- หน้าแรก
- เจ้าพ่อเบื้องหลัง ย้อนวัยมาเป็นซุปตาร์เบอร์หนึ่ง
- บทที่ 720 - ต้นตำรับดาราทราฟฟิกและผลประโยชน์ที่แบ่งกินทั้งวงการ
บทที่ 720 - ต้นตำรับดาราทราฟฟิกและผลประโยชน์ที่แบ่งกินทั้งวงการ
บทที่ 720 - ต้นตำรับดาราทราฟฟิกและผลประโยชน์ที่แบ่งกินทั้งวงการ
บทที่ 720 - ต้นตำรับดาราทราฟฟิกและผลประโยชน์ที่แบ่งกินทั้งวงการ
อาหารในงานเลี้ยงครั้งนี้ปรุงโดยป้าอวี๋และพนักงานที่มีฝีมือทำครัวอีกไม่กี่คน เว่ยหยางแอบสังเกตดูอย่างใกล้ชิดและพบว่าอาจารย์อวี๋ไม่ได้ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเลย
เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็รู้สึกเบาใจขึ้นมาทันที !
ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะเขาไม่ไว้ใจฝีมือการทำอาหารของอาจารย์อวี๋เอาเสียเลย เมนู "ผมมีเครื่องเคียงทำเองอย่างหนึ่ง" ของอาจารย์อวี๋กลายเป็นมุกตลกที่ลือกันไปทั่วทั้งอินเทอร์เน็ต โดยมีส่วนประกอบหลักคือซีอิ๊ว น้ำมันงา และพืชผักตามริมทาง ซึ่งมีสไตล์โดดเด่นในเรื่องความถูก รสชาติแย่ ทำง่าย สะดวก และสะดวกเกินไปจนน่ากลัว
พูดตามตรงว่าถ้าเว่ยหยางมาคนเดียว เขาก็คงจะลองชิมดูสักหน่อยว่ารสชาติมันเป็นยังไง
แต่เนื่องจากวันนี้เขาพาลูกมาด้วย ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องขอผ่านไปก่อนจะดีกว่า
อาหารจานหลักคือไก่ตุ๋นเตาถ่านแบบโบราณ เว่ยหยางได้ลองชิมแล้วและพบว่ารสชาติถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว สมแล้วที่เป็นเล้าไก่ขนาดใหญ่ที่ไก่ทุกตัวได้รับการประคบประหงมอย่างดีจากอาจารย์อวี๋ รสชาติของมันช่างยอดเยี่ยมและถึงเครื่องจริงๆ
ส่วนเมนูยำแตงกวาและอาหารเจอีกสองอย่างนั้นประธานเว่ยไม่กล้าแตะต้องเลยแม้แต่นิดเดียว รวมถึงเนื้อวัวเขาก็ไม่ได้กินด้วยเช่นกัน เพราะเขานั้นเป็นคนที่มีเมตตา
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วเว่ยหยางก็พาลูกชายกลับไปทันที ส่วนพวกอู๋จิ่งยังคงอยู่ต่อเพื่อรอร่วมงานเลี้ยงในรอบถัดไป
ปกติแล้วคนกลุ่มนี้เวลามีนัดสังสรรค์มักจะแยกเวลากินข้าวกับครอบครัว หรือไม่ก็แบ่งงานเลี้ยงออกเป็นสองรอบ เพื่อที่จะได้มีช่วงเวลาเฉพาะกลุ่มลูกผู้ชายสำหรับการดื่มเหล้ากันอย่างเต็มที่
ทว่าวันนี้เป็นวันรวมญาติที่บรรดาภรรยาและลูกๆ ต่างก็มากันครบ อีกทั้งยังมีประธานเว่ยอยู่ด้วย ดังนั้นช่วงกลางวันทุกคนจึงตั้งหน้าตั้งตาพุ้ยข้าวกันอย่างเรียบร้อยเพื่อรอไปปลดปล่อยกันต่อในรอบค่ำ
เว่ยหยางไม่ได้มีความสนใจในวงเหล้าเลยแม้แต่น้อย เดิมทีเขาก็ไม่ใช่คนชอบดื่มอยู่แล้ว อีกทั้งคอแข็งจนแทบจะไม่มีวันเมาจึงทำให้การดื่มนั้นไม่มีความสนุกเลยสักนิดเดียว
