
ถ้าพวกคุณเอาคำนี้ไปพูดกับกวานกานจิ้งและพี่น้องตระกูลหวังล่ะก็ สามคนนี้ถ้าไม่ถ่มน้ำลายใส่หน้าพวกคุณก็ถือว่าพวกเขามีมารยาทมากพอแล้ว
แต่ตอนนี้โลกอินเทอร์เน็ตมันเป็นแบบนี้ ถ้าไม่ใช่ขาวก็คือดำ ความจงรักภักดีที่ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับว่าไม่จงรักภักดีเลย
ความมีเหตุผลตามเนื้อผ้าเหรอ ?
ด่าไปเลยดีกว่า !
ภายใต้กระแสสังคมที่เชี่ยวกราก ในที่สุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ลงมือ "แปดร้อย" ถูกสั่งให้ถอนตัวออกจากโรงหนังก่อนกำหนด รายได้รวมสุดท้ายไม่ถึง 2,000 ล้านหยวน และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือแพลตฟอร์มต่างๆ ยอมไม่ยอมทุ่มเงินซื้อลิขสิทธิ์ในราคาสูงแน่นอน รายได้ส่วนอื่นก็คาดว่าคงไม่เป็นไปตามที่หวังไว้
ต้นทุนที่ประกาศออกมาของ "แปดร้อย" คือ 550 ล้านหยวน มันมีน้ำขังอยู่แน่นอนแต่จะไม่ลงรายละเอียดว่าเท่าไหร่
เมื่อพิจารณาจากส่วนแบ่งรายได้ในตอนนี้ รายได้ส่วนอื่นต่อให้จะโดนผลกระทบหนักแค่ไหน การคืนทุนนั้นไม่มีปัญหาแน่นอน หรืออาจจะพอได้กำไรนิดหน่อยด้วยซ้ำ
แต่หัวอี้ที่ดิ้นรนมานานขนาดนี้ พวกเขาไม่ได้หวังจะแค่ได้กำไรนิดหน่อยหรอก สองพี่น้องตระกูลหวังหวังจะให้หนังเรื่องนี้ทำกำไรมหาศาลเพื่อเอามาพยุงกิจการ
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาต้องการภาพยนตร์ที่ทำรายได้ถล่มทลายเพื่อพิสูจน์ว่าหัวอี้ยังไม่ล่มสลาย เพื่อกู้คืนความมั่นใจของพนักงาน ผู้ถือหุ้น ตลาด และเหล่านักลงทุน
แต่ผลลัพธ์ของ "แปดร้อย" กลับออกมาเป็นแบบนี้
คำพูดที่ดูเศร้าหมองที่พี่น้องตระกูลหวังเคยพูดตอนประชาสัมพันธ์ว่า "ถ้าหนังไม่สำเร็จ หัวอี้ก็คงไม่อยู่แล้ว" สงสัยมันจะกลายเป็นคำทำนายที่แม่นยำขึ้นมาจริงๆ เสียแล้ว
ต่อให้สุดท้ายจะยื้อไว้ได้ไม่ล้มละลาย ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ก็คงทำได้แค่ประคองตัวแบบกึ่งตายกึ่งเป็นไปอย่างลำบาก
อย่าว่าแต่จะมาแข่งแย่งตำแหน่งเจ้าพ่อวงการกับบลูเวลเลย ตอนนี้แม้แต่ตำแหน่งบริษัทระดับแนวหน้าของวงการก็ยังจะรักษาไว้ไม่ได้ มีข่าวลือว่าศิลปินหัวอี้หลายคนเริ่มมีความตั้งใจที่จะย้ายค่ายแล้ว
เมื่อมองดูจุดจบที่น่าอนาถของหัวอี้ ประธานเว่ยความจริงก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีใจอะไรมากมายนัก
ละครเรื่องนี้ ไม่มีใครที่เป็นผู้ชนะที่แท้จริงเลย
ตั้งแต่ตอนที่ความเห็นของเขาโดนสวนกลับมา เว่ยหยางก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีกเลย แถมเขายังหายตัวไปจากสายตาประชาชนด้วยซ้ำ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ช่วงแรกของเรื่อง "ตำนานหมิงหลัน" จ้าวลี่อิ่งก็เป็นคนออกหน้ารับงานเพียงคนเดียว
จนกระทั่งก่อนที่ "ตำนานหมิงหลัน" จะออกอากาศตอนแรก ประธานเว่ยถึงได้ยอมมาร่วมรายการสัมภาษณ์กึ่งเรียลลิตี้รายการหนึ่งพร้อมกับจ้าวลี่อิ่ง
รายการเรียลลิตี้นี้ก็เป็นรายการในเครือ PPTV ชื่อรายการว่า "พีจั้น อวี๋เล่อฟาง" โดยใช้จุดขายเรื่องการบุกไปดูเบื้องหลังของศิลปินและขุดคุ้ยเรื่องราวที่น่าสนใจมานำเสนอ
พูดให้ชัดคือเป็นรูปแบบรายการเรียลลิตี้ผสมผสานกับการสัมภาษณ์ เพียงแต่สไตล์จะเน้นไปทางความผ่อนคลายและมีความเป็นบันเทิงมากกว่า