หากมีเพียงอู๋จิ่ง อาจารย์อวี๋ และเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนมานั่งจิบเหล้าพูดคุยกันอย่างช้าๆ เว่ยหยางก็อาจจะพิจารณาร่วมวงด้วยอยู่บ้าง
ในตอนที่กำลังจะจากไป เว่ยสามสาสูดูจะมีอาการอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย ไม่ใช่เพียงเพราะเหล่าสัตว์ตัวเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงลูกชายคนรองของตระกูลอู๋ที่เพิ่งจะทำความรู้จักกันเมื่อตอนกลางวันด้วย
เว่ยหยางคาดเดาว่าเด็กคนนี้แม้จะดูเย็นชาและชอบรักษาระยะห่างจากคนอื่น แต่ลึกๆ ในใจแล้วเขาก็ยังคงโหยหาการได้เล่นสนุกกับเพื่อนในวัยเดียวกันอยู่ดี
ลูกชายคนโตเป็นคนพูดเก่งและมีความคิดเรียบง่าย ส่วนคนรองก็ค่อนข้างขี้เกียจและไม่ชอบคิดอะไรมาก ดังนั้นสองคนนี้ต่อให้ต้องอยู่คนเดียวพวกเขาก็สามารถหาความสุขให้ตัวเองได้
ทว่าคนเล็กกลับมีนิสัยเงียบขรึมและไม่มีงานอดิเรกที่ชัดเจน พูดน้อยและวางตัวสูงส่ง เด็กแบบนี้อาจจะรู้สึกโดดเดี่ยวได้ง่ายกว่าและต้องการเพื่อนหรือมิตรสหายมาคอยอยู่เคียงข้าง
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของประธานเว่ยเท่านั้น เพราะความจริงแล้วเด็กคนนี้แม้จะมีอารมณ์อาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่ท่าทางที่เขาแสดงออกว่ารำคาญลูกชายตระกูลอู๋นั้นก็เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน
จะพูดยังไงดีล่ะ นิสัยเย็นชาและปากไม่ตรงกับใจแบบนี้นี่แหละที่ปรนนิบัติได้ยากที่สุด !
พอคนอื่นเข้ามาใกล้เจ้าตัวก็รำคาญ แต่พอเขาเดินจากไปเจ้าตัวกลับมาเคืองที่ไม่มีใครสนใจ ขนาดเว่ยหยางที่เป็นพ่อแท้ๆ ยังเดาใจไม่ถูกเลย
แต่ถึงจะยังไม่แน่ใจเรื่องความสำคัญของเพื่อนอย่างลูกชายตระกูลอู๋ แต่เรื่องที่ลูกคนนี้ชอบสัตว์นั้นถือว่าเป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้
ในระหว่างทางกลับเว่ยหยางก็กำลังคิดอยู่ว่าเขาควรจะเหมาสนามม้าขนาดกลางสักแห่งดีไหม
การที่ลูกยังเด็กเกินกว่าจะขี่ม้านั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาสามารถเริ่มสร้างความผูกพันกับลูกม้าไปก่อนได้ พอโตขึ้นมาก็จะได้ขี่ได้ทันที
แต่การมีแค่สนามม้ามันอาจจะดูน่าเบื่อเกินไปหน่อย สู้จัดตั้งสวนสัตว์ขึ้นมาเลยจะดีกว่า เวลาที่เขาไม่ว่างเขาก็สามารถให้ฟ่านเสี่ยวพั่งหรือคุณตาคุณยายพาลูกมาเที่ยวเล่นแก้เบื่อได้
ทว่าปัญหาก็คือจะไปตั้งไว้ที่ไหนดีล่ะ จะลำเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถ้าสร้างที่ปักกิ่งแห่งหนึ่งแล้วที่เซี่ยงไฮ้ก็ต้องมีด้วยใช่ไหม
แบบนั้นมันจะดูสิ้นเปลืองเกินไปหรือเปล่า การสร้างสวนสัตว์ที่ดีที่สุดเพียงแห่งเดียวนั้นดูจะคุ้มค่ากว่า แต่มันก็จะไม่สะดวกในการเดินทางน่ะสิ
เอาน่า สิ้นเปลืองก็สิ้นเปลืองไปเถอะ เขามีเงินเหลือเฟือจนไม่เดือดร้อนกับเรื่องแค่นี้หรอก ...
เมื่อฟ่านเสี่ยวพั่งเลิกงานกลับมาถึงบ้านและได้รับรู้ว่าเว่ยหยางเตรียมจะสร้างสนามม้าและสวนสัตว์ส่วนตัวในปักกิ่ง เธอก็แทบจะเดินสะดุดรองเท้าส้นสูงของตัวเองจนเท้าแพลง
"คุณ ... คุณนี่ตามใจเขาเกินไปจริงๆ เลยนะ"
"พูดอะไรแบบนั้นล่ะ ลูกชายคนเล็กของผมนะ ถ้าไม่ตามใจเขาแล้วจะไปตามใจใครล่ะ อีกอย่างเงินแค่นี้มันไม่ได้มากมายอะไรเลย"
เว่ยหยางเข้าไปจูบลูกชายคนเล็กเบาๆ บางทีเด็กน้อยอาจจะฟังคำพูดของพ่อออก เพราะเว่ยสามสาสูผู้วางตัวสูงส่งกลับไม่ได้หลบเลี่ยงเหมือนอย่างเคย แต่กลับยอมซบหน้าเข้าหาคุณพ่ออย่างสนิทสนม
ท่าทางแบบนี้หาดูได้ยากมากจริงๆ จนฟ่านเสี่ยวพั่งรู้สึกอิจฉาขึ้นมา "แม่ต้องอุ้มท้องมาตั้งสิบเดือนนะ นี่แค่ติดสินบนนิดหน่อยก็ถูกซื้อตัวไปแล้วเหรอ ?"
เมื่อพูดจบเธอก็อยากจะเข้าไปอ้อนลูกบ้าง แต่กลับกลายเป็นว่าเว่ยสามสาสูหันหน้าหนีทันที แล้วกลับไปซบที่ไหล่ของเว่ยหยางพร้อมกับหันหลังให้แม่เป็นการปฏิเสธ
"เจ้าลูกไม่รักดี !"
ฟ่านเสี่ยวพั่งด่าลูกชายว่าเจ้าลูกเนรคุณด้วยความเข่นเขี้ยว ส่วนประธานเว่ยกลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ "ลูกชายคนดี พ่อไม่เสียแรงเลยที่รักแก"
เมื่อเลิกเล่นกันแล้วเว่ยหยางก็ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับฟ่านเสี่ยวพั่งเกี่ยวกับเรื่องที่เขาพบมาในวันนี้
ในใจลึกๆ ของเขานั้นอยากจะให้ลูกคนเล็กไปอยู่กับพ่อแม่ของเขาที่เซี่ยงไฮ้สักระยะ เพราะที่นั่นมีเว่ยเจี้ยนอยู่ด้วย เพื่อให้พี่น้องได้ใช้เวลาร่วมกันและช่วยปรับนิสัยของลูกชายคนเล็ก รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้อง
ทว่าเขาก็รู้ดีว่าฟ่านเสี่ยวพั่งอาจจะไม่สบายใจและคงไม่อยากจะปล่อยลูกไป
หากพ่อแท้ๆ อย่างเขาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ก็ยังพอว่า แต่นี่ทั้งพ่อและแม่แท้ๆ ต่างก็ไม่อยู่ข้างกาย แถมยังมีพี่ชายต่างแม่และ "แม่เลี้ยง" อยู่ด้วย เธอคงจะต้องจินตนาการเรื่องร้ายๆ ไปสารพัดทุกวันแน่
ไม่ใช่ว่าฟ่านเสี่ยวพั่งเป็นคนใจแคบหรอกนะ แต่คนเป็นแม่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ขนาดหลิวซือซือเองยังไม่ค่อยไว้ใจให้พ่อแม่แท้ๆ ของตัวเองดูแลลูกเลยด้วยซ้ำ
ส่วนจ้าวลี่อิ่งที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหวังอวิ้นผิง และเป็นคนเดียวที่กล้าฝากลูกไว้กับปู่ย่าเป็นเวลานานๆ ถึงจะเป็นอย่างนั้นเธอก็ยังต้องวิดีโอคอลเช็กชื่อลูกทุกวันไม่เคยขาด