พิธีกรไม่ปรากฏตัว แต่จะพูดคุยกับศิลปินจากหลังกล้องโดยตรง กล้องจะจับจ้องไปที่ตัวศิลปินตลอดเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง ผู้ชมจะรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
เพราะเป็นรายการเรียลลิตี้ จึงเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ตอนเดินเข้าประตูบ้าน ผลปรากฏว่าพอมาถึงก็เจอช่วงที่เว่ยหยางกำลังเข้าประชุมอยู่พอดี รายการจึงไปเริ่มทำกิจกรรมกับจ้าวลี่อิ่งก่อน
จ้าวลี่อิ่งเคยเข้าร่วมรายการนี้มาแล้วหนึ่งครั้ง แต่ตอนนั้นเป็นการเข้าร่วมในงานอีเวนต์งานหนึ่ง ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นการมารับรองที่บริษัทซึ่งเป็นถิ่นของตัวเอง
จ้าวลี่อิ่งจึงถือโอกาสลากทีมงานรายการเดินชมห้องทำงานของตัวเองเสียเลย ถ่ายให้ดูว่าปกติเธอทำงานอย่างไร เพื่อสร้างและเสริมภาพลักษณ์การเป็นผู้หญิงเก่งให้แข็งแกร่งขึ้น
พอเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จ้าวลี่อิ่งถึงได้พาทีมงานไปรอประธานเว่ยแถวๆ ห้องประชุม
ประธานเว่ยกำลังคุยกับรองประธานบลูเวลคนหนึ่งเกี่ยวกับแผนงานภาพยนตร์และละครในช่วงครึ่งปีหลัง เมื่อเห็นทีมงานรายการเขาก็สรุปงานสั้นๆ ก่อนจะเดินมาทักทาย และทักทายพิธีกรเป็นพิเศษ
"คุณคือเสี่ยวพีสินะ ดูยังเด็กมากเลยนะเนี่ย"
เสี่ยวพีคือชื่อในวงการของพิธีกรรายการนี้ รายการนี้ที่ประสบความสำเร็จจนถึงขั้นเชิญประธานเว่ยมาออกรายการได้นั้น พิธีกรคนนี้ถือได้ว่ามีผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เขาเป็นคนที่พูดจาสนุกสนาน ไม่มีความประหม่าเลย มีการโต้ตอบที่รวดเร็ว และเชี่ยวชาญในการควบคุมสถานการณ์และนำการถามตอบได้เป็นอย่างดี เป็นพิธีกรที่เก่งมากคนหนึ่ง
เว่ยหยางไม่เคยเจอตัวจริงคนนี้มาก่อน ดูรายการและฟังเสียงก็นึกว่าเป็นคนวัยทำงานที่ดูสุขุมนุ่มลึกอายุเกินสามสิบไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าตัวจริงจะดูหน้าอ่อนขนาดนี้ ผิวขาวใสจนดูเหมือนเด็กมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
จ้าวลี่อิ่งที่รู้ข้อมูลวงในจึงอธิบายอยู่ข้างๆ "เสี่ยวพีเป็นคนรุ่นเกิดหลังปี 95 ค่ะ เริ่มฝึกงานตั้งแต่สมัยเรียน พอจบมหาวิทยาลัยก็มารับหน้าที่พิธีกรรายการนี้เลย"
"โอ้ อนาคตไกลจริงๆ"
ประธานเว่ยแสดงความประหลาดใจและเอ่ยชมตลอดทาง เสี่ยวพีก็ได้แต่บอกว่าไม่กล้ารับคำชมขนาดนั้น
พิธีกรที่เคยพูดจาสนุกสนานต่อหน้าดาราเบอร์ต้นๆ คนอื่นมานับไม่ถ้วน ในตอนนี้เมื่อได้เจอประธานเว่ยกลับมีท่าทางที่นอบน้อมมาก เมื่อประธานเว่ยจะขอมือทักทาย เขาก็ใช้มือทั้งสองข้างประกบมือท่านไว้อย่างนอบน้อม และพยายามทำตัวให้ดูสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ท่านประธานครับ ครั้งนี้ท่านสละเวลามาออกรายการของเรา ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งจริงๆ ครับ มีประเด็นตรงไหนที่คุณอยากให้พูดถึงเป็นพิเศษบอกได้เลยนะครับ พวกเราจะให้ความร่วมมือเต็มที่แน่นอนครับ"
จ้าวลี่อิ่งมองดูอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจ เด็กคนนี้เป็นคนซานตงสินะ บนหน้าแม่งเขียนคำว่า "ผมอยากก้าวหน้า" ไว้ตัวเบ้อเริ่มเลยนะเนี่ย ...
[จบแล้ว]