ดังนั้นเว่ยหยางจึงลังเลและยังไม่ได้เปิดปากพูดเรื่องนี้ออกมา เขาคิดว่าจะรอให้ถ่ายทำเรื่อง "ตำนานหมิงหลัน" เสร็จสิ้นลงก่อนค่อยว่ากันอีกที
ฟ่านเสี่ยวพั่งกลับมีความคิดที่ตรงไปตรงมาและรวดเร็วกว่านั้น
ในเมื่อลูกขาดเพื่อน เธอก็แค่ไปตีสนิทกับกลุ่มคุณแม่คนอื่นๆ หรือให้คุณตาคุณยายพาลูกไปทำความรู้จักกับเหล่าปู่ย่าตายายที่เลี้ยงหลานเหมือนกันก็สิ้นเรื่อง
กบสามขานั้นหายาก แต่เด็กเล็กๆ สองขานั้นมีอยู่ทั่วไปหมด
แค่พื้นที่ส่วนกลางในโครงการหมู่บ้านจิ่วจางก็มีโซนสันทนาการสำหรับเด็กโดยเฉพาะอยู่แล้ว ในสังคมระดับสูงแบบนี้สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือการเข้าสังคมนี่แหละ
พ่อแม่หลายคนยอมทุ่มเงินซื้อบ้านในโครงการหรูหราแบบนี้ หรือพยายามส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลระดับท็อป ก็เพื่อสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์และเตรียมทรัพยากรบุคคลไว้ให้ตัวเองและลูกหลานในอนาคตทั้งนั้น
แต่เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความคิดของฟ่านเสี่ยวพั่งกลับเริ่มจางหายไป
เพราะเธอตระหนักได้ว่าหากจะให้ลูกชายหาเพื่อนด้วยวิธีแบบนี้ เขาคงจะไม่เคยขาดเพื่อนแน่ๆ แต่เพื่อนที่เข้ามานั้นส่วนใหญ่ก็น่าจะมีจุดประสงค์บางอย่างแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
ในเมื่อพ่อของเขาคือเว่ยหยางและแม่คือดาราสาวที่มีชื่อเสียงที่สุดในเอเชีย คงจะไม่มีใครปฏิเสธที่จะให้ลูกของตัวเองมาเป็นเพื่อนกับลูกชายของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งหรอก
ฟ่านเสี่ยวพั่งไม่อยากให้มิตรภาพที่บริสุทธิ์และไร้เดียงสาของลูกชายต้องถูกแปดเปื้อนด้วยความจริงที่แสนโสมม
แม้เธอจะรู้ดีว่าด้วยฐานะของเว่ยสามสาสูมันยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ได้ และไม่มีทางที่จะปราศจากการรบกวนของความจริงใจไปได้ตลอดชีวิต แต่ในฐานะของคนเป็นแม่ เธอยังคงหวังว่าลูกชายจะได้พบกับเพื่อนที่จริงใจและบริสุทธิ์ที่สุดในช่วงวัยเด็กอันสดใส
"คนจนนั้นหาความจริงใจได้ยาก แต่คนรวยนั้นกลับหาความจริงใจได้ยากยิ่งกว่า"
เว่ยหยางได้ฟังความกังวลของฟ่านเสี่ยวพั่งแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขารู้สึกรักและทะนุถนอมมิตรภาพระหว่างเขากับหลี่เจียหางรวมถึงเพื่อนเก่าอีกไม่กี่คนเป็นพิเศษ
แม้เขาจะรู้ดีว่าคนเหล่านี้อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลา
แต่โดยรวมแล้วพวกเขาก็ยังคงมีความจริงใจให้กันมากกว่าบรรดาคนที่เพิ่งจะมาส่งยิ้มประจบสอพลอในวันที่เขากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว
นี่ไม่ใช่เพียงเพราะความคิดของคนนอกที่เปลี่ยนไป แต่ใจของเขาเองก็มีความเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน เขามักจะรู้สึกว่าคนในปัจจุบันที่เข้าหาเขานั้นต่างก็หวังผลประโยชน์จากฐานะอื่นของเขา และเขาก็มักจะมองคนเหล่านั้นด้วยความระแวงและไม่เคยแสดงความจริงใจออกมา เมื่อไม่ให้ใจไปก่อนมันจึงยากที่จะได้รับความจริงใจกลับมา
ทัศนคติของฟ่านเสี่ยวพั่งนั้นยังสู้ประธานเว่ยไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เว่ยหยางนั้นเป็นคนขี้ระแวงแต่เธอกลับมีความคิดที่ค่อนข้างมองคนในแง่ของผลประโยชน์
ดังนั้นเพื่อนที่เธอไว้วางใจจริงๆ จึงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเพียงมิตรภาพจอมปลอมที่ฉาบไว้ด้วยผลกำไรและการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจเท่านั้น
"ดังนั้นพี่น้องในไส้นี่แหละที่ไว้ใจได้ที่สุด เลือดข้นกว่าน้ำ คนครอบครัวเดียวกันยังไงก็ตัดกันไม่ขาด"
ประธานเว่ยฉวยโอกาสนี้เริ่มแทรกซึมความคิดส่วนตัวเข้าไป แต่ฟ่านเสี่ยวพั่งกลับปรายตามองเขาด้วยความหมั่นไส้ พร้อมกับอุ้มลูกชายเดินหนีไปและทิ้งประโยคหนึ่งเอาไว้ให้เขาต้องสะอึก
"พอเถอะ เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวอย่างมากก็แค่หลอกเอาเงินไปบ้าง แต่พี่น้องแท้ๆ ที่แย่งสมบัติกันน่ะเขาจองล้างจองผลาญกันถึงตายเลยนะ แถมพวกเขายังไม่ได้เกิดมาจากแม่คนเดียวกันด้วย"
เว่ยหยาง : " ... "
ที่จริงแล้วต่อให้เกิดมาจากแม่คนเดียวกันเขาก็ฆ่ากันตายได้อยู่ดี ขนาดคุณยังเคยแสดงเรื่อง "บูเช็คเทียน" มาก่อนเลยแท้ๆ ...
ประธานเว่ยไม่ได้พักอยู่ที่ปักกิ่งนานนัก เพราะทางกองถ่ายเรื่อง "ตำนานหมิงหลัน" ยังคงรอเขาอยู่ หลังจากอยู่ปักกิ่งได้เพียงสองวันเขาก็รีบเดินทางกลับไปยังเหิงเตี้ยนทันที
เมื่อลงจากเครื่องบินเว่ยหยางเดินออกทางช่องทางพิเศษสำหรับวีไอพีและพบว่าที่ห้องโถงผู้โดยสารขากลับนั้นมีกลุ่มแฟนคลับจำนวนมหาศาลมารอรับศิลปิน
เรื่องแบบนี้ในเหิงเตี้ยนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย แต่ทว่าวันนี้ขนาดของกลุ่มแฟนคลับนั้นดูจะใหญ่โตเป็นพิเศษจนทำให้ประธานเว่ยต้องหันไปมองซ้ำอีกรอบ
"จูอีหลงเหรอ ? ให้ตายสิ ตอนนี้เขาดังขนาดนี้เลยเหรอ ?"
ผู้ช่วยที่อยู่ข้างกายหัวเราะออกมา "คุณยังไม่รู้สินะครับ ตอนนี้เขากำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดเลยล่ะ ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาเขาครองอันดับหนึ่งในชาร์ตดาราดังบนเวยป๋อติดต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ขนาดจางรั่วหยุน ลู่หาน หรือช่ายสวี่คุนก็ยังสู้ไม่ได้ แม้แต่เร่อปาก็ยังทำได้แค่ตามมาเป็นอันดับสองเท่านั้น"
เว่ยหยางรู้สึกประหลาดใจจริงๆ เขารู้อยู่แล้วว่าจูอีหลงนั้นโด่งดัง แต่ไม่คิดว่าสถิติมันจะยอดเยี่ยมขนาดที่กดบรรดาดาราทราฟฟิกแถวหน้าไว้ได้หมด
แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มที่มีเลศนัยบนใบหน้าของผู้ช่วย เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดได้ทันที
มันเป็นวิธีการที่เห็นได้ทั่วไปในวงการแฟนคลับ นั่นคือการเลือกชาร์ตที่มีอิทธิพลในระดับหนึ่งแล้วระดมทรัพยากรของบริษัทรวมถึงพลังของแฟนคลับมาทุ่มให้กับชาร์ตนี้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ดูสวยหรูออกมา
เมื่อได้ตัวเลขที่ยอดเยี่ยมมาแล้วก็นำไปจ้างบัญชีการตลาดให้ช่วยปั่นกระแสข่าว เพื่อให้ดูเหมือนว่าเขานั้นเป็นดาราที่โด่งดังที่สุดในวงการบันเทิงจีน
แต่ในความเป็นจริงแล้วในชาร์ตอื่นก็ยังมีแฟนคลับของดาราทราฟฟิกคนอื่นๆ ที่คอยทำสถิติข่มเขาไว้อยู่เช่นกัน
ดังนั้นเวลาที่ได้เห็นบรรดาแฟนคลับยกตำแหน่งและผลสำเร็จต่างๆ มาอ้างว่าไอดอลของตัวเองนั้นเก่งกาจและยอดเยี่ยมขนาดไหน ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงข้อมูลที่ถูกเลือกมาสื่อสารเฉพาะส่วนเท่านั้น
ต่อให้ไม่ใช่ข้อมูลที่แฟนคลับปั้นแต่งขึ้นมาเอง แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะสามารถกวาดล้างวงการบันเทิงได้จริงๆ มันอาจจะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาที่เขาสร้างกระแสในแพลตฟอร์มหรือสาขาใดสาขาหนึ่งจนสามารถครองพื้นที่ได้สำเร็จเท่านั้น
คนที่ทุ่มเททำสถิติและเอาเรื่องนี้มาเป็นความภาคภูมิใจส่วนใหญ่มักจะเป็นดาราทราฟฟิกหน้าใหม่ หรือไม่ก็เป็นช่วงพีคของศิลปินที่อาศัยพลังแฟนคลับในการช่วยรักษาพ้นที่สื่อ
อย่างจางรั่วหยุนและลู่หานซึ่งเป็นดาราทราฟฟิกที่โด่งดังจนข้ามผ่านขีดจำกัดไปแล้วนั้น ในตอนนี้พวกเขาเริ่มจะไม่ค่อยมานั่งเล่นเรื่องสถิติกันแล้ว แต่เริ่มเปลี่ยนมาเดินสายสร้างการยอมรับในระดับมหาชนแทน บางครั้งพวกเขายังพยายามควบคุมการปรากฏตัวและจำนวนแฮชแท็กบนคำค้นหายอดนิยมด้วยซ้ำเพื่อรักษาความลึกลับเอาไว้และคอยสร้างความประหลาดใจให้กับผู้ชม
คนที่เดินไปไกลกว่านั้นอย่างหูเกอหรือฟ่านเสี่ยวพั่งนั้น ยิ่งไม่สนใจเรื่องข้อมูลในวงการแฟนคลับเลยแม้แต่น้อย
ฐานแฟนคลับในระดับมหาชนของพวกเขานั้นมั่นคงอยู่แล้ว หากอยากได้กระแสเมื่อไหร่พวกเขาก็สร้างขึ้นมาได้ทันที ส่วนใหญ่มักจะออกมาเคลื่อนไหวเฉพาะในช่วงที่มีผลงานใหม่ลงจอเท่านั้น
จูอีหลงเพิ่งจะมาโด่งดังเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้เขาอยู่ในช่วงขาขึ้นและมีแฟนคลับที่เหนียวแน่นมาก จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องแย่งชิงพื้นที่สื่อกันอย่างหนัก แม้การกระทำนี้จะดูออกง่ายไปหน่อยแต่ในปัจจุบันที่การทำสถิติในวงการแฟนคลับกลายเป็นเรื่องที่ทำกันอย่างเปิดเผยแล้วก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
"อ้อ ประธานครับ คุณรู้ไหมว่าจูอีหลงยังมีฉายาอีกอย่างหนึ่งด้วยนะ"
เว่ยหยางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น "คงจะไม่ใช่ฉายาเว่ยหยางน้อยหรอกนะ ?"
ผู้ช่วยยกนิ้วหัวแม่มือให้ "คุณเดาได้ถูกต้องเลยครับ"
ประธานเว่ยรู้สึกพูดไม่ออกเลยทีเดียว ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีคนมาเกาะกระแสเขาด้วยการใช้ฉายาเว่ยหยางน้อยมานับไม่ถ้วน เขาก็คร้านที่จะไปใส่ใจ แต่ถ้าจำไม่ผิดจูอีหลงคนนี้เกิดในปี 1988
แกกับข้าห่างกันแค่ปีเดียวเองนะ จะมาเรียกเว่ยหยางน้อยหาพระแสงอะไรกัน !
ต่อให้เรียกหูเกอน้อยก็ยังพอทำเนา เพราะหูเกอเกิดในปี 1982 ซึ่งมีอายุห่างกันประมาณ 5 ถึง 6 ปี ในวงการบันเทิงที่คนห้าปีจะถือเป็นหนึ่งยุค มันก็ยังพอจะแถไปได้บ้าง
"ผมลองไปเช็กดูมาแล้วครับ ตอนแรกมันไม่ใช่การตลาดจากทีมงานของเขาหรอก คาดว่าทางทีมงานเองก็คงรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ แต่เป็นแฟนคลับบางส่วนที่บอกว่าการแสดงของเขามีคุณภาพ หน้าตาดีและมีราศีที่ยอดเยี่ยม ดูมีกลิ่นอายคล้ายกับคุณตอนที่เพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ พอคนพูดกันเยอะเข้าก็เริ่มมีคนเรียกขานฉายานี้ไปทั่ว จนทางทีมงานของเขาคงจะรู้สึกว่ามันมีประเด็นให้เล่นจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยและปล่อยเลยตามเลยไป"
เว่ยหยางเข้าใจในทันที แม้อายุของจูอีหลงจะใกล้เคียงกับเขาแต่เขากลับสร้างชื่อเสียงได้ช้ามาก
เมื่อสิบปีก่อนประธานเว่ยโด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว แต่จูอีหลงคนนี้ต้องรอจนถึงปีที่แล้วจากเรื่อง "Guardian" ถึงจะได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัว ดังนั้นแม้อายุจะต่างกันเพียงปีเดียว แต่ในความรู้สึกของมหาชนพวกเขานั้นถูกจัดอยู่กันคนละยุค
ประกอบกับจูอีหลงเป็นดาราชายที่หาได้ยากในวงการซึ่งมีทั้งความหล่อเหลา มีราศี การแสดงดีและยังดูอ่อนเยาว์ ซึ่งดันไป "ชนสไตล์" กับประธานเว่ยเข้าพอดี จึงทำให้มีคนนำทั้งสองคนมาเชื่อมโยงกัน
หากตัดเรื่องการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากคนที่ไม่ชอบออกไป จูอีหลงและทีมงานของเขาคงไม่ได้รู้สึกว่าการถูกเรียกว่า "เว่ยหยางน้อย" เป็นเรื่องน่าอับอายอะไร
เผลอๆ ถ้าเขาสามารถกอบโกยผลประโยชน์จากฉายานี้ได้ ในช่วงที่ประธานเว่ยไม่ได้รับงานแสดงจากภายนอกและค่อยๆ ลดปริมาณงานของตัวเองลง จนทำให้เขาถูกมองว่าเป็น "ตัวแทน" ของประธานเว่ยในกองถ่ายบางแห่ง แบบนั้นเขาก็จะได้รับกำไรมหาศาลเลยทีเดียว
ความจริงแล้วคนที่ทำแบบนี้ไม่ได้มีแค่จูอีหลงคนเดียว ในวงการบันเทิงมีคำเรียกขานว่า "ตัวตายตัวแทนของเว่ยหยาง" อยู่เสมอ
หากตัดเรื่องความนิยมและฐานะทิ้งไป รูปลักษณ์และการแสดงของเขาก็ถือว่าเป็นระดับท็อปในวงการจริงๆ ประกอบกับการมีบทบาทตัวละครระดับตำนานคอยส่งเสริม จึงทำให้เขากลายเป็น "แสงจันทร์ขาว" ในใจของผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างหลายคน
กองถ่ายและผู้กำกับบางคนอยากจะได้เว่ยหยางมาร่วมงานแต่กลับไม่สามารถเชิญตัวจริงมาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องหาคนที่มีลักษณะตรงตามแม่พิมพ์ของเขามาแทน
มันไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาที่เหมือนกันเป๊ะๆ แต่เป็นการหาคนที่มีความสอดคล้องกับรูปลักษณ์ ราศี รูปร่าง และทักษะการแสดงตามความต้องการของบทบาท บางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการเลียนแบบตัวตนของเว่ยหยางจริงๆ แต่เป็นการเลียนแบบบทบาทตัวละครของเขา
ตัวอย่างเช่น ดาราที่มีความนิยมสูงอย่างหลี่โม่วเฟิงและหยางหยาง ต่างก็เคยถูกชี้เป้าว่าเลียนแบบการแสดงของเว่ยหยางในเรื่อง "ตงกง" และ "หาญท้าชะตาฟ้า" ในผลงานบางเรื่องของพวกเขา
รวมถึงสาเหตุที่จูอีหลงถูกเรียกว่า "เว่ยหยางน้อย" ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะลุคและการแสดงของเขาในเรื่อง "Guardian" นั้นมีความคล้ายคลึงกับศาสตราจารย์กู้วของเว่ยหยางในเรื่อง "จากดวงดาวถึงคุณ" อยู่บ้าง
ดังนั้นในหมู่คนวงการบันเทิงจึงมีคำกล่าวล้อเลียนว่า ดาราชายครึ่งวงการบันเทิงต่างก็กำลังตักตวงผลประโยชน์จากการมีอยู่ของประธานเว่ยหยางกันทั้งนั้น
คำพูดนี้อาจจะฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่ความจริงที่ว่าดาราชายหน้าใหม่และดาราทราฟฟิกส่วนใหญ่ต่างก็ได้รับอิทธิพลจากประธานเว่ยนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย
ฉายา "ต้นตำรับดาราทราฟฟิก" จึงค่อยๆ ถูกผู้คนนำมามอบให้กับเว่ยหยางทีละคนสองคน
ในตอนแรกคำกล่าวนี้หลายคนยังไม่ยอมรับ เพราะดาราทราฟฟิกนั้นมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย เช่น วง F4 ในช่วงต้นศตวรรษ หรือสี่จตุรเทพในยุคก่อนหน้านั้น รวมถึงนักร้องดังอย่างเจย์ โจว ในเวลาต่อมา ใครจะกล้าบอกว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ดาราทราฟฟิกกันล่ะ ?
ทว่าต่อมาผู้คนเริ่มตระหนักได้ว่า คำว่าดาราทราฟฟิกในความหมายนี้ไม่เหมือนกับความหมายดั้งเดิม !
ในตอนที่คนเหล่านั้นโด่งดังยังไม่มีการนิยามคำว่าดาราทราฟฟิกเกิดขึ้นมา แต่ประธานเว่ยคือคนแรกที่เปิดยุคสมัยของ "ทราฟฟิก" อย่างแท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม 85 ฮวา สองสาวงามจากซินเจียง หรือสี่ดรุณีคืนถิ่น และบรรดาดาราชายหญิงสายทราฟฟิกทั้งหลาย ต่างก็ก้าวขึ้นมาเป็นลูกรักของทราฟฟิกหลังจากยุคของเว่ยหยางทั้งสิ้น และพวกเขาก็ได้พัฒนารูปแบบการแบ่งระดับและการแข่งขันที่เรียกว่าทราฟฟิกขึ้นมา โดยมีเว่ยหยางเป็นมาตรฐานเปรียบเทียบเสมอ
ทุกยุคทุกสมัยย่อมมีราชาเป็นของตัวเอง !
แม้ในเวลาต่อมาประธานเว่ยจะไม่ได้ลงมามีส่วนร่วมในยุคทราฟฟิกมากนัก แต่แนวคิดนี้ก็ได้ถูกเขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาในวงการบันเทิงอย่างเป็นทางการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ...
[จบแล้ว